๑๐. มหาเวสสันตรชาดก
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี
๑๐ เวสฺสนฺตรชาตกํ
ดูกรผุสดีผู้มีรัศมีแห่งผิวพรรณอันประเสริฐ ผู้มีอวัยวะส่วนเบื้องหน้า งาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการในปฐพีซึ่งเป็นที่รักแห่งหฤทัยของ เธอ.
ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ วรสฺสุ ทสธา วเร ปฐพฺยา จารุปุพฺพงฺคี ยํ ตุยฺหํ มนโส ปิยํ ฯ
ข้าแต่ท้าวเทวราช ข้าพระบาทขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระบาทได้ทำ บาปกรรมอะไรไว้หรือ ฝ่าพระบาทจึงให้ข้าพระบาทจุติจากทิพยสถานที่น่า รื่นรมย์ ดุจลมอัดต้นไม้ใหญ่ให้หักไป ฉะนั้น.
เทวราช นโม ตฺยตฺถุ กึ ปาปํ ปกตํ มยา รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา วาโตว ธรณีรุหํ ฯ
บาปกรรมเธอมิได้ทำไว้เลย และเธอไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ แต่บุญ ของเธอสิ้นแล้วเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะเธออย่างนี้ ความตายใกล้เธอ เธอจักต้องพลัดพรากจากไปจงเลือกรับเอาพร ๑๐ ประการนี้แต่เราผู้จะให้.
|๑๐๔๗.๑| น เจว เต กตํ ปาปํ น จ เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ปุญฺญญฺจ เต ปริกฺขีณํ เยน เตวํ วทามิหํ ฯ |๑๐๔๗.๒| สนฺติเก มรณํ ตุยฺหํ วินาภาโว ภวิสฺสติ ปฏิคฺคณฺหาหิ เม เอเต วเร ทส ปเวจฺฉโต ฯ
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งปวง ถ้าฝ่าพระบาทจะประทานพร แก่ข้าพระบาทไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้ข้าพระบาทพึงเกิดใน พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีวิราช ข้าแต่ท้าวบุรินททะ ขอให้ข้าพระบาท (๑) พึงเป็นผู้มีจักษุดำเหมือนตาลูกมฤคี (มีอายุ ๑ ขวบปี) ซึ่งมีดวงตา ดำ (๒) พึงมีขนคิ้วดำ (๓) พึงเกิดในราชนิเวศน์นั้นมีนามว่าผุสดี (๔) พึงได้พระราชโอรสผู้ให้สิ่งอันประเสริฐ ผู้ประกอบเกื้อกูลในยาจก มิได้ตระหนี่ ผู้อันพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติยศ (๕) เมื่อ ข้าพระบาททรงครรภ์ขออย่าให้อุทรนูนขึ้น พึงมีอุทรไม่นูน เสมอดัง คันศรที่นายช่างเหลาเกลี้ยงเกลา (๖) ถันทั้งคู่ของข้าพระบาทอย่าย้อยยาน ข้าแต่ท้าววาสวะ (๗) ผมหงอกก็อย่าได้มี (๘) ธุลีก็อย่าได้ติดในกาย (๙) ข้าพระบาทพึงปล่อยนักโทษที่ถึงประหารได้ (๑๐) ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอข้าพระบาทพึงได้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานของพระราชาใน แว่นแคว้นสีวี ในพระราชนิเวศน์อันกึกก้องด้วยเสียงร้องของนกยูง และนกกระเรียน พรั่งพร้อมด้วยหมู่วรนารี เกลื่อนกล่นไปด้วยคนเตี้ย และคนค่อม อันพ่อครัวชาวมคธเลี้ยงดูกึกก้องไปด้วยเสียงกลอน และ เสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้ม.
|๑๐๔๘.๑| วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร สิวิราชสฺส ภทฺทนฺเต ตตฺถ อสฺสํ นิเวสเน ฯ |๑๐๔๘.๒| นีลเนตฺตา นีลภมู นีลกฺขีว ยถา มิคี ผุสฺสตี นาม นาเมน ตตฺถ อสฺสํ ปุรินฺทท ฯ |๑๐๔๘.๓| ปุตฺตํ ลเภถ วรทํ ยาจโยคํ อมจฺฉรึ ปูชิตํ ปฏิราชูภิ กิตฺติมนฺตํ ยสสฺสินํ ฯ |๑๐๔๘.๔| คพฺภํ เม ธารยนฺติยา มชฺฌิมงฺคํ อนุณฺณตํ กุจฺฉิ อนุณฺณโต อสฺส จาปํว ลิขิตํ สมํ ฯ |๑๐๔๘.๕| ถนา เม นปฺปวตฺเตยฺยุํ ปลิตา นสฺสนฺตุ วาสว กาเย รโช น ลิมฺเปถ วชฺฌญฺจาปิ ปโมจเย ฯ |๑๐๔๘.๖| มยูรโกญฺจาภิรุเท นารีวรคณายุเต ขุชฺชเจลาวกากิณฺเณ สูทมาคธวณฺณิเต |๑๐๔๘.๗| จิตฺรคฺคเฬรุฆุสิเต สุรามํสปฺปโพธเน สิวิราชสฺส ภทฺทนฺเต ตตฺถสฺสํ มเหสี ปิยา ฯ
ดูกรนางผู้งามทั่วสรรพางค์กาย พร ๑๐ ประการ เหล่าใดที่เราให้แก่เธอ เธอจักได้พร ๑๐ ประการเหล่านั้น ในแว่นแคว้นของพระเจ้าสีวิราช.
เย เต ทส วรา ทินฺนา มยา สพฺพงฺคโสภเน สิวิราชสฺส วิชิเต สพฺเพ เต ลจฺฉสี วเร ฯ
ครั้นท้าววาสวะมฆวาสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ก็โปรดประทานพร แก่พระนางผุสดีเทพอัปสร. (นี้) ชื่อว่าทสพรคาถา
อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุชมฺปติ ผุสฺสติยา วรํ ทตฺวา อนุโมทิตฺถ วาสโว ฯ ทสวรคาถา นาม ฯ
พระนางผุสดีเทพอัปสรจุติจากดาวดึงสเทวโลกนั้น มาบังเกิดในสกุล กษัตริย์ ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระเจ้าสญชัยในพระนครเชตุดร พระนาง ผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทสมาส เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ประสูติเรา ที่ท่ามกลางถนนของพวกพ่อค้า ชื่อของเรามิได้เนื่องแต่พระมารดา และ มิได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนแห่งพ่อค้า เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อ ว่า เวสสันดร เมื่อใด เรายังเป็นทารก มีอายุ ๔ ขวบแต่เกิดมา เมื่อนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาทคิดจะบริจาคทานว่า เราจะพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย เมื่อใครมาขอเรา เราก็ยินดีให้ เมื่อเราคิดถึงการบริจาคทานอันเป็นความจริง หฤทัยก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่น อยู่ในกาลนั้น ปฐพีมีสิเนรุบรรพตและหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ได้หวั่น ไหว.
|๑๐๕๑.๑| ตโต จุตา สา ผุสฺสตี ขตฺติเย อุปปชฺชถ เชตุตฺตรมฺหิ นคเร สญฺชเยน สมาคมิ ฯ |๑๐๕๑.๒| ทส มาเส ธารยิตฺวา กโรนฺตี ปุร ปทกฺขิณํ เวสฺสานํ วีถิยา มชฺเฌ ชเนสิ ผุสฺสตี มมํ ฯ |๑๐๕๑.๓| น มยฺหํ มตฺติกํ นามํ นปิ เปติกสมฺภวํ ชาโตมฺหิ เวสฺสวีถิยา ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุํ ฯ |๑๐๕๑.๔| ยทาหํ ทารโก โหมิ ชาติยา อฏฺฐวสฺสิโก ตทา นิสชฺช ปาสาเท ทานํ ทาตุํ วิจินฺตยึ หทยํ ทเทยฺยํ จกฺขุํ มํสมฺปิ รุธิรมฺปิจ ทเทยฺยํ กายํ สาเวตฺวา ยทิ โกจิ ยาจโก มมํ ฯ |๑๐๕๑.๕| สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส อกมฺปิตมสณฺฐิตํ อกมฺปิ ตตฺถ ปฐวี สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีขนรักแร้ดกและมีเล็บยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบน ศีรษะ เหยียดแขนข้างขวาจะขออะไรฉันหรือ.
ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา ปคฺคยฺห ทกฺขิณํ พาหุํ กึ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา ฯ
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอรัตนะเครื่องให้แว่นแคว้น ของชาวสีพีเจริญ ขอได้โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ ซึ่งมีงาดุจ งอนไถอันมีกำลังสามารถเถิด พระเจ้าข้า.
รตนํ เทว ยาจาม สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ททาหิ ปวรํ นาคํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ ฯ
เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นช้างราชพาหนะอันสูงสุด ที่พราหมณ์ทั้งหลายขอเรา เรามิได้หวั่นไหว.
ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา ปภินฺนํ กุญฺชรํ ทนฺตึ โอปคุยฺหํ คชุตฺตมํ ฯ
พระราชาผู้ผดุงรัฐสีพีให้เจริญรุ่งเรือง มีพระหฤทัยน้อมไปในการบริจาค เสด็จลงจากคอช้างพระราชทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.
หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห ราชา จาคาธิมานโส พฺราหฺมณานํ อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ (แก่พราหมณ์ทั้ง ๘) แล้ว ในกาลนั้น ความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดมี เมทนีดลก็ หวั่นไหว เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ในกาลนั้น ได้เกิดมีความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า ชาวพระนครกำเริบ ในเมื่อ พระเวสสันดรผู้ยังแว่นแคว้นของชาวสีพีให้เจริญพระราชทานช้างตัวประ เสริฐ ชาวบุรีก็เกลื่อนกล่น เสียงอันกึกก้องก็แผ่ไปมากมาย.
|๑๐๕๖.๑| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๐๕๖.๒| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ ขุพฺภิตฺถ นครํ ตทา ฯ |๑๐๕๖.๓| สมากุลํ ปุรํ อาสิ โฆโส จ วิปุโล มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึง น่ากลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น ในกาลนั้นชาวนครก็กำเริบ ครั้งนั้น ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญรุ่งเรืองพระราชทาน ช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น.
อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ ขุพฺภิตฺถ นครํ ตทา ฯ อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พวกพ่อค้าชาวนา พวกพราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุม พร้อมกัน พวกเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพระยาช้างไป ก็กราบทูล แด่พระเจ้ากรุงสัญชัยว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แว่นแคว้นของ พระองค์ถูกกำจัดแล้ว เหตุไรพระเวสสันดรของพระองค์ จึงพระราชทาน ช้างตัวประเสริฐของชาวเราทั้งหลาย อันชาวแว่นแคว้นสักการะบูชา ไฉนพระเวสสันดรราชโอรสจึงพระราชทานพระยากุญชรของชาวเราทั้ง หลายอันมีงางอนงามแกล้วกล้า สามารถรู้จักเขตแห่งยุทธวิธีทุกอย่าง เป็นช้างเผือกขาวผ่อง ประเสริฐสุด ปกคลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง กำลังซับมัน สามารถย่ำยีศัตรูได้ ฝึกดีแล้ว พร้อมทั้งวาลวิชนีมีสีขาว เช่นดังเขาไกรลาศ ไฉนพระเวสสันดรราชโอรสจึงพระราชทานพระยา ช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐ พร้อมทั้ง ฉัตรขาว เครื่องลาด หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์.
|๑๐๕๘.๑| อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา |๑๐๕๘.๒| เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ทิสฺวา นาคํ นิยฺยมานํ เต รญฺโญ ปฏิเวทยุํ ฯ |๑๐๕๘.๓| วิธมํ เทว เต รฏฺฐํ ปุตฺโต เวสฺสนฺตโร ตว กถํ โน หตฺถินํ ทชฺชา นาคํ รฏฺฐสฺส ปูชิตํ ฯ |๑๐๕๘.๔| กถํ โน กุญฺชรํ ทชฺชา อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ เขตฺตญฺญุํ สพฺพยุทฺธานํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ |๑๐๕๘.๕| ปณฺฑุกมฺพลสญฺฉนฺนํ ปภินฺนํ สตฺตุมทฺทนํ ทนฺตึ สวาลวีชนึ เสตํ เกลาสสาทิสํ ฯ |๑๐๕๘.๖| สเสตจฺฉตฺตํ สุปตฺเถยฺยํ สาถพฺพนํ สหตฺถิปํ อคฺคยานํ ราชวาหึ พฺราหฺมณานํ อทา ทานํ ฯ
พระเวสสันดรราชโอรสนั้นควรจะพระราชทาน ข้าว น้ำ ผ้านุ่งผ้าห่ม และที่นั่งที่นอน สิ่งของเช่นนี้แลสมควรจะพระราชทาน สมควรแก่ พวกพราหมณ์ ข้าแต่พระเจ้าสัญชัย ไฉนพระเวสสันดรราชโอรส ผู้ เป็นพระราชาโดยสืบพระวงศ์ของพระองค์ ผู้ผดุงสีพีรัฐ จึงทรงพระ ราชทานพระยาคชสารไป ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามถ้อยคำของชนชาว สีพี ชนชาวสีพีก็เห็นจักทำพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสไว้ในเงื้อม มือ.
|๑๐๕๙.๑| อนฺนํ ปานญฺจ โส ทชฺชา วตฺถเสนาสนานิ จ เอตํ โข ทานปฏิรูปํ เอตํ โข พฺราหฺมณารหํ ฯ |๑๐๕๙.๒| อยํ เต วํสราชา โน สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน กถํ เวสฺสนฺตโร ปุตฺโต คชํ ภาเชติ สญฺชย ฯ |๑๐๕๙.๓| สเจ ตฺวํ น กริสฺสสิ สิวีนํ วจนํ อิทํ มญฺเญ ตํ สห ปุตฺเตน สิวิหตฺเถ กริสฺสเร ฯ
ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แว่นแคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึง ขับไล่พระราชบุตรผู้ไม่มีโทษจากแว่นแคว้นของตนตามคำของชาวสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดจากอกของเรา ถึงชนบทจะไม่มี และแม้ แว่นแคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึงขับไล่พระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ จากแว่นแคว้นของตน ตามคำของชาวสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ ตัวเรา อนึ่ง เราไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น เพราะเธอมีศีล และวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงประสบ บาปเป็นอันมาก เราจะให้ฆ่าพระเวสสันดรบุตรของเราด้วยศาตราอย่างไร ได้.
|๑๐๖๐.๑| กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ นาหํ สิวีนํ วจนา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชยฺยํ สกา รฏฺฐา ปุตฺโต หิ มม โอรโส ฯ |๑๐๖๐.๒| กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ นาหํ สิวีนํ วจนา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชยฺยํ สกา รฏฺฐา ปุตฺโต หิ มม อตฺรโช ฯ |๑๐๖๐.๓| น จาหํ ตสฺมึ ทุพฺเภยฺยํ อริยสีลวโต หิ โส อสิโลโกปิ เม อสฺส ปาปญฺจ ปสเว พหุํ กถํ เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ สตฺเถน ฆาตยามเส ฯ
พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระเวสสันดรนั้นด้วยท่อนไม้หรือศาตราเลย ทั้งพระเวสสันดรนั้นก็ไม่ควรแก่เครื่องพันธนาการ แต่จงทรงขับไล่ พระเวสสันดรนั้นเสียจากแว่นแคว้น จงไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด.
มา นํ ทณฺเฑน สตฺเถน น หิ โส พนฺธนารโห ปพฺพาเชหิ จ นํ รฏฺฐา วงฺเก วสตุ ปพฺพเต ฯ
ถ้าความพอใจของชาวสีพีเช่นนี้ เราก็ไม่ขัด ขอเธอจงได้อยู่และ บริโภคกามทั้งหลาย ตลอดคืนนี้ ต่อเมื่อสิ้นราตรีแล้ว พระอาทิตย์ขึ้น แล้ว ชาวสีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแว่นแคว้นเถิด.
|๑๐๖๒.๑| เอโส เจ สิวีนํ ฉนฺโท ฉนฺทํ น ปนุทามเส อิมํ โส วสตุ รตฺตึ กาเม จ ปริภุญฺชตุ ฯ |๑๐๖๒.๒| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺตุ นํ ฯ
ดูกรนายนักการ ท่านจงลุกขึ้น จงรีบไปทูลพระเวสสันดรว่า ขอเดชะ ชาวสีพี ชาวนิคม พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พากันโกรธเคืองมาประชุมกันอยู่แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ทั้งชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุมกันแล้ว เมื่อสิ้นราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีจะพรักพร้อมกันขับไล่ พระองค์จากแว่นแคว้น.
|๑๐๖๓.๑| อุฏฺเฐหิ กตฺเต ตรมาโน คนฺตฺวา เวสฺสนฺตรํ วท สิวิโย เทว เต กุทฺธา เนคมา จ สมาคตา อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ฯ |๑๐๖๓.๒| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ฯ |๑๐๖๓.๓| อสฺมา รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราชดำรัสสั่ง จึงสวมสอดเครื่องประดับมือ นุ่งห่มเรียบร้อย ประพรมด้วยจุรณจันทน์ ล้างศีรษะในน้ำ สวมกุณฑล แก้วมณีแล้ว รีบเข้าไปยังบุรีอันน่ารื่นรมย์ เป็นที่ประทับอยู่ของพระ- เวสสันดร ได้เห็นพระเวสสันดรทรงพระสำราญอยู่ในพระราชวังของ พระองค์อันเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่อำมาตย์ ปานประหนึ่งท้าววาสวะแห่ง ไตรทศ.
|๑๐๖๔.๑| ส กตฺตา ตรมาโนว สิวิราเชน เปสิโต อามุตฺตหตฺถาภรโณ สุวตฺโถ จนฺทนปฺโผสิโต |๑๐๖๔.๒| สีสํ นฺหาโต อุทเก โส อามุตฺตมณิกุณฺฑโล อุปาคมิ ปุรํ รมฺมํ เวสฺสนฺตรนิเวสนํ ฯ |๑๐๖๔.๓| ตตฺถทฺทส กุมารํ โส รมมานํ สเก ปุเร ปริกิณฺณํ อมจฺเจหิ ติทสานํ ว วาสวํ ฯ
นายนักการนั้น ครั้นรีบไปในพระราชนิเวสน์นั้นแล้ว ได้กราบทูลพระ เวสสันดรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระบาทจะกราบทูลความ ทุกข์แด่พระองค์ ขออย่าได้ทรงกริ้วข้าพระบาทเลย นายนักการนั้น ถวายบังคมแล้วพลางคร่ำครวญกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ทรงชุบเลี้ยงข้าพระบาท ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง ข้าพระ- บาทจะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์ เมื่อข้าพระบาทกราบทูลข่าวสาร เรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว ขอพระยุคลบาทจงยังข้าพระบาทให้เบาใจ ขอเดชะ ชาวสีพี ชาวนิคม คนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์พากันโกรธเคืองมาประชุมกันอยู่แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ทั้งชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิ้น มาประ- ชุมกันอยู่แล้ว เมื่อสิ้นราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพี จะพรัก พร้อมกันขับไล่พระองค์จากแว่นแคว้นพระเจ้าข้า.
|๑๐๖๕.๑| โส ตตฺถ คนฺตฺวา ตรมาโน กตฺตา เวสฺสนฺตรํ พฺรวิ ทุกฺขนฺเต เวทยิสฺสามิ มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ |๑๐๖๕.๒| วนฺทิตฺวา โรทมาโน โส กตฺตา ราชานมพฺรวิ ภตฺตา เมสิ มหาราช สพฺพกามรสาหโร ทุกฺขนฺเต เวทยิสฺสามิ ตตฺถ อสฺสาสยนฺตุ มํ ฯ |๑๐๖๕.๓| สิวิโย เทว เต กุทฺธา เนคมา จ สมาคตา อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ฯ |๑๐๖๕.๔| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ฯ |๑๐๖๕.๕| อสฺมา รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
ดูกรนายนักการ เพราะเหตุไรชาวสีพีจึงโกรธเรา ขอท่านจงบอกความ ชั่วแก่เรา ผู้ไม่เห็นความเดือดร้อนให้แจ้งชัดด้วย เหตุไรเขาจึงขับไล่เรา.
กิสฺมึ เม สิวิโย กุทฺธา โย น ปสฺสามิ ทุกฺกฏํ ตํ เม กตฺเต วิยาจิกฺข กสฺมา ปพฺพาชยนฺติ มํ ฯ
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พวกกองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้าพากันติเตียนเพราะพระ- ราชทานพระยาช้างพระที่นั่งต้น เหตุนั้นเขาจึงขับไล่พระองค์ พระเจ้าข้า.
อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา นาคทาเนน ขียนฺติ ตสฺมา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือ แก้วมณี เป็นทรัพย์ภายนอกของเรา จะเป็นอะไรไป เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้ว ก็จงให้แขนขวาแขนซ้าย ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรา ยินดีในทาน ชาวสีพีทั้งปวงจงขับไล่ จงฆ่าเราเสีย หรือจะตัดเราให้ เป็นเจ็ดท่อนก็ตามเถิด เราจักไม่งดการให้ทานเลย.
|๑๐๖๘.๑| หทยํ จกฺขุมฺปหํ ทชฺชํ กึ เม พาหิรกํ ธนํ หิรญฺญํ วา สุวณฺณํ วา มุตฺตา เวฬุริยา มณิ |๑๐๖๘.๒| ทกฺขิณํ วามหํ พาหุํ ทิสฺวา ยาจกมาคเต ทเทยฺยํ น วิกมฺเปยฺยํ ทาเน เม รมตี มโน ฯ |๑๐๖๘.๓| กามํ มํ สิวิโย สพฺเพ ปพฺพาเชนฺตุ หนนฺตุ วา เนว ทานา วิรมิสฺสํ กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ
ชาวสีพีและชาวนิคมประชุมกันกล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรงาม จงเสด็จไปสู่อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำ โกนติมาราตามทางที่พระราชาผู้ถูก ขับไล่เสด็จไปนั้นเถิด.
เอวนฺตํ สิวิโย อาหุ เนคมา จ สมาคตา โกนฺติมาราย ตีเรน คิริมารญฺชรํ ปติ เยน ปพฺพาชิตา ยนฺติ เตน คจฺฉตุ สุพฺพโต ฯ
เราจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษเสด็จไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดแก่ เราคืนและวันหนึ่งพอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด.
โสหํ เตน คมิสฺสามิ เยน คจฺฉนฺติ ทูสกา รตฺตินฺทิวํ เม ขมถ ยาว ทานํ ททามิหํ ฯ
พระราชาตรัสตักเตือนพระมัทรีผู้มีความงาม ทั่วสรรพางค์ว่าทรัพย์อย่าง ใดอย่างหนึ่งที่พี่ให้แก่พระน้องนาง และสิ่งของที่ควรสงวนอันเป็นของ พระน้องนาง คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา หรือแก้วไพฑูรย์ มีอยู่เป็น อันมาก และทรัพย์ฝ่ายพระบิดา ของพระน้องนาง ควรเก็บไว้ทั้งหมด.
|๑๐๗๑.๑| อามนฺตยิตฺถ ราชา นํ มทฺทึ สพฺพงฺคโสภนึ ยํ เต กิญฺจิ มยา ทินฺนํ ธนํ ธญฺญญฺจ วิชฺชติ |๑๐๗๑.๒| หิรญฺญํ วา สุวณฺณํ วา มุตฺตา เวฬุริยา พหู สพฺพนฺตํ นิทเหยฺยาสิ ยญฺจ เต เปตฺติกํ ธนํ ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์ได้ทูลถาม พระเวสสันดร นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อมฉัน ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้นเถิด.
ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา กุหึ เทว นิทหามิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ดูกรพระน้องมัทรี พึงให้ทานในท่านผู้มีศีลตามสมควร เพราะที่พึ่งของ สัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี.
สีลวนฺเตสุ ทชฺเชสิ ทานํ มทฺทิ ยถารหํ น หิ ทานา ปรํ อตฺถิ ปติฏฺฐา สพฺพปาณินํ ฯ
ดูกรพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งสอง ในพระชนนีและ พระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีพระ- น้องนางเธอพึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาตกลงปลงใจเป็น พระสวามีพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหาพระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย.
|๑๐๗๔.๑| ปุตฺเตสุ มทฺทิ ทเยสิ สสฺสุยา สสฺสุรมฺหิ จ โย จ ตํ ภตฺตา มญฺเญยฺย สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐเห ฯ |๑๐๗๔.๒| โน เจ ตํ ภตฺตา มญฺเญยฺย มยา วิปฺปวเสน เต อญฺญํ ภตฺตารํ ปริเยส มา กิลิตฺถ มยา วินา ฯ
เพราะว่าพี่จักต้องไปสู่ป่าที่น่ากลัว อันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เมื่อพี่คนเดียวอยู่ในป่าใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย.
อหํ หิ วนํ คจฺฉามิ โฆรํ วาฬมิคายุตํ สํสโย ชีวิตํ มยฺหํ เอกกสฺส พฺรหาวเน ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์ ได้กราบทูลพระเวสสันดร ว่า ไฉนหนอพระองค์จึงตรัสเรื่องที่ไม่เคยมี ไฉนจึงตรัสเรื่องลามก ข้าแต่พระมหาราช ข้อที่พระองค์จะพึงเสด็จแต่พระองค์เดียวนั้น ไม่ใช่ ธรรมเนียม ข้าแต่พระมหากษัตริย์แม้หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไป ตาม ทางที่พระองค์เสด็จ ความตายกับพระองค์หรือเป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายกับพระองค์นั่นแลประเสริฐกว่า เป็นอยู่เว้นจากพระองค์จะ ประเสริฐอะไร ก่อไฟให้ลุกโพลง มีเปลวเป็นอันเดียวกันตั้งอยู่แล้ว ความตายในไฟที่ลุกโพลง มีเปลวเป็นอันเดียวกันนั้นประเสริฐกว่า เป็นอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร นางช้างติดตามพระยาช้างผู้ อยู่ในป่า เที่ยวไป ณ ภูเขาและที่หล่ม ที่เสมอและไม่เสมอ ฉันใด หม่อมฉันจะพาลูกทั้งสองติดตามพระองค์ไปเบื้องหลัง ฉันนั้น หม่อม ฉันจันเป็นผู้อันพระองค์เลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระองค์เลี้ยงยาก.
|๑๐๗๖.๑| ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา อภุมฺเม กถํ นุ ภณสิ ปาปกํ วต ภาสสิ ฯ |๑๐๗๖.๒| เนส ธมฺโม มหาราช ยํ ตฺวํ คจฺเฉยฺย เอกโก อหํปิ เตน คจฺฉามิ เยน คจฺฉสิ ขตฺติย ฯ |๑๐๗๖.๓| มรณํ วา ตยา สทฺธึ ชีวิตํ วา ตยา วินา ตเทว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ |๑๐๗๖.๔| อคฺคึ อุชฺชาลยิตฺวาน เอกชาลสมาหิตํ ตตฺเถว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ |๑๐๗๖.๕| ยถา อารญฺญกํ นาคํ ทนฺตึ อเนฺวติ หตฺถินี เชสฺสนฺตํ คิริทุคฺเคสุ สเมสุ วิสเมสุ จ ฯ |๑๐๗๖.๖| เอวนฺตํ อนุคจฺฉามิ ปุตฺเต อาทาย ปจฺฉโต สุภรา เต ภวิสฺสามิ น เต เหสฺสามิ ทุพฺภรา ฯ
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น พระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะพูดจา น่ารัก ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อพระ- องค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจา น่ารัก เล่นอยู่ ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ทรงมาลาประดับ พระองค์ ณ อาศรมรัมณียสถาน ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ เล่นอยู่ ณ อาศรมอัน เป็นที่รื่นรมย์ ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอด พระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำอยู่ ณ อาศรมรัมณียสถาน เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระ องค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำเล่น อยู่ ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวอยู่ในป่าตัวเดียว เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ ใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวไปในป่าเวลาเย็น ในเวลาเช้า เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราช- สมบัติ เมื่อใด กุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลง หมู่ช้างพังไป ส่งเสียงร้องก้องโกญจนาท พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้อง ของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น ลำเนาป่าสองข้างทาง และสิ่งที่ให้ความน่าใคร่ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไป ด้วยเนื้อร้าย เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ ได้ทอดพระเนตรเห็นเนื้ออันเดินมาเป็นหมู่ๆ หมู่ละ ๕ ตัว และได้ ทอดพระเนตรเห็นพวกกินนรที่กำลังฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึง ราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งแม่น้ำ อันมี น้ำไหลหลั่ง และเสียงเพลงขับของพวกกินนร เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึก ถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้าที่เที่ยว อยู่ตามซอกเขา เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ จักได้ทรงสดับเสียงแห่งสัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และวัวลาน เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง อันแวดล้อมไปด้วยนางนกยูง รำแพนหาง จับอยู่เป็นกลุ่มบนยอดภูเขา เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง มีขนปีกงามวิจิตรห้อมล้อม ด้วยนางนกยูงทั้งหลายรำแพนหางอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราช- สมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงมีคอเขียว มีหงอน แวดล้อมด้วยนางนกยูงฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีดอกบาน มีกลิ่นหอม ฟุ้งไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นแผ่นดินอันเขียวชะอุ่ม ดารดาษไปด้วย แมลงค่อมทองในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีดอกบานสะพรั่ง คือ อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบกมีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้มีดอกบานสะพรั่ง และ ปทุมชาติอันมีดอกร่วงหล่นในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรง ระลึกถึงราชสมบัติ. จบกัณฑ์หิมพานต์
|๑๐๗๗.๑| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน อาสีเน วนคุมฺพสฺมึ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน กีฬนฺเต วนคุมฺพสฺมึ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๓| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๔| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๕| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มาลธารี อลงฺกเต อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๖| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มาลธารี อลงฺกเต กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๗| ยทา ทกฺขสิ นจฺจนฺเต กุมาเร มาลธาริเน อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๘| ยทา ทกฺขสิ นจฺจนฺเต กุมาเร มาลธาริเน กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๙| ยทา ทกฺขสิ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ เอกํ อรญฺเญ วิจรนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๐| ยทา ทกฺขสิ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ สายํ ปาโต วิจรนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๑| ยทา กเรณุสงฺฆสฺส ยูถสฺส ปุรโต วชํ โกญฺจํ กาหติ มาตงฺโค กุญฺชโร สฏฺฐิหายโน ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๒| อุภโต วนวิกาเส ยทา ทกฺขสิ กามทํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๓| มิคํ ทิสฺวาน สายณฺหํ ปญฺจมาลินิมาคตํ กึปุริเส จ นจฺจนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๔| ยทา สุสฺสสิ นิคฺโฆสํ สนฺทมานาย สินฺธุยา คีตํ กึปุริสานญฺจ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๕| ยทา สุสฺสสิ นิคฺโฆสํ คิริคพฺภรจาริโน วสฺสมานสฺสุลูกสฺส น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๖| ยทา สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส ขคฺคสฺส ควยสฺส จ วเน สุสฺสสิ วาฬานํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๗| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ วรหินํ มตฺถกาสินํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๘| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ อณฺฑชํ จิตฺรเปกฺขนํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๙| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ นีลคีวํ สิขณฺฑินํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๐| ยทา ทกฺขสิ เหมนฺเต ปุปฺผิเต ธรณีรุเห สุรภิสมฺปวายนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๑| ยทา เหมนฺติเก มาเส หริตํ ทกฺขสิ เมทนึ อินฺทโคปกสญฺฉนฺนํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๒| ยทา ทกฺขสิ เหมนฺเต ปุปฺผิเต ธรณีรุเห กุฏชํ พิมฺพชาลญฺจ ปุปฺผิตํ โลทฺทปทฺมกํ สุรภิสมฺปวายนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๓| ยทา เหมนฺติเก มาเส วนํ ทกฺขสิ ปุปฺผิตํ โอปุปฺผานิ จ ปทฺมานิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ หิมวนฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
สมเด็จพระนางผุสดีราชบุตรีผู้เรืองยศ ได้ทรงสดับคำที่ พระราชโอรส และพระสุณิสาพร่ำสนทนากัน ทรงคร่ำครวญละห้อยไห้ว่า เรากินยาพิษ เสียดีกว่า เราโดดเหวเสียดีกว่า เอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด ผู้เป็นปราชญ์ เปรื่อง เป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่ เหตุไฉน ชาวนครสีพี จึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด อันท้าวพระยาบูชา ผู้มีเกียรติยศ เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษผิด ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในราช- สกุล เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มี โทษผิด ผู้เกื้อกูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน แก่เทพเจ้า แก่พระประยูรญาติ และมิตรสหาย ผู้เกื้อกูลทั่วรัฐสีมามณฑล.
|๑๐๗๘.๑| เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ปุตฺตสฺส สุณิสาย จ กลูนํ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี ฯ |๑๐๗๘.๒| เสยฺโย วิสํ เม ขายิตํ ปปาตา ปปเตยฺยหํ รชฺชุยา พชฺฌมิยาหํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๓| อชฺฌายกํ ทานปตึ ยาจโยคํ อมจฺฉรึ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๔| ปูชิตํ ปฏิราชูหิ กิตฺติมนฺตํ ยสสฺสินํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๕| มาตาเปติภรํ ชนฺตุํ กุเล เชฏฺฐาปจายินํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๖| รญฺโญ หิตํ เทวหิตํ ญาตีนํ สขินํ หิตํ หิตํ สพฺพสฺส รฏฺฐสฺส กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ
ชาวนครสีพีจะให้ขับพระราชโอรสผู้ไม่มีโทษผิดเสีย รัฐสีมามณฑลของ พระองค์ก็จะเป็นเหมือนรังผึ้งร้าง เหมือนผลมะม่วงหล่นลงบนดิน ฉะนั้น พระองค์อันพวกอำมาตย์ละทิ้งแล้ว จักต้องลำบากอยู่พระองค์ เดียว เหมือนหงส์มีขนปีกหลุดลำบากอยู่ในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้น เกล้ากระหม่อมฉันขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงพระองค์ไปเสียเลย ขอพระองค์อย่าทรงขับไล่ พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิด เพราะถ้อยคำของชาวนครสีพีเลย.
|๑๐๗๙.๑| มธูนีว ปลิตานิ อมฺพาว ปติตา ฉมา เอวํ เหสฺสติ เต รฏฺฐํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๙.๒| หํโส นิกฺขีณปตฺโตว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก อปวิฏฺโฐ อมจฺเจหิ เอโก ราชา วิหิยฺยสิ ฯ |๑๐๗๙.๓| ตนฺตํ พฺรูมิ มหาราช อตฺโถ เต มา อุปจฺจคา มา นํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสิ อทูสกํ ฯ
เราทำความยำเกรงต่อพระราชประเพณี จึงขับไล่พระราชโอรสผู้เป็นธง ของชาวสีพี เราจำต้องขับไล่ลูกของตน ถึงแม้จะเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต ของเรา.
ธมฺมสฺสาปจิตึ กุมฺมึ สิวีนํ วินยํ ธชํ ปพฺพาเชมิ สกํ ปุตฺตํ ปาณา ปิยตโร หิ เม ฯ
แต่ปางก่อนยอดธงเคยแห่ตามเสด็จพระเวสสันดร ดังดอกกรรณิการ์บาน วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อนยอดธงเคยแห่ ตามเสด็จพระเวสสันดรดังป่ากรรณิการ์ วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จ แต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดรเหมือนดอกกรรณิการ์บาน วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่ พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดร เหมือนป่ากรรณิการ์ วันนี้พระเวสสันดรจะต้องเสด็จแต่ พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์ใช้ผ้ากัมพลเหลือง เมืองคันธาระ มีสีเหลืองเรืองรองเหมือนหิ่งห้อย เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดร วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อน พระเวสสันดรเคยเสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง วอและรถทรง วันนี้จะเสด็จ ดำเนินด้วยพระบาทอย่างไร แต่ปางก่อนพระเวสสันดรเคยลูบไล้องค์ ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ปลุกปลื้มด้วยการฟ้อนรำขับร้อง วันนี้จักทรงแบก หนังเสืออันหยาบ ขวานและหาบเครื่องบริขารไปได้อย่างไร พระ- เวสสันดรเมื่อเข้าไปอยู่ในป่าใหญ่ไฉนจะไม่ต้องขนเอาผ้าย้อมน้ำฝาดและ หนังเสือไปด้วย พระเวสสันดร เมื่อเข้าไปอยู่ป่าใหญ่ ไฉนจะไม่ต้อง ใช้ผ้าคากรอง พวกคนที่เป็นเจ้านายบวช จะทรงผ้าคากรองได้อย่างไร หนอ เจ้ามัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองได้อย่างไร แต่ปางก่อนเจ้ามัทรีเคยทรง แต่ผ้ากาสิกพัสตร ผ้าโขมพัสตรและผ้าโกทุมพรพัสตร เมื่อต้องทรงผ้า คากรองจักกระทำอย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม แต่ปางก่อน เคยเสด็จด้วยคานหาม วอและรถทรง วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วย พระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม มีฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม ไม่เคยทำงานหนักเคยตั้งอยู่ในความสุข วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วย พระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม มีฝ่าพระบาทอันอ่อนนุ่ม ไม่เคยเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ตั้งอยู่ในความสุข ทรงสวม รองเท้าทองเสด็จดำเนิน วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วยพระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ทรงศิริ แต่ก่อนเคยเสด็จดำเนินข้างหน้า นางข้าหลวงจำนวนพัน วันนี้จะเสด็จเดินป่าพระองค์เดียวได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ขวัญอ่อน พอได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนก็ สะดุ้ง วันนี้จักเสด็จเดินป่าได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ขวัญอ่อน ได้สดับเสียงนกฮูกคำรามร้อง ก็กลัวตัวสั่น เหมือนนางวารุณี วันนี้จะเสด็จเดินป่าได้อย่างไร เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อัน ว่างเปล่านี้ จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาลนาน ดังแม่นกถูกพรากลูก เห็นแต่รังอันว่างเปล่าฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักซูบผอมเหมือนแม่นกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ ดังแม่นกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระ- หม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อันว่างเปล่านี้ จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาล- นาน ดังนางนกออกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อ เกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสองก็จักซูบผอม ดังนางนกออกถูก พรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็น ลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ ดังนางนกออกถูกพรากลูก เห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อัน ว่างเปล่านี้ ก็จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาลนานเป็นแน่แท้ เหมือน นางนกจากพรากซบเซาอยู่ในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระ- หม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักซูบผอมเป็นแน่แท้ เหมือนนางนก จากพรากในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็น ลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ เป็นแน่แท้ เหมือนนางนก จากพรากในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น ก็เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันพร่ำเพ้อ ทูลอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าพระองค์ยังจะทรงให้ขับไล่พระเวสสันดรเสีย จากแว่นแคว้น เกล้ากระหม่อมฉันเห็นจักต้องสละชีวิตเป็นแน่.
|๑๐๘๑.๑| ยสฺส ปุพฺเพ ธชคฺคานิ กณิการาว ปุปฺผิตา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๒| ยสฺส ปุพฺเพ ธชคฺคานิ กณิการวนานิว ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๓| ยสฺส ปุพฺเพ อนีกานิ กณิการาว ปุปฺผิตา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๔| ยสฺส ปุพฺเพ อนีกานิ กณิการวนานิ ว ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๕| อินฺทโคปกวณฺณาภา คนฺธารา ปณฺฑุกมฺพลา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๖| โย ปุพฺเพ หตฺถินา ยาติ สิวิกาย รเถน จ สฺวชฺช เวสฺสนฺตโร ราชา กถํ คจฺฉติ ปตฺติโก ฯ |๑๐๘๑.๗| กถํ จนฺทนลิตฺตงฺโค นจฺจคีตปฺปโพธโน ขุราชินํ ผรสุญฺจ ขาริกาชญฺจ หาริติ ฯ |๑๐๘๑.๘| กสฺมา นาภิหรียนฺติ กาสาวา อชินานิ จ ปวิสนฺตํ พฺรหารญฺญํ กสฺมา จีรํ น พชฺฌเร ฯ |๑๐๘๑.๙| กถํ นุ จีรํ ธาเรนฺติ ราชปพฺพชิตา ชนา กถํ กุสมยํ จีรํ มทฺที ปริทเหสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๑๐| กาสิยานิ จ ธาเรตฺวา โขมโกทุมฺพรานิ จ กุสจีรานิ ธาเรนฺตี กถํ มทฺที กริสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๑๑| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๒| ยสฺสา มุทุตลา หตฺถา จลนา จ สุเข ฐิตา สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๓| ยสฺสา มุทุตลา ปาทา จลนา จ สุเข ฐิตา ปาทุกาหิ สุวณฺณาหิ ปีฬมานาว คจฺฉติ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๔| ยสฺสุ อิตฺถีสหสฺสสฺส ปุรโต คจฺฉติ มาลินี สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ เอกิกา ฯ |๑๐๘๑.๑๕| ยา สา สิวาย สุตฺวาน มุหุํ อุตฺตสเต ปุเร สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ ภีรุกา ฯ |๑๐๘๑.๑๖| ยา สา อินฺทสโคตฺตสฺส อุลูกสฺส ปวสฺสโต สุตฺวาน นทโต ภีตา วารุณีว ปเวธติ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ ภีรุกา ฯ |๑๐๘๑.๑๗| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๑๘| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๑๙| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๐| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๒๑| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๒| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๓| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๒๔| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๕| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๖| เอวํ เม วิลปนฺติยา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชสิ จ นํ รฏฺฐา มญฺเญ เหสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
นางสนมกำนัลในของพระเจ้าสีวิราชทุกถ้วนหน้า ได้ยินคำรำพันของ พระนางผุสดีแล้ว ก็พากันมาประชุมประคองแขนทั้งสองขึ้นร่ำไห้ พระ โอรส พระธิดา และพระชายา ในนิเวศน์ของพระเวสสันดร นอน กอดกันสะอื้นไห้ ดังหมู่ไม้รังอันถูกพายุพัดล้มระเนนระนาดแหลกลาญ ฉะนั้น พวกชาววัง พวกเด็กๆ พ่อค้าและพวกพราหมณ์ ในนิเวศน์ ของพระเวสสันดรต่างก็ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ พวกกองช้าง กองม้า กองรถและกองเดินเท้า ในนิเวศน์ของพระเวสสันดร ต่างก็ ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ ครั้นเมื่อสิ้นราตรีนั้น พระอาทิตย์ขึ้น แล้ว พระเวสสันดรเสด็จมาสู่โรงทาน เพื่อทรงทานโดยรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผ้าแก่ผู้ต้องการ จงให้เหล้าแก่พวกนักเลงเหล้า จงให้ โภชนะแก่ผู้ต้องการโภชนะโดยทั่วถึง และอย่าเบียดเบียนพวกวณิพกผู้ มาในที่นี้อย่างไร จงเลี้ยงดูพวกวณิพกให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พวก เขาได้รับบูชาแล้วก็จงไป ครั้งนั้น เสียงดังกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียว เป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวพระนครสีพีจะขับไล่พระเวสสันดร เพราะทรงบริจาคทาน ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานอีกเถิด.
|๑๐๘๒.๑| ตสฺสา ลาลปิตํ สุตฺวา สพฺพา อนฺเตปุเร อหุ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ สิวิกญฺญา สมาคตา ฯ |๑๐๘๒.๒| สาลาว สมฺปมทฺทิตา มาลุเตน ปมทฺทิตา เสนฺติ ปุตฺตา จ ทารา จ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๓| โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๔| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๕| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ อถ เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทาตุํ อุปาคมิ ฯ |๑๐๘๒.๖| วตฺถานิ วตฺถกามานํ โสณฺฑานํ เทถ วารุณึ โภชนํ โภชนตฺถีนํ สมฺมเทว ปเวจฺฉถ ฯ |๑๐๘๒.๗| มา จ กิญฺจิ วนิพฺพเก เหฐยิตฺถ อิธาคเต ตปฺเปถ อนฺนปาเนน คจฺฉนฺตุ ปฏิปูชิตา ฯ |๑๐๘๒.๘| (อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา ทาเนน ตํ นีหรนฺติ ปุน ทานํ อทา ตุวํ ฯ)
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นเป็น ดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย ลงนั่งปรับทุกข์กันว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็ เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้ที่ให้ผลต่างๆ เสีย ฉะนั้น ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีความผิดเสีย จากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้อันทรงผลต่างๆ ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีความ ผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้อันให้สิ่งที่ต้อง การทุกอย่าง ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่ พระเวสสันดรผู้ไม่มีความผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วย กันตัดต้นไม้อันนำรสที่ต้องการทุกอย่างมาให้ ฉะนั้น เมื่อพระมหาราชา ผู้ผดุงสีพีรัฐจะเสด็จออกทั้งคนแก่ เด็ก และคนปานกลางต่างพากัน ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐจะ เสด็จออก พวกโหรหลวง พวกขันที มหาดเล็กและเด็กชายต่างก็ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐจะ เสด็จออก แม้หญิงทั้งหลายที่มีอยู่ในพระนครนั้น ต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญ สมณพราหมณ์และวณิพก ต่างก็ประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เป็นการไม่ยุติธรรมเลย เพราะเหตุพระ- เวสสันดรทรงบำเพ็ญทานอยู่ในพระราชวังของพระองค์ จำต้องเสด็จออก จากแว่นแคว้นของพระองค์ เพราะถ้อยคำของชาวสีพี พระเวสสันดร ทรงประทานช้างเจ็ดร้อยเชือก ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างอันมี สายรัด มีทั้งกูบและสัปคับทอง มีนายควาญถือหอกซัดและขอขึ้นคอ ประจำ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานม้าเจ็ดร้อยตัว อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็น ม้าสินธพชาติอาชาไนย เป็นม้าฝีเท้าเร็ว มีนายสารถีถือทวนและธนูขึ้น ขี่ประจำ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานรถเจ็ดร้อยคัน อันผูกสอดเครื่องรบปักธงไชยครบครัน หุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของ พระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานสตรีเจ็ดร้อยคน นั่งประจำอยู่ใน รถคันละคน สอดสวมสร้อยสังวาลตบแต่งด้วยเครื่องทอง มีเครื่อง ประดับ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่สีเหลือง มีดวงตา กว้าง ใบหน้ายิ้มแย้ม ตะโพกงาม เอวบางร่างน้อย แล้วเสด็จออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานแม่โคนมเจ็ดร้อยตัว พร้อมด้วยภาชนะเงินสำหรับรองน้ำนมทุกๆ ตัว แล้วเสด็จออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานทาสีเจ็ดร้อยและ ทาสเจ็ดร้อย แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานช้าง ม้า รถ และนารี อันประดับประดาอย่างสวยงาม แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ ในกาลนั้น ได้มีสิ่งที่ น่ากลัวขนพองสยองเกล้า เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานมหาทานแล้ว แผ่นดินก็หวั่นไหว ครั้งนั้นได้มีสิ่งที่น่ากลัว ขนพองสยองเกล้า พระเวสสันดรทรงประคองอัญชลี เสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์.
|๑๐๘๓.๑| เต สุ มตฺตา กิลนฺตาว สมฺปตนฺติ วนิพฺพกา นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๒| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ นานาผลททํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๓| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ นานาผลธรํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๔| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ สพฺพกามททํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๕| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ สพฺพกามรสาหรํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๖| เย วุฑฺฒา เย จ ทหรา เย จ มชฺฌิมโปริสา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๗| อติยกฺขา เวสฺสวรา อิตฺถาคารา จ ราชิโน พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๘| ถิโยปิ ตตฺถ ปกฺกนฺทุํ ยา ตมฺหิ นคเร อหุ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๙| เย พฺราหฺมณา เย จ สมณา อญฺเญ วาปิ วนิพฺพกา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ อธมฺโม กิร โภ อิติ ฯ |๑๐๘๓.๑๐| ยถา เวสฺสนฺตโร ราชา ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๑| สตฺต หตฺถิสเต ทตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๒| สตฺต อสฺสสเต ทตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิเต อาชานิเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน อารุเฬฺห คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๓| สตฺต รถสเต ทตฺวา สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๑๐๘๓.๑๔| อารุเฬฺห คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๕| สตฺต อิตฺถีสเต ทตฺวา เอกเมกา รเถ ฐิตา สนฺนทฺธา นิกฺขรชฺชูหิ สุวณฺเณหิ อลงฺกตา |๑๐๘๓.๑๖| ปีตาลงฺการา ปีตวสนา ปีตาภรณภูสิตา อาฬารปฺปมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๗| สตฺต เธนุสเต ทตฺวา สพฺพา กํสุปธาริโน เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๘| สตฺต ทาสีสเต ทตฺวา สตฺต ทาสสตานิ จ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๙| หตฺถี อสฺเส รเถ ทตฺวา นาริโย จ อลงฺกตา เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๒๐| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ มหาทาเน ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๐๘๓.๒๑| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ ปญฺชลีกโต ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ
ครั้งนั้น เสียงดังกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียวเป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวนครสีพีขับไล่พระเวสสันดร เพราะบริจาคทาน ขอให้พระองค์ทรง- บริจาคทานอีกเถิด.
อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา ทาเนน ตํ นีหรนฺติ ปุน ทานํ ททาติ โส ฯ
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นเป็น ดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย นั่งลงปรับทุกข์กัน.
เต สุ มตฺตา กิลนฺตาว สมฺปตนฺติ วนิพฺพกา นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
พระเวสสันดร กราบทูลพระเจ้าสัญชัยผู้ประเสริฐธรรมิกราชว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเนรเทศข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะ ไปยังภูเขาวงกต ข้าแต่พระมหาราช สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีมาแล้ว ที่จะมีมา และที่มีอยู่ ยังไม่อิ่มด้วยกามเลย ก็ต้องไปสู่สำนักของ พญายม ข้าพระองค์บำเพ็ญทานอยู่ในปราสาทของตน ยังชื่อว่าเบียด- เบียนชาวนครของตน จะต้องออกจากแว่นแคว้นของตน เพราะถ้อย คำของชาวสีพี ข้าพระองค์จักต้องได้เสวยความลำบากนั้นๆ ในป่าอัน เกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค เป็นที่อยู่อาศัยของแรด และเสือเหลือง ข้าพระองค์จะทำบุญทั้งหลาย เชิญพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด พระเจ้าข้า.
|๑๐๘๖.๑| อามนฺตยิตฺถ ราชานํ สญฺชยํ ธมฺมิกํ วรํ อวรุทฺธสิ มํ เทว วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ ฯ |๑๐๘๖.๒| เย หิ เกจิ มหาราช ภูตา เย จ ภวิสฺสเร อติตฺตาเยว กาเมหิ คจฺฉนฺติ ยมสาธนํ ฯ |๑๐๘๖.๓| โสหํ สเก อภิสสึ ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชหํ |๑๐๘๖.๔| อฆนฺตํ ปฏิเสวิสฺสํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต อหํ ปุญฺญานิ กโรมิ ตุเมฺห ปงฺกมฺหิ สีทถ ฯ
ข้าแต่พระแม่เจ้า ขอได้ทรงโปรดอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอบวช ข้าพระองค์บำเพ็ญทานอยู่ในปราสาทของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาว นครของตน จะต้องออกจากแว่นแคว้นของตน เพราะถ้อยคำของชาว สีพี จักต้องได้เสวยความลำบากนั้นๆ ในป่าอันเกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค เป็นที่อาศัยของแรดและเสือเหลือง ข้าพระองค์จะกระทำบุญทั้งหลาย จะไปสู่เขาวงกต.
อนุชานาหิ มํ อมฺม ปพฺพชฺชา มม รุจฺจติ โสหํ สเก อภิสสึ ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชหํ |๑๐๘๗.๑| อฆนฺตํ ปฏิเสวิสฺสํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต อหํ ปุญฺญานิ กโรมิ วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ ฯ
ลูกเอ๋ย แม่อนุญาตให้ลูก การบวชของลูกจงสำเร็จ ส่วนแม่มัทรีผู้มี ความงาม ตะโพกผึ่งผาย เอวบางร่างน้อย จงอยู่กับลูกๆ เถิด จักทำ อะไรในป่าได้.
อนุชานามิ ตํ ปุตฺต ปพฺพชฺชา เต สมิชฺฌตุ อยญฺจ มทฺที กลฺยาณี สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา อจฺฉตํ สห ปุตฺเตหิ กึ อรญฺเญ กริสฺสติ ฯ
ข้าพระองค์ไม่พยายามจะนำแม้ซึ่งนางทาสีไปสู่ป่า โดยเขาไม่ปรารถนา ถ้าเขาปรารถนาจะตามไป (ก็ตามใจ) ถ้าเขาไม่ปรารถนา ก็จงอยู่.
นาหํ อกามา ทาสึปิ อรญฺญํ เนตุมุสฺสเห สเจ อิจฺฉติ อเนฺวตุ สเจ นิจฺฉติ อจฺฉตุ ฯ
ลำดับนั้น พระมหาราชาเสด็จดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า ดูกร แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์ เจ้าอย่างได้ทรงธุลีละอองเลย แม่มัทรีเคยทรงผ้ากาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ในป่าเป็นความ ลำบาก ดูกรแม่มัทรี ผู้มีลักขณาอันงาม เจ้าอย่าไปเลยนะ.
|๑๐๙๐.๑| ตโต สุณฺหํ มหาราชา ยาจิตุํ ปฏิปชฺชถ มา จนฺทนสมาจาเร รโชชลฺลํ อธารยิ ฯ |๑๐๙๐.๒| กาสิยานิ ปธาเรตฺวา กุสจีรํ อธารยิ ทุกฺโข วาโส อรญฺญสฺมึ มา หิ ตฺวํ ลกฺขเณ คมิ ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระสัสสุระนั้นว่า ความสุขอันใดจะพึงมีแก่เกล้ากระหม่อมฉัน โดยว่างเว้นพระเวสสันดร เกล้ากระหม่อมฉันไม่พึงปรารถนาความสุขอันนั้น.
ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา นาหนฺตํ สุขมิจฺเฉยฺยํ ยํ เม เวสฺสนฺตรํ วินา ฯ
พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐ ได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เชิญฟังก่อน แม่มัทรี สัตว์อันจะรบกวนยากที่จะอดทนได้ มีอยู่ในป่าเป็นอันมาก คือ เหลือบ ตั๊กแตน ยุง และผึ้งมันจะพึงเบียดเบียนเธอในป่านั้น ความทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะพึงมีแก่เธอ เธอจะต้องได้พบสัตว์ที่น่ากลัวอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่นงูเหลือมเป็นสัตว์ไม่มีพิษ แต่มันมีกำลังมาก มันรัดมนุษย์ หรือแม้เนื้อที่มาใกล้ๆ ด้วยลำตัว เอามาไว้ในขนดหางของ มัน เนื้อร้ายอย่างอื่นๆ เช่นหมีมีขนดำ คนที่มันพบเห็นแล้ว หนีขึ้น ต้นไม้ก็ไม่พ้น ควายเปลี่ยวขวิดเฝืออยู่ เขาทั้งคู่ปลายคมกริบ เที่ยวอยู่ ในถิ่นนี้ ใกล้ฝั่งแม่น้ำโสตุมพะ ดูกรแม่มัทรี เธอเปรียบเหมือนแม่โค รักลูก เห็นฝูงเนื้อและโคถึกอันท่องเที่ยวอยู่ในป่า จักทำอย่างไร ดูกร แม่มัทรี เธอได้เห็นทะโมนไพรอันน่ากลัวที่ประจวบเข้าในหนทางที่ เดินได้ยาก ความพรั่นพรึงจักต้องมีแก่เธอ เพราะไม่รู้จักเขต เมื่อ เธออยู่ในพระนคร ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน ย่อมสะดุ้งตกใจ เธอไป ถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร เมื่อฝูงนกพากันจับเจ่าในเวลาเที่ยง ป่าใหญ่ เหมือนส่งเสียงกระหึ่ม เธอปรารถนาจะไปในป่าใหญ่นั้นทำไม.
|๑๐๙๒.๑| ตมพฺรวิ มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ วเน เย โหนฺติ ทุสฺสหา ฯ |๑๐๙๒.๒| พหู กีฏา ปฏงฺคา จ มกสา มธุมกฺขิกา เตปิ ตํ ตตฺถ หึเสยฺยุํ ตนฺเต ทุกฺขตรํ สิยา ฯ |๑๐๙๒.๓| อปเร ปสฺส สนฺตาเส นทีนูปนิเสวิเต สปฺปา อชครา นาม อวิสา เต มหพฺพลา ฯ |๑๐๙๒.๔| เต มนุสฺสํ มิคํ วาปิ อปิจาสนฺนมาคตํ ปริกฺขิปิตฺวา โภเคหิ วสมาเนนฺติ อตฺตโน ฯ |๑๐๙๒.๕| อญฺเญปิ กณฺหา ชฏิโน อจฺฉา นาม อฆมฺมิคา น เตหิ ปุริโส ทิฏฺโฐ รุกฺขมารุยฺห มุจฺจติ ฯ |๑๐๙๒.๖| สงฺฆฏฺฏยนฺตา สิงฺคานิ ติกฺขคฺคานิ ปหาริโน มหิสา วิจรนฺเตตฺถ นทึ โสตุมฺพรํ ปติ ฯ |๑๐๙๒.๗| ทิสฺวา มิคานํ ยูถานํ ควํ สญฺจริตํ วเน เธนุว วจฺฉคิทฺธาว กถํ มทฺทิ กริสฺสสิ ฯ |๑๐๙๒.๘| ทิสฺวา สมฺปติเต โฆเร ทุมฺมคฺเคสุ ปฺลวงฺคเม อเขตฺตญฺญาย เต มทฺทิ ภวิสฺสเต มหพฺภยํ ฯ |๑๐๙๒.๙| ยา ตฺวํ สิวาย สุตฺวาน มุหุํ อุตฺตสเต ปุเร สา ตฺวํ วงฺกํ อนุปฺปตฺตา กถํ มทฺทิ กริสฺสสิ ฯ |๑๐๙๒.๑๐| ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ปกฺขิสุ สุณเตว พฺรหารญฺญํ ตตฺถ กึ คนฺตุมิจฺฉสิ ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความสวยงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระ- เจ้าสัญชัยนั้นว่า พระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอกสิ่งที่น่ากลัว อันมีอยู่ใน ป่า แก่เกล้ากระหม่อมฉัน เกล้ากระหม่อมฉันจักยอมทนต่อสู้สิ่งน่ากลัว ทั้งปวงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่ นอน เกล้ากระหม่อมฉันจักแหวกต้นเป้ง คา หญ้าคมบาง แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไปด้วยอก เกล้ากระหม่อมฉันจักไม่เป็น ผู้อันพระเวสสันดรนำไปได้ยาก อันว่ากุมารีย่อมได้สามีด้วยวัตรจริยา เป็นอันมาก คือ ด้วยการอดอาหาร ตรากตรำท้อง ด้วยการผูกคาดไม้ คางโค ด้วยการบำเรอไฟ และด้วยการดำน้ำ ความเป็นหม้าย เป็น ความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉัน จักไปแน่นอน ชายใดจับมือหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนาฉุดคร่าไป ชายนั้น เป็นผู้ไม่ควรบริโภคของที่เป็นเดนของหญิงหม้ายนั้นโดยแท้ ความเป็น หม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้า- กระหม่อมฉันจักไปแน่นอน ชายอื่นให้ทุกข์มากมายมิใช่น้อย ด้วยการ จับผมเตะถีบจนล้มลงที่พื้นดิน แล้วไม่หลีกหนี ความเป็นหม้ายเป็นความ เผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไป แน่นอน พวกเจ้าชู้ผู้ต้องการหญิงหม้ายที่มีผิวพรรณผุดผ่อง ให้ของเล็ก น้อยแล้ว สำคัญตัวว่าเป็นผู้มีโชคดี ย่อมฉุดคร่าหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนา ไป ดังฝูงกากลุ้มรุมนกเค้าแมว ฉะนั้น ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อน ในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน อันว่าหญิงหม้ายแม้จะอยู่ในตระกูลญาติ อันเจริญรุ่งเรืองไปด้วยเครื่อง ทอง จะไม่ได้รับคำติเตียน ล่วงเกินจากพี่น้องและเพื่อนฝูงก็หาไม่ ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน แม่น้ำไม่มีน้ำก็เปล่าดาย แว่นแคว้น ไม่มีพระราชาก็เปล่าดาย แม้หญิงเป็นหม้ายก็เปล่าดาย ถึงแม้หญิงนั้น จะมีพี่น้องตั้งสิบคน ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน อันว่าธงเป็น เครื่องหมายแห่งรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ พระราชาเป็นสง่า ของแคว้น ภัสดาเป็นสง่าของหญิง ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อน ในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน หญิงจนผู้ทรงเกียรติย่อมร่วมสุขทุกข์ของสามีที่จน หญิงมั่งคั่งผู้ทรงเกียรติ ย่อมร่วมสุขทุกข์ของสามีที่มั่งคั่ง เทพเจ้าย่อมสรรเสริญหญิงนั้นแล เพราะเจ้าหล่อนทำกิจที่ทำได้ยาก เกล้ากระหม่อมฉันจักบวชติดตามพระ- สวามีไปทุกเมื่อ แม้เมื่อแผ่นดินยังไม่ทำลาย ความเป็นหม้ายเป็นความ เผ็ดร้อนของหญิง เกล้ากระหม่อมฉันว่างเว้นพระเวสสันดรเสียแล้ว ไม่พึงปรารถนาแม้แผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต ทรงไว้ซึ่งเครื่องปลื้มใจ เป็นอันมาก บริบูรณ์ด้วยรัตนะต่างๆ เมื่อสามีตกทุกข์แล้ว หญิงเหล่าใด ย่อมหวังสุขเพื่อตน หญิงเหล่านั้นเลวทรามหนอ หัวใจของหญิงเหล่านั้น เป็นอย่างไรหนอ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐเสด็จออกแล้ว เกล้า- กระหม่อมฉันจักขอติดตามพระองค์ไป เพราะพระองค์ทรงประทานสิ่งที่ น่าปรารถนาทั้งปวงแก่เกล้ากระหม่อมฉัน.
|๑๐๙๓.๑| ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ยานิ เอตานิ อกฺขาสิ วเน ปฏิภยานิ เม สพฺพานิ อภิสมฺโภสฺสํ คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๒| กาสํ กุสํ โปตกิลํ อุสิรํ มุญฺชปพฺพชํ อุรสา ปนูทหิสฺสามิ นาสฺส เหสฺสามิ ทุนฺนยา ฯ |๑๐๙๓.๓| พหูหิ วตฺตจริยาหิ กุมารี วินฺทเต ปตึ อุทรสฺสุปโรเธน โคหนุเวฏฺฐเนน จ อคฺคิสฺส ปาริจริยาย อุทกุมฺมุชฺชเนน จ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๔| อปิสฺสา โหติ อปฺปตฺโต อุจฺฉิฏฺฐํ ปริภุญฺชิตุํ โย นํ หตฺเถ คเหตฺวาน อกามํ ปริกฑฺฒติ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๕| เกสคฺคหณมุกฺเขปา ภูมฺยา จ ปริสุมฺภนา ทตฺวา จ โน ปกฺกมติ พหุํ ทุกฺขํ อนปฺปกํ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๖| สุกฺกจฺฉวี เวธเวรา ทตฺวา สุภคฺคมานิโน อกามํ ปริกฑฺฒนฺติ อุลูกญฺเญว วายสา เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๗| อปิ ญาติกุเล ผีเต กํสปฺปชฺโชตเน วสํ เนวาติวากฺยํ น ลเภ ภาตูหิ สขินีหิ จ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๘| นคฺคา นที อนูทกา นคฺคํ รฏฺฐํ อราชิกํ อิตฺถีปิ วิธวา นคฺคา ยสฺสาปิ ทส ภาตโร เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๙| ธโช รถสฺส ปญฺญาณํ ธูโม ปญฺญาณมคฺคิโน ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยา เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๑๐| ยา ทลิทฺที ทลิทฺทสฺส อฑฺฒา อฑฺฒสฺส กิตฺติมา ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ ทุกฺกรํ หิ กโรติ สา ฯ |๑๐๙๓.๑๑| สามิกํ อนุพนฺธิสฺสํ สทา กาสายวาสินี ปฐพฺยาปิ อภิชฺชนฺตฺยา เวธพฺยํ กฏุกิตฺถิยา ฯ |๑๐๙๓.๑๒| อปิ สาครปริยนฺตํ พหุวิตฺตธรํ มหึ นานารตนปริปูรํ นิจฺเฉ เวสฺสนฺตรํ วินา ฯ |๑๐๙๓.๑๓| กถนฺนุ ตาสํ หทยํ สุขรา วต อิตฺถิโย ยา สามิเก ทุกฺขิตมฺหิ สุขมิจฺฉนฺติ อตฺตโน ฯ |๑๐๙๓.๑๔| นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ตมหํ อนุพนฺธิสฺสํ สพฺพกามทโท หิ เม ฯ
พระมหาราชาได้ตรัสกะพระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วพระวรกายว่า ดูกร แม่มัทรีผู้มีศุภลักษณ์ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาลูกรักทั้งสองของเธอนี้ ยังเป็นเด็ก เจ้าจงละไปไว้เถิด พ่อจะรับเลี้ยงดูเด็กทั้งสองนั้นไว้เอง.
ตมพฺรวี มหาราชา มทฺทึ สพฺพงฺคโสภนํ อิเม เต ทหรา ปุตฺตา ชาลี กณฺหาชินา จุโภ นิกฺขิปฺป ลกฺขเณ คจฺฉ มยนฺเต โปสยามเส ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระเจ้า- สญชัยนั้นว่า เทวะพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสอง เป็นลูกสุดที่รัก ของเกล้ากระหม่อมฉัน ลูกทั้งสองนั้น จักยังหัวใจของเกล้ากระหม่อม ฉันผู้มีชีวิตอันเศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้น.
ตมพฺรวี ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ปิยา เม ปุตฺตกา เทว ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ตฺยมฺหํ ตตฺถ รมิสฺสนฺติ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ ฯ
พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เด็ก ทั้งสองเคยเสวยข้าวสาลีอันปรุงด้วยเนื้อสะอาด เมื่อต้องเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยเสวยในถาดทองหนักร้อยปละ อันเป็น ของประจำราชสกุล เมื่อต้องเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร เด็กทั้งสอง เคยทรงภูษาแคว้นกาสี ภูษาโขมรัฐและภูษาโกทุมพรรัฐ เมื่อต้องทรงผ้า คากรอง จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยไปด้วยคานหาม วอและรถ เมื่อต้องเดินด้วยเท้าเปล่า จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยบรรทมในเรือน ยอดมีบานหน้าต่างปิดสนิท ไม่มีลม เมื่อต้องบรรทมที่โคนไม้ จักทำ อย่างไร เด็กทั้งสองเคยบรรทมบนพรหมอันปูลาดไว้อย่างวิจิตรบนบัลลังก์ เมื่อต้องบรรทมเครื่องลาดหญ้า จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยลูบไล้ด้วย กฤษณา และจันทน์หอม เมื่อต้องทรงละอองธุลี จักทำอย่างไร เด็ก ทั้งสองเคยตั้งอยู่ในความสุข มีผู้พัดวีให้ด้วยแส้จามรีและหางนกยูง ต้องถูกเหลือบและยุงกัด จักทำอย่างไร.
|๑๐๙๖.๑| ตมพฺรวี มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน สาลีนโมทนํ ภุตฺวา สุจิมํสูปเสจนํ รุกฺขผลานิ ภุญฺชนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๒| ภุตฺวา สตปเล กํเส โสวณฺเณ สตราชิเก รุกฺขปตฺเตสุ ภุญฺชนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๓| กาสิยานิ จ ธาเรตฺวา โขมโกทุมฺพรานิ จ กุสจีรานิ ธาเรนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๔| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ ปตฺติกา ปริธาวนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๕| กูฏาคาเร สยิตฺวาน นิวาเต ผุสิตคฺคเฬ สยนฺตา รุกฺขมูลสฺมึ กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๖| ปลฺลงฺเกสุ สยิตฺวาน โคนเก จิตฺรสนฺถเต สยนฺตา ติณสนฺถาเร กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๗| คนฺธเกน วิลิมฺปิตฺวา อคฺคลุจนฺทเนน จ รโชชลฺลานิ ธาเรนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๘| จามรีโมรหตฺเถหิ วีชิตงฺคา สุเข ฐิตา ผุฏฺฐา ฑํเสหิ มกเสหิ กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระเจ้า- สญชัยนั้นว่า เทวะพระองค์อย่าได้ทรงปริเวทนา และอย่าได้ทรงเสีย พระทัยเลย เกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองจักเป็นอย่างไร เด็กทั้งสองก็จัก เป็นอย่างนั้น พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ครั้นกราบทูลคำนี้ แล้วเสด็จหลีกไป พระนางผู้ทรงศุภลักษณ์ ทรงพาพระโอรสและพระ- ธิดาเสด็จไปตามทางที่พระเจ้าสีพีเคยเสด็จ.
|๑๐๙๗.๑| ตมพฺรวี ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา มา เทว ปริเทวสิ มา จ ตฺวํ วิมโน อหุ ยถา มยํ ภวิสฺสาม ตถา เหสฺสนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๗.๒| อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ มทฺที สพฺพงฺคโสภนา สิวิมคฺเคน อเนฺวสิ ปุตฺเต อาทาย ลกฺขณา ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติราช ครั้นพระราชทานทานแล้ว ทรง ถวายบังคมพระราชบิดาพระราชมารดา และทรงกระทำประทักษิณแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว ทรงพาพระโอรส พระธิดาและพระชายาเสด็จไปสู่ภูเขาวงกต.
|๑๐๙๘.๑| ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทตฺวาน ขตฺติโย ปิตุ มาตุญฺจ วนฺทิตฺวา กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ ฯ |๑๐๙๘.๒| จตุวาหึ รถํ ยุตฺตํ สีฆมารุยฺห สนฺทนํ อาทาย ปุตฺต ทารญฺจ วงฺกํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรราช เสด็จเข้าไปที่หมู่ชนเป็นอันมาก ตรัส บอกลาว่า เราขอไปละนะ ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีโรคเถิด.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา เยนาสิ พหุโก ชโน อามนฺต โข ตํ คจฺฉาม อโรคา โหนฺตุ ญาตโย
เมื่อพระเวสสันดรเสด็จออกจากพระนคร ทรงเหลียวมาทอดพระเนตร แม้ครั้งนั้น แผ่นดินอันมีขุนเขาสิเนรุและราวป่าเป็นเครื่องประดับก็ หวั่นไหว.
