๘. ภัลลาติยชาดก
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๘. ภัลลาติยชาดก ว่าด้วยอายุของกินนร
๘ ภลฺลาติยชาตกํ
ได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ภัลลติยะ ทรงละรัฐสีมา เสด็จประพาส ป่าล่ามฤค ท้าวเธอเสด็จไปถึงคันธมาทน์วรคีรี มีพรรณดอกไม้บาน สะพรั่ง ซึ่งกินนรเลือกเก็บอยู่เนืองๆ มีกินนรสองสามีภรรยายืนกัน อยู่ ณ ที่ใด ท้าวเธอประสงค์จะตรัสถาม จึงทรงห้ามหมู่สุนัข และเก็บ แล่งธนูไว้แล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ณ ที่นั้น. ตรัสถามว่า ล่วงฤดูหนาว แล้ว เหตุไร เจ้าทั้งสองจึงมายืนกระซิบกระซาบกันอยู่เนืองๆ ที่ริมฝั่ง เหมวดี ณ ที่นี้เล่า เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศเหมือนกายมนุษย์ ชน ทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักเจ้าทั้งสองว่า เป็นอะไร?
ภลฺลาติโย นาม อโหสิ ราชา รฏฺฐํ ปหาย มิควํ อจาริโส อคมา คิริวรํ คนฺธมาทนํ สุปุปฺผิตํ กึปุริสานุจิณฺณํ ฯ สาลูรสงฺฆญฺจ นิเสธยิตฺวา ธนุกลาปญฺจ โส นิกฺขิปิตฺวา อุปาคมิ วจนํ วตฺตุกาโม ยตฺถฏฺฐิตา กึปุริสา อเหสุํ ฯ หิมจฺจเย เหมวตาย ตีเร กิมิธฏฺฐิตา มนฺตยโวฺห อภิณฺหํ ปุจฺฉามิ โว มานุสเทหวณฺเณ กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ข้าแต่ท่านพราน เราทั้งสองเป็นมฤค มีเพศพรรณปรากฏเหมือนมนุษย์ เที่ยวอยู่ตามแม่น้ำเหล่านี้ คือ มาลาคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที ซึ่งมี น้ำใสเย็นสนิท ชาวโลกรู้จักเราทั้งสองว่า เป็นกินนร.
มลฺลคิรึ ปณฺฑรกํ ติกูฏํ สีโตทกา อนุวิจราม นชฺโช มิคา มนุสฺสาว นิภาสวณฺณา ชานนฺติ โน กึปุริสาติ ลุทฺท ฯ
เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน ปริเทวนาอยู่ เจ้าทั้งสองมีความรักกัน ได้สวมกอดกันสมความรักแล้ว เราขอถาม เจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไร เจ้าทั้งสองจึงร้องไห้อยู่ใน ป่านี้ ไม่สร่างซาเลย? เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือ เกิน ปริเทวนาอยู่ เจ้าทั้งสองมีความรักกัน ได้สวมกอดกันสมความรัก แล้ว เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไร เจ้าทั้งสอง จึงมาบ่นเพ้ออยู่ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย? เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความ ทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน ปริเทวนาอยู่ เจ้าทั้งสองมีความรักกัน ได้สวม กอดกันสมความรักแล้ว เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไร เจ้าทั้งสองจึงเศร้าโศกอยู่ในป่านี้ไม่สร่างซาเลย?
