๖. กัณหเปตวัตถุ
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๖. กัณหเปตวัตถุ ว่าด้วยบัณฑิตถวายโอวาทแก่กษัตริย์ โรหิไณยอำมาตย์กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอพระองค์จงลุกขึ้นเถิด จะมัวทรง บรรทมอยู่ทำไม จะมีประโยชน์อะไรแก่พระองค์ด้วยการทรงบรรทมอยู่ เล่า ข้าแต่พระเกสวะ บัดนี้พระภาดาร่วมพระอุทรของพระองค์ ซึ่งเป็น ดุจพระหทัยและนัยน์เนตรเบื้องขวาของพระองค์ มีลมกำเริบคลั่งเพ้อ ไปเสียแล้ว. พระเจ้าเกสวะ ได้ทรงฟังคำของโรหิไณยอำมาตย์แล้ว ถูกความโศกถึง พระภาดาครอบงำ รีบเสด็จลุกขึ้นทันที จับพระหัตถ์ทั้งสองของฆฏ- บัณฑิตไว้มั่นแล้ว เมื่อจะทรงปราศรัยจึงตรัสพระคาถา มีความว่า เหตุไรหนอ เธอจึงทำดุจเป็นคนบ้าเที่ยวไปทั่วนครทวารกะนี้ เพ้ออยู่ว่า กระต่ายๆ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไร ฉันจักให้นายช่างทำกระต่ายทอง กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ กระต่ายรูปิยะ กระต่ายสังข์ กระต่าย หิน กระต่ายแก้วประพาฬ ให้แก่เธอ หรือว่ากระต่ายอื่นๆ ที่เที่ยว หากินอยู่ในป่ามีอยู่ ฉันจักให้เขานำกระต่ายเหล่านั้นมาให้เธอ เธอ ปรารถนากระต่ายเช่นไร? ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ปรารถนากระต่ายที่อาศัยแผ่นดิน ข้าพระองค์ปรารถนา กระต่ายจากพระจันทร์ ข้าแต่พระเจ้าเกสวะ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา นำกระต่ายนั้นลงมาประทานแก่ข้าพระองค์เถิด. พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า ดูกรพระญาติ เธอจักละชีวิตที่สดชื่นไปเสียเป็นแน่ เพราะเธอปรารถนา กระต่ายจากดวงจันทร์ ชื่อว่าปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา. ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ถ้าพระองค์ทรงพร่ำสอนผู้อื่น ฉันใด ขอให้ พระองค์ทรงทราบฉันนั้นเถิด เพราะเหตุไฉน พระองค์จึงทรง พระกรรแสงถึงราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว แต่ก่อนมา แม้จนวันนี้เล่า มนุษย์หรืออมนุษย์ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า ขอบุตรของเราที่เกิดมาแล้ว จงอย่าตาย พระองค์จะทรงได้โอรสที่ทิวงคตแล้วซึ่งไม่ควรได้แต่ที่ไหน ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร พระองค์ทรงกรรแสงถึงราชโอรสที่ทิวงคต แล้วไม่สามารถจะนำคืนมาด้วยมนต์ รากยาโอสถ หรือทรัพย์ได้ แม้กษัตริย์ทั้งหลายมีแว่นแคว้นมาก มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก จะไม่ทรงชราและไม่สวรรคต ไม่มีเลย แม้กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อ จะไม่แก่และไม่ตาย เพราะชาติของตน ก็ไม่มีเลย ชนเหล่าใดร่ายมนต์ อันประกอบด้วยองค์ ๖ อันพราหมณ์คิดแล้ว ชนเหล่านั้นจะไม่แก่ และไม่ตายเพราะวิชาของตน ก็ไม่มีเลย แม้พวกฤาษีเหล่าใดเป็นผู้สงบ มีตนอันสำรวมแล้ว มีตบะ แม้พวกฤาษีผู้มีตบะเหล่านั้น ย่อมละร่างกาย ไปตามกาล พระอรหันต์ทั้งหลายมีตนอันอบรมแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ย่อมทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้. พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า เธอดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเรา ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือน บุคคลดับไฟที่ราดน้ำมันด้วยน้ำนั้น ฉะนั้น เธอบรรเทาความโศกถึงบุตร ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำ ได้ถอนขึ้นแล้วหนอซึ่งลูกศร คือ ความโศกอันเสียบแทงแล้วที่หทัยของเรา เราเป็นผู้มีลูกศร คือ ความ @ มนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ คือ กาพย์ ๑ นิรุตติ ๑ พยากรณ์ ๑ โชติศาสตร์ ๑ สัททศาสตร์ ๑ @ฉันทศาสตร์ ๑ โศกอันถอนขึ้นแล้วเป็นผู้เย็น สงบแล้ว เราจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้อง ไห้อีก เพราะได้ฟังคำของเธอ ชนเหล่าใดผู้มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์ กันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังกันและกันให้หายโศก เหมือนเจ้าชายฆฏะยังพระเชฏฐาให้หายโศก ฉะนั้น พวกอำมาตย์ผู้เป็น บริจาริกาของพระราชาใด ย่อมมีเช่นนี้ ย่อมแนะนำด้วยสุภาษิต เหมือนเจ้าชายฆฏะแนะนำพระเชฏฐาของตน ฉะนั้น. จบ กัณหเปตวัตถุที่ ๖.
