๒. อุทายีเถรคาถา
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. อุทายีเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระอุทายีเถระ
เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมนอบน้อม บุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบ ระงับจิต ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากันนอบน้อม บุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ออกจากป่า คือ กิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดีในเนกขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแล เป็นนาครุ่งเรือง พ้นโลกนี้ กับทั้งเทวโลก เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรืองล่วงภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น เราจักแสดงช้างอันประเสริฐ ซึ่งเป็นช้างมีชื่อโดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่า บรรดาผู้มีชื่อว่าช้างทั้งหมด แก่ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้น ชื่อว่า นาค ความสงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่างนี้ เป็น เท้าหน้าทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะเป็นเท้าหลัง ช้างตัวประเสริฐ ควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอันขาว มีสติเป็นคอ มี ปัญญาเครื่องพิจารณาค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ มีธรรม คือ สัมมาวาจา เป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัวประเสริฐ คือ พระพุทธเจ้านั้น เป็น ผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในนิพพาน มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในภายใน คือ เมื่อ เดินก็มีจิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิตตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น แม้เมื่อนั่งก็มี จิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อันนี้เป็นคุณสมบัติของช้างผู้ ประเสริฐ คือ พระพุทธเจ้า ช้างตัวประเสริฐ คือ พระพุทธเจ้านั้น บริโภคของอันหาโทษมิได้ ไม่บริโภคของที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่อง นุ่งห่มแล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วงใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนดอกบัวขาบ มีกลิ่นหอมหวานชวนให้รื่นรมย์ เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ ด้วยน้ำ ฉันใด พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก อยู่ในโลกไม่ติดอยู่ ด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกองใหญ่ลุกโชน เมื่อหมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่ เขาก็เรียกว่ากันว่า ไฟดับแล้ว ฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความแจ่มแจ้งนี้ วิญญูชนทั้งหลายแสดงไว้ แล้ว ก็ฉันนั้น มหานาคทั้งหลายจักรู้แจ้งนาค อันพระพุทธเจ้าทรงแสดง แล้ว พุทธนาคเป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน. ----------------------------------------------------- ในโสฬสกนิบาตนี้ พระเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์ ๒ รูป คือ พระโกณฑัญญ- เถระ กับ พระอุทายีเถระ ได้ภาษิตคาถาไว้องค์ละ ๑๖ คาถา รวมเป็น ๓๒ คาถา ฉะนี้แล. จบ โสฬสกนิบาต. -----------------------------------------------------
|๓๘๔.๖๘๙| ๒ มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ อิริยมานํ พฺรหฺมปเถ จิตฺตสฺสูปสเม รตํ |๓๘๔.๖๙๐| ยํ มนุสฺสา นมสฺสนฺติ สพฺพธมฺมาน ปารคุํ เทวาปิ นํ นมสฺสนฺติ อิติ เม อรหโต สุตํ |๓๘๔.๖๙๑| สพฺพสํโยชนาตีตํ วนา นิพฺพานมาคตํ กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ มุตฺตํ เสลาว กญฺจนํ |๓๘๔.๖๙๒| ส เว อจฺจรุจิ นาโค หิมวาวญฺเญ สิลุจฺจเย สพฺเพสํ นาคนามานํ สจฺจนาโม อนุตฺตโร |๓๘๔.๖๙๓| นาคํ โว กิตฺตยิสฺสามิ น หิ อาคุํ กโรติ โส ฯ โสรจฺจํ อวิหึสา จ ปาทา นาคสฺส เต ทุเว ฯ |๓๘๔.๖๙๔| สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ จรณา นาคสฺส เต ปเร ฯ สทฺธาหตฺโถ มหานาโค อุเปกฺขาเสตทนฺตวา ฯ |๓๘๔.๖๙๕| สติ คีวา สิโร ปญฺญา วีมํสา ธมฺมจินฺตนา ธมฺมกุจฺฉิสมาวาโส วิเวโก ตสฺส วาลธิ ฯ |๓๘๔.๖๙๖| โส ฌายี อสฺสาสรโต อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต คจฺฉํ สมาหิโต นาโค ฐิโต นาโค สมาหิโต |๓๘๔.๖๙๗| สยํ สมาหิโต นาโค นิสินฺโนปิ สมาหิโต สพฺพตฺถ สํวุโต นาโค เอสา นาคสฺส สมฺปทา ฯ |๓๘๔.๖๙๘| ภุญฺชติ อนวชฺชานิ สาวชฺชานิ น ภุญฺชติ ฆาสํ อจฺฉาทนํ ลทฺธา สนฺนิธึ ปริวชฺชยํ |๓๘๔.๖๙๙| สํโยชนํ อณุํ ถูลํ สพฺพํ เฉตฺวาน พนฺธนํ เยน เยเนว คจฺฉติ อนเปกฺโขว คจฺฉติ ฯ |๓๘๔.๗๐๐| ยถาปิ อุทเก ชาตํ ปุณฺฑรีกํ ปวฑฺฒติ โนปลิปฺปติ โตเยน สุจิคนฺธํ มโนรมํ |๓๘๔.๗๐๑| ตเถว จ โลเก ชาโต พุทฺโธ โลเก วิหรติ โนปลิปฺปติ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ |๓๘๔.๗๐๒| มหาคฺคินิ ปชฺชลิโต อนาหาโรปสมฺมติ องฺคาเรสุ จ สนฺเตสุ นิพฺพุโตติ ปวุจฺจติ ฯ |๓๘๔.๗๐๓| อตฺถสฺสายํ วิญฺญาปนี อุปมา วิญฺญูหิ เทสิตา วิญฺญิสฺสนฺติ มหานาคา นาคํ นาเคน เทสิตํ ฯ |๓๘๔.๗๐๔| วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห อนาสโว สรีรํ วิชหํ นาโค ปรินิพฺพิสฺสตฺยนาสโวติ ฯ อุทายี เถโร ฯ ตตฺรุทฺทานํ ภวติ โกณฺฑญฺโญ จ อุทายี จ เถรา เทฺว เต มหิทฺธิกา โสฬสมฺหิ นิปาตมฺหิ คาถาโย เทฺว จ ตึส จาติ ฯ โสฬสกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ --------------