สุกิจฺฉรูปํ ปริเทวยโวฺห อาลิงฺคิโต จาสิ ปิโย ปิยาย ปุจฺฉามิ โว มานุสเทหวณฺเณ กิมิธ วเน โรทถ อปฺปตีตา ฯ สุกิจฺฉรูปํ ปริเทวยโวฺห อาลิงฺคิโต จาสิ ปิโย ปิยาย ปุจฺฉามิ โว มานุสเทหวณฺเณ กิมิธ วเน วิลปถ อปฺปตีตา ฯ สุกิจฺฉรูปํ ปริเทวยโวฺห อาลิงฺคิโต จาสิ ปิโย ปิยาย ปุจฺฉามิ โว มานุสเทหวณฺเณ กิมิธ วเน โสจถ อปฺปตีตา ฯ
ข้าแต่ท่านพราน เราทั้งสองไม่อยากจะจากกัน ก็ต้องจากกันแยกกันอยู่ สิ้นราตรีหนึ่ง เมื่อมาระลึกถึงกันและกัน ก็เดือดร้อนเศร้าโศกถึงกัน ตลอดราตรีหนึ่งว่า ราตรีนั้นจักไม่มีอีก.
มเยกรตฺตํ วิปฺปวสิมฺห ลุทฺท อกามกา อญฺญมญฺญํ สรนฺตา ตเมกรตฺตํ อนุตปฺปมานา โสจาม สา รตฺติ ปุน น เหสฺสติ ฯ
เจ้าทั้งสองคิดถึงทรัพย์ที่หายไปหรือ หรือว่าคิดถึงบิดามารดาผู้ล่วงลับไป แล้ว จึงได้เดือดร้อนอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศ- พรรณดังกายมนุษย์ เหตุไร เจ้าทั้งสองจึงต้องจากกันไป?
ยเมกรตฺตํ อนุตปฺปเถตํ ธนํว นฏฺฐํ ปิตรญฺจ เปตํ ปุจฺฉามิ โว มานุสเทหวณฺเณ กถํ วินาวาสมกปฺปยิตฺถ ฯ
ท่านเห็นนทีนี้แห่งใด มีกระแสอันเชี่ยวไหลมาในระหว่างหุบหิน ปกคลุม ไปด้วยหมู่ไม้ต่างๆ พรรณ ในฤดูฝน กินนรสามีผู้เป็นที่รักของดิฉัน ได้ ข้ามแม่น้ำนั้นไปด้วยสำคัญว่า ดิฉันคงจะติดตามมาข้างหลัง ส่วนดิฉันมัว เลือกเก็บดอกปรู ดอกลำดวน ดอกมะลิซ้อน และดอกคัดเค้าที่บานๆ ด้วย คิดว่า สามีที่รักของเราจะได้ทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จะได้สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกไม้บานไม่รู้โรย ดอกราชพฤกษ์ ดอกแคฝอย ดอกย่านทราย ด้วยคิดว่า สามีที่รักของ เราจะทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้สอดแซมดอกไม้เข้าไปนอนแนบ สามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ซึ่งกำลังบานดี ร้อยเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจะได้สวมใส่พวงมาลัย ส่วนเราก็จักได้สวมใส่พวงมาลัยเข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ซึ่งกำลังบานดีแล้วร้อยกรองทำเป็นพวงๆ ด้วยคิดว่า คืนวันนี้ เราทั้งสองจะอยู่ ณ ที่แห่งใด พวงดอกรังนี้จักเป็น เครื่องปูลาด ณ ที่นั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลินเล่อบดกฤษณาดำ และจันทน์- แดงด้วยศิลา ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจักได้ประพรมร่างกาย ส่วน เราประพรมร่างกายแล้วจะเข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. ครั้งนั้น น้ำมี กระแสอันเชี่ยว ไหลมาพัดเอาดอกสาลพฤกษ์ ดอกสน ดอกกรรณิการ์ ทั้งหลายไปโดยครู่เดียวนั้น น้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง ถึงเวลาเย็น ดิฉันข้ามแม่น้ำ ไปไม่ได้. คราวนั้น เราทั้งสองยืนกันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ มองเห็นหน้ากัน และกันก็หัวเราะครั้งหนึ่ง มองไม่เห็นหน้ากันก็ร้องไห้เสียครั้งหนึ่ง คืนวันนั้น ได้ผ่านเราทั้งสองไปโดยยาก. ข้าแต่ท่านพราน เมื่อพระอาทิตย์ ขึ้นเวลาเช้า เราทั้งสองท่องข้ามแม่น้ำอันยุบแห้ง มาสวมกอดกันและกัน ร้องไห้อยู่คราวหนึ่ง หัวเราะอยู่คราวหนึ่ง. ข้าแต่ท่านพรานผู้ภูมิบาล เมื่อครั้งก่อน เราทั้งสองได้พรากกันอยู่นานถึง ๖๙๗ ปี ชีวิตของท่านนี้ มีกำหนดเพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครหนอจะพึงอยู่ปราศจาก ภรรยาสุดที่รักเสียเล่า?