นิกฺขมิตฺวาน นครา นิวตฺติตฺวา วิโลกิเต ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
เชิญดูเถิดมัทรี ที่ประทับของพระเจ้าสีพีราชปรากฏเป็นรูปอันน่ารื่นรมย์ ส่วนมณเฑียรของเราเป็นดังเรือนเปรต.
อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ รมฺมรูปํว ทิสฺสติ อาวาโส สิวิเสฏฺฐสฺส เปตฺติกํ ภวนํ มม ฯ
พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรนั้นไป เขาได้ขอม้ากะพระองค์ พระองค์อันพราหมณ์ทั้งหลายทูลขอแล้ว ทรงมอบม้า ๔ ตัว ให้แก่ พราหมณ์ ๔ คน.
ตํ พฺราหฺมณา อนฺวคมุํ เต ตํ อสฺเส อยาจิสุํ ยาจิโต ปฏิปาเทสิ จตุนฺนํ จตุโร หเย ฯ
เชิญเถิดมัทรี ละมั่งทองร่างงดงาม ใครๆ ไม่เห็น เป็นดังม้าที่ชำนาญนำ เราไป.
อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ จิตฺตรูปํ น ทิสฺสติ มิคา โรหิจฺจวณฺเณน ทกฺขิณสฺสา วหนฺติ มํ ฯ
ต่อมาพราหมณ์ คนที่ห้าในที่นั้นได้มาขอราชรถกะพระองค์ พระองค์ทรง มอบรถให้แก่เขา และพระทัยของพระองค์มิได้ย่อท้อเลย.
อเถตฺถ ปญฺจโม อาคา โส ตํ รถมยาจถ ตสฺส ตํ ปฏิยาทาสิ น จสฺสุ ปหโต มโน ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรราชให้คนของพระองค์ลงแล้ว ทรงปลอบให้ ปลงพระทัยมอบรถม้าให้แก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา โอโรเปตฺวา สกํ ชนํ อสฺสาสยิ อสฺสรถํ พฺราหฺมณสฺส ธเนสิโน ฯ
ดูกรมัทรี เธอจงอุ้มกัณหานี้ผู้เป็นน้องจะเบากว่า พี่จักอุ้มชาลี เพราะ ชาลีเป็นพี่คงจะหนัก.
ตฺวํ มทฺทิ กณฺหํ คณฺหาหิ ลหุกา เอสา กนิฏฺฐกา อหํ ชาลึ คเหสฺสามิ ครุโก ภาติโก หิ โส ฯ
พระราชาทรงอุ้มพระโอรส ส่วนพระราชบุตรีทรงอุ้มพระธิดา ทรงยินดี ร่วมกันดำเนิน ตรัสปราศรัยด้วยน้ำคำอันน่ารักกะกันและกัน. (นี้) ชื่อทานกัณฑ์
ราชา กุมารมาทาย ราชปุตฺตี จ ทาริกํ สมฺโมทมานา ปกฺกามุํ อญฺญมญฺญํ ปิยํวทา ฯ ทานกณฺฑํ นาม ฯ
ถ้ามนุษย์บางพวกเดินมาตามทางหรือเดินสวนทางมา เราจะถามมรรคา กะพวกเขาว่า ภูเขาวงกตอยู่ที่ไหน พวกเขาเห็นเราในระหว่างมรรคานั้น จะพากันคร่ำครวญด้วยความกรุณา ระทมทุกข์ ตอบเราว่า เขาวงกตยัง อยู่อีกไกล.
|๑๑๐๘.๑| ยทิ เกจิ มนุชา เอนฺติ อนุมคฺเค ปฏิปเถ มคฺคนฺเต ปฏิปุจฺฉาม กุหึ วงฺกตปพฺพโต ฯ |๑๑๐๘.๒| เต ตตฺถ อเมฺห ปสฺสิตฺวา กลูนํ ปริเทวยุํ ทุกฺขนฺเต ปฏิเวเทนฺติ ทูเร วงฺกตปพฺพโต ฯ
ครั้งนั้น พระกุมารทั้งสองทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีผลในป่าใหญ่ ทรงพระกรรแสงเหตุประสงค์ผลไม้เหล่านั้น หมู่ไม้สูงใหญ่ดังจะเห็น พระกุมารทั้งสองทรงพระกรรแสง จึงน้อมกิ่งลงมาเองจนใกล้จะถึงพระ- กุมารทั้งสอง พระนางมัทรีผู้งดงามทั่วพระวรกาย ทอดพระเนตรเห็น เหตุอัศจรรย์ไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้านี้ จึงซ้องสาธุการว่า น่า อัศจรรย์ ขนลุกขนพองไม่เคยมีในโลกหนอ ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร ต้นไม้น้อมกิ่งลงมาเองได้.
|๑๑๐๙.๑| ยทิ ปสฺสนฺติ ปวเน ทารกา ผลิเต ทุเม เตสํ ผลานํ เหตุมฺหิ อุปโรทนฺติ ทารกา ฯ |๑๑๐๙.๒| โรทนฺเต ทารเก ทิสฺวา อุพฺพิคฺคา วิปุลา ทุมา สยเมโวนมิตฺวาน อุปคจฺฉนฺติ ทารเก ฯ |๑๑๐๙.๓| อิทํ อจฺเฉรกํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ สาธุการํ ปวตฺเตสิ มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ฯ |๑๑๐๙.๔| อจฺเฉรํ วต โลกสฺมึ อพฺภูตํ โลมหํสนํ เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน สยเมโวนตา ทุมา ฯ
เทพเจ้าทั้งหลายมาช่วยย่นมรรคาให้กษัตริย์ทั้ง ๔ เสด็จถึงเจตรัฐ โดยวันที่ เสด็จออกนั่นเอง เพื่ออนุเคราะห์พระกุมารทั้งสอง.
สงฺขิปึสุ ปถํ ยกฺขา อนุกมฺปาย ทารเก นิกฺขนฺตทิวเสเนว เจตรฏฺฐมุปาคมุํ ฯ
กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์นั้น ทรงดำเนินสิ้นมรรคายืดยาว เสด็จถึงเจตรัฐ อันเป็นชนบทเจริญมั่งคั่ง มีมังสะและข้าวดีๆ เป็นอันมาก.
เต คนฺตฺวา ทีฆมทฺธานํ เจตรฏฺฐมุปาคมุํ อิทฺธํ ผีตํ ชนปทํ พหุมํสสุโรทกํ ฯ
สตรีชาวนครเจตรัฐ เห็นพระนางมัทรีผู้มีศุภลักษณ์เสด็จมา ก็พากันห้อม ล้อมกล่าวกันว่า พระแม่เจ้านี้เป็นสุขุมาลชาติหนอ มาเสด็จดำเนิน พระบาทเปล่า เคยทรงคานหามสีวิกามาศ และราชรถแห่ห้อม วันนี้ พระนางเจ้ามัทรีต้องเสด็จดำเนินในป่าด้วยพระบาท.
|๑๑๑๒.๑| เจติโย ปริกรึสุ ทิสฺวา ลกฺขณมาคตํ สุขุมาลี วตายยฺยา ปตฺติกา ปริธาวติ ฯ |๑๑๑๒.๒| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ สาชฺช มทฺที อรญฺญสฺมึ ปตฺติกา ปริธาวติ ฯ
พระยาเจตราชทั้งหลายได้ทัศนาเห็นพระเวสสันดร ต่างก็ทรงกรรแสง เข้าไปเฝ้า กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงพระ สำราญไม่มีโรคาพาธแลหรือ พระองค์ไม่มีความทุกข์แลหรือ พระราชบิดา ของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้แลหรือ ชาวนครสีพีก็ไม่มีทุกข์หรือ ข้าแต่พระมหาราชา พลนิกายของพระองค์อยู่ ณ ที่ไหน กระบวนรถ ของพระองค์อยู่ ณ ที่ไหน พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง เสด็จ ดำเนินมาสิ้นทางไกล พวกอมิตรมาย่ำยีหรือจึงเสด็จมาถึงทิศนี้.
|๑๑๑๓.๑| ตํ ทิสฺวา เจตปาโมกฺขา โรทมานา อุปาคมุํ กจฺจิ นุ เทว กุสลํ กจฺจิ เทว อนามยํ ฯ |๑๑๑๓.๒| กจฺจิ ปิตา อโรคา เต สิวีนญฺจ อนามยํ โก เต พลํ มหาราช โก นุ เต รถมณฺฑลํ ฯ |๑๑๑๓.๓| อนสฺสโก อรถโก ทีฆมทฺธานมาคโต กจฺจามิตฺเตหิ ปกโต อนุปฺปตฺโตสิมํ ทิสํ ฯ
สหายทั้งหลายเอ๋ย ข้าพเจ้ามีความสุข ไม่มีโรคาพาธ ข้าพเจ้าไม่มีความ ทุกข์ อนึ่ง พระราชบิดาของเราก็ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และ ชาวสีพีก็สุขสำราญดี เพราะข้าพเจ้าได้ให้พระยาเศวตกุญชรคชาธารอัน ประเสริฐสุด มีงางอนงามดังงอนไถ มีกำลังแกล้วกล้าสามารถ รู้เขต ชัยภูมิแห่งสงครามทั้งปวง อันลาดด้วยผ้ากัมพลเหลือง เป็นช้างซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงางาม พร้อมทั้งพัดวาลวิชนี เป็นช้างเผือกขาวผ่อง ดังเขาไกรลาส พร้อมทั้งเศวตฉัตรและเครื่องปูลาด ทั้งหมอช้างและ ควาญช้าง เป็นยานอันเลิศ เป็นราชพาหนะ เราได้ให้แก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น ชาวนครสีพีพากันโกรธเคืองข้าพเจ้า ทั้งพระราชบิดาก็ ทรงกริ้วขับไล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเขาวงกต สหายทั้งหลาย ขอท่าน ทั้งหลาย จงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสอันเป็นที่อยู่ในป่าเถิด.
|๑๑๑๔.๑| กุสลญฺเจว เม สมฺมา อโถ สมฺมา อนามยํ อโถ ปิตา อโรคา เม สิวีนญฺจ อนามยํ ฯ |๑๑๑๔.๒| อหํ หิ กุญฺชรํ ทชฺชํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ เขตฺตญฺญุํ สพฺพยุทฺธานํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ |๑๑๑๔.๓| ปณฺฑุกมฺพลสญฺฉนฺนํ ปภินฺนํ สตฺตุมทฺทนํ ทนฺตึ สวาลวีชนึ เสตํ เกลาสสาทิสํ ฯ |๑๑๑๔.๔| สเสตจฺฉตฺตํ สุปตฺเถยฺยํ สาถพฺพนํ สหตฺถิปํ อคฺคยานํ ราชวาหึ พฺราหฺมณานํ อทาสหํ ฯ |๑๑๑๔.๕| ตสฺมึ เม สิวิโย กุทฺธา ปิตา จุปหโตมโน อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมาร้ายเลย พระองค์ผู้เป็นอิสราธิบดีเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกพระประสงค์สิ่ง ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ข้าแต่พระมหาราช ขอเชิญเสวยสุธาโภชนาหาร ข้าวสาลี ผักดอง เหง้ามัน น้ำผึ้ง และเนื้อ พระองค์เสด็จมาถึง เป็นแขกที่ข้าพระองค์ทั้งหลายสมควรจะต้อนรับ.
|๑๑๑๕.๑| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ |๑๑๑๕.๒| สากํ ภึสํ มธุํ มํสํ สุทฺธํ สาลีนโมทนํ ปริภุญฺช มหาราช ปาหุโน โนสิ อาคโต ฯ
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต ดูกรสหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสอันเป็นที่อยู่ในป่านั้นเถิด.
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เชิญเสด็จประทับ ณ เจตรัฐนี้ก่อนเถิด จนกว่าชาวเจตรัฐจักไปเฝ้าพระเจ้าสีพีราช เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรง ทราบว่า พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีราชไม่มีโทษ ชาวเจตรัฐทั้งหลายได้ที่ พึ่งแล้ว มีความปรีดาจะพากันแห่ห้อมแวดล้อมพระองค์ไป ข้าแต่บรม- กษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด.
|๑๑๑๗.๑| อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ เจตรฏฺเฐ รเถสภ ยาว เจตา คมิสฺสนฺติ รญฺโญ สนฺติก ยาจิตุํ ฯ |๑๑๑๗.๒| นิชฺฌาเปตุํ มหาราชํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ตํ ตํ เจตา ปุรกฺขิตฺวา ปตีตา ลทฺธปจฺจยา ปริวาเรตฺวาน คจฺฉนฺติ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ
การไปเฝ้าพระเจ้าสีพีราช เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงทราบว่า เราไม่มีโทษ ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจเลย ในเรื่องนั้นแม้พระราชาก็ไม่ทรงเป็นอิสระ เพราะถ้าชาวนครสีพีทั้งพลนิกาย และชาวนิคมโกรธเคืองแล้ว ก็ ปรารถนาจะกำจัดพระราชาเสีย เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้า
|๑๑๑๘.๑| มา โว รุจิตฺถ คมนํ รญฺโญ สนฺติก ยาจิตุํ นิชฺฌาเปตุํ มหาราชํ ราชาปิ ตตฺถ นิสฺสโร ฯ |๑๑๑๘.๒| อจฺจุคฺคตา หิ สิวิโย พลคฺคา เนคมา จ เย เต ปธํเสตุมิจฺฉนฺติ ราชานํ มม การณา ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐ ถ้าพฤติการณ์นั้นเป็นไปในรัฐนี้ ชาวเจตรัฐขอ ถวายตัวเป็นบริวาร เชิญเสด็จครองราชสมบัติในเจตรัฐนี้ทีเดียว รัฐนี้ ก็มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็เพียบพูนกว้างใหญ่ ข้าแต่สมมติเทพ ขอ พระองค์ทรงปลงพระทัยปกครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.
|๑๑๑๙.๑| สเจ เอสา ปวตฺเตตฺถ รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน อิเธว รชฺชํ กาเรหิ เจเตหิ ปริวาริโต ฯ |๑๑๑๙.๒| อิทฺธํ ผีตญฺจิทํ รฏฺฐํ อิทฺโธ ชนปโท มหา มตึ กโรหิ ตฺวํ เทว รชฺชสฺสมนุสาสิตุํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่มีความพอใจ ไม่ตกลงใจ เพื่อจะปกครองราชสมบัติ ท่าน เจตบุตรทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ผู้ถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ชาวพระนครสีพี ทั้งพลนิกาย และชาวนิคม คงไม่ยินดีว่า ชาวเจตรัฐ ราชาภิเษกข้าพเจ้า ผู้ถูกขับไปจากแว่นแคว้น แม้ความไม่เบิกบานใจ พึงมีแก่ท่านทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าเป็นแน่ อนึ่ง ความบาด หมางและความทะเลาะกับชาวสีพี ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางพึงรุนแรงขึ้น สงครามอันร้ายกาจก็อาจมีได้ คนเป็นอัน มากพึงฆ่าฟันกันเอง เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าผู้เดียว สิ่งใดอันท่าน ทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการเป็น อันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะไปยังเขาวงกต ขอท่านทั้งหลายจงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสเป็นที่อยู่ใน ป่านั้นเถิด.
|๑๑๒๐.๑| น เม ฉนฺโท มติ อตฺถิ รชฺชสฺสมนุสาสิตุํ ปพฺพาชิตสฺส รฏฺฐสฺมา เจตปุตฺตา สุณาถ เม ฯ |๑๑๒๐.๒| อตุฏฺฐา สิวิโย อสฺสุ พลคฺคา เนคมา จ เย ปพฺพาชิตสฺส รฏฺฐสฺมา เจตา รชฺเชภิเสจยุํ ฯ |๑๑๒๐.๓| อสมฺโมทิยํปิ โว อสฺส อจฺจนฺตํ มม การณา สิวีหิ ภณฺฑนญฺจาปิ วิคฺคโห เม น รุจฺจติ ฯ |๑๑๒๐.๔| อถสฺส ภณฺฑนํ โฆรํ สมฺปหาโร อนปฺปโก เอกสฺส การณา มยฺหํ หึเสยฺย พหุโก ชโน ฯ |๑๑๒๐.๕| ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
เชิญเถิด ราชฤาษีทั้งหลายผู้ทรงบูชาไฟ มีพระทัยตั้งมั่นประทับอยู่ ณ ประเทศใด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกราบทูลประเทศนั้นให้ทรงทราบ เหมือนอย่างผู้ฉลาดในหนทาง ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชา โน่นภูเขา ศิลาชื่อว่าคันธมาทน์ อันเป็นสถานที่ที่พระองค์พร้อมด้วยพระโอรส พระธิดาและพระชายาสมควรจักประทับอยู่ พระเจ้าข้า.
|๑๑๒๑.๑| ตคฺฆ เต มยมกฺขาม ยถาปิ กุสลา ตถา ราชิสี ยตฺถ สมฺมนฺติ อาหุตคฺคี สมาหิตา ฯ |๑๑๒๑.๒| เอส เสโล มหาราช ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ ตฺวํ สห ปุตฺเตหิ สห ภริยาย จจฺฉสิ ฯ
พระยาเจตราชทั้งหลายก็ทรงกรรแสง พระเนตรนองด้วยอัสสุชล กราบ ทูลพระเวสสันดรให้ทรงสดับว่า ข้าแต่พระมหาราชา จากนี้ไป ขอ เชิญพระองค์ทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จสัญจรตรงไปยัง สถานที่ที่มีภูเขานั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ลำดับนั้นพระองค์ จักทรงเห็นภูเขาเวปุลบรรพต อันดาดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ มีเงา ร่มเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ พระองค์เสด็จ ล่วงเลยเวปุลบรรพตนั้นแล้ว ถัดนั้นไป จักได้ทรงเห็นแม่น้ำอันมีนาม ว่าเกตุมดีเป็นแม่น้ำลึก ไหลมาจากซอกเขา เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลา หลากหลาย มีท่าน้ำราบเรียบดี มีน้ำมาก พระองค์จะได้สรงสนาน แลเสวยในแม่น้ำนั้น ปลุกปลอบพระราชโอรส และพระราชธิดา ให้ สำราญพระทัย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดนั้นไป พระองค์จะ ได้ทรงเห็นต้นไทรอันมีผลหวานฉ่ำ อยู่บนยอดเขาอันเป็นที่รื่นรมย์ มี เงาร่มเย็น เป็นที่เบิกบานใจ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดนั้นไป พระองค์จะได้ทรงเห็นภูเขาศิลาชื่อว่านาลิกบรรพต อันเกลื่อนกล่นไป ด้วยฝูงนกนานาชนิด เป็นที่ชุมนุมแห่งหมู่กินนร ทางทิศอีสาณแห่ง นาลิกบรรพตนั้น มีสระน้ำชื่อว่ามุจลินท์ดาดาษไปด้วยบุณฑริกบัวขาว และดอกไม้มีกลิ่นหอมหวน เชิญพระองค์ผู้เป็นดังพระยาราชสีห์มีความ จำนงเหยื่อ เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์วนสถาน อันเป็นภูมิภาคเขียวชอุ่ม ดังเมฆอยู่เป็นนิตย์ สะพรั่งไปด้วยไม้มีดอกและไม้มีผลทั้งสองอย่างใน ไพรสณฑ์นั้น มีฝูงวิหคมากมายต่างๆ สี มีเสียงเสนาะกลมกล่อม ต่างส่งเสียงประสานกันอยู่บนต้นไม้อันเผล็ดดอกตามฤดูกาล พระองค์ เสด็จถึงซอกเขาอันเป็นทางเดินลำบาก เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณี อันดาดาษไปด้วยสลอดและกุ่มน้ำ มีหมู่ปลาหลากหลายเกลื่อนกล่น มีท่าราบเรียบ มีน้ำมากเปี่ยมอยู่เสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยม มีน้ำจืดดีปราศจากกลิ่นเหม็น พระองค์ควรทรงสร้าง บรรณศาลาทางทิศอีสาณ แห่งสระโปกขรณีนั้น ครั้นทรงสร้างบรรณ- ศาลาสำเร็จแล้ว ควรทรงบำเพ็ญเพียรเลี้ยงพระชนม์ชีพ ด้วยการเที่ยว แสวงหามูลผลาหาร. (นี้) ชื่อวนปเวสนกัณฑ์
|๑๑๒๒.๑| ตํ เจตา อนุสาสึสุ อสฺสุเนตฺตา รุทมฺมุขา อิโต คจฺฉ มหาราช อุชุํ เยนุตฺตรามุโข ฯ |๑๑๒๒.๒| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต เวปุลฺลํ นาม ปพฺพตํ นานาทุมคณากิณฺณํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ |๑๑๒๒.๓| ตมติกฺกมฺม ภทฺทนฺเต อถ ทกฺขสิ อาปกํ นทึ เกตุมตึ นาม คมฺภีรํ คิริคพฺภรํ ฯ |๑๑๒๒.๔| ปุถุโลมมจฺฉากิณฺณํ สุปติตฺถํ มโหทกํ ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ อสฺสาเสตฺวา สปุตฺตเก ฯ |๑๑๒๒.๕| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต นิโคฺรธํ มธุวิปฺผลํ รมฺมเก สิขเร ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ |๑๑๒๒.๖| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต นาลิกํ นาม ปพฺพตํ นานาทิชคณากิณฺณํ เสลํ กึปุริสายุตํ ฯ |๑๑๒๒.๗| ตสฺส อุตฺตรปุพฺเพน มุจลินฺโท นาม โส สโร ปุณฺฑรีเกหิ สญฺฉนฺโน เสตโสคนฺธิเยหิ จ ฯ |๑๑๒๒.๘| โส วนํ เมฆสงฺกาสํ ธุวํ หริตสทฺทลํ สีโหวามิสเปกฺขีว วนสณฺฑํ วิคาหิย ปุปฺผรุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ ฯ |๑๑๒๒.๙| ตตฺถ พินฺทุสฺสรา วคฺคู นานาวณฺณา พหู ทิชา กูชนฺตมุปกูชนฺติ อุตุสมฺปุปฺผิเต ทุเม ฯ |๑๑๒๒.๑๐| คนฺตฺวา คิริวิทุคฺคานิ นทีนํ ปภวานิ จ โส อทฺทส โปกฺขรณึ กรญฺชกกุธายุตํ ฯ |๑๑๒๒.๑๑| ปุถุโลมมจฺฉากิณฺณํ สุปติตฺถํ มโหทกํ สมญฺจ จตุรสฺสญฺจ สาธุํ อปฺปฏิคนฺธิยํ ฯ |๑๑๒๒.๑๒| ตสฺสา อุตฺตรปุพฺเพน ปณฺณสาลํ อมาปย ปณฺณสาลํ อมาเปตฺวา อุญฺฉาจริยาย อีหถ ฯ วนปฺปเวสนํ นาม ฯ
พราหมณ์ ชื่อว่าชูชกอยู่ในเมืองกลิงครัฐ ภรรยาของพราหมณ์นั้นเป็นสาว มีชื่อว่าอมิตตตาปนา ถูกพวกผู้หญิงในบ้านนั้น ซึ่งพากันไปตักน้ำที่ท่า น้ำมารุมกันด่าว่าอย่างอึงมี่ว่า มารดาของเจ้าคงเป็นศัตรูแน่ และบิดาของ เจ้าก็คงเป็นศัตรูแน่นอน จึงได้ยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวรุ่นดรุณี ให้แก่ พราหมณ์ชราเห็นปานนี้ ไม่เกื้อกูลเลยหนอ พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษา กันยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เป็นความ ชั่วหนอ ที่พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เป็นความลามกมากหนอ ที่พวกญาติ ของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็น ปานนี้หนอ ไม่น่าพอใจเลยหนอ ที่พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าซึ่งเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เจ้าคงไม่พอใจอยู่ กับผัวแก่ การที่เจ้าอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า เจ้าตายเสียดีกว่าอยู่ ดูกรแม่คนงามคนสวย มารดาและบิดาของเจ้าคงหาชายอื่นให้เป็นผัว ไม่ได้แน่ จึงยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดีในดิถีที่ ๙ คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟไว้ เจ้าคง จักด่าสมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ในโลกเป็นแน่ เจ้าจึงได้มาอยู่ในเรือนของพราหมณ์แก่แต่ยังสาวรุ่นๆ อย่างนี้ การที่ถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์ การที่ถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การที่ได้เห็นผัวแก่นั้นแลพึงเป็นทุกข์ด้วย เป็นความร้ายกาจด้วย การ เล่นหัวย่อมไม่มีกับผัวแก่ การรื่นรมย์ย่อมไม่มีกับผัวแก่ การเจรจา ปราศรัยย่อมไม่มีกับผัวแก่ แม้การกระซิกกระซี้ก็ไม่งาม แต่เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ เมื่อนั้น ความเศร้าทุกอย่างที่ เสียดแทงหทัยอยู่ย่อมพินาศไปสิ้น เจ้ายังเป็นสาวรูปสวย พวกชายหนุ่ม ปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงไปอยู่เสียที่ตระกูลญาติเถิด พราหมณ์แก่จักให้ เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร.
