This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๕

本册其他条目

๑. สรณคมน์๒. ทสสิกขาบท๓. ทวัตติงสาการ๔. สามเณรปัญหา๕. มงคลสูตร๖. รตนสูตร๗. ติโรกุฑฑสูตร๘. นิธิกัณฑสูตร๙. เมตตสูตร๑. ยมกวรรค๒. อัปปมาทวรรค๓. จิตตวรรค๔. ปุปผวรรค๕. พาลวรรค๖. ปัณฑิตวรรค๗. อรหันตวรรค๘. สหัสสวรรค๙. ปาปวรรค๑๐. ทัณฑวรรค๑๑. ชราวรรค๑๒. อัตตวรรค๑๓. โลกวรรค๑๔. พุทธวรรค๑๕. สุขวรรค๑๖. ปิยวรรค๑๗. โกธวรรค๑๘. มลวรรค๑๙. ธัมมัฏฐวรรค๒๐. มัคควรรค๒๑. ปกิณณกวรรค๒๒. นิรยวรรค๒๓. นาควรรค๒๔. ตัณหาวรรค๒๕. ภิกขุวรรค๒๖. พราหมณวรรค๑. ปฐมโพธิสูตร๒. ทุติยโพธิสูตร๓. ตติยโพธิสูตร๔. นิหุหุงกสูตร๕. พราหมณสูตร๖. มหากัสสปสูตร๗. อชกลาปกสูตร๘. สังคามชิสูตร๙. ชฏิลสูตร๑๐. พาหิยสูตร๑. มุจจลินทสูตร๒. ราชสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. สักการสูตร๕. อุปาสกสูตร๖. คัพภินีสูตร๗. เอกปุตตกสูตร๘. สุปปวาสาสูตร๙. วิสาขาสูตร๑๐. ภัททิยสูตร๑. กัมมวิปากชสูตร๒. นันทสูตร๓. ยโสชสูตร๔. สารีปุตตสูตร๕. มหาโมคคัลลานสูตร๖. ปิลินทวัจฉสูตร๗. สักกุทานสูตร๘. ปิณฑปาติกสูตร๙. สิปปสูตร๑๐. โลกสูตร๑. เมฆิยสูตร๒. อุทธตสูตร๓. โคปาลกสูตร๔. ยักขปหารสูตร๕. นาคสูตร๖. ปิณโฑลสูตร๗. สารีปุตตสูตร๘. สุนทรีสูตร๙. อุปเสนสูตร๑๐. สารีปุตตอุปสมสูตร๑. ปิยตรสูตร๒. อัปปายุกสูตร๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร๔. กุมารกสูตร๕. อุโปสถสูตร๖. โสณสูตร๗. กังขาเรวตสูตร๘. สังฆเภทสูตร๙. สธายมานสูตร๑๐. จูฬปันถกสูตร๑. อายุสังขาโรสสัชชนสูตร๒. สัตตชฏิลสูตร๓. ปัจจเวกขณสูตร๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร๖. ตติยนานาติตถิยสูตร๗. สุภูติสูตร๘. คณิกาสูตร๙. อุปาติธาวันติสูตร๑๐. อุปปัชชันติสูตร๑. ปฐมลกุณฏกภัททิยสูตร๒. ทุติยลกุณฏกภัททิยสูตร๓. ปฐมสัตตสูตร๔. ทุติยสัตตสูตร๕. อปรลกุณฏกภัททิยสูตร๖. ตัณหาสังขยสูตร๗. ปปัญจักขยสูตร๘. กัจจานสูตร๙. อุทปานสูตร๑๐. อุเทนสูตร๑. ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๒. ทุติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๓. ตติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปาฏลิคามิยสูตร๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร๙. ปฐมทัพพสูตร๑๐. ทุติยทัพพสูตร๑. โลภสูตร๒. โทสสูตร๓. โมหสูตร๔. โกธสูตร๕. มักขสูตร๖. มานสูตร๗. สัพพปริญญาสูตร๘. มานปริญญาสูตร๙. โลภปริญญาสูตร๑๐. โทสปริญญาสูตร๑. โมหปริญญาสูตร๒. โกธปริญญาสูตร๓. มักขปริญญาสูตร๔. อวิชชานีวรณสูตร๕. ตัณหาสังโยชนสูตร๖. ปฐมเสขสูตร๗. ทุติยเสขสูตร๘. สังฆเภทสูตร๙. สังฆสามัคคีสูตร๑๐. ปทุฏฐจิตตสูตร๑. ปสันนจิตตสูตร๒. เมตตสูตร๓. อุภยัตถสูตร๔. อัฏฐิปุญชสูตร๕. มุสาวาทสูตร๖. ทานสูตร๗. เมตตาภาวนาสูตร๑. ทุกขวิหารสูตร๒. สุขวิหารสูตร๓. ตปนียสูตร๔. อตปนียสูตร๕. ปฐมสีลสูตร๖. ทุติยสีลสูตร๗. อาตาปีสูตร๘. ปฐมนกุหนสูตร๙. ทุติยนกุหนสูตร๑๐. โสมนัสสสูตร๑. วิตักกสูตร๒. เทสนาสูตร๓. วิชชาสูตร