|๑๐๓.๑๘๗| ๖ อุฏฺเฐหิ กณฺห กึ เสสิ โก อตฺโถ สุปเนน เต โย จ ตุยฺหํ สโก ภาตา หทยํ จกฺขุญฺจ ทกฺขิณํ ตสฺส วาตา พลียนฺติ ฆโฏ ชปฺปติ เกสวาติ ฯ |๑๐๓.๑๘๘| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา โรหิเณยฺยสฺส เกสโว ตรมานรูโป วุฏฺฐาสิ ภาตุ โสเกน อทฺธิโตติ ฯ |๑๐๓.๑๘๙| กึ นุ อุมฺมตฺตรูโปว เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ สโส สโสติ ลปสิ กีทิสํ สสมิจฺฉสิ |๑๐๓.๑๙๐| โสวณฺณมยํ มณิมยํ โลหมยํ อถ รูปิยมยํ สงฺขสิลาปวาฬมยํ การยิสฺสามิ เต สสํ |๑๐๓.๑๙๑| สนฺติ อญฺเญปิ สสกา อรญฺญวนโคจรา เตปิ เต อานยิสฺสามิ กีทิสํ สสมิจฺฉสีติ ฯ |๑๐๓.๑๙๒| นาหํ เม เต สเส อิจฺเฉ เย สสา ปฐวีนิสฺสิตา จนฺทโต สสมิจฺฉามิ ตํ เม โอหร เกสวาติ ฯ |๑๐๓.๑๙๓| โส นูน มธุรํ ญาติ ชีวิตํ วิชหิสฺสสิ อปตฺถยํ ปตฺถยสิ จนฺทโต สสมิจฺฉสีติ ฯ |๑๐๓.๑๙๔| เอวญฺเจ กณฺห ชานาสิ ยถญฺญมนุสสาสิ กสฺมา ปุเร มตํ ปุตฺตํ อชฺชาปิ มนุโสจสิ ฯ |๑๐๓.๑๙๕| น ตํ ลพฺภา มนุสฺเสน อมนุสฺเสน วา ปน ชาโต เม มามรี ปุตฺโต กุโต ลพฺภา อลพฺภิยํ |๑๐๓.๑๙๖| น มนฺตา มูลเภสชฺชา โอสเถหิ ธเนน วา สกฺกา อานยิตุํ กณฺห ยํ เปตมนุโสจสิ ฯ |๑๐๓.๑๙๗| มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา ปหูตธนธญฺญาเส เตปิ โน อชรามรา ฯ |๑๐๓.๑๙๘| ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา เอเต จญฺเญ จ ชาติยา เตปิ โน อชรามรา ฯ |๑๐๓.๑๙๙| เย มนฺตํ ปริวตฺเตนฺติ ฉฬงฺคํ พฺรหฺมจินฺติตํ เอเต จญฺเญ จ วิชฺชาย เตปิ โน อชรามรา ฯ |๑๐๓.๒๐๐| อิสโย วาปิ เย สนฺตา สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน สรีรํ เตปิ กาเลน วิชหนฺติ ตปสฺสิโน ฯ |๑๐๓.๒๐๑| ภาวิตตฺตา อรหนฺโต กตกิจฺจา อนาสวา นิกฺขิปนฺติ อิมํ เทหํ ปุญฺญปาปปริกฺขยาติ ฯ |๑๐๓.๒๐๒| อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ |๑๐๓.๒๐๓| อพฺพูฬฺหิ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ |๑๐๓.๒๐๔| สฺวาหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุ ฯ น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน ภาสิตํ |๑๐๓.๒๐๕| เอวํ กโรนฺติ สปฺปญฺญา เย โหนฺติ อนุกมฺปกา นิวตฺตยนฺติ โสกมฺหา ฆโฏ เชฏฺฐํว ภาตรํ |๑๐๓.๒๐๖| ยสฺส เอตาทิสา โหนฺติ อมจฺจา ปริจาริกา สุภาสิเตน อเนวนฺติ ฆโฏ เชฏฺฐํว ภาตรนฺติ ฯ กณฺหเปตวตฺถุ ฉฏฺฐํ ฯ