|๑๑๒๓.๑| อหุ วาสี กลิงฺเคสุ ชูชโก นาม พฺราหฺมโณ ตสฺสาปิ ทหรา ภริยา นาเมนามิตฺตตาปนา ฯ |๑๑๒๓.๒| ตา นํ ตตฺถ คตาโวจุํ นทีอุทกหาริยา ถิโย นํ ปริภาสึสุ สมาคนฺตฺวา กุตูหลา ฯ |๑๑๒๓.๓| อมิตฺตา นูน เต มาตา อมิตฺโต นูน เต ปิตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๔| อหิตํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๕| ทุกฺกฏํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๖| ปาปกํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๗| อมนาปํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๘| อมนาปวาสํ วสิ ชิณฺเณน ปตินา สห ยา ตฺวํ วสสิ ชิณฺณสฺส มตนฺเต ชีวิตา วรํ ฯ |๑๑๒๓.๙| น หิ นูน ตุยฺหํ กลฺยาณี ปิตา มาตา จ โสภเน อญฺญํ ภตฺตารํ วินฺทึสุ เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๐| ทุยิฏฺฐนฺเต นวมิยํ อกตํ อคฺคิหุตฺตกํ เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๑| สมเณ พฺราหฺมเณ นูน พฺรหฺมจริยปรายเน สา ตฺวํ โลเก อภิสฺสสิ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต ยา ตฺวํ วสสิ ชิณฺณสฺส เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๒| น ทุกฺขํ อหินา ทฏฺฐํ น ทุกฺขํ สตฺติยา หตํ ตญฺจ ทุกฺขญฺจ ติปฺปญฺจ ยํ ปสฺเส ชิณฺณกํ ปตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๓| นตฺถิ ขิฑฺฑา นตฺถิ รติ ชิณฺเณน ปตินา สห นตฺถิ อลฺลาปสลฺลาโป ชคฺฆิตมฺปิ น โสภติ ฯ |๑๑๒๓.๑๔| ยทา จ ทหโร ทหรา มนฺตยึสุ รโหคตา สพฺเพ โสกา วินสฺสนฺติ เยเกจิ หทยสฺสิตา ฯ |๑๑๒๓.๑๕| ทหรา ตฺวํ รูปวตี ปุริสานํภิปตฺถิตา คจฺฉ ญาติกุเล อจฺฉ กึ ชิณฺโณ รมยิสฺสติ ฯ
ดูกรท่านพราหมณ์ ฉันจักไม่ไปตักน้ำที่แม่น้ำเพื่อท่านอีกต่อไป เพราะ พวกหญิงชาวบ้านมันรุมด่าฉัน เหตุที่ท่านเป็นคนแก่.
น เต พฺราหฺมณ คจฺฉามิ นทึ อุทกหาริยา ถิโย มํ ปริภาสนฺติ ตยา ชิณฺเณน พฺราหฺมณ ฯ
เธออย่าได้ทำการงานเพื่อฉันเลย อย่าได้ตักน้ำมาเพื่อฉันเลย ฉันจัก ตักน้ำเอง เธออย่าโกรธเลย.
มา เม ตฺวํ อกรา กมฺมํ มา เม อุทกมาหริ อหํ อุทกมาหิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
ฉันไม่ได้เกิดในสกุลที่ใช้สามีให้ตักน้ำ ท่านพราหมณ์ขอจงรู้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านพราหมณ์จงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน.
|๑๑๒๖.๑| นาหํ ตมฺหิ กุเล ชาตา ยํ ตฺวํ อุทกมาหเร เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิหํ ฆเร ฯ |๑๑๒๖.๒| สเจ เม ทาสํ ทาสึ วา นานยิสฺสสิ พฺราหฺมณ เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิ สนฺติเก ฯ
ดูกรพราหมณี ศิลปกรรมหรือทรัพย์และข้าวเปลือกของฉันไม่มี ฉัน จักนำทาสหรือทาสีมาให้เธอแต่ที่ไหน ฉันจักบำรุงเธอ เธออย่าโกรธเลย.
นตฺถิ เม สิปฺปฏฺฐานํ วา ธนํ ธญฺญญฺจ พฺราหฺมณิ กุโตหํ ทาสํ ทาสึ วา อานยิสฺสามิ โภติยา อหํ โภตึ อุปฏฺฐิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
มานี่เถิด ฉันจักบอกให้แก่ท่านตามคำที่ฉันได้ฟังมา พระเวสสันดรราช- ฤาษีประทับอยู่ ณ เขาวงกต ท่านพราหมณ์จงไปทูลขอทาสและทาสีกะ พระองค์เถิด เมื่อท่านทูลขอแล้ว พระองค์จักพระราชทานทาสและทาสี แก่ท่าน.
|๑๑๒๘.๑| เอหิ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถา เม วจนํ สุตํ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๒๘.๒| ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ยาจสฺสุ ทาสํ ทาสิญฺจ พฺราหฺมณ โส เต ทสฺสติ ยาจิโต ทาสํ ทาสิญฺจ ขตฺติโย ฯ
ฉันเป็นคนชราทุพลภาพ ทั้งหนทางก็ไกลเดินไปได้ยาก เธออย่ารำพัน ไปเลย อย่าเสียใจเลย ฉันจักบำรุงเธอ เธออย่าโกรธเลย.
ชิณฺโณหมสฺมิ ทุพฺพโล ทีโฆ จทฺธา สุทุคฺคโม มา โภตี ปริเทเวสิ มา โภตี วิมนา อหุ อหํ โภตึ อุปฏฺฐิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ ไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ ฉันใด ท่าน พราหมณ์ยังไม่ทันได้ไปก็ยอมแพ้ ฉันนั้น ถ้าท่านพราหมณ์จักไม่นำทาส หรือทาสีมาให้ฉัน ขอท่านจงทราบไว้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของ ท่าน ฉันจักกระทำอาการไม่พอใจให้แก่ท่าน ข้อนั้นจักเป็นความทุกข์ ของท่าน ในคราวมหรสพซึ่งมีในต้น ฤดูนักขัตฤกษ์ ท่านจักได้เห็นฉัน ผู้แต่งตัวสวยงาม รื่นรมย์อยู่กับชายอื่นๆ ข้อนั้นจักเป็นทุกข์ของท่าน ดูกรท่านพราหมณ์ เมื่อท่านซึ่งเป็นคนแก่รำพันอยู่ เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น ผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น.
|๑๑๓๐.๑| ยถา อคนฺตฺวา สงฺคามํ อยุทฺเธว ปราชิโต เอวเมว ตุวํ พฺรหฺเม อคนฺตฺวาว ปราชิโต ฯ |๑๑๓๐.๒| สเจ เม ทาสํ ทาสึ วา นานยิสฺสสิ พฺราหฺมณ เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิหํ ฆเร อมนาปนฺเต กริสฺสามิ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๓๐.๓| นกฺขตฺเต อุตุปุพฺเพสุ ยทา มํ ทกฺขสิลงฺกตํ อญฺเญหิ สทฺธึ รมมานํ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๓๐.๔| อทสฺสเนน มยฺหนฺเต ชิณฺณสฺส ปริเทวโต ภิยฺโย วงฺกา ปลิตา จ พหู เหสฺสนฺติ พฺราหฺมณ ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์ตกใจกลัว ตกอยู่ในอำนาจของนางพราหมณี ถูก กามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกะนางพราหมณีว่า ดูกรนางพราหมณี เธอจง ทำเสบียงเดินทางให้ฉัน ทั้งขนมงา ขนมเทียน สตูก้อน สตูผง และข้าวผอก เธอจงจัดให้ดีๆ ฉันจักนำพระพี่น้องสองกุมารมาให้เป็น ทาส พระกุมารทั้งสองนั้นเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน จักบำเรอเธอทั้งกลางคืน กลางวัน.
|๑๑๓๑.๑| ตโต โส พฺราหฺมโณ ภีโต พฺราหฺมณิยา วสานุโค อฏฺฏิโต กามราเคน พฺราหฺมณึ เอตทพฺรวิ ฯ |๑๑๓๑.๒| ปาเถยฺยํ เม กโรหิ ตฺวํ สงฺกุลา สงฺคุฬานิ จ มธุปิณฺฑิกา จ สุกตาโย สตฺตุภตฺตญฺจ พฺราหฺมณิ ฯ |๑๑๓๑.๓| อานยิสฺสํ เมถุนเก อุโภ ทาสกุมารเก เต จ ปริจริสฺสนฺติ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ
พราหมณ์ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม สวมรองเท้าแล้วพร่ำสั่งเสียต่อ ไป กระทำประทักษิณภรรยา สมาทานวัตร มีหน้านองด้วยน้ำตา หลีกไปสู่นครอันเจริญรุ่งเรืองของชาวสีพี เที่ยวแสวงหาทาสทาสี.
|๑๑๓๒.๑| อิทํ วตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ ปฏิมุญฺจิ อุปาหนํ ตโต โส มนฺตยิตฺวาน ภริยํ กตฺวา ปทกฺขิณํ ฯ |๑๑๓๒.๒| ปกฺกามิ โส รุณฺณมุโข พฺราหฺมโณ สหิตพฺพโต สิวีนํ นครํ ผีตํ ทาสปริเยสนญฺจรํ ฯ
พราหมณ์ชูชกไปในนครนั้นแล้ว ได้ถามประชาชนที่มาประชุมกันอยู่ ในที่นั้นๆ ว่า พระเวสสันดรราชประทับอยู่ ณ ที่ไหน เราทั้งหลาย จะไปเฝ้าพระองค์ผู้บรมกษัตริย์ ณ ที่ไหน ชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นได้ตอบพราหมณ์นั้นว่า ดูกรท่านพราหมณ์ พระเวสสันดรบรม- กษัตริย์ ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป ต้องทรงพา พระราชโอรสพระราชธิดา และพระอัครมเหสีไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต.
|๑๑๓๓.๑| โส ตตฺถ คนฺตฺวา อวจาสิ เย ตตฺถาสุํ สมาคตา กุหึ เวสฺสนฺตโร ราชา กตฺถ ปสฺเสมุ ขตฺติยํ ฯ |๑๑๓๓.๒| เต ชนา ตํ อวจึสุ เย ตตฺถาสุํ สมาคตา ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย ปพฺพาชิโต สกา รฏฺฐา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๓.๓| ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย อาทาย ปุตฺตทารญฺจ วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ
พราหมณ์นั้นผู้มีความติดใจในกาม ถูกนางพราหมณีตักเตือน ได้เสวย- ทุกข์เป็นอันมากในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เป็นที่เสพอาศัยแห่ง แรดและเสือเหลือง แกถือไม้เท้าสีเหมือนผลมะตูม อีกทั้งเครื่องบูชาไฟ และเต้าน้ำ เข้าไปสู่ป่าใหญ่ โดยทางที่ได้ทราบข่าวซึ่งพระหน่อกษัตริย์ ผู้ประทานตามประสงค์ เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปสู่ป่าใหญ่ถูกสุนัขล้อมไล่ ตาแกร้องเสียงขรม เดินหลงทางห่างออกไปไกล ลำดับนั้น พราหมณ์ ผู้โลภในโภคะ ไม่มีความสำรวม (ถูกสุนัขล้อมไล่) หลงทางที่จะไปสู่ เขาวงกต (และนั่งอยู่บนต้นไม้) ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า.
|๑๑๓๔.๑| โส โจทิโต พฺราหฺมณิยา พฺราหฺมโณ กามคิทฺธิมา อฆนฺตํ ปฏิเสวิตฺถ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต ฯ |๑๑๓๔.๒| อาทาย เวลุวํ ทณฺฑํ อคฺคิหุตฺตํ กมณฺฑลุํ โส ปาวิสิ พฺรหารญฺญํ ยตฺถ อสฺโสสิ กามทํ ฯ |๑๑๓๔.๓| ตํ ปวิฏฺฐํ พฺรหารญฺญํ โกกา นํ ปริวารยุํ วิกฺกนฺทิ โส วิปฺปนฏฺโฐ ทูเร ปนฺถา อปกฺกมิ ฯ |๑๑๓๔.๔| ตโต โส พฺราหฺมโณ คนฺตฺวา โภคลุทฺโธ อสญฺญโต วงฺกสฺโสหรเณ นฏฺโฐ (สุนเขหิ ปริวาริโต ) (รุกฺขสฺมิญฺจ นิสินฺโน ว ) อิมา คาถา อภาสถ ฯ
ใครเล่าหนอจะพึงบอกพระราชบุตรพระนามว่า เวสสันดรผู้ประเสริฐ ทรงชำนะความตระหนี่อันใครให้แพ้ไม่ได้ ทรงให้ความปลอดภัยในเวลา มีภัยแก่เราได้ พระองค์เป็นที่พึ่งของพวกยาจก ดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลายฉะนั้น ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบเหมือน แม่ธรณีแก่เราได้ พระองค์เป็นที่ไปเฝ้าของพวกยาจก ดังสาครเป็นที่ ไหลไปรวมแห่งแม่น้ำทั้งหลายฉะนั้น ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนสาครแก่เราได้ พระองค์เป็นดังสระน้ำ มีท่า อันงามราบเรียบ ลงดื่มได้ง่าย มีน้ำเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วย บุณฑริกบัวขาบ สะพรั่งด้วยเกสรบัว ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราชผู้เปรียบเหมือนสระน้ำแก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นโพธิ์ใบที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่า รื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาใน เวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบ เหมือนต้นไทรที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พัก อาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่เกิดอยู่ ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อย- ล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นรังที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นไม้ ใหญ่ที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคน เดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ก็เมื่อเราเข้า ไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดจะพึงบอกว่า เรารู้ ผู้นั้นยัง ความยินดีให้เกิดแก่เรา เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดพึงบอกที่ประทับของพระเวสสันดรว่า เรารู้จัก ผู้นั้นประสบบุญ เป็นอันมาก ด้วยวาจาคำเดียวนั้น.
|๑๑๓๕.๑| โก ราชปุตฺตํ นิสภํ ชยนฺตมปราชิตํ ภเย เขมสฺส ทาตารํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๒| โย ยาจตํ ปติฏฺฐาสิ ภูตานํ ธรณีริว ธรณูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๓| โย ยาจตํ คตี อาสิ สวนฺตีนํว สาคโร อุทธูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๔| กลฺยาณติตฺถํ สุปิวํ สีตูทกํ มโนรมํ ปุณฺฑรีเกหิ สญฺฉนฺนํ ยุตฺตํ กิญฺชกฺขเรณุนา รหทูปมํ มหาราชํ โก เม วสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๕| อสฺสตฺถํว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สมนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๖| นิโคฺรธํว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๗| อมฺพํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๘| สาลํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๙| ทุมํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๑๐| เอวญฺจ เม วิลปโต ปวิฏฺฐสฺส พฺรหาวเน อหํ ชานนฺติ โย วชฺชา นนฺทึ โส ชนเย มม ฯ |๑๑๓๕.๑๑| เอวญฺจ เม วิลปโต ปวิฏฺฐสฺส พฺรหาวเน อหํ ชานนฺติ โย วชฺชา เวสฺสนฺตรนิวาสนํ ตาย โส เอกวาจาย ปสเว ปุญฺญํ อนปฺปกํ ฯ
นายเจตบุตรเป็นพรานเที่ยวอยู่ในป่า ได้ตอบแก่ชูชกนั้นว่า ดูกรพราหมณ์ พระหน่อกษัตริย์ ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบำเพ็ญทานอย่างยิ่ง จึงถูกเนรเทศจากแคว้นของพระองค์มาประทับอยู่ ณ เขาวงกต ดูกร พราหมณ์ พระหน่อกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบำเพ็ญทาน อย่างยิ่ง ต้องทรงพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีมาประทับอยู่ ณ เขา วงกต ท่านผู้มีปัญญาทราม ทำแต่กิจที่ไม่ควรทำ ยังออกจากแว่นแคว้น ตามมาถึงป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาพระราชบุตรดุจนกยางเที่ยวหาปลาอยู่ใน น้ำฉะนั้น แน่ะพราหมณ์ เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้าในที่นี้ ลูกศรที่เราจะยิง นี้แหละ จักดื่มเลือดเจ้า ดูกรพราหมณ์ เราจักตัดหัวของเจ้า เชือด เอาหัวใจพร้อมทั้งไส้พุง แล้วจักบูชาปันถสกุณยัญพร้อมด้วยเนื้อของเจ้า ดูกรพราหมณ์ เราจักเชือดหัวใจของเจ้า ยกขึ้นเป็นเครื่องเซ่นสรวง พร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และมันในสมองของเจ้า ดูกรพราหมณ์ ข้อนั้น จักเป็นยัญที่เราบูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้ว ด้วยเนื้อของเจ้า เจ้าจักนำ พระมเหสีและพระโอรสพระธิดาของพระราชบุตรไปไม่ได้.
|๑๑๓๖.๑| ตสฺส เจโต ปฏิสฺโสสิ อรญฺญํ ลุทฺทโก จโร ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย ปพฺพาชิโต สกา รฏฺฐา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๖.๒| ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย อาทาย ปุตฺตทารญฺจ วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๖.๓| อกิจฺจการี ทุมฺเมโธ รฏฺฐา วิวนมาคโต ราชปุตฺตํ คเวสนฺโต พโก มจฺฉมิโวทเก ฯ |๑๑๓๖.๔| ตสฺส ตฺยาหํ น ทสฺสามิ ชีวิตํ อิธ พฺราหฺมณ อยํ หิ เต มยา นุนฺโน สโร ปาสฺสติ โลหิตํ ฯ |๑๑๓๖.๕| สิโร เต วชฺฌยิตฺวาน หทยํ เฉตฺวา สพนฺธนํ ปนฺถสกุณํ ยชิสฺสามิ ตุยฺหํ มํเสน พฺราหฺมณ ฯ |๑๑๓๖.๖| ตุยฺหํ มํเสน เมเทน มตฺถเกน จ พฺราหฺมณ อาหุตึ ปคฺคเหสฺสามิ เฉตฺวาน หทยํ ตว ฯ |๑๑๓๖.๗| ตํ เม สุยิฏฺฐํ สุหุตํ ตุยฺหํ มํเสน พฺราหฺมณ น จ ตฺวํ ราชปุตฺตสฺส ภริยํ ปุตฺเต จ เนสฺสสิ ฯ
ดูกรเจตบุตร จงฟังเราก่อน พราหมณ์ผู้เป็นทูต เป็นคนหาโทษมิได้ เพราะเหตุนั้นแล คนทั้งหลายย่อมไม่ฆ่าทูต นี้เป็นธรรมเนียมสืบเนื่อง มาแต่โบราณ ชาวสีพีทุกคนยินยอมแล้ว พระบิดาก็ทรงปรารถนาจะพบ พระราชบุตรและพระมารดาของพระราชบุตรนั้น ทรงทุพพลภาพ พระเนตร ทั้งสองของพระมารดานั้นจักขุ่นมัวในไม่ช้า เราเป็นทูตที่ชาวสีพีเหล่านั้น ส่งมา ดูกรเจตบุตร จงฟังเราก่อน เราจักนำพระราชบุตรเสด็จกลับ ถ้าเจ้ารู้ จงบอกหนทางแก่เรา.
|๑๑๓๗.๑| อวชฺโฌ พฺราหฺมโณ ทูโต เจตปุตฺต สุโณหิ เม ตสฺมา หิ ทูตํ น หนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ |๑๑๓๗.๒| นิชฺฌตฺตา สิวิโย สพฺเพ ปิตา นํ ทฏฺฐุมิจฺฉติ มาตา จ ทุพฺพลา ตสฺส อจิรา จกฺขูนิ ชียเร ฯ |๑๑๓๗.๓| เตสาหํ ปหิโต ทูโต เจตปุตฺต สุโณหิ เม ราชปุตฺตํ นยิสฺสามิ ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านเป็นทูตที่รักของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้เต้าน้ำผึ้ง และขาเนื้อย่างเป็นบรรณาการแก่ท่าน และ จักบอกประเทศที่พระเวสสันดรหน่อกษัตริย์ผู้ให้สำเร็จความประสงค์ประ ทับอยู่แก่ท่าน. (นี้) ชื่อชูชกบรรพ
ปิยสฺส เม ปิโย ทูโต ปุณฺณปตฺตํ ททามิ เต อิมญฺจ มธุโน ตุมฺพํ มิคสตฺถิญฺจ พฺราหฺมณ ตญฺจ เต เทสมกฺขิสฺสํ ยตฺถ สมฺมติ กามโท ฯ ชูชกปพฺพํ นาม ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระ- เวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีทรงเพศนัก บวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินทางไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรม นั้น นั่นหมู่ไม้เขียวชะอุ่ม ทรงผลต่างๆ ย่อมปรากฏ ดังภูเขาอัญชน- บรรพตเขียวชะอุ่ม มียอดสูงตระหง่าน คือ ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตะคร้อ ไม้ยางทราย ย่อมหวั่นไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราคราวเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่ฉะนั้น ท่านได้ฟังเสียงฝูง นกอันจับอยู่บนกิ่งไม้ปานดังเสียงเพลงขับทิพย์ คือ นกโพระดก นก ดุเหว่า นกกระจง พลางส่งเสียงร้องบินจากต้นไม้โน้นมาสู่ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งและใบเสียดสีกันคล้ายกับจะเรียกคนผู้- กำลังเดินไปให้หยุด และเหมือนดังชักชวนคนผู้จะผ่านไปให้ยินดีชื่นชม พักผ่อน พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น.