ยมิมํ นทึ ปสฺสสิ สีฆโสตํ นานาทุมจฺฉาทน เสลกูลํ ตํ เม ปิโย อุตฺตริ วสฺสกาเล มมญฺจ มญฺเญ อนุพนฺธตีติ ฯ อหญฺจ องฺโกลกโมจินามิ อธิมุตฺตกํ สตฺตลิโยธิกญฺจ ปิโย จ เม เหหิติ มาลภารี อหญฺจ นํ มาลินิ อชฺฌุเปสฺสํ ฯ อหญฺจิทํ กุรวกํ โอจินามิ อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺธุวาริตา ปิโย จ เม เหหิติ มาลภารี อหญฺจ นํ มาลินิ อชฺฌุเปสฺสํ ฯ อหญฺจ สาลสฺส สุปุปฺผิตสฺส โอเจยฺย ปุปฺผานิ กโรมิ มาลํ ปิโย จ เม เหหิติ มาลภารี อหญฺจ นํ มาลินิ อชฺฌุเปสฺสํ ฯ อหญฺจ สาลสฺส สุปุปฺผิตสฺส โอเจยฺย ปุปฺผานิ กโรมิ ภารํ อิทญฺจ โน เหหิติ สนฺถรตฺถํ ยตฺถชฺชิมํ วิหริสฺสาม รตฺตึ ฯ อหญฺจ โข อคฺคลุ จนฺทนญฺจ สิลาย ปึสามิ ปมตฺตรูปา ปิโย จ เม เหหิติ โรสิตงฺโค อหญฺจ นํ โรสิตา อชฺฌุเปสฺสํ อถาคมา สลิลํ สีฆโสตํ นุทํ สาเล สลเล กณฺณิกาเร อาปูรเถ เตน มุหุตฺตเกน สายํ นที อาสิ มยา สุทุตฺตรา ฯ อุโภสุ ตีเรสุ มยํ ตทา ฐิตา สมฺปสฺสนฺตา อุภโย อญฺญมญฺญํ สกึปิ โรทาม สกึ หสาม กิจฺเฉน โน อคมา สมฺพรี สา ฯ ปาโต จ โข อุคฺคเต สุริยมฺหิ จตุกฺกํ นทึ อุตฺตริยาน ลุทฺท อาลิงฺคิยา อญฺญมญฺญํ มยํ อุโภ สกึปิ โรทาม สกึ หสาม ฯ ตีหูนกํ สตฺต สตานิ ลุทฺท ยมิธ มยํ วิปฺปวสิมฺห ปุพฺเพ วสฺเสกิมํ ชีวิตํ ภูมิปาล โกนีธ กนฺตาย วินา วเสยฺย ฯ
ดูกรสหาย อายุของพวกท่านมีประมาณเท่าไร ถ้าท่านทั้งสองรู้ ก็ขอจง บอกอายุของพวกท่านแก่เรา ขอท่านทั้งหลายอย่าได้บิดพริ้ว จงบอก อายุพวกท่านแก่เรา ตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากวุฒบุคคล หรือจากตำรับ ตำรา?
