经典 ·
This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability
经典 ·
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑๘. ปัญญาสนิบาต ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) ว่าด้วยพระราชธิดานฬินิกา (พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้เรียกพระราชธิดานฬินิกามาแล้ว ตรัสว่า)
๑ลูกหญิงนฬินิกา ชนบทกำลังเดือดร้อน แม้แคว้นก็กำลังพินาศ มาเถิด ลูกจงไปนำพราหมณ์นั้นมาให้พ่อ (พระราชธิดานฬินิกาสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)
๒ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่เคยทนทุกข์ลำบาก ทั้งไม่ฉลาดในหนทางไกล หม่อมฉันจักไปยังป่าที่มีช้างอาศัยอยู่ได้อย่างไร (พระราชาตรัสว่า)
๓ลูกหญิงนฬินิกา ลูกจงไปยังชนบท ที่มั่งคั่ง ด้วยช้าง ด้วยรถ และด้วยยาน ที่สร้างด้วยไม้ โดยวิธีนี้เถิด @เชิงอรรถ : @ ในวงเล็บนี้และทุกวงเล็บที่ปรากฏตลอดคัมภีร์เล่มนี้ ยกมาจากอรรถกถาของชาดกเรื่องนั้นๆ เริ่มจาก @ขุ.ชา.อ. ๘-๑๐ เป็นลำดับไป @ ยานที่สร้างด้วยไม้ ในที่นี้หมายถึงเรือ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓/๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)
๔ลูกจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบไป ลูกจักนำพราหมณ์มาสู่อำนาจได้ เพราะผิวพรรณและรูปของลูก (นายพรานป่าชี้ไปที่อาศรม แล้วกราบทูลพระราชธิดานฬินิกาว่า)
๕อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของอิสิสิงคดาบสปรากฏอยู่นั่น ซึ่งมีต้นกล้วยปรากฏเป็นทิวแถว แวดล้อมไปด้วยป่าแสม
๖นั่นแสงไฟยังโพลงเห็นประจักษ์อยู่ นั่นควันไฟยังปรากฏอยู่ เข้าใจว่า อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากจะยังไม่เลิกบูชาไฟ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า)
๗อิสิสิงคดาบสมองเห็นพระราชธิดานั้น สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณีกำลังเสด็จมา เกิดความกลัว จึงเข้าไปยังอาศรมที่มุงด้วยใบไม้
๘ที่ใกล้ประตูอาศรมของดาบสนั้น พระราชธิดานั้นก็ทรงแสดงให้เห็นอวัยวะของลับ และส่วนที่ปรากฏ ขณะเล่นลูกข่างอยู่
๙ฝ่ายชฎิลดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา ครั้นเห็นพระราชธิดานั้นทรงเล่นอยู่ จึงออกมาจากอาศรมแล้วกล่าวคำนี้ว่า
๑๐พ่อมหาจำเริญ ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้ ถึงท่านจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งท่านไป (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)
๑๑ท่านพราหมณ์ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ณ ภูเขาคันธมาทน์ ต้นไม้ชนิดนั้นที่มีผลเป็นอย่างนี้มีอยู่มาก ถึงข้าพเจ้าจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (อิสิสิงคดาบสเมื่อจะทำการปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า)
๑๒เชิญท่านผู้เจริญเข้าไปยังอาศรมนี้เถิด จงรับน้ำมันทาเท้าและภักษาหาร ข้าพเจ้าจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่านผู้เจริญนั่งบนอาสนะนี้ เชิญท่านผู้เจริญขบฉันเหง้ามันและผลไม้ ณ ที่นี้เถิด
๑๓ที่ระหว่างขาอ่อนทั้ง ๒ ของท่านนี้เป็นอะไร สวยเรียบดี ปรากฏเป็นเพียงสีดำ ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะส่วนปลายยอด ของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือ (พระราชธิดานฬินิกาลวงดาบสว่า)
๑๔ข้าพเจ้ากำลังเที่ยวแสวงหารากไม้และผลไม้อยู่ในป่า ได้ขว้างหมีร้ายกาจตัวหนึ่ง มันวิ่งปราดเข้าถึงตัวข้าพเจ้าโดยฉับพลัน ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้วกัดอวัยวะส่วนปลายยอดไป