|๑๑๓๙.๑| เอส เสโล มหาพฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ฯ |๑๑๓๙.๒| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๓๙.๓| เอเต นีลา ปทิสฺสนฺติ นานาผลธรา ทุมา อุคฺคตา อพฺภกูฏาว นีลา อญฺชนปพฺพตา ฯ |๑๑๓๙.๔| ธวสฺสกณฺณา ขทิรา สาลา ผนฺทนมาลุวา สมฺปเวเธนฺติ วาเตน สกึ ปีตาว มาณวา ฯ |๑๑๓๙.๕| อุปริ ทุมปริยาเยสุ สงฺคีติโยว สุยฺยเร นชฺชุหา โกกิลา สงฺฆา สมฺปตนฺติ ทุมา ทุมํ ฯ |๑๑๓๙.๖| อวฺหยนฺเตว คจฺฉนฺตํ สาขาปตฺตสมีริตา รมยนฺเตว อาคนฺตุํ โมทยนฺติ นิวาสนํ ฯ |๑๑๓๙.๗| ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอ พิเภก สมอไทย มะขามป้อม ไม้โพธิ์ ไม้พุทรา มะพลับทอง ต้นไทร และมะสัง มะซางหวาน และมะเดื่อ มีผลสุกแดงเรื่อๆ อยู่ในที่ต่ำๆ คล้ายงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์ มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งไม่ มีตัว มีในที่นั้น คนเอื้อมมือปลิดมาบริโภคได้เอง ในบริเวณอาศรมนั้น มีต้นมะม่วง บางต้นออกช่อแย้มบาน บางต้นมีดอกและใบร่วงหล่น ผลิผลดาษดื่น บางอย่างยังดิบ บางอย่างสุกแล้ว ผลมะม่วงดิบและสุก ทั้งสองอย่างนั้น มีสีดังหลังกบ อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืน อยู่ในภายใต้ก็เก็บมะม่วงสุกกินได้ ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งหลายมีสี สวย กลิ่นหอมและรสอร่อยที่สุด เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน ถึงกับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือๆ ที่ประทับอยู่ ของพระเวสสันดรนั้น เป็นดังที่ประทับอยู่ของทวยเทพ ย่อมงดงาม ปานด้วยนันทวัน ต้นตาล ต้นมะพร้าว และอินทผลัม ที่มีอยู่ในป่า ใหญ่มีดอกเรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยเขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏดังยอดธงชัย ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้ต่างๆ พันธุ์ คือ ไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน แคฝอย ไม้บุนนาค บุนนาคเขา และไม้ ทรึก มีดอกบานสะพรั่งสีต่างๆ กัน เหมือนหมู่ดาวเรื่อเรืองอยู่บน นภากาศฉะนั้น อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะเกลือ กฤษณา รักดำ ต้นไทรใหญ่ ไม้รังไก่ ไม้ประดู่ มีดอกบานสะพรั่ง ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้มูกหลวง ไม้สน ไม้กะทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก นางรัง ล้วนมีดอกเป็นพุ่มพวงดังลอมฝาง บานในที่ไม่ไกลต่ออาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วยดอกปทุมชาติ และอุบล ดังสระโบกขรณีในสวนนันทวันของทวยเทพฉะนั้น อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงไพเราะ จับใจ ทำป่านั้นให้ดังอึกทึกกึกก้อง ในเมื่อคราวหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบาน ตามฤดูกาลรสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้มาค้างอยู่บนใบบัว ย่อมชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว (ขัณฑสกร) อนึ่ง ลมทางทิศทักษิณและทางทิศ ประจิมย่อมพัดมาที่อาศรมนั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นไปด้วย ละอองเกสรปทุมชาติ ในสระโบกขรณีนั้น มีกระจับขนาดใหญ่ๆ ทั้ง ข้าวสาลีอ่อน บ้างแก่บ้างล้มดาษอยู่บนภาคพื้น และในสระโบกขรณีนั้น น้ำใสสะอาดมองเห็นฝูงปลา เต่าและปูเป็นอันมาก สัญจรไปมาเป็นหมู่ๆ รสหวานปานน้ำผึ้งย่อมไหลออกจากเหง้าบัว รสมันปานนมสดและเนยใส ย่อมไหลออกจากสายบัว ป่านั้นมีกลิ่นหอมต่างๆ ที่ลมรำเพยพัดมา ย่อมหอมฟุ้งตลบไป ป่านั้นเหมือนดังจะชวนเชิญคนที่มาถึงแล้วให้ เบิกบาน ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม แมลงภู่ทั้งหลายต่างก็บิน ว่อนวู่บันลือเสียงอยู่โดยรอบ ด้วยกลิ่นดอกไม้ อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนั้น ฝูงวิหคเป็นอันมากมีสีต่างๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้องขาน ขันแก่กันและกัน มีฝูงนกอีกสี่หมู่ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือ หมู่ ที่ ๑ ชื่อว่านันทิกา ย่อมร้องทูลเชิญพระเวสสันดรเจ้า ให้ชื่นชมยินดี อยู่ในป่านี้ หมู่ที่ ๒ ชื่อว่า ชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้ พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงมีพระชนม์ ยืนนานด้วยความสุขสำราญ หมู่ที่ ๓ ชื่อว่าชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้อง ถวายพระพรให้พระเวสสันดรพร้อมทั้งพระราชโอรสพระราชธิดาและ- พระอัครมเหสี ผู้เป็นที่รักของพระองค์จงทรงพระสำราญ มีพระชนมายุ ยืนนาน ไม่มีข้าศึกศัตรู หมู่ที่ ๔ ชื่อว่า ปิยาปุตตาปิยานันทา ย่อมร่ำร้อง ถวายพระพรให้พระราชโอรสพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงเป็นที่รัก ของพระองค์ ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระราชโอรสพระราชธิดาและ พระอัครมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน ดอกไม้ทั้งหลายย่อมตั้ง เรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้นย่อม ปรากฏดังยอดธงชัยมีดอกสีต่างๆ กัน ดังนายช่างผู้ฉลาดเก็บมาร้อยกรอง ไว้ พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระราชโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น.
|๑๑๔๐.๑| อมฺพา กปิตฺถา ปนสา สาลา ชมฺพู วิเภทกา หรีตกี อามลกา อสฺสตฺถา พทรานิ จ ฯ |๑๑๔๐.๒| จารุติมฺพรุกฺขา เจตฺถ นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา มธุมธุกา เถวนฺติ นีเจ ปกฺกา จุทุมฺพรา |๑๑๔๐.๓| ปาเรวตา ภเวยฺยา จ มุทฺทิกา จ มธุตฺถิกา มธุํ อเนลกํ ตตฺถ สกมาทาย ภุญฺชเร ฯ |๑๑๔๐.๔| อญฺเญตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา อญฺเญ ติฏฺฐนฺติ โทวิลา อญฺเญ อามา จ ปกฺกา จ ภิงฺควณฺณา ตทูภยํ ฯ |๑๑๔๐.๕| อเถตฺถ เหฏฺฐา ปุริโส อมฺพปกฺกานิ คณฺหติ อามานิ เจว ปกฺกานิ วณฺณคนฺธรสุตฺตมา ฯ |๑๑๔๐.๖| อเตว เม อจฺฉริยํ หิงฺกาโร ปฏิภาติ มํ เทวานมิว อาวาโส โสภติ นนฺทนูปโม ฯ |๑๑๔๐.๗| วิเภทกา นาฬิเกรา ขชฺชุรีนํ พฺรหาวเน มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร ฯ นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ นภํ ตารา จิตามิว |๑๑๔๐.๘| กุฏชี กุฏฺฐตคฺครา ปาฏลิโย จ ปุปฺผิตา ปุนฺนาคา คิริปุนฺนาคา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๔๐.๙| อุทฺธาลกา โสมรุกฺขา อครุภลฺลิยา พหู ปตฺตชีวา จ กุกฺกุฏา อสนา เจตฺถ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๔๐.๑๐| กุฏชา สลฬา นีปา โกสมฺพลพุชา ธวา สาลา จ ปุปฺผิตา ตตฺถ ปลาลขลสนฺนิภา ฯ |๑๑๔๐.๑๑| ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี ภูมิภาเค มโนรเม ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา เทวานมิว นนฺทเน ฯ |๑๑๔๐.๑๒| อเถตฺถ ปุปฺผรสมตฺตา โกกิลา มญฺชุภาณิกา อภินาเทนฺติ ตํ วนํ อุตุสมฺปุปฺผิเต ทุเม ฯ |๑๑๔๐.๑๓| ภสฺสนฺติ มกรนฺเทหิ โปกฺขเร โปกฺขเร มธู อเถตฺถ วาตา วายนฺติ ทกฺขิณา อถ ปจฺฉิมา ฯ |๑๑๔๐.๑๔| ปทุมกิญฺชกฺขเรณูหิ โอกิณฺโณ โหติ อสฺสโม ถูลา สิงฺฆาฏกา เจตฺถ สสาทิยา ปสาทิยา ฯ |๑๑๔๐.๑๕| มจฺฉกจฺฉปพฺยาวิธา พหู เจตฺถ มุปยานกา มธุํ ภึเสหิ สวติ ขีรํ สปฺปิ มุฬาลิภิ สุรภิ ตํ วนํ วาติ นานาคนฺธสเมริตํ ฯ |๑๑๔๐.๑๖| สมฺโมทิเตว คนฺเธน ปุปฺผสาขาหิ ตํ วนํ ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ |๑๑๔๐.๑๗| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๔๐.๑๘| นนฺทิกา ชีวปุตฺตา จ ชีวปุตฺตา ปิยา จ โน ปิยา ปุตฺตา ปิยา นนฺทา ทิชา โปกฺขรณีฆรา ฯ |๑๑๔๐.๑๙| มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ กุสเลหิ สุคนฺถิตา ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๔๐.๒๐| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
เออ ก็ข้าวสตูผงอันระคนด้วยน้ำผึ้ง และข้าวสตูก้อนมีรสหวานอร่อยของ ลุงนี้ อันนางอมิตตดาจัดแจงให้แล้ว ลุงจะแบ่งให้แก่เจ้า.
อิทญฺจ เม สตฺตุภตฺตํ มธุนา ปฏิสํยุตํ มธุปิณฺฑิกา จ สุกตาโย สตฺตุภตฺตํ ททามิ เต ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ จงเอาไว้เป็นเสบียงทางของท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ ปรารถนาเสบียงทาง ขอเชิญท่านจงรับน้ำผึ้งกับขาเนื้อย่างจากสำนักของ ข้าพเจ้านี้ เอาไปเป็นเสบียงทางอีกด้วย และขอท่านจงไปตามสบายเถิด หนทางนี้เป็นทางเดินได้คนเดียว ตรงลิ่วไปถึงอาศรมของอจุตฤาษี แม้ อจุตฤาษีอยู่ในอาศรมนั้นฟันเขลอะ มีผมเกลือกกลั้วด้วยธุลี ทรงเพศ เป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา นุ่งห่ม หนังเสือ นอนเหนือแผ่นดิน บูชาไฟ ลุงไปถึงแล้ว เชิญถามท่านเถิด ท่านจักบอกหนทางให้แก่ลุง
|๑๑๔๒.๑| ตุเยฺหว สมฺพลํ โหตุ นาหํ อิจฺฉามิ สมฺพลํ อิโตปิ พฺรเหฺม คณฺหาหิ คจฺฉ พฺรเหฺม ยถาสุขํ ฯ |๑๑๔๒.๒| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ อิสีปิ อจฺจุโต ตตฺถ ปงฺกทนฺโต รชสฺสิโร ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ ฯ |๑๑๔๒.๓| จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ปุจฺฉสฺสุ โส เต มคฺคํ ปวกฺขติ ฯ
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ได้ฟังคำของเจตบุตรดังนี้แล้ว มีจิต ยินดีเป็นอย่างยิ่ง กระทำประทักษิณเจตบุตรแล้ว ได้เดินทางตรงไป ณ สถานที่อันอจุตฤาษีสถิตอยู่. จบ จุลวนวรรณนา
อิทํ สุตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ เจตํ กตฺวา ปทกฺขิณํ อุทคฺคจิตฺโต ปกฺกามิ เยนาสิ อจฺจุโต อิสิ ฯ จุลฺลวนวณฺณนา ฯ
ชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรนั้น เมื่อเดินไปตามทางที่เจตบุตรพรานป่า แนะให้ ก็ได้พบอจุตฤาษี ครั้นแล้วได้เจรจาปราศรัยกับอจุตฤาษี ไต่ถาม ถึงทุกข์สุขว่า พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนหรือ เป็นสุขสบาย ดีหรือ เยียวยาอัตภาพด้วยการแสวงหาผลไม้สะดวกหรือ มูลมันผลไม้ มีมากหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย ไม่มีกล้ำกรายเข้ามารบกวนแหละหรือ.
|๑๑๔๔.๑| คจฺฉนฺโต โส ภารทฺวาโช อทฺทส อจฺจุตํ อิสึ ทิสฺวาน ตํ ภารทฺวาโช สมฺโมทิ อิสินา สห ฯ |๑๑๔๔.๒| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๔๔.๓| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน เราเป็นสุขสบายดี เยียวยา อัตภาพด้วยการแสวงหาผลไม้สะดวกดี มูลมันผลไม้ก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็น้อย ในป่าอันเกลื่อนกลาดไปด้วย เนื้อร้าย ไม่มีกล้ำกรายมารบกวนเราเลย เมื่อเรามาอยู่ในอาศรมสิ้น จำนวนปีเป็นอันมาก เราไม่รู้สึกถึงความอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกิดขึ้นเลย ดูกรมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ท่านมิได้มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้าไปภายใน เชิญล้างเท้าทั้งสองของท่าน ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า มีรสหวานคล้ายน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลที่ดีๆ แม้น้ำฉันก็เย็นสนิทเรานำมาจาก ซอกเขา ดูกรมหาพราหมณ์ ถ้าท่านจำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด.
|๑๑๔๕.๑| กุสลญฺเจว เม พฺรเหฺม อโถ พฺรเหฺม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปมิ อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๔๕.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๑๔๕.๓| พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมโต มม นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ |๑๑๔๕.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๑๔๕.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๑๔๕.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
สิ่งใดอันพระคุณเจ้าให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการ อันพระคุณเจ้ากระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาแล้ว เพื่อจะเยี่ยมเยียน พระเวสสันดรราชฤาษี ราชโอรสของพระเจ้ากรุงสัญชัย ซึ่งพลัดพราก จากชาวสีพีมาช้านาน ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ โปรดแจ้งแก่ ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ สญฺชยสฺส สกํ ปุตฺตํ สิวีหิ วิปฺปวาสิตํ ตมหํ ทสฺสนมาคโต ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
ท่านมานี่เพื่อเป็นศรีสวัสดิ์ เพื่อมาเยี่ยมเยียนพระเวสสันดรเจ้าก็หาไม่ เราเข้าใจว่าท่านปรารถนา (จะมาขอ) พระอัครมเหสีผู้เคารพนบนอบ พระราชสวามีไปเป็นภรรยา หรือมิฉะนั้นท่านก็ปรารถนา (จะมาขอ) พระกัณหาชินาราชกุมารีและพระชาลีราชกุมารไปเป็นทาสทาสี หรือไม่ก็ มาเพื่อจะนำเอาพระมารดาและพระราชกุมารกุมารีทั้งสามพระองค์ไปจาก ป่า ดูกรพราหมณ์ โภคสมบัติทรัพย์และข้าวเปลือกของพระองค์มิได้มี.
|๑๑๔๗.๑| น ภวํ เอติ ปุญฺญตฺถํ สิวิราชสฺส ทสฺสนํ มญฺเญ ภวํ ปตฺถยติ รญฺโญ ภริยํ ปติพฺพตํ ฯ มญฺเญ กณฺหาชินํ ทาสึ ชาลึ ทาสญฺจ อิจฺฉสิ |๑๑๔๗.๒| อถวา ตโย มาตาปุตฺเต อรญฺญา เนตุมาคโต น ตสฺส โภคา วิชฺชนฺติ ธนํ ธญฺญญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านยังไม่สมควรจะโกรธเคือง เพราะข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อ ขอทาน การพบเห็นอริยชนเป็นความดี การอยู่ร่วมกับอริยชนเป็นสุขทุก เมื่อ พระเวสสันดรสีพีราชเสด็จพลัดพรากจากชาวสีพีมา ข้าพเจ้ายังมิได้ เห็นเลย ข้าพเจ้ามาเพื่อจะเยี่ยมเยียนพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถาน ที่ประทับ โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
|๑๑๔๘.๑| อกุทฺธรูโปหํ โภโต นาหํ ยาจิตุมาคโต สาหุ ทสฺสนมริยานํ สนฺนิวาโส สทา สุโข |๑๑๔๘.๒| อทิฏฺฐปุพฺโพ สิวิราชา สิวีหิ วิปฺปวาสิโต ตมหํ ทสฺสนมาคโต ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระเวสสัน- ดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศนักบวช อันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรง นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น นั่นหมู่ไม้เขียวชะอุ่ม ทรงผลต่างๆ ปรากฏดังภูเขาอัญชนบรรพตเขียว ชะอุ่ม มียอดสูงตระหง่าน คือ ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตระคร้อ ไม้ยางทรายย่อมหวั่นไหวไปตามลม ดังมาณพดื่ม สุราคราวเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่ ฉะนั้น ท่านจะได้ฟังเสียงฝูงนกอันจับ อยู่บนกิ่งไม้ ปานดังเสียงเพลงทิพย์ คือ นกโพระดก นกดุเหว่า นกกระจง ส่งเสียงร้องบินจากต้นไม้โน้นมาสู่ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้อง ลมพัดสะบัดกิ่งและใบเสียดสีกัน คล้ายกับจะเรียกคนผู้กำลังเดินทางไป ให้หยุด และเหมือนดังชักชวนผู้จะผ่านให้ยินดีชื่นชมพักผ่อน พระเวส- สันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็น นักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและใส่ชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินทางไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น ที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ มีดอกกุ่มตกอยู่เรี่ยราด พื้นแผ่นดินเขียวชะอุ่ม ไปด้วยหญ้าแพรก ณ ที่นั้นไม่มีธุลีฟุ้งขึ้นเลย หญ้านั้นมีสีเขียวคล้ายขน คอนกยูงเปรียบด้วยสัมผัสแห่งสำลี หญ้าทั้งหลายโดยรอบ ยาวไม่เกิน ๔ องคุลี ต้นมะม่วง ต้นชมพู่ ต้นมะขวิดและมะเดื่อ มีผลสุก อยู่ ในที่ต่ำๆ ป่าไม้นั้นเป็นที่ให้เจริญความยินดี เพราะมีหมู่ไม้ผลบริโภค ได้เป็นอันมาก น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สีดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่ ของฝูงปลา ไหลหลั่งมาในป่านั้น ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ ในที่ไม่ไกล อาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยปทุมชาติและอุบล เหมือน ดังที่มีอยู่ในนันทวันของทวยเทพ ดูกรพราหมณ์ในสระนั้นมีอุบลชาติ สามชนิด คือ เขียว ขาวและแดง งามวิจิตรมากมาย.
|๑๑๔๙.๑| เอส เสโล มหาพฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ฯ |๑๑๔๙.๒| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๔๙.๓| เอเต นีลา ปทิสฺสนฺติ นานาผลธรา ทุมา อุคฺคตา อพฺภกูฏาว นีลา อญฺชนปพฺพตา |๑๑๔๙.๔| ธวสฺสกณฺณา ขทิรา สาลา ผนฺทนมาลุวา สมฺปเวเธนฺติ วาเตน สกึ ปีตาว มาณวา ฯ |๑๑๔๙.๕| อุปริ ทุมปริยาเยสุ สงฺคีติโยว สุยฺยเร นชฺชุหา โกกิลา สงฺฆา สมฺปตนฺติ ทุมา ทุมํ ฯ |๑๑๔๙.๖| อวฺหยนฺเตว คจฺฉนฺตํ สาขา ปตฺตสมีริตา รมยนฺเตว อาคนฺตุํ โมทยนฺติ นิวาสินํ ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๔๙.๗| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๔๙.๘| กิเรรีมาลา วิตตา ภูมิภาเค มโนรเม สทฺทลา หริตา ภูมิ น ตตฺถุทฺธํสเต รโช ฯ |๑๑๔๙.๙| มยูรคีวสงฺกาสา ตูลผสฺสสมูปมา ติณานิ นาติวตฺตนฺติ สมนฺตา จตุรงฺคุลา ฯ |๑๑๔๙.๑๐| อมฺพา ชมฺพู กปิฏฺฐา จ นีเจ ปกฺกา จุทุมฺพรา ปริโภเคหิ รุกฺเขหิ วนนฺตํ รติวฑฺฒนํ ฯ |๑๑๔๙.๑๑| เวฬุริยวณฺณสนฺนิภํ มจฺฉคุมฺพนิเสวิตํ สุจิ สุคนฺธํ สลิลํ อาโป ตตฺถปิ สนฺทติ ฯ |๑๑๔๙.๑๒| ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี ภูมิภาเค มโนรเม ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา เทวานมิว นนฺทเน ฯ |๑๑๔๙.๑๓| ตีณิ อุปฺปลชาตานิ ตสฺมึ สรสิ พฺราหฺมณ วิจิตฺรนีลาเนกานิ เสตา โลหิตกานิ จ ฯ
ในสระนั้นมีปทุมชาติดาษดื่น สีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อว่า มุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลณี และผักทอดยอด อนึ่งเล่า ปทุมชาติในสระนั้นมีดอกบานสะพรั่งปรากฏหากำหนดประมาณมิได้ บ้าง ก็บานในคิมหันตฤดู บ้างก็บานในเหมันตฤดูปรากฏเหมือนตั้งอยู่ใน น้ำลึกประมาณเพียงเข่า ปทุมชาติอันงามวิจิตรชูดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอม ฟุ้งตลบไป หมู่ภมรโผผินบินว่อนเสียงวู่ๆ อยู่โดยรอบเพราะกลิ่น หอมแห่งบุปผชาติ.