อายุญฺจ โว กีวตโก นุ สมฺม สเจปิ ชานาถ วเทถ อายุํ อนุสฺสวา วุฑฺฒโต อาคมา วา อกฺขาถ เม ตํ อวิกมฺปมานา ฯ
ข้าแต่ท่านพราน อายุของเราทั้งสองประมาณ ๑,๐๐๐ ปี อนึ่ง ในระหว่าง อายุนั้น โรคร้ายย่อมไม่มี มีความทุกข์น้อย มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เราทั้งสองยังไม่คลายความรักกันและกัน ก็ต้องละทิ้งชีวิตไป.
อายุญฺจ โน วสฺสสหสฺส ลุทฺท น จนฺตรา ปาปโก อตฺถิ โรโค อปฺปํว ทุกฺขํ สุขเมว ภิยฺโย อวีตราคา วิชหาม ชีวิตํ ฯ
พระเจ้าภัลลาติยะ ได้ทรงสดับถ้อยคำของกินนรทั้งสองนี้แล้ว ทรง พระดำริว่า ชีวิตเป็นของน้อย จึงเสด็จกลับ ไม่เสด็จล่าเนื้อ ได้ทรง บำเพ็ญทาน เสวยราชสมบัติสืบมา.
อิทญฺจ สุตฺวาน อมานุสานํ ภลฺลาติโย อิตฺตรํ ชีวิตนฺติ นิวตฺตถ น มิควํ อจริ อทาสิ ทานานิ อภุญฺชิ โภเค ฯ
มหาบพิตรทั้งหลาย ได้ทรงสดับเรื่องราวของกินนรทั้งสองนี้แล้ว จง บันเทิงพระทัยเถิด อย่าได้ทรงทำความทะเลาะกันเลย กรรมอันเป็นโทษ ของตน อย่าได้ทำให้มหาบพิตรทั้งสองต้องเดือดร้อน เหมือนกรรมอัน เป็นโทษของตนทำให้กินนรสองสามีภรรยาเดือดร้อนอยู่ราตรีหนึ่ง ฉะนั้น. มหาบพิตรทั้งสองได้สดับเรื่องราวของกินนรทั้งสองนี้แล้ว จงบันเทิง พระทัยเถิด อย่าได้ทรงทำความวิวาทบาดหมางกันเลย กรรมอันเป็นโทษ ของตน อย่าได้ทำให้มหาบพิตรเดือดร้อน เหมือนกรรมอันเป็นโทษของ ตนทำให้กินนรสองสามีภรรยาเดือดร้อนอยู่หนึ่งราตรี ฉะนั้น.
อิทญฺจ สุตฺวาน อมานุสานํ สมฺโมทถ มา กลหํ อกตฺถ มา โว ตปฺปิ อตฺตกมฺมาปราโธ ยถาปิ เต กึปุริเสกรตฺตํ ฯ อิทญฺจ สุตฺวาน อมานุสานํ สมฺโมทถ มา วิวาทํ อกตฺถ มา โว ตปฺปิ อตฺตกมฺมาปราโธ ยถาปิ เต กึปุริเสกรตฺตํ ฯ
หม่อมฉันมีใจเลื่อมใส ตั้งใจฟังธรรมเทศนาของพระองค์ที่พระองค์ทรง แสดงประกอบไปด้วยเหตุต่างๆ ประกอบไปด้วยประโยชน์ พระองค์ ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ดับความกระวนกระวายใจของหม่อม ฉันได้ ข้าแต่พระสมณเจ้า ผู้ทรงนำความสุขมาให้หม่อมฉัน ขอ พระองค์จงมีพระชนม์ชีพยืนนานเถิด. จบ ภัลลาติยชาดกที่ ๘.
วิวิธ อธิมนา สุโณมหํ วจนปถํ วต อตฺถสญฺหิตํ มุญฺจํ คิรํ นุทเสว เม ทรํ สมณ สุขาวห ชีว เม จิรนฺติ ฯ ภลฺลาติยชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ ---------