๙. สัมพุลาชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙) ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของพระนางสัมพุลา (ยักษ์ทานพเห็นพระนางสัมพุลามีจิตปฏิพัทธ์ จึงกล่าวว่า)
โอ้ แม่นางผู้มีลำขาอันกลมกลึง เธอเป็นใคร ยืนสั่นสะท้านอยู่แต่ผู้เดียวใกล้ๆ ซอกเขา เธอผู้มีทรวดทรงน่าเคล้าคลึง เราถามแล้ว ขอเธอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์แก่เรา
แม่นางผู้มีทรวดทรงอันงดงาม เธอเป็นใคร หรือเป็นกัลยาณีของใคร ส่องสว่างไสวไปทั่วป่าที่น่ารื่นรมย์ซึ่งเป็นที่ที่สีหพยัคฆ์อยู่อาศัย แม่นางผู้เจริญ เราขอไหว้เธอ เราคือทานพขอนอบน้อมแก่เธอ (พระนางสัมพุลาได้ฟังดังนั้น จึงได้ตอบว่า)
ข้าพเจ้าชื่อสัมพุลาเป็นพระชายาของพระราชบุตรพระเจ้ากรุงกาสี ซึ่งประชาชนรู้จักพระองค์โดยพระนามว่า เจ้าชายโสตถิเสน ทานพผู้เจริญ ขอท่านจงทราบอย่างนี้ ข้าพเจ้าสัมพุลาขอไหว้ท่าน ขอนอบน้อมแก่ท่าน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)
ท่านผู้เจริญ พระราชโอรสแห่งวิเทหราช ทรงอาดูรประทับอยู่ในป่า ข้าพเจ้าอุปัฏฐากพระองค์ผู้ทรงถูกโรคเบียดเบียนตัวต่อตัว
อนึ่ง ข้าพเจ้าแสวงหาของป่า นำรวงผึ้งหรือเนื้อที่เป็นเดนใดมา พระองค์ก็เสวยสิ่งนั้น วันนี้พระสรีระของพระองค์คงจะเหี่ยวแห้งแน่นอน (ทั้ง ๒ กล่าวโต้ตอบกันต่อไปว่า)
แม่นางสัมพุลา เธอจะทำอะไรได้กับพระราชบุตร ผู้ทรงระงมไปด้วยความอาดูรอยู่ในป่า เราจะเป็นภัสดาของเธอ
เพราะอัตภาพที่ทุรพล เดือดร้อนเพราะความเศร้าโศก รูปร่างของข้าพเจ้าจะงดงามได้อย่างไร ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่สวยงามกว่าข้าพเจ้าเถิด
มาเถิดแม่นาง จงขึ้นมายังภูเขาลูกนี้ เรามีภรรยาอยู่ ๔๐๐ นาง เธอจะประเสริฐกว่านางเหล่านั้น และจะสัมฤทธิ์ความประสงค์ทุกอย่าง
แม่นางผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดุจดวงดาว เธอมีใจประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นทั้งหมดของพี่มีอยู่มาก หาได้ง่าย ขอเธอจงมาร่วมอภิรมย์กับพี่ ณ วันนี้เถิด
แม่นางสัมพุลา ถ้าเธอไม่ยอมเป็นมเหสี เธอก็ควรจะเป็นอาหารเช้าของเราในวันรุ่งขึ้น
ฝ่ายเจ้าทานพกินคน มีผมเป็นกระเซิง ๗ ชั้น หยาบช้าทารุณ มีผิวกายดำแดง ได้จับพระนางสัมพุลานั้นผู้ไม่เห็นที่พึ่งในป่ารวบไว้ในวงแขน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)
ส่วนพระนางสัมพุลานั้นถูกปีศาจผู้ทารุณเห็นแก่อามิสข่มเหง ตกอยู่ในอำนาจของศัตรู ก็เศร้าโศกรำพันถึงแต่พระสวามีเท่านั้น
การที่รากษสจะกินเรา ถึงกระนั้น ก็หาใช่เป็นความทุกข์ของเราไม่ เราทุกข์อยู่แต่ว่า พระลูกเจ้าจะเข้าพระทัยผิด
เทพเจ้าทั้งหลายเห็นจะไม่มีอยู่แน่ ท้าวโลกบาลทั้งหลายชะรอยจะไม่มีในโลกนี้แน่นอน คนที่จะห้ามปรามยักษ์ผู้ไม่สำรวมทำการหยาบช้าคงไม่มีแน่นอน (ท้าวสักกะทรงใคร่ครวญทราบเหตุนั้นแล้ว ฉวยเอาพระขรรค์เพชรรีบเสด็จไป ประทับยืนบนกระท่อมของทานพยักษ์ ตรัสว่า)
นางนี้มีเกียรติยศชื่อเสียง ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เป็นหญิงฉลาด เรียบร้อย มีเดชรุ่งเรืองดุจกองเพลิง เจ้ารากษส ถ้าเจ้ากินหญิงสาวผู้นั้น ศีรษะของเจ้าจะพึงแตก ๗ เสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยนางไป เพราะนางเป็นหญิงมีสามี (พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)
ก็พระนางสัมพุลารอดพ้นจากยักษ์กินคนแล้ว ก็เสด็จกลับสู่อาศรมดุจแม่นกซึ่งมีลูกอ่อนมีอันตรายบินกลับรัง ดุจแม่โคนมกลับมายังที่อยู่อาศัยที่ปราศจากลูกโค
พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่ทรงเห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งในป่า ก็มีดวงพระเนตรพร่าพรายเพราะความร้อน ทรงกันแสงอยู่ ณ ที่นั้น
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร พระนางก็ทรงไหว้วอน สมณพราหมณ์และฤๅษีผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะว่า ดิฉันขอถึงพระคุณเจ้าทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่เนื้อเหล่าอื่นในป่าว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนเทพเจ้า ผู้สิงสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาวัลย์และหมู่ไม้โอสถตลอดจนบรรพต และพงศ์ไพรว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอน หมู่ดาวนักษัตรในยามราตรีซึ่งมีรัศมีเสมอด้วยดอกราชพฤกษ์ว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนเทพเจ้า ผู้สถิตที่แม่น้ำคงคาซึ่งมีนามว่าภาคีรถี เป็นที่รองรับการไหลมาแห่งแม่น้ำสายอื่นจำนวนมากว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก
เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอน (เทพเจ้าผู้สิงสถิตอยู่ ณ) ภูเขาหิมวันต์ที่ประเสริฐกว่าขุนเขาทั้งปวง ซึ่งเต็มด้วยศิลาว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก (โสตถิเสนทูลถามพระนางสัมพุลาว่า)
พระราชบุตรีผู้มียศ พระนางกลับมาจนเย็นค่ำเชียวหนอ วันนี้พระนางสมคบกับใครหนอ ใครกันหนอเป็นที่รักของพระนางยิ่งกว่าหม่อมฉัน (พระนางสัมพุลาตรัสว่า)
หม่อมฉันถูกทานพผู้เป็นศัตรูนั้นจับไว้ ได้กล่าวกับมันอย่างนี้ว่า การที่รากษสจะกินเรา ถึงกระนั้นก็หาใช่ความทุกข์ของเราไม่ เราทุกข์อยู่แต่ว่า พระลูกเจ้าจะเข้าพระทัยผิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙) (โสตถิเสนได้ฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า)
นางโจรมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ยากที่จะหาความสัตย์ได้ หญิงทั้งหลายมีภาวะรู้ได้ยากเหมือนปลาที่ว่ายไปในน้ำ (พระนางสัมพุลาทรงทำสัจกิริยาหลั่งน้ำลงที่ศีรษะของโสตถิเสนนั้นว่า)
ขอความสัตย์จงคอยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน อย่างที่หม่อมฉันไม่เคยรักชายอื่นยิ่งไปกว่าทูลกระหม่อมเถิด ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอพระโรคของทูลกระหม่อมจงระงับไป (พระสสุรดาบสตรัสถามพระนางสัมพุลาผู้มีอินทรีย์เหี่ยวแห้งว่า)
พญาช้าง ๗๐๐ เชือกซึ่งมีทหารถืออาวุธอย่างเข้มแข็งขับขี่ และนายขมังธนูอีก ๑,๖๐๐ นายเฝ้ารักษาตลอดคืนตลอดวัน แม่นางผู้เจริญ พระนางยังจะพบศัตรูชนิดไหนอีก (พระนางสัมพุลากราบทูลว่า)
ขอเดชะพระบิดา พระราชบุตรทอดพระเนตรเห็น นางสนมนารีผู้ประดับตบแต่งเรือนร่าง มีผิวพรรณงามดังกลีบปทุม รุ่นกำดัด มีเสียงไพเราะดังนางพญาหงส์ และทรงสดับเสียงหัวเราะขับกล่อมประโคม บัดนี้สำหรับหม่อมฉัน พระลูกเจ้าหาเป็นดังเช่นก่อนไม่
ขอเดชะพระบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรงเครื่องประดับล้วนเป็นทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วยอลังการนานาชนิด เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของท้าวโสตถิเสน ล้วนมีทรวดทรงหาที่ติมิได้ เป็นขัตติยกัญญาพากันปรนเปรอท้าวเธออยู่
ขอเดชะพระบิดา ถ้าหากพระราชโอรส ทรงยกย่องหม่อมฉันและไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉัน เหมือนคราวที่หม่อมฉัน เคยเที่ยวแสวงหาผลาผล เลี้ยงดูพระสวามีอยู่ในป่าในกาลก่อนไซร้ สำหรับหม่อมฉัน ป่านั้นแหละประเสริฐกว่าราชสมบัติในกรุงพาราณสีนี้เสียอีก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑๐. คันธตินทุกชาดก (๕๒๐)
นารีผู้มีอาภรณ์เกลี้ยงเกลาประดับตกแต่งร่างกายอย่างสวยงาม ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง อยู่ในเรือนที่มีข้าวและน้ำ ที่เขาตระเตรียมไว้อย่างไพบูลย์อันใด แต่ไม่เป็นที่รักของสามี การที่นารีนั้นฆ่าตัวตายเสียยังประเสริฐกว่าการอยู่ครองเรือนนั้น
แม้หญิงใดเป็นคนกำพร้า ขัดสน ไร้เครื่องประดับ นอนบนเสื่อลำแพน แต่เจ้าหล่อนเป็นที่รักของสามี หญิงนี้แลแม้จะเป็นคนกำพร้าก็ยังประเสริฐกว่า หญิงที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี (พระสสุรดาบสตรัสสอนพระราชโอรสว่า)
หญิงผู้เกื้อกูลชายผู้เป็นสามีหาได้ยากยิ่ง สามีผู้เกื้อกูลหญิงผู้เป็นภรรยาก็หาได้ยาก เจ้าผู้จอมชน พระนางสัมพุลาเป็นภรรยาผู้เกื้อกูลต่อเจ้าและเป็นผู้มีศีล เจ้าจงประพฤติต่อพระนางสัมพุลาอย่างยุติธรรมเถิด (พระเจ้าโสตถิเสนเมื่อจะมอบอิสริยยศแก่พระนางสัมพุลา จึงตรัสว่า)
พระน้องนางผู้เจริญ ถ้าเมื่อพระน้องนาง ได้โภคะอันไพบูลย์แล้วละความริษยาได้จนวันตาย พี่และราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมดจะทำตามคำของพระน้องนาง สัมพุลาชาดกที่ ๙ จบ