๑๕แผลนี้ มันรบกวนและเกิดอาการคันขึ้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสำราญตลอดเวลา ท่านผู้เจริญพอจะกำจัดอาการคันนี้ได้หรือ ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เจริญ โปรดบำเพ็ญประโยชน์แก่พราหมณ์ด้วยเถิด (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)
๑๖แผลของท่านมีสีแดง ค่อนข้างลึกและใหญ่ แต่ไม่เน่า มีกลิ่นนิดหน่อย ข้าพเจ้าจะปรุงยาน้ำฝาดให้ท่านขนานหนึ่ง เท่าที่ท่านผู้เจริญจะพึงมีบรมสุขได้ @เชิงอรรถ : @ อวัยวะส่วนปลายยอด หมายถึงเครื่องหมายเพศ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓/๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)
๑๗ท่านพรหมจารี การเสกมนต์ การปรุงยาน้ำฝาด และโอสถทั้งหลายก็บำบัดไม่ได้ ขอท่านพึงใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มเสียดสีกำจัดอาการคัน เท่าที่ข้าพเจ้าจะพึงมีบรมสุขได้เถิด (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)
๑๘อาศรมของท่านผู้เจริญอยู่ทางทิศไหนจากที่นี้หนอ ท่านผู้เจริญย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าหรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอหรือ สัตว์ร้ายทั้งหลายไม่เบียดเบียนท่านผู้เจริญหรือ (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)
๑๙จากที่นี้ตรงไปทางทิศเหนือ มีแม่น้ำชื่อเขมาเกิดจากป่าหิมพานต์ อาศรมที่น่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง
๒๐ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ออกดอกบานสะพรั่ง ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง ซึ่งมีพวกกินนรขับกล่อมอยู่โดยรอบ
๒๑ต้นตาล เหง้าตาล และผลตาล ณ ที่นั้น มีสีสันงดงามและมีกลิ่นหอม ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง ซึ่งประกอบไปด้วยภูมิภาคอันงดงามนั้นบ้าง
๒๒ผลไม้และเผือกมันซึ่งมีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมและมีรสอร่อย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) ที่อาศรมของข้าพเจ้านั้นมีอยู่เพียงพอ และพวกนายพรานพากันมายังที่นั้นแล้ว ขออย่าได้ลักมูลผลาหาร จากอาศรมของข้าพเจ้านั้นไปเลย (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)
๒๓ขณะนี้ บิดาของข้าพเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในตอนเย็น เราทั้ง ๒ จะไปยังอาศรมนั้น ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)
๒๔ฤๅษีและพระราชฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีเหล่าอื่น มีจำนวนมากอยู่ตามทาง ท่านจงถามฤๅษีเหล่านั้นถึงอาศรมของข้าพเจ้าเถิด ฤๅษีเหล่านั้นจักนำท่านไป ณ สถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเอง (พระดาบสโพธิสัตว์กลับมาจากป่าแล้วถามว่า)
๒๕เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ เพราะเหตุไรหนอ เจ้าจึงเหงาหงอยซบเซาอยู่
๒๖แน่ะลูกผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อน ฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็บูชา แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดแจงไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้งไว้ น้ำเจ้าก็ตักไว้เพื่อพ่อ ลูกยังประพฤติพรหมจรรย์รื่นรมย์อยู่หรือ
๒๗เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ มิได้หุงต้มโภชนาหาร วันนี้ ลูกยังมิได้ทักทายพ่อเลย สิ่งของอะไรหายหรือ หรือว่าลูกมีทุกข์ใจอะไร @เชิงอรรถ : @ มูลผลาหาร คือ อาหารที่ได้จากรากไม้กล่าวคือเหง้า (เหง้าบัว,หัวเผือก,หัวมัน) และผลไม้ทั้งหลายที่มี @สีและกลิ่นเป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๒/๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)
๒๘ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้มาที่นี่ รูปร่างของเธอสวยงาม น่าชม ไม่สูงเกินไปและไม่เตี้ยเกินไป มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ศีรษะของเธอผู้เจริญดำสวยงาม เพราะปกคลุมด้วยผมอันดำสนิทเป็นเงางาม
๒๙ไม่มีหนวด บวชได้ไม่นาน ก็เธอมีเครื่องประดับเช่นกับเชิงบาตรอยู่ที่คอ และมีปุ่ม ๒ ปุ่มเกิดที่อกอย่างงดงาม ทั้งคู่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังผลมะพลับทองคำ
๓๐อนึ่ง ใบหน้าของเธอน่าทัศนายิ่งนัก กรรเจียกจอนก็ห้อยอยู่ที่หูทั้ง ๒ เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็เปล่งประกายแวววาว สายรัดชฎาที่ประดับก็โชติช่วงชัชวาล
๓๑และเครื่องประดับอย่างอื่นอีก ๔ อย่างของมาณพนั้น มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็แกว่งไกวไปมา เหมือนหมู่นกติรีฏิ ยามเมื่อฝนตก
๓๒ก็เธอมิได้คาดสายรัดเอวที่ทำด้วยหญ้ามุงกระต่าย เปลือกปอ และหญ้าปล้อง สายรัดเอวนั้นปลิวสะบัดเหมือนสายฟ้าในอากาศ โชติช่วงอยู่ระหว่างสะเอวกับสะโพก
๓๓อนึ่ง ผลไม้ทั้งหลายไม่มีใบ ไม่มีขั้ว ติดอยู่ที่สะเอว ใต้สะดือ ไม่กระทบกันเลย ส่ายได้เป็นนิจ พ่อ ผลไม้เหล่านั้นเป็นผลของต้นไม้อะไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)
๓๔ก็แหละชฎา ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม จัดรูปทรงแบ่งศีรษะเป็นสองส่วนได้อย่างงดงาม ขอให้ชฎาของเราเป็นเช่นนั้นเถิด
๓๕ก็คราวใดชฎิลนั้นสยายชฎา ที่ประกอบด้วยสีและกลิ่นเหล่านั้น คราวนั้นอาศรมนี้ก็หอมอบอวล เหมือนดอกอุบลเขียวที่ต้องลม
๓๖เปือกตมที่เรือนร่างชฎิลนั้นก็น่าดูยิ่งนัก หาเป็นเช่นกับกายของเราไม่ พอถูกลมโชยพัดก็หอมฟุ้ง เหมือนป่าไม้มีดอกบานสะพรั่งปลายฤดูร้อน
๓๗ชฎิลนั้นตีผลไม้มีรูปอันวิจิตรงดงามน่าดูลงบนพื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของชฎิลนั้นอีก พ่อ ผลไม้นั้นเป็นผลของต้นไม้อะไรหนอ
๓๘อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาว เรียบเสมอ เปรียบได้กับสังข์ที่ขัดดีแล้ว เมื่อเธอยิ้ม ย่อมทำใจให้ผ่องใส ชฎิลนั้นคงไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่
๓๙คำพูดของเธอไม่หยาบคาย ไม่คลาดเคลื่อน นุ่มนวล อ่อนหวาน ซื่อตรง ไม่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่คลอนแคลน เมื่อเปล่งออกมา น้ำเสียงของเธอทำให้ฟูใจ ไพเราะจับใจ ดุจเสียงนกการเวก ทำให้ใจของลูกกำหนัดยิ่งนัก @เชิงอรรถ : @ ชฎาในที่นี้หมายถึงสายผม (เส้นผมหลายเส้นที่ร้อยในลูกปัด) ที่เอาแก้วแซมผูกไว้มีทรงคล้ายชฎา @(ขุ.ชา.อ. ๘/๓๔/๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)
๔๐เธอมีน้ำเสียงหยดย้อย ไม่เป็นถ้อยคำที่น่ารังเกียจ และไม่ประกอบด้วยเสียงอันพึมพำ ลูกปรารถนาที่จะได้พบเธออีก เพราะชฎิลหนุ่มได้เป็นมิตรกับลูกมาก่อน
๔๑แผลนี้เชื่อมต่อสนิทดี เกลี้ยงเกลาทุกส่วน อูมใหญ่ตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะ งามพร้อมคล้ายกับกลีบบัว ชฎิลหนุ่มขึ้นคร่อมลูกด้วยแผลนั้นนั่นแหละ ใช้บั้นเอวดันขาอ่อนให้เปิดไว้
๔๒รัศมีที่แผ่ซ่านจากกายของเธอ เปล่งปลั่งผุดผ่องสว่างไสว เหมือนสายฟ้าในอากาศ แม้แขนทั้ง ๒ ของเธอก็อ่อนนุ่ม มีขนเช่นกับขนดอกอัญชัน นิ้วของเธอก็กลมกลึงวิจิตรงดงาม
๔๓เธอมีร่างกายไม่ระคายเคือง มีขนไม่ยาว แต่มีเล็บยาว ปลายเล็บเป็นสีแดง ชฎิลหนุ่มรูปงามกอดรัดลูกด้วยลำแขนทั้งหลาย อันอ่อนนุ่ม บำรุงบำเรอให้รื่นรมย์
๔๔มือทั้งหลาย ของเธออ่อนนุ่ม คล้ายกับปุยนุ่น งามเปล่งปลั่ง มีผิวพรรณงดงาม กลมกลึงเหมือนแผ่นทองคำอันงดงาม เธอสัมผัสลูกด้วยมือเหล่านั้นแล้วไปจากที่นี่ เพราะสัมผัสนั้น มันจึงเผาลูกให้เร่าร้อนอยู่ นะท่านพ่อ
๔๕ชฎิลหนุ่มนั้นไม่ได้หาบคอนแน่นอน มิได้หักฟืนเองแน่นอน มิได้โค่นต้นไม้ด้วยขวานแน่นอน เพราะที่ฝ่ามือทั้งหลายของเธอไม่กระด้างเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)
๔๖ส่วนเจ้าหมีได้ทำให้ชฎิลหนุ่มนั้นเป็นแผล ชฎิลหนุ่มนั้นได้กล่าวกับลูกว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยเถิด ลูกได้ช่วยทำให้เธอนั้นมีความสุข เพราะการกระทำนั้น ความสุขก็มีแก่ลูกด้วย ท่านผู้ประเสริฐ ก็เธอได้พูดกับลูกว่า ข้าพเจ้ามีความสุขแล้ว
๔๗เครื่องปูลาดใบเถาย่านทรายของท่านพ่อนี้ กระจัดกระจายไปเพราะลูกกับเธอ เราทั้ง ๒ มีความเหน็ดเหนื่อย จึงรื่นรมย์กันในน้ำ แล้วพากันเข้ากระท่อมใบไม้อยู่บ่อยๆ
๔๘ท่านพ่อ วันนี้มนต์ทั้งหลายของลูกไม่แจ่มแจ้งเลย การบูชาไฟและแม้การบูชายัญก็ไม่แจ่มแจ้ง ตราบใดที่ลูกยังไม่พบพรหมจารีนั้น ตราบนั้นลูกจะไม่ยอมบริโภคมูลผลาหารของท่านพ่อ
๔๙ท่านพ่อ ท่านต้องรู้จักแน่ว่า พรหมจารีอยู่ ณ ทิศใด ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงทิศนั้นโดยเร็วเถิดพ่อ ขอลูกอย่าได้ตายในอาศรมของท่านเลย
๕๐อนึ่ง ลูกได้ฟังมาว่า ป่าไม้ผลิดอกบานสะพรั่ง วิจิตรสวยงาม กึกก้องไปด้วยเสียงนก มีฝูงนกอยู่อาศัย ท่านพ่อ ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงป่านั้นโดยเร็วเถิด ก่อนที่ลูกจะต้องละชีวิตทิ้งไว้ในอาศรมของท่าน (พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)
๕๑ในราวป่าที่มีรัศมีโชติช่วงนี้ ซึ่งมีหมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรสถิตอยู่ เป็นที่อยู่ของฤๅษีทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นบัณฑิตไม่ควรถึงความไม่ยินดีเช่นนี้เลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)
๕๒สัตว์ทั้งหลายเป็นมิตรก็มี ไม่เป็นมิตรก็มี พวกเขาทำความรักใคร่ในญาติและมิตรทั้งหลาย ส่วนเจ้ามิคสิงคดาบสนี้จัดว่าเป็นคนเลว เพราะตนเองยังไม่รู้เลยว่า “เรามาจากไหน” กลับไว้ใจ(มาตุคามด้วยสำคัญว่าเป็นมิตร)เพราะเหตุไร
๕๓เพราะว่า ขึ้นชื่อว่ามิตรย่อมเชื่อมติดต่อกันได้ เพราะการอยู่ร่วมกันบ่อยๆ มิตรนั้นนั่นเองของบุคคลผู้ไม่สมาคมกัน ย่อมเสื่อมไปเพราะการไม่ได้อยู่ร่วมกัน
๕๔หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารี จะได้เจรจากับพรหมจารี ลูกจะละทิ้งคุณคือตบะนี้โดยเร็วพลัน ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป
๕๕หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารีอีก ได้เจรจากับพรหมจารีอีก ลูกก็จะละทิ้งเดชแห่งสมณะนี้โดยเร็วพลัน ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป
๕๖ลูกเอ๋ย ก็ภูต เหล่านี้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ด้วยการแปลงรูปต่างๆ คนมีปัญญาไม่ควรคบหาภูตเหล่านั้น พรหมจารีบุคคลย่อมพินาศไปเพราะเกี่ยวข้องกับภูตนั้น นฬินิกาชาดกที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ภูต ในที่นี้หมายถึงพวกนางยักษิณี ที่เที่ยวแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหลอกจับมนุษย์กิน @(ขุ.ชา.อ. ๘/๕๖/๒๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๐}