|๑๑๕๐.๑| โขมาว ตตฺถ ปทุมา เสตโสคนฺธิเยหิ จ กลมฺพเกหิ สญฺฉนฺโน มุจลินฺโท นาม โส สโร ฯ |๑๑๕๐.๒| อเถตฺถ ปทุมา ผุลฺลา อปริยนฺตาว ทิสฺสเร คิมฺหา เหมนฺติกา ผุลฺลา ชณฺณุตคฺฆา อุปตฺถรา ฯ |๑๑๕๐.๓| สุรภี สมฺปวายนฺติ วิจิตฺรา ปุปฺผสนฺถตา ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ
ดูกรพราหมณ์ อนึ่งเล่า ที่ใกล้ขอบสระนั้นมีต้นไม้หลากหลายขึ้นออก สะพรั่ง คือ ต้นกระทุ่ม ต้นแคฝอย และต้นทองหลาง ผลิดอกออก สะพรั่ง ไม้ปรู ไม้ทราก ต้นปาริชาต ดอกบานสะพรั่ง ต้นกากะทิง ต้นไม้เหล่านี้มีอยู่ที่สองฟาก ปากสระมุจลินท์ ต้นซึก ต้นแคขาว บัวบก ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไป ต้นคณฑีสอ ต้นคณฑีเขมา และต้นประดู่ มีอยู่ ณ ที่ใกล้สระนั้น ดอกสะพรั่ง ต้นมะคำไก่ ไม้มะทราง ต้นแก้ว ต้นมะรุม การเกต กรรณิการ์ และชบา ไม้รกฟ้า ไม้อินทนิล ไม้สะท้อน และทองกวาวมีดอกแย้มบานผลิดอกออกยอดพร้อมๆ กัน รุ่งเรืองงาม ไม้มะลื่น ไม้ตีนเป็ด กล้วย ต้นคำฝอย นมแมว คนทา ประดู่ลาย ต้นสลอด มีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ไม้ช้างน้าว พุดขาว กฤษณา โกฐเขมา โกฐสอ มีดอกบานสะพรั่ง ต้นไม้ในบริเวณสระนั้นมีทั้งอ่อนและแก่ ต้นตรงไม่คดงอดอกบานตั้ง อยู่สองข้างอาศรมโดยรอบเรือนไฟ.
|๑๑๕๑.๑| อเถตฺถ อุทกนฺตสฺมึ รุกฺขา ติฏฺฐนฺติ พฺราหฺมณ กทมฺพา ปาฏลี ผุลฺลา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๒| องฺโกลา กจฺจิการา จ ปาริชญฺญา จ ปุปฺผิตา วารณา วุยฺหนา รุกฺขา มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๑.๓| สิรีสา เสตปาริสา สาธุ วายนฺติ ปทฺมกา นิคฺคณฺฑี สรนิคฺคณฺฑี อสนา เจตฺถ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๔| ปงฺกุรา พหุลา เสลา โสภญฺชนา จ ปุปฺผิตา เกตกา กณิการา จ กณเวรา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๕| อชฺชุนา อชฺชุกณฺณา จ มหานามา จ ปุปฺผิตา สมฺปุปฺผิตคฺคา ติฏฺฐนฺติ ปชฺชลนฺเตว กึสุกา ฯ |๑๑๕๑.๖| เสตปณฺณิ สตฺตปณฺณา กทลิโย กุสุมฺภรา ธนุตกฺการิปุปฺเผหิ สีสปาวรณานิ จ ฯ |๑๑๕๑.๗| อจฺฉิปา สิมฺพลีรุกฺขา สลฺลกิโย จ ปุปฺผิตา เสตเครูตคริกา มํสิโกฏฺฐกุลาวรา ฯ |๑๑๕๑.๘| ทหรา รุกฺขา วุฑฺฒา จ อกุฏิลา เจตฺถ ปุปฺผิตา อสฺสมํ อุภโต ฐนฺติ อคฺยาคารํ สมนฺตโต ฯ
อนึ่ง พรรณไม้เป็นอันมาก เกิดขึ้นใกล้ขอบสระนั้น คือ ตระไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส สาหร่าย สันตะวา น้ำในสระนั้นถูกลมรำเพยพัด เกิดเป็นละลอกกระทบฝั่ง มีหมู่แมลงบินวู่ว่อนเคล้าเอาเกสรดอกไม้ที่ แย้มบาน สีเสียดเทศ เต่าร้าง ผักบุ้งร้วม มีมากในที่ต่างๆ ดูกร- พราหมณ์ ต้นไม้ทั้งหลายดารดาษไปด้วยกล้วยไม้ กลิ่นแห่งบุปผชาติ ดังกล่าวแล้วนั้น หอมตลบอยู่ ๗ วัน ไม่พลันหาย บุปผชาติ เกิดอยู่เรียงรายสองฝั่งสระมุจลินท์ ป่านั้นดารดาษไปด้วยต้นราชพฤกษ์ ย่อมงดงาม กลีบดอกราชพฤกษ์นั้นหอมตลบอยู่กึ่งเดือนไม่เลือน หาย คัญชันเขียว อัญชันขาว กุ่มแดง ดอกบานสะพรั่ง ป่านั้น ดารดาษไปด้วยอบเชยและแมงรักเหมือนดังจะให้คนเบิกบานใจ ด้วย ดอกไม้และกิ่งไม้อันมีกลิ่นหอม เหล่าภมรโผผินบินว่อนเสียงวู่ๆ อยู่ โดยรอบ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ ดูกรพราหมณ์ ณ ที่ใกล้สระนั้น มีฟักแฟง แตงน้ำเต้า ๓ ชนิด ชนิดหนึ่งผลโตเท่าหม้อ อีกสองชนิด ผลโตเท่าตะโพน.
|๑๑๕๒.๑| อเถตฺถ อุทกนฺตสฺมึ พหู ชาตา ผณิชฺชกา มุคฺคติโย กรติโย เสวาลํ สีสกํ พหุ ฯ |๑๑๕๒.๒| อุทฺธาปวตฺตํ อุลฺลุฬิตํ มกฺขิกา หิงฺคุชาลิกา ทาสิมกญฺจโก เจตฺถ พหู นีเจ กลมฺพกา ฯ |๑๑๕๒.๓| เอฬมฺพเกหิ สญฺฉนฺนา รุกฺขา ติฏฺฐนฺติ พฺราหฺมณ สตฺตาหํ ธาริยมานานํ คนฺโธ เตสํ น ฉิชฺชติ ฯ |๑๑๕๒.๔| อุภโต สรญฺจ มุจลินฺทํ ปุปฺผา ติฏฺฐนฺติ ภาคโส อินฺทิวเรหิ สญฺฉนฺนํ วนนฺตมุปโสภติ |๑๑๕๒.๕| อฑฺฒมาสํ ธาริยมานานํ คนฺโธ เตสํ น ฉิชฺชติ ฯ นีลปุปฺผิเสตวารี ปุปฺผิตา คิริกณฺณิกา กเลรุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ วนนฺตํ ตุลสีหิ จ ฯ |๑๑๕๒.๖| สมฺโมทิเตว คนฺเธน ปุปฺผสาขาหิ ตํ วนํ ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ |๑๑๕๒.๗| ตีณิ กกฺการุชาตานิ ตสฺมึ สรสิ พฺราหฺมณ กุมฺภมตฺตานิ เจกานิ มุรมตฺตานิ วา อุโภ ฯ
อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีผักกาด กระเทียม หอม เป็นอันมาก ต้นเต่ารั้ง ตั้งอยู่สล้างดังต้นตาล อุบลเขียวมีเป็นอันมาก ขึ้นอยู่ริมน้ำพอเอื้อม เด็ดได้ มลิวัน มนตำเลีย หญ้านาง อบเชย อโศก เทียนป่า ดอกเข็ม หางช้าง อังกาบ กากะทิง กระลำพัก ทองเครือ ดอก แย้มบานสะพรั่งขึ้นขนาน ต้นชุมแสงขึ้นแซงแทรกคัดเค้าและชะเอม มะลิซ้อน หงอนไก่ เทพทาโร แคฝอย ฝ้ายทะเล กรรณิการ์ ดอก เบ่งบานงาม ปรากฏดังตาข่ายทองเปรียบด้วยเปลวไฟ บุปผชาติที่เกิด บนบกและที่เกิดในน้ำ ปรากฏมีในสระนั้นทุกอย่าง สระมุจลินท์มีน้ำมาก เป็นที่รื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้.
|๑๑๕๓.๑| อเถตฺถ สาสโป พหุโก นาทิโย หริตายุโต อสีตาลาว ติฏฺฐนฺติ เฉชฺชา อินฺทิวรา พหู ฯ |๑๑๕๓.๒| อปฺโผฏา สุริยวลฺลี จ กาฬิยา มธุคนฺธิยา อโสกา มุทยนฺตี จ วลฺลิโภ ขุทฺทปุปฺผิโย ฯ |๑๑๕๓.๓| โกรณฺฑกา อโนชา จ ปุปฺผิตา นาคมลฺลิกา รุกฺขมารุยฺห ติฏฺฐนฺติ ผุลฺลา กึสุกวลฺลิโย ฯ |๑๑๕๓.๔| กเฏรุหา ปวาเสนฺติ โยธิกา มธุคนฺธิยา นิลิยา สุมนา ภณฺฑี โสภติ ปทุมุตฺตโร ฯ |๑๑๕๓.๕| ปาฏลิสมุทฺทกปฺปาสี กณิการา จ ปุปฺผิตา เหมชาลาว ทิสฺสนฺติ รุจิรา อคฺคิสิขูปมา ฯ |๑๑๕๓.๖| ยานิ ตานิ จ ปุปฺผานิ ถลชานูทกานิ จ สพฺพานิ ตตฺถ ทิสฺสนฺติ เอวํ รมฺโม มโหทธิ ฯ
อนึ่ง ในสระนั้นมีปลาซึ่งว่ายอยู่ในน้ำมากมาย คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลาฉลาม ณ ที่ใกล้สระนั้น มีชะเอมต้น ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ เนรภูสี แห้วหมู่ สัตตบุษ สมุลแว้ง พิมเสน สามสิบ และกฤษณา เถากะไดลิง มีมากมาย บัวบก โกฐขาว กระทุ่มเลือด ต้นหนาด ขมิ้น แก้วหอม หรดาล คำคูน สมอพิเภก ไคร้เครือ พิมเสน และรางแดง.
|๑๑๕๔.๑| อถสฺสา โปกฺขรณิยา พหุกา วาริโคจรา โรหิตา นลเปสิงฺคู กุมฺภิลา มกรา สุสู ฯ |๑๑๕๔.๒| มธุ จ มธุลฏฺฐิ จ ตาลิยา จ ปิยงฺคุกา กุทฺทชา ภทฺทมุฏฺฐา จ สตฺตปุปฺผา จ โลลุปา ฯ |๑๑๕๔.๓| สุรภิมรุตครา พหุกา ตุงฺควลฺลิโย ปทฺมกา นารทา โกฏฺฐา ฌามกา จ หเรณุกา ฯ |๑๑๕๔.๔| หลิทฺทกา คนฺธเสลา หริเวรา จ คุคฺคุลา วิเภทกา โจรโกฏฺฐา กปฺปุรา จ กลิงฺคุกา ฯ
อนึ่ง ในป่านั้นมีสัตว์หลายจำพวก คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษิณี หน้าฬา ช้างพัง ช้างพลาย เนื้อทราย เนื้อฟาน ละมั่ง นางเห็น หมาจิ้งจอก หมาไน บ่าง กระรอก จามรี ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงจุ่น กวาง กระทิง หมี วัวเถื่อน มีมากมาย แรด หมู พังพอน งูเห่า มีอยู่ที่ใกล้สระนั้น เป็นอันมาก กระบือ หมาไน หมาจิ้งจอก กิ้งก่า จะกวด เหี้ย เสือดาว เสือเหลือง มีอยู่โดยรอบ กระต่าย แร้ง ราชสีห์ และเสือปลา มีอยู่มากหลาย มีสกุณชาติมากมาย คือ นกกวัก นกยูง หงส์ขาว ไก่ฟ้า ไก่ป่า ไก่เถื่อน นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน เหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง นกช้อนหอย นกพริก นกคับแค นกแขวก นกกด นกกระเต็นใหญ่ นกนางแอ่น นกคุ่ม นกกะทา นกกระทุง นกกระจอก นกกระจาบ นกกระเต็นน้อย นกกางเขน นกการเวก นกแอ่นลม นกเงือก นกออก สระมุจลินท์ เกลื่อนกล่น ไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กึกก้องไปด้วยเสียงสัตว์ต่างๆ.
|๑๑๕๕.๑| อเถตฺถ สีหา พฺยคฺฆา จ ปุริสาลู จ หตฺถิโย เอเณยฺยา ปสทา เจว โรหิตา สรภา มิคา ฯ |๑๑๕๕.๒| โกฏฺฐสุณา สุโณปิ จ ตุลิยา นฬสนฺนิภา จามรี จลนี ลงฺฆี ฌาปิตา มกฺกฏา ปิจุ ฯ |๑๑๕๕.๓| กกฺกฏา กตมายา จ อิกฺกา โคณสิรา พหู ขคฺคา วราหา นกุลา กาฬเกตฺถ พหุตโส ฯ |๑๑๕๕.๔| มหิสา โสณา สิคาลา จปฺปกา จ สมนฺตโต อากุจฺจา ปจลากา จ จิตฺรกา จาปิ ทีปิโย ฯ |๑๑๕๕.๕| เปลกา จ วิฆาสาทา สีหา โกกนิสาตกา อฏฺฐปาทา จ โมรา จ ภสฺสรา จ กุกุฏฺฐกา ฯ |๑๑๕๕.๖| จงฺโกรา กุกฺกุฏา นาคา อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน พกา พลากา นชฺชุหา ทินฺทิภา โกญฺจวาทิกา |๑๑๕๕.๗| พฺยคฺฆินสา โลหปิฏฺฐา จปฺปกา ชีวชีวกา กปิญฺชรา ติตฺติราโย กุลาวา ปฏิกุฏฺฐกา ฯ |๑๑๕๕.๘| มณฺฑาลกา เจลเกฬุ ภณฺฑุติตฺติรนามกา เจลาวกา ปิงฺคุลาโย โคธกา องฺคเหตุกา ฯ |๑๑๕๕.๙| กรวิกา จ สคฺคา จ อุหุงฺการา จ กุกฺกุหา นานาทิชคณากิณฺณํ นานาสรนิกูชิตํ ฯ
อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีนกมากมาย มีขนปีกงามวิจิตร มีเสียงไพเราะ เสนาะโสต ย่อมปราโมทย์อยู่กับคู่เคียงส่งเสียงกู่ก้องร้องหากันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีฝูงสกุณาทิชาชาติส่งเสียงร้องไพเราะไม่ขาดสาย มีตางามประกอบด้วยเบ้าตาขาว มีขนปีกขนหางงามวิจิตร อนึ่ง ที่ใกล้ สระนั้นมีฝูงนกยูง ส่งเสียงร้องไพเราะไม่ขาดสาย มีสร้อยคอเขียว ส่งเสียงร้องหากันและกัน ไก่เถื่อน ไก่ฟ้า นกเปล้า นกนางนวล เหยี่ยวดำ เหยี่ยวนกเขา นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกสาลิกา อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีนกเป็นอันมาก เป็นพวกๆ คือ เหลือง แดง ขาว นกหัสดีลิงค์ พระยาหงส์ทอง นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกดุเหว่า นกออก หงส์ขาว นกช้อนหอย นกเค้าแมว ห่าน นกยาง นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกพิราบ หงส์แดง นกจากพราก นกเป็ดน้ำ นกหัสดีลิงค์ ส่งเสียงร้องน่ารื่นรมย์ใจ เหล่าสกุณาทิชาชาติ ดังกล่าวแล้ว ต่างก็ส่งเสียงร้องกู่ก้องหากันทั้งเช้าและเย็นเป็นนิรันดร์ อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติมากมายสีต่างๆ กัน ย่อมบันเทิง อยู่กับคู่เคียง ส่งเสียงกู่ก้องร้องเข้าหากันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีสกุณาทิชาชาติ มากมายสีต่างๆ กัน ทุกๆ ตัวต่างส่งเสียงอันไพเราะ ระงมไพร ที่ใกล้สองฝั่งสระมุจลินท์ อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติ ชื่อว่าการเวกมากมาย ย่อมปราโมทย์อยู่กับคู่เคียง ส่งเสียงกู่ก้องร้องหา กันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติชื่อว่าการเวก ทุกๆ ตัวต่างส่งเสียงอันไพเราะระงมไพร อยู่ที่สองฝั่งสระมุจลินท์ ป่านั้น เกลื่อนกลาดไปด้วยเนื้อทรายและเนื้อฟาน เป็นสถานที่เสพอาศัยของ ช้างพลายและช้างพัง ดาษดื่นไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิด และเป็นที่ อาศัยของฝูงชะมด อนึ่ง ที่ป่านั้น มีธัญญาชาติมากมาย คือ หญ้ากับแก้ ลูกเดือย ข้าวสาลี อ้อย มิใช่น้อยเกิดเองในที่ไม่ได้ไถ ทางนี้เป็น ทางเดินได้คนเดียว เป็นทางตรงไปจนถึงอาศรม คนผู้ไปถึงอาศรมของ พระเวสสันดรนั้นแล้ว ย่อมไม่มีความหิวกระหายหรือความไม่ยินดี พระเวสสันดรเจ้าพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และมเหสี ทรงเพศนัก บวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น.
|๑๑๕๖.๑| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นีลกา มญฺชุภาณิกา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๒| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ ทิชา มญฺชุสฺสราสิตา เสตกฺขิกูฏา ภทฺรกฺขา อณฺฑชา จิตฺรเปกฺขณา ฯ |๑๑๕๖.๓| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ ทิชา มญฺชุสฺสราสิตา สิขณฺฑี นีลคีวาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๔| กุกฺกุฏฺฐกา กุฬีรกา โกฏฺฐา โปกฺขรสาตกา กาฬเวยฺยา พลียกฺขา กทมฺพา สุวสาลิกา ฯ |๑๑๕๖.๕| หลิทฺทา โลหิตา เสตา อเถตฺถ นฬกา พหู วารณา ภิงฺคราชา จ กทมฺพา สุวโกกิลา ฯ |๑๑๕๖.๖| อุกฺกุสา กุรุรา หํสา อาฏา ปริวเทนฺติกา จากหํสา อติพลา นชฺชุหา ชีวชีวกา ฯ |๑๑๕๖.๗| ปาเรวตา รวิหํสา จากวากา นทีจรา วารณาภิรุทา รมฺมา อุโภ กาลุปกูชิโน |๑๑๕๖.๘| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๙| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา สพฺเพ มญฺชู นิกูชนฺติ มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๖.๑๐| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ กรวีกา นาม เต ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๑๑| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ กรวีกา นาม เต ทิชา สพฺเพ มญฺชู นิกูชนฺติ มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๖.๑๒| เอเณยฺยา ปสทากิณฺณํ นาคสํเสวิตํ วนํ นานาลตาหิ สญฺฉนฺนํ กทลิมิคเสวิตํ ฯ |๑๑๕๖.๑๓| อเถตฺถ สามา พหุกา นิวาโร วรโก พหุ สาลิ อกฏฺฐปาโก จ อุจฺฉุ ตตฺถ อนปฺปโก ฯ |๑๑๕๖.๑๔| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ตตฺถ ปตฺโต น วินฺทติ ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๕๖.๑๕| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ครั้นได้สดับถ้อยคำของอจุตฤาษี กระทำประทักษิณ มีจิตชื่นชมโสมนัส อำลามุ่งหน้าไปยังสถานที่ประ- ทับของพระเวสสันดร. จบ มหาวนวรรณนา
อิทํ สุตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ อิสึ กตฺวา ปทกฺขิณํ อุทคฺคจิตฺโต ปกฺกามิ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร อหุ ฯ มหาวนวณฺณนา ฯ
ดูกรพ่อชาลี เจ้าจงลุกขึ้นยืนเถิด การมาของพวกยาจกในวันนี้ปรากฏ เหมือนการมาของพวกยาจกครั้งก่อนๆ พ่อเห็นเหมือนดังพราหมณ์ ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานติ์.
อุฏฺเฐหิ ชาลิ ปติฏฺฐ โปราณํ วิย ทิสฺสติ พฺราหฺมณํ วิย ปสฺสามิ นนฺทิโย มาภิกีรเร ฯ
ข้าแต่พระชนกนาถ แม้เกล้ากระหม่อมฉันก็เห็นผู้นั้นปรากฏเหมือน พราหมณ์ ดูเหมือนเป็นคนเดินทาง จักเป็นแขกของเราทั้งหลาย.
อหํปิ ตาต ปสฺสามิ โย โส พฺรหฺมาว ทิสฺสติ อทฺธิโก วิย อายาติ อติถี โน ภวิสฺสติ ฯ
พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือหนอ พระองค์ทรงพระสำราญดีหรือ ทรง เยียวยาอัตภาพด้วยการแสวงหาผลาหารสะดวกหรือ ทั้งมูลมันผลไม้มี มากหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีน้อยแลหรือ ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนแลหรือ.
|๑๑๖๐.๑| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๖๐.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน อนึ่ง เราทั้งหลาย เป็นสุขสำราญดี เราเยียวยาอัตภาพด้วยการหาผลาหารสะดวกดี ทั้งมูล มันผลไม้ก็มีมาก ทั้งเหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย อนึ่ง ใน ป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ก็ไม่มีมาเบียดเบียนแก่เรา เมื่อพวก เรามาอยู่ในป่ามีชีวิตอันตรมเกรียมมาตลอด ๗ เดือน เราเพิ่งเห็นท่าน ผู้เป็นพราหมณ์บูชาไฟ ทรงเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูม และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนแรก ดูกรพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ท่าน มิได้มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้ามาภายในเถิด เชิญท่านล้าง เท้าของท่านเถิด ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง ผลหมากเม่า มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญเลือกฉันแต่ผลที่ดีๆ เถิดท่านพราหมณ์ แม้ น้ำฉันนี้ ก็เย็นสนิท เรานำมาแต่ซอกเขา ดูกรพราหมณ์ ก็ท่าน จำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด ดังเราขอถาม ท่านมาถึง ป่าใหญ่ เพราะเหตุการณ์อะไรหนอ เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา เถิด.
|๑๑๖๑.๑| กุสลญฺเจว โน พฺรเหฺม อโถ พฺรเหฺม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๖๑.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๑๖๑.๓| สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ปฐมํ ปสฺสามิ พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ อาทาย เวฬุวํ ทณฺฑํ อคฺคิหุตฺตํ กมณฺฑลุํ ฯ |๑๑๖๑.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๑๖๑.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๑๖๑.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ |๑๑๖๑.๗| อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา อนุปฺปตโต พฺรหารญฺญํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ห้วงน้ำ (ในปัญจมหานที) เต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้ง ฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น เกล้ากระหม่อมฉัน กราบทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานสองปิโยรสแก่ ข้าพระองค์เถิด.
ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ เอวนฺตํ ยาจิตาคญฺฉึ ปุตฺเต เม เทหิ ยาจิโต ฯ
ดูกรพราหมณ์ เรายอมให้ มิได้หวั่นไหว ท่านจงเป็นใหญ่พาเอาลูก ทั้งสองของเราไปเถิด พระราชบุตรีมารดาของลูกทั้งสองนี้ เสด็จไปป่า แต่เช้าเพื่อแสวงหาผลไม้ จักกลับจากการแสวงหาผลไม้ในเวลาเย็น ดูกรพราหมณ์ เชิญท่านพักอยู่ราตรีหนึ่ง แล้วจึงไปในเวลาเช้า ดูกร- พราหมณ์ ท่านจงพาเอาลูกรักทั้งสอง อันประดับด้วยดอกไม้ต่างๆ ตกแต่งด้วยของหอมนานา พร้อมด้วยมูลมันและผลไม้หลายชนิดไปเถิด.
|๑๑๖๓.๑| ททามิ น วิกมฺปามิ อิสฺสโร นย พฺราหฺมณ ปาโต คตา ราชปุตฺตี สายํ อุญฺฉาโต เอหิติ |๑๑๖๓.๒| เอกรตฺตึ วสิตฺวาน ปาโต คจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ ตสฺสา นฺหาโต อุปคฺฆาเต อถ เน มาลธาริเน |๑๑๖๓.๓| เอกรตฺตึ วสิตฺวาน ปาโต คจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ นานาปุปฺเผหิ สญฺฉนฺเน นานาคนฺเธหิ ภูสิเต นานามูลผลากิณฺเณ คจฺฉ สฺวาทาย พฺราหฺมณ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ไม่ชอบใจการพักอยู่ ข้าพระองค์ ยินดีจะไป แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลลาไป ทีเดียว เพราะว่าธรรมดาสตรีเหล่านี้ เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ ย่อม ทำอันตรายต่อบุญของทายก และลาภของยาจก ย่อมรู้มารยา ย่อมรับ สิ่งทั้งปวงโดยข้างซ้าย เมื่อฝ่าพระบาททรงบำเพ็ญทานด้วยพระราชศรัทธา ฝ่าพระบาท อย่าได้ทรงเห็นพระมารดาของ พระปิโยรสทั้งสองเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระมารดาของพระปิโยรสนั้นพึงกระทำ แม้อันตรายได้ ข้าพระองค์ขอทูลลาไปทีเดียว ขอพระองค์จงตรัสเรียก พระลูกแก้วทั้งสองนั้นมา อย่าให้พระลูกแก้วทั้งสองได้ทันเห็นพระชนนี เลย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระราชศรัทธา บุญย่อมเจริญด้วย อาการอย่างนี้ ขอพระองค์ตรัสเรียกพระลูกแก้วทั้งสองนั้นมาอย่าให้ พระลูกแก้วทั้งสองได้ทันเห็นพระชนนีเลย ข้าแต่พระราชา พระองค์ ทรงประทานทรัพย์ คือพระโอรสพระธิดาแก่ยาจกเช่นข้าพระองค์แล้ว จักเสด็จไปสวรรค์.
|๑๑๖๔.๑| น วาสมภิโรจามิ คมนํ มยฺหํปิ รุจฺจติ อนฺตราโยปิ เม อสฺส คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๑๖๔.๒| น เหตา ยาจโยคี นํ อนฺตรายสฺส การิยา อิตฺถิกา มนฺตํ ชานนฺติ สพฺพํ คณฺหนฺติ วามโต ฯ |๑๑๖๔.๓| สทฺธาย ทานํ ททโต มา สมทกฺขิ มาตรํ อนฺตรายํปิ สา กยิรา คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๑๖๔.๔| อามนฺตยสฺสุ เต ปุตฺเต มา เต มาตรมทฺทสุํ สทฺธาย ทานํ ททโต เอวํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ |๑๑๖๔.๕| อามนฺตยสฺสุ เต ปุตฺเต มา เต มาตรมทฺทสุํ มาทิสสฺส ธนํ ทตฺวา ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะเห็นภริยาของเราผู้มีวัตรอันงาม ท่านก็จงทูลถวาย ชาลีกัณหาชินาทั้งสองนี้ แก่พระเจ้าสัญชัยมหาราชผู้พระอัยยกา ท้าวเธอ ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงไพเราะ กล่าววาจาน่ารัก จะทรงปลื้มพระหฤทัยปรีดาปราโมทย์ จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็น อันมาก.
|๑๑๖๕.๑| สเจ ตฺวํ นิจฺฉเส ทฏฺฐุํ มม ภริยํ ปติพฺพตํ อยฺยกสฺสปิเม เทหิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๖๕.๒| อิเม กุมาเร ทิสฺวาน มญฺชุเก ปิยภาณิเน ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์กลัวต่อ การที่จะถูกหาว่าฉกชิงเอาไป สมเด็จพระเจ้าสญชัยมหาราชจะลงพระ- ราชอาชญาข้าพระองค์ คือ จะพึงทรงขายหรือให้ประหารชีวิต ข้าพระ องค์จะขาดทั้งทรัพย์ทั้งทาสและจะพึงถูกนางพราหมณี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พราหมณ์ติเตียนได้.
อจฺเฉทนสฺส ภายามิ ราชปุตฺต สุโณหิ เม ราชทณฺฑาย มํ ทชฺชา วิกฺกีเณยฺย หเนยฺย วา ฉินฺโน ธนญฺจ ทาเส จ คารยฺหสฺส พฺรหฺมพนฺธุยา ฯ
พระมหาราชทรงสถิตในธรรม ทรงผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ทอดพระเนตร เห็นสองพระกุมารนี้ผู้มีเสียงไพเราะ กล่าววาจาน่ารัก ได้พระปีติโสมนัส แล้ว จักพระราชทานทรัพย์ แก่ท่านเป็นอันมาก.
อิเม กุมาเร ทิสฺวาน มญฺชุเก ปิยภาณิเน ธมฺเม ฐิโต มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ลทฺธา ปีติโสมนสฺสํ พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
พระองค์ทรงพร่ำสอนข้าพระองค์ สิ่งใดๆ ข้าพระองค์จักทำสิ่งนั้นๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักนำสองพระกุมารไปเป็นทาสรับใช้ของนางพราหมณี.
นาหนฺตํปิ กริสฺสามิ ยํ มํ ตฺวํ อนุสาสสิ ทารเกว อหํ เนสฺสํ พฺราหฺมณิยา ปริจาริเก ฯ
ลำดับนั้น พระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลี และพระกัณหาชินา ได้ สดับคำของชูชก ผู้หยาบช้า ตกพระทัยกลัว จึงพากันเสด็จวิ่งหนีไป ในที่นั้นๆ.
ตโต กุมารา พฺยตฺถิตา สุตฺวา ลุทฺทสฺส ภาสิตํ เตน เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ฯ
ดูกรพ่อชาลีลูกรัก มานี่เถิด ลูกทั้งสองจงยังบารมีของพ่อให้เต็ม จง ช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสอง จงเป็นดังยานนาวาของพ่อ อันไม่หวั่นไหวในสาครคือภพ พ่อจักข้าม ซึ่งฝั่งคือชาติ จักยังสัตว์โลกพร้อมทั้งทวยเทพให้ข้ามด้วย ดูกรลูกกัณหา มานี่เถิด เจ้าเป็นธิดาที่รัก ทานบารมีก็เป็นที่รักของพ่อ จงช่วยโสรจ ทรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ ขอจงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็น ยานนาวาของพ่อ อันไม่หวั่นไหวในสาครคือภพ พ่อจักข้ามซึ่งฝั่ง คือ ชาติจักช่วยสัตวโลกพร้อมทั้งทวยเทพใช้ข้ามด้วย.
|๑๑๗๐.๑| เอหิ ตาต ปิยปุตฺต ปูเรถ มม ปารมึ หทยํ เมภิสิญฺเจถ กโรถ วจนํ มม ฯ |๑๑๗๐.๒| ยานนาวาว เม โหถ อจลา ภวสาคเร ชาติปารํ ตริสฺสามิ สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ ฯ |๑๑๗๐.๓| เอหิ อมฺม ปิยา ธีตา ปิยา เม ทานปารมี หทยํ เมภิสิญฺเจถ กโรถ วจนํ มม ฯ |๑๑๗๐.๔| ยานนาวาว เม โหถ อจลา ภวสาคเร ชาติปารํ ตริสฺสามิ อุทฺธริสฺสํ สเทวกํ ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงพาพระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลีและพระกัณหาชินา มาพระราชทานให้เป็นปุตตกทานแก่ พราหมณ์ ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงพาพระ- กุมารทั้งสอง คือ พระชาลี และพระกัณหาชินา มาพระราชทานให้ แก่พราหมณ์ มีพระหฤทัยชื่นบานในปุตตกทานอันอุดม ในครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรราชฤาษี พระราชทานพระกุมารทั้งสอง ก็บังเกิดมี ความบันลือลั่นน่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า เมทนีดลก็หวั่นไหว พระเวสสันดรเจ้าผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงประคองอัญชลี พระราชทาน สองพระกุมารผู้เจริญด้วยความสุขให้เป็นทานแก่พราหมณ์ ก็บังเกิดมี ความบันลือลั่น น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า.
|๑๑๗๑.๑| ตโต กุมาเร อาทาย ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ |๑๑๗๑.๒| ตโต กุมาเร อาทาย ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ พฺราหฺมณสฺส อทา จิตฺโต ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ |๑๑๗๑.๓| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ กุมาเร ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๑๗๑.๔| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ ปญฺชลิกโต ราชา กุมาเร สุขวจฺฉิเต พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์ผู้หยาบช้านั้น เอาฟันกัดเถาวัลย์ให้ขาดแล้ว เอา มาผูกพระหัตถ์ พระกุมารทั้งสองฉุดกระชากลากมา แต่นั้นพราหมณ์ นั้นจับเถาวัลย์ถือไม้เท้าทุบตีพระกุมารทั้งสองนำไป เมื่อพระเวสสันดร สีพีราช กำลังทอดพระเนตรอยู่.
|๑๑๗๒.๑| ตโต โส พฺราหฺมโณ ลุทฺโท ลตํ ทนฺเตหิ ฉินฺทิย ลตาย หตฺเถ พนฺธิตฺวา ลตาย อนุปชฺชถ ฯ |๑๑๗๒.๒| ตโต โส รชฺชุมาทาย ทณฺฑญฺจาทาย พฺราหฺมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ
ลำดับนั้น สองพระกุมารพอหลุดพ้นจากพราหมณ์ก็รีบวิ่งหนีไป พระ- เนตรทั้งสองนองไปด้วยน้ำอัสสุชล พระชาลี ชะเง้อมองดูพระบิดา ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดา พระวรกายสั่นระริกดังใบโพธิ์ ทรงถวายบังคมพระยุคลบาท พระบิดาแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระ- ชนกนาถ ก็พระมารดาเสด็จออกไปป่า และพระบิดาทอดพระเนตร เห็นแต่กระหม่อมฉัน ข้าแต่พระชนกนาถ ขอพระองค์ทรงทอด พระเนตรเกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองอยู่ก่อน จนกว่าเกล้ากระหม่อมฉัน ทั้งสองได้เห็นพระมารดา ข้าแต่พระชนกนาถ พระมารดาเสด็จออกไป ป่า ขอพระบิดาทอดพระเนตรเห็นกระหม่อมฉันทั้งสองอยู่ก่อน ข้าแต่ พระชนกนารถ ขอพระองค์อย่าเพิ่งพระราชทานเกล้ากระหม่อมฉันทั้ง สอง จนกว่าพระชนนีของเกล้ากระหม่อมฉันจะเสด็จกลับมา เมื่อนั้น พราหมณ์นี้ จักขายหรือจักฆ่าก็ตามปรารถนา พราหมณ์ผู้หยาบช้านี้ ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือมีเท้าคดทู่ตะแคง ๑ เล็บเน่า ๑ ปลีน่องย้อยยาน ๑ ริมฝีปากบนยาว ๑ น้ำลายไหลยืด ๑ เขี้ยวงอก ออกเหมือนเขี้ยวหมู ๑ จมูกหักฟุบ ๑ ท้องพลุ้ยดังหม้อ ๑ หลังค่อม ๑ ตาข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งใหญ่ ๑ หนวดแดง ๑ ผมบางเหลือง ๑ หนัง ย่นเป็นเกลียว ตัวตกกระ ๑ ตาเหลือง ๑ คดสามแห่ง คือ ที่สะเอว หลังและคอ ๑ ขากาง ๑ เดินดังกฏะกฏะ ๑ ขนตามตัวยาวและหยาบ ๑ นุ่งห่มหนังเสือเป็นอมนุษย์น่ากลัวเหลือเกิน เป็นมนุษย์หรือยักษ์มีเนื้อ และเลือดเป็นเครื่องบริโภค ออกจากบ้านมาสู่ป่า มาขอทรัพย์คือบุตร กะพระองค์ ลูกทั้งสองกำลังถูกพราหมณ์ปีศาจนำไป ข้าแต่พระชนกนาถ กระไรหนอฝ่าพระบาททรงนิ่งเฉยอยู่ได้ พระหฤทัยของพระชนกนาถ ปานดังหนึ่งหิน หรือดังว่ายึดมั่นด้วยพืดเหล็ก พระองค์ช่างไม่ทรงรู้สึก ถึงลูกทั้งสอง ซึ่งถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์หยาบคาย ผูกมัด แก เฆี่ยนตีลูกทั้งสอง เหมือนนายโคบาลตีโคฉะนั้น ขอให้น้องกัณหาจง อยู่ ณ ที่นี้แหละ เธอไม่รู้จักความทุกข์อะไรๆ เมื่อเธอไม่เห็นพระ มารดาก็จะคร่ำครวญหาเหมือนลูกเนื้อที่ยังดื่มนมพลัดจากฝูง ไม่เห็นแม่ ก็จะร่ำไห้คร่ำครวญ ฉะนั้น.
|๑๑๗๓.๑| ตโต กุมารา ปกฺกามุํ พฺราหฺมณสฺส ปมุญฺจิย อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ปิตรํ โส อุทิกฺขติ ฯ |๑๑๗๓.๒| เวธมสฺสตฺถปตฺตํว ปิตุ ปาทานิ วนฺทติ ปิตุ ปาทานิ วนฺทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๑๑๗๓.๓| อมฺมา จ ตาต นิกฺขนฺตา ตฺวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ ยาว อมฺมํปิ ปสฺเสมุ อถ โน ตาต ทสฺสสิ ฯ |๑๑๗๓.๔| อมฺมา จ ตาต นิกฺขนฺตา ตวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ มา โน ตฺวํ ตาต อททา ยาว อมฺมาปิ เอติ โน ฯ ตทายํ พฺราหฺมโณ กามํ วิกฺกีณาตุ หนาตุ วา |๑๑๗๓.๕| พลงฺกปาโท อทฺธนโข อโถ โอพทฺธปิณฺฑิโก ทีโฆตฺตโรฏฺโฐ จปโล กฬาโร ภคฺคนาสโก ฯ |๑๑๗๓.๖| กุมฺโภทโร ภคฺคปิฏฺฐี อโถ วิสมจกฺขุโก โลหมสฺสุ หริตเกโส วลีนํ ติลกาหโต ฯ |๑๑๗๓.๗| ปิงฺคโล จ วินโต จ วิกโฏ จ พฺรหา ขโร อชินานิปิ สนฺนทฺโธ อมนุสฺโส ภยานโก ฯ |๑๑๗๓.๘| มนุสฺโส อุทาหุ ยกฺโข มํสโลหิตโภชโน คามา อรญฺญมาคมฺม ธนํ ตํ ตาต ยาจติ ฯ |๑๑๗๓.๙| นียมาเน ปิสาเจน กินฺนุ ตาต อุทิกฺขสิ อสฺมา นูน เต หทยํ อยสา ทฬฺหพนฺธนํ ฯ |๑๑๗๓.๑๐| โย โน พนฺเธ น ชานาสิ พฺราหฺมเณน ธเนสินา อจฺจายิเกน ลุทฺเทน โย โน คาโวว สุมฺภติ ฯ |๑๑๗๓.๑๑| อิเธว อจฺฉตํ กณฺหา น สา ชานาติ กิสฺมิญฺจิ มิคีว ขีรสมฺมตฺตา ยูถา หีนา ว กนฺทติ ฯ
ทุกข์นี้ไม่ใช่ทุกข์ที่แท้จริงของลูก เพราะทุกข์เช่นนี้อันลูกผู้ชายพึงได้รับ ส่วนทุกข์อันใดที่ลูกจักไม่ได้เห็นพระมารดา ทุกข์นั้นของลูกเป็นทุกข์ยิ่ง กว่าทุกข์ ที่ถูกตาพราหมณ์เฆี่ยนตีทุกข์นี้ไม่ใช่ทุกข์ที่แท้จริงของลูก เพราะทุกข์เช่นนี้อันลูกผู้ชายพึงได้รับ ส่วนทุกข์อันใดที่ลูกจักไม่ได้เห็น พระบิดา ทุกข์นั้นของลูกเป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ที่ถูกตาพราหมณ์เฆี่ยนตี พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้หาตลอดราตรีนาน พระบิดาจักเป็น กำพร้าเสียเป็นแน่แท้เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารีผู้มีดวงตางาม ก็ จักกรรแสงไห้หาตลอดราตรีนาน พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้ อยู่ในอาศรมช้านาน พระบิดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรง เห็นกัณหาชินากุมารีผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้อยู่ในอาศรม ช้านาน พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ จักทรงกรรแสงไห้อยู่ ตลอดราตรีนาน ทรงระลึกถึงเราทั้งสอง ตลอดครึ่งคืนหรือตลอดคืน จักทรงซูบซีดเหี่ยวแห้งไป เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป ฉะนั้น พระบิดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ ทรงกรรแสงไห้อยู่ตลอด ราตรีนาน ทรงระลึกถึงเราทั้งสองตลอดครึ่งคืนหรือตลอดคืน ก็จักทรง ซูบซีดเหี่ยวแห้งไป เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป ฉะนั้น รุกขชาติเหล่านี้มีต่างๆ พันธุ์ คือ ต้นหว้า ต้นยางทราย กิ่งห้อยย้อย เราเคยเล่นมาแต่กาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติเหล่านั้น ซึ่งเราเคยเก็บดอกและผลเล่นมาช้านาน รุกขชาติที่มีผลต่างๆ ชนิด คือ โพธิ์ใบ ขนุน ไทร และมะขวิด ที่เราเคยเล่นมาในกาลก่อน วันนี้ เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติที่เราเคยเก็บผลกินมาช้านาน นี่สวน นี่ สระน้ำเย็นใส เราเคยเที่ยวเล่นเคยลงทรงสนานมาแต่กาลก่อน วันนี้ เราทั้งสองจะต้องละสวนและสระนั้นไป บุปผชาติต่างๆ ชนิดบนภู เขาโน้น เราเคยเก็บมาทัดทรงในกาลก่อน วันนี้เราจะต้องละบุปผชาติ เหล่านั้นไป นี่ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว พระบิดาทรงปั้นเพื่อให้ เราทั้งสองเล่น เราเคยเล่นมาในกาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละ ตุ๊กตาเหล่านั้นไป.
|๑๑๗๔.๑| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ อมฺมํ น ปสฺสิสฺสํ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๑๑๗๔.๒| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ ตาตํ น ปสฺสิสฺสํ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๑๑๗๔.๓| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ กณฺหาชินํ อปสฺสนฺตี กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๔| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ กณฺหาชินํ อปสฺสนฺโต กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๕| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รุจฺจติ อสฺสเม กณฺหาชินํ อปสฺสนฺตี กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๖| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รุจฺจติ อสฺสเม กณฺหาชินํ อปสฺสนฺโต กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๗| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ |๑๑๗๔.๘| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ |๑๑๗๔.๙| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๐| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๑| อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๒| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธาเรม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๓| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๔| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ
สองพระกุมารอันชูชกกำลังพาไป ได้กราบทูลสั่งพระบิดาดังนี้ว่า ข้าแต่ พระชนกนาถ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาตรัสบอกพระมารดาว่า ลูก ทั้งสองไม่มีโรค และขอพระองค์จงทรงพระสำราญ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว เหล่านี้ของกระหม่อมฉัน ขอพระองค์โปรดประทานแก่พระเจ้า แม่ ความโศกเศร้าจะพินาศเพราะตุ๊กตาเหล่านั้น และพระมารดาได้ ทอดพระเนตรเห็นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว ของลูกเหล่านั้น จักห้ำหั่นความโศกให้เสื่อมหาย.
|๑๑๗๕.๑| นียมานา กุมารา เต ปิตรํ เอตทพฺรวุํ อมฺมํ อาโรคฺยํ วชฺชาสิ ตฺวญฺจ ตาต สุขี ภว ฯ |๑๑๗๕.๒| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม ตานิ อมฺมาย ทชฺชาสิ โสกนฺเตหิ วิเนสฺสติ ฯ |๑๑๗๕.๓| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม ตานิ อมฺมา อุทิกฺขนฺตี โสกํ ปฏิวิเนสฺสติ ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติยราช ครั้นทรงบำเพ็ญทานแล้ว เสด็จ เข้าบรรณศาลาทรงกรรแสงพิลาปว่า วันนี้ลูกน้อยทั้งสองจะหิวข้าวอยาก น้ำอย่างไรหนอ จะต้องเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น เวลาเย็น บริโภคอาหาร ใครจะให้อาหารแก่ลูกทั้งสองนั้น วันนี้ลูกน้อยทั้งสอง จะหิวข้าวอยากน้ำอย่างไรหนอ จะต้องเดินทางไกลร้องไห้สะอึกสะอื้น เวลาเย็นเป็นเวลาบริโภคอาหาร ลูกทั้งสองเคยอ้อนกะมัทรีผู้มารดาว่า ข้าแต่พระเจ้าแม่ ลูกทั้งสองหิวแล้ว ขอพระเจ้าแม่จงประทานแก่ลูกทั้ง สอง ลูกทั้งสองไม่มีรองเท้า จะเดินทางเท้าเปล่าอย่างไรได้ ลูกทั้งสอง จะเมื่อยล้า มีบาทาฟกบวม ใครจะจูงมือลูกทั้งสองเดินทาง อย่างไรหนอ พราหมณ์นั้นช่างร้ายกาจไม่ละอาย เฆี่ยนตีลูกทั้งสองผู้ไม่ประทุษร้ายต่อ หน้าเรา แม้ตกเป็นทาสีเป็นทาสของเรา หรือคนรับใช้ใครที่มีความ ละอายจักเฆี่ยนตีคนที่ต่ำทรามแม้เช่นนั้นได้ พราหมณ์ช่างด่าช่างตีลูกรัก ทั้งสองของเราผู้มองเห็นอยู่ซึ่งเป็นเหมือนดังปลาติดอยู่ที่ปากลอบปากไซ ฉะนั้น.
|๑๑๗๖.๑| ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทตฺวาน ขตฺติโย ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา กลูนํ ปริเทวยิ ฯ |๑๑๗๖.๒| กนฺวชฺชจฺฉาตา ตสิตา อุปรุจฺเฉนฺติ ทารกา สายํ สํเวสนากาเล โก เน ทสฺสติ โภชนํ ฯ |๑๑๗๖.๓| กนฺวชฺชจฺฉาตา ตสิตา อุปรุจฺเฉนฺติ ทารกา สายํ สํเวสนากาเล อมฺม ฉาตมฺห เทถ โน ฯ |๑๑๗๖.๔| กถนฺนุ ปถํ คจฺฉนฺติ ปตฺติกา อนุปาหนา สนฺตา สูเนหิ ปาเทหิ โก เน หตฺเถ คเหสฺสติ ฯ |๑๑๗๖.๕| กถนฺนุ โส น ลชฺเชยฺย สมฺมุขา ปหรํ มม อทูสกานํ ปุตฺตานํ อลชฺชี วต พฺราหฺมโณ ฯ |๑๑๗๖.๖| โยปิเม ทาสีทาสสฺส อญฺโญ วาปน เปสิโย ตสฺสาปิ สุวิหีนสฺส โก ลชฺชี ปหริสฺสติ ