๔. นันทาเปตวัตถุ
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. นันทาเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของนางนันทาเปรต นันทเสนอุบาสกถามว่า
ท่านมีผิวพรรณดำ มีรูปร่างน่าเกลียด ตัวขรุขระดูน่ากลัว มีตาเหลือง เขี้ยวงอกออกเหมือนหมู เราไม่เข้าใจว่าท่านเป็นมนุษย์? นางเปรตตอบว่า ข้าแต่ท่านนันทเสน เมื่อก่อน ฉันชื่อนันทา เป็นภรรยาของท่าน ได้ ทำกรรมอันลามกไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. นันทเสนถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก? นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนฉันเป็นหญิงดุร้าย หยาบคาย ไม่เคารพท่าน พูดคำชั่วหยาบ กะท่าน จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก. นันทเสนถามว่า เอาละ เราจะให้ผ้านุ่งแก่ท่าน ขอท่านจงนุ่งผ้านี้แล้วจงมา เราจักนำท่าน ไปสู่เรือน ท่านไปเรือนแล้วจักได้ผ้า ข้าวและน้ำ ทั้งจักได้ชมบุตร และลูกสะใภ้ของท่าน. นางเปรตนั้นตอบว่า ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของฉัน ด้วยมือของท่าน ก็ย่อมไม่สำเร็จ ประโยชน์แก่ฉัน ขอท่านจงเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ แล้วอุทิศส่วน กุศลไปให้ฉัน เมื่อท่านทำอย่างนั้น ฉันจักมีความสุข สำเร็จความ ปรารถนาทั้งปวง. เมื่อนันทเสนอุบาสกรับคำแล้ว ได้ให้ทานเป็นอันมาก คือ ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ร่ม ของหอม ดอกไม้ และ รองเท้าต่างๆ และเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูตให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้นาง นันทา ข้าว น้ำ และเครื่องนุ่งห่มอันเป็นวิบาก ย่อมบังเกิดในทันตา นั้นนั่นเอง นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นนั่นเอง นางเปรตนั้นมี ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันดีมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับ ด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาสามี. นันทเสนอุบาสกจึงถามว่า ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนักส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ อิฐผลย่อม สำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่รักแห่งใจ ย่อมเกิดแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร อนึ่ง ท่านมีอานุภาพ รุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร? นางนันทาเทพธิดาตอบว่า ข้าแต่ท่านนันทเสน เมื่อก่อน ฉันชื่อนันทาเป็นภรรยาของท่าน ได้ทำ กรรมชั่วช้าจึงไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้ แล้วจึงเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ดูกรคฤหบดี ขอท่านพร้อมด้วยญาติทั้งปวง จงมีอายุยืนนานเถิด ดูกรคฤหบดี ท่านประพฤติธรรมและให้ทาน ในโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงถิ่นฐานอันไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็น ที่อยู่ของท้าววสวัสดี ท่านกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมด้วย รากแล้ว อันใครๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึงโลกสวรรค์. จบ นันทาเปตวัตถุที่ ๔.
|๑๐๑.๑๖๘| ๔ กาลี ทุพฺพณฺณรูปาสิ ผรุสา ภีรุทสฺสนา ปิงฺคลาสิ กฬาราสิ น ตํ มญฺญามิ มานุสินฺติ ฯ |๑๐๑.๑๖๙| อหํ นนฺทา นนฺทเสน ภริยา เต ปุเร อหุํ ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๑.๑๗๐| กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๑.๑๗๑| จณฺฑี จ ผรุสา จาสิ ตยิ จาสิ อคารวา ตาหํ ทุรุตฺตํ วตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๑.๑๗๒| หนฺทุตฺตรียํ ททามิ เต อิมํ ทุสฺสํ นิวาสย อิมํ ทุสฺสํ นิวาเสตฺวา เอหิ เนสฺสามิ ตํ ฆรํ |๑๐๑.๑๗๓| วตฺถญฺจ อนฺนปานญฺจ ลจฺฉสิ ตฺวํ ฆรํ คตา ปุตฺเต จ เต ปสฺสิสฺสสิ สุณิสาเย จ ทกฺขสิ ฯ |๑๐๑.๑๗๔| หตฺเถน หตฺเถ เต ทินฺนํ น มยฺหํ อุปกปฺปติ ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต |๑๐๑.๑๗๕| ตปฺเปหิ อนฺนปาเนน มมํ ทกฺขิณมาทิสิ ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ |๑๐๑.๑๗๖| ตโต สาธูติ โส ปฏิสุณิตฺวา ทานํ วิปุลมากิริ อนฺนปานํ ขาทนียํ วตฺถํ เสนาสนานิ จ ฉตฺตํ คนฺธญฺจ มาลญฺจ วิวิธา จ อุปาหนา ฯ |๑๐๑.๑๗๗| ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต ตปฺเปตฺวา อนฺนปาเนน ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสิ ฯ |๑๐๑.๑๗๘| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ โภชนจฺฉาทนปานียํ ทกฺขิณาย อิทํ ผลํ |๑๐๑.๑๗๙| ตโต สุทฺธา สุจิวสนา กาสิกุตฺตมธารินี วิจิตฺตวตฺถาภรณา สามิกํ อุปสงฺกมิ ฯ |๑๐๑.๑๘๐| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๑๐๑.๑๘๑| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๑๐๑.๑๘๒| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวํ ชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๑๐๑.๑๘๓| อหํ นนฺทา นนฺทเสน ภริยา เต ปุเร อหุํ ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา |๑๐๑.๑๘๔| ตว ทินฺเนน ทาเนน โมทามิ อกุโตภยา ฯ จิรํ ชีว คหปติ สห สพฺเพหิ ญาติภิ อโสกํ วิรชํ ฐานํ อาวาสํ วสวตฺตีนํ |๑๐๑.๑๘๕| อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ทานํ ทตฺวา คหปติ ฯ วิเนยฺย มจฺเฉรลมลํ สมูลํ อนินฺทิโต สคฺคมุเปสิ ฐานนฺติ ฯ นนฺทาเปตวตฺถุ จตุตฺถํ ฯ