๔. ปัญญาปริหีนสูตร๕. สุกกธัมมสูตร๖. อชาตสูตร๗. นิพพานธาตุสูตร๘. ปฏิสัลลานสูตร๙. สิกขานิสังสสูตร๑๐. ชาคริยสูตร๑๑. อาปายิกสูตร๑๒. ทิฏฐิคตสูตร๑. มูลสูตร๒. ธาตุสูตร๓. ปฐมเวทนาสูตร๓. ปฐมเวทนาสูตร๕. ปฐมเอสนาสูตร๖. ทุติยเอสนาสูตร๗. ปฐมอาสวสูตร๘. ทุติยอาสวสูตร๙. ตัณหาสูตร๑๐. มารเธยยสูตร๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒. จักขุสูตร๓. อินทริยสูตร๔. อัทธาสูตร๕. ทุจจริตสูตร๖. สุจริตสูตร๗. โสเจยยสูตร๘. โมเนยยสูตร๙. ปฐมราคสูตร๑๐. ทุติยราคสูตร๑. มิจฉาทิฏฐิกสูตร๒. สัมมาทิฏฐิกสูตร๓. นิสสรณิยสูตร๔. สันตตรสูตร๕. ปุตตสูตร๖. อวุฏฐิกสูตร๗. สุขปัตถนาสูตร๘. ภิทุรสูตร๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร๑๐. ปริหานสูตร๑. วิตักกสูตร๒. สักการสูตร๓. เทวสัททสูตร๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร๕. พหุชนหิตสูตร๖. อสุภานุปัสสีสูตร๗. ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร๘. อันธกรณสูตร๙. อันตรามลสูตร๑๐. เทวทัตตสูตร๑. อัคคัปปสาทสูตร๒. ชีวกสูตร๓. สังฆาฏิกัณณสูตร๔. อัคคิสูตร๕. อุปปริกขสูตร๖. กามูปปัตติสูตร๗. กามโยคสูตร๘. กัลยาณสีลสูตร๙. ทานสูตร๑๐. เตวิชชสูตร๑. พราหมณธัมมยาคสูตร๒. สุลภสูตร๓. อาสวักขยสูตร๔. สมณพราหมณสูตร๕. สีลสัมปันนสูตร๖. ตัณหุปปาทสูตร๗. สพรหมกสูตร๘. พหุการสูตร๙. กุหสูตร๑๐. นทีโสตสูตร๑๑. จรสูตร๑๒. สัมปันนสีลสูตร๑๓. โลกสูตร๑. อุรคสูตร๒. ธนิยสูตร๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาชสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร๘. เมตตสูตร๙. เหมวตสูตร๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร๑๒. มุนิสูตร๑. รตนสูตร๒. อามคันธสูตร๓. หิริสูตร๔. มงคลสูตร๕. สูจิโลมสูตร๖. ธัมมจริยสูตร๗. พราหมณธัมมิกสูตร๘. นาวาสูตร๙. กิงสีลสูตร๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร๑๔. ธัมมิกสูตร๑. ปัพพัชชาสูตร๒. ปธานสูตร๓. สุภาสิตสูตร๔. สุนทริกภารทวาชสูตร๕. มาฆสูตร๖. สภิยสูตร๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร๑. กามสูตร๒. คุหัฏฐกสูตร๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร๕. ปรมัฏฐกสูตร๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร๘. ปสูรสูตร๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร๑๑. กลหวิวาทสูตร๑๒. จูฬวิยูหสูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร๑๔. ตุวฏกสูตร๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สารีปุตตสูตรวัตถุกถา๑. อชิตมาณวกปัญหา๒. ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหา๓. ปุณณกมาณวกปัญหา๔. เมตตคูมาณวกปัญหา๕. โธตกมาณวกปัญหา๖. อุปสีวมาณวกปัญหา๗. นันทมาณวกปัญหา๘. เหมกมาณวกปัญหา๙. โตเทยยมาณวกปัญหา๑๐. กัปปมาณวกปัญหา๑๑. ชตุกัณณิมาณวกปัญหา๑๒. ภัทราวุธมาณวกปัญหา๑๓. อุทยมาณวกปัญหา๑๔.โปสาลมาณวกปัญหา๑๕. โมฆราชมาณวกปัญหา๑๖. ปิงคิยมาณวกปัญหา

注释

经典

๒๖. พราหมณวรรค

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

42 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๒๖. พราหมณวรรค หมวดว่าด้วยพราหมณ์ ๑. ปสาทพหุลพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ผู้เลื่อมใสมาก (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๘๓

พราหมณ์ เธอจงพยายามตัดกระแส ให้ขาด จงบรรเทากามทั้งหลายให้ได้ เธอรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว ก็จะรู้แจ้งสภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงให้โลกคือขันธ์ ๕ สว่างไสวด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๐) @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๗๓/๔๘๔ @ พราหมณ์ ตามหลักพุทธศาสนาในวรรคนี้หมายถึงพระขีณาสพทั้งหลาย แต่มีบ้างที่ตรัสหมายเอา @พราหมณ์โดยชาติกำเนิด เช่น ในธรรมบทข้อ ๓๙๒ หน้า ๑๕๖ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒) @ กระแส หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒) @ สภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓. มารวัตถุ ๒. สัมพหุลภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุหลายรูป (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุ ๓๐ รูป ดังนี้)

๓๘๔

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้งสอง เมื่อนั้น สังโยคะ ทั้งหมดของเขาผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ๓. มารวัตถุ เรื่องมาร (พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสพระคาถานี้แก่มารผู้ถามเรื่องฝั่ง ดังนี้)

๓๘๕

ผู้ใดไม่มีฝั่งนี้ ไม่มีฝั่งโน้น หรือไม่มีทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น เราเรียกผู้นั้นซึ่งปราศจากความกระวนกระวาย ปลอดจากกิเลสแล้วว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งสอง หมายถึงสมถะ และวิปัสสนา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๓) @ สังโยคะ หมายถึงโยคะ(สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ) มี ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา @(ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๓) และดูความหมายของคำว่า “โยคะ” ใน ขุ.ธ.อ. ๒/๖๕, ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๑ ประกอบ @ ไม่มีฝั่งนี้ หมายถึงไม่มีความยึดถืออายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ว่า “เรา” หรือ @“ของเรา” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๔) @ ไม่มีฝั่งโน้น หมายถึงไม่มีความยึดถืออายตนะภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ @ธรรมารมณ์) ว่า “เรา” หรือ “ของเรา” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๕. อานันทเถรวัตถุ ๔. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ผู้ถามเรื่องพราหมณ์ ดังนี้)

๓๘๖

ผู้เพ่งพินิจ ปราศจากธุลี อยู่ตามลำพัง ทำกิจเสร็จแล้ว หมดอาสวะ บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์ ๕. อานันทเถรวัตถุ เรื่องพระอานนทเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระอานนทเถระ ดังนี้)

๓๘๗

ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเฉพาะกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างเฉพาะกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว จึงสง่างาม พราหมณ์เพ่งพินิจ จึงสง่างาม แต่พระพุทธเจ้าทรงสง่างามด้วยพระเดช ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน @เชิงอรรถ : @ ประโยชน์สูงสุด หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๕) @ พระเดช ในที่นี้หมายถึงเดช ๕ อย่าง คือ เดชแห่งศีล เดชแห่งคุณ เดชแห่งปัญญา เดชแห่งบุญ และ @เดชแห่งธรรม (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๗. สารีปุตตเถรวัตถุ ๖. อัญญตรปัพพชิตวัตถุ เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ท่านหนึ่ง ถามพระผู้มีพระภาค เรื่องบรรพชิต พระองค์จึงตรัสพระคาถา ดังนี้)

๓๘๘

ผู้ที่ลอยบาปได้ เราเรียกว่า พราหมณ์ เพราะประพฤติสงบ เราเรียกว่า สมณะ ฉะนั้น ผู้ที่กำจัดมลทิน ของตนให้หมดไปได้ เราจึงเรียกว่า บรรพชิต ๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระสารีบุตรซึ่งถูกพราหมณ์ทำร้าย จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๘๙

พราหมณ์ไม่พึงทำร้ายพราหมณ์ ไม่พึงจองเวรพราหมณ์ผู้ทำร้ายนั้น น่าตำหนิพราหมณ์ผู้ทำร้ายพราหมณ์ พราหมณ์ที่จองเวรตอบนั้น น่าตำหนิยิ่งกว่า

๓๙๐

ข้อที่พราหมณ์ห้ามใจจากอารมณ์อันเป็นที่รัก ทั้งหลายได้ เป็นความประเสริฐไม่น้อยเลย ใจที่มีความเบียดเบียน กลับจากวัตถุใดๆ ความทุกข์ก็ย่อมสงบระงับจากวัตถุนั้นๆ @เชิงอรรถ : @ ประพฤติสงบ หมายถึงประพฤติปฏิบัติให้อกุศลธรรมทั้งหมดสงบ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๘) @ มลทิน หมายถึงกิเลสมีราคะ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๘) @ อารมณ์อันเป็นที่รัก หมายถึงการเกิดขึ้นแห่งความโกรธของผู้มักโกรธ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๐. ชฏิลพราหมณวัตถุ ๘. มหาปชาปตีโคตมีวัตถุ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ดังนี้)

๓๙๑

ผู้ไม่มีกรรมชั่ว ทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร เราเรียกว่า พราหมณ์ ๙. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระสารีบุตร นอบน้อมทิศที่พระอัสสชิเถระอยู่ จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๙๒

บุคคลรู้แจ้งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากอาจารย์ใด ควรนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์ นอบน้อมไฟที่บูชา ฉะนั้น ๑๐. ชฏิลพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ชฎิล (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ชฎิลผู้ถามเรื่องพราหมณ์ ดังนี้)

๓๙๓

คนเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่เพราะเกล้าชฎา ไม่ใช่เพราะโคตร ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด แต่สัจจะ และธรรม มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น เป็นผู้สะอาด และผู้นั้น เป็นพราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กรรมชั่ว หมายถึงกรรมที่มีโทษ มีทุกข์เป็นกำไร นำสัตว์ให้ตกไปในอบาย (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๓) @ พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงพราหมณ์โดยชาติกำเนิด (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๔) @ สัจจะ หมายถึงสัจญาณอันหยั่งรู้สัจจะ ๔ โดยอาการ ๑๖ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๕) @ ธรรม หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๒. กิสาโคตมีวัตถุ ๑๑. กุหกพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์โกหก (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพราหมณ์โกหกมีวัตรดังค้างคาว ตรัสพระคาถานี้ แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๙๔

เจ้าคนมีปัญญาทราม การเกล้าชฎา การครองหนังเสือ จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้า ภายนอกของเจ้าเปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลา แต่ภายในของเจ้ารกรุงรัง ๑๒. กิสาโคตมีวัตถุ เรื่องนางกิสาโคตมี (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภนางกิสาโคตมีจึงตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพ ดังนี้)

๓๙๕

ผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ซูบผอม มีเส้นเอ็นปรากฏทั่วร่าง เพ่งพินิจอยู่ในป่าผู้เดียว เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ รกรุงรัง หมายถึงรกรุงรังด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑/๑๑๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๔. อุคคเสนวัตถุ ๑๓. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ดังนี้)

๓๙๖

เราไม่เรียกบุคคลผู้ถือกำเนิด เกิดในครรภ์มารดาว่า พราหมณ์ ถ้าเขายังมีกิเลสเครื่องกังวลอยู่ เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น เราเรียกผู้หมดกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์ ๑๔. อุคคเสนวัตถุ เรื่องนายอุคคเสน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๙๗

ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ได้ ผู้ปราศจากโยคะ เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ โภวาที หมายถึงบุคคลผู้มีปกติเที่ยวร้องเรียกตนเองว่า “เป็นผู้เจริญ” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๐) @ ม.ม. (แปล) ๑๓/๔๕๗/๕๗๗ @ ไม่สะดุ้ง หมายถึงไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๑) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๔๙ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๗. สารีปุตตเถรวัตถุ ๑๕. เทฺวพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ ๒ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ดังนี้)

๓๙๘

ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ ๑๖. อักโกสกภารทวาชวัตถุ เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๓๙๙

ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การฆ่า และการจองจำได้ มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล เราเรียกว่า พราหมณ์ ๑๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๐

ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ชะเนาะ หมายถึงความโกรธ เชือกหนัง หมายถึงตัณหา เงื่อน หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๒) @ สายรัด หมายถึงอนุสัยกิเลส ลิ่มสลัก หมายถึงอวิชชา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๐. เขมาภิกขุนีวัตถุ ๑๘. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ เรื่องพระอุบลวัณณาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๑

ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๑๙. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ดังนี้)

๔๐๒

ผู้ใดในศาสนานี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๐. เขมาภิกขุนีวัตถุ เรื่องพระเขมาภิกษุณี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพและเทวดาทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๓

ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง หมายถึงรู้ว่าธรรมนี้เป็นทางไปทุคติ ธรรมนี้เป็นทางไปสุคติ ธรรมนี้เป็นทาง @ไปนิพพาน และรู้ว่าธรรมนี้มิใช่ทาง (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๓. สามเณรวัตถุ ๒๑. ปัพภารวาสีติสสเถรวัตถุ เรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ที่เงื้อมเขา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๔

ผู้ไม่คลุกคลี กับคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์ ๒๒. อัญญตรภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๕

ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๓. สามเณรวัตถุ เรื่องสามเณร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๖

ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ คลุกคลี ในที่นี้หมายถึงการคลุกคลีทางกายคือการเห็น การฟัง การเจรจาปราศรัย การร่วมกิน ร่วมดื่ม @(ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๓) @ สัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง หมายถึงสัตว์ที่ยังมีตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๕) @ สัตว์ที่มั่นคง หมายถึงสัตว์ที่หมดตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๖. อัญญตรภิกขุวัตถุ ๒๔. มหาปันถกเถรวัตถุ เรื่องพระมหาปันถกเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๗

ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๕. ปิลินทวัจฉเถรวัตถุ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๘

ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้ เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง เราเรียกว่า พราหมณ์ ๒๖. อัญญตรภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๐๙

ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ตกไป หมายถึงไม่ให้ตั้งอยู่ในใจ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๙. เรวตเถรวัตถุ ๒๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๐

ผู้ใดไม่มีความหวัง ในโลกนี้และโลกหน้า ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๘. มหาโมคคัลลานวัตถุ เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๑

ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๙. เรวตเถรวัตถุ เรื่องพระเรวตเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๒

ผู้ใดในโลกนี้ ละบุญและบาปทั้งสองได้ พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ความหวัง (อาสา) หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๔) @ อาลัย ในที่นี้หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๕) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๑. สีวลิเถรวัตถุ ๓๐. จันทาภเถรวัตถุ เรื่องพระจันทาภเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๓

ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้สิ้นความเพลิดเพลินในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์ ๓๑. สีวลิเถรวัตถุ เรื่องพระสีวลีเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๔

ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ทางหล่ม สงสาร และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ไม่ขุ่นมัว หมายถึงปราศจากมลทินคือกิเลส (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๑) @ ความเพลิดเพลินในภพ หมายถึงตัณหาในภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๑) @ ทางอ้อม หมายถึงราคะ @ ทางหล่ม หมายถึงกิเลส (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๒) @ สงสาร หมายถึงสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๔. โชติกเถรวัตถุ ๓๒. สุนทรสมุททเถรวัตถุ เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๕

ผู้ใดในโลกนี้ ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นกามและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๓. ชฏิลวัตถุ เรื่องพระชฎิลเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๖

ผู้ใดในโลกนี้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๔. โชติกเถรวัตถุ เรื่องพระโชติกเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๖.๒

ผู้ใดในโลกนี้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๖. ทุติยนฏปุพพกเถรวัตถุ ๓๕. ปฐมนฏปุพพกเถรวัตถุ เรื่องพระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๗

ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากโยคะ ทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๖. ทุติยนฏปุพพกเถรวัตถุ เรื่องพระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๘

ผู้ละทั้งความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ หมายถึงอายุและกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) @อันเป็นของมนุษย์ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๒) @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้ @ ความยินดี หมายถึงความยินดีในกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓) @ ความไม่ยินดี หมายถึงความระอาในการอยู่ป่า (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓) @ ครอบงำโลกทั้งหมด หมายถึงครอบงำโลกคือขันธ์ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๘. ธัมมทินนาเถรีวัตถุ ๓๗. วังคีสเถรวัตถุ เรื่องพระวังคีสเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๑๙

ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์

๔๒๐

ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ ก็รู้ไม่ได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์ ๓๘. ธัมมทินนาเถรีวัตถุ เรื่องพระธัมมทินนาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่วิสาขอุบาสก อดีตสามีของพระธัมมทินนาเถรี ดังนี้)

๔๒๑

ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กิเลสเครื่องกังวล หมายถึงความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา (๘/๑๘๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๔๐. เทวหิตพราหมณวัตถุ ๓๙. อังคุลิมาลเถรวัตถุ เรื่องพระองคุลิมาลเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

๔๒๒

ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ ๔๐. เทวหิตพราหมณวัตถุ เรื่องเทวหิตพราหมณ์ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เทวหิตพราหมณ์ ดังนี้)

๔๒๓

ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด หมดภารกิจ เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ พราหมณวรรคที่ ๒๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ระลึกอดีตชาติได้ หมายถึงมีทิพยจักษุญาณเห็นสวรรค์ ๒๖ ชั้น และอบายภูมิ ๔ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑) @ ภาวะที่สิ้นสุดการเกิด หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑) @ หมดภารกิจ หมายถึงหมดหน้าที่กำหนดรู้(ปริญญากิจ) หมดหน้าที่ละ(ปหานกิจ) และหมดหน้าที่ทำ @ให้แจ้ง(สัจฉิกิริยากิจ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท รวมวรรคในธรรมบท รวมวรรคในธรรมบท ๑. ยมกวรรค ๒. อัปปมาทวรรค ๓. จิตตวรรค ๔. ปุปผวรรค ๕. พาลวรรค ๖. ปัณฑิตวรรค ๗. อรหันตวรรค ๘. สหัสสวรรค ๙. ปาปวรรค ๑๐. ทัณฑวรรค ๑๑. ชราวรรค ๑๒. อัตตวรรค ๑๓. โลกวรรค ๑๔. พุทธวรรค ๑๕. สุขวรรค ๑๖. ปิยวรรค ๑๗. โกธวรรค ๑๘. มลวรรค ๑๙. ธัมมัฏฐวรรค ๒๐. มัคควรรค ๒๑. ปกิณณกวรรค ๒๒. นิรยวรรค ๒๓. นาควรรค ๒๔. ตัณหาวรรค ๒๕. ภิกขุวรรค ๒๖. พราหมณวรรค รวมเป็น ๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท รวมพระคาถาในธรรมบท รวมพระคาถาในธรรมบท ยมกวรรค มี ๒๐ คาถา อัปปมาทวรรค มี ๑๒ คาถา จิตตวรรค มี ๑๑ คาถา ปุปผวรรค มี ๑๖ คาถา พาลวรรค มี ๑๖ คาถา ปัณฑิตวรรค มี ๑๔ คาถา อรหันตวรรค มี ๑๐ คาถา สหัสสวรรค มี ๑๖ คาถา ปาปวรรค มี ๑๓ คาถา ทัณฑวรรค มี ๑๗ คาถา ชราวรรค มี ๑๑ คาถา อัตตวรรค มี ๑๐ คาถา โลกวรรค มี ๑๒ คาถา พุทธวรรค มี ๑๘ คาถา สุขวรรค มี ๑๒ คาถา ปิยวรรค มี ๑๒ คาถา โกธวรรค มี ๑๔ คาถา มลวรรค มี ๒๑ คาถา ธัมมัฏฐวรรค มี ๑๗ คาถา มัคควรรค มี ๑๗ คาถา ปกิณณกวรรค มี ๑๖ คาถา นิรยวรรค มี ๑๔ คาถา นาควรรค มี ๑๔ คาถา ตัณหาวรรค มี ๒๖ คาถา ภิกขุวรรค มี ๒๓ คาถา พราหมณวรรค มี ๔๑ คาถา รวมพระคาถาทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ ในนิบาต ในธรรมบทนี้ ๔๒๓ พระคาถา ธรรมบท จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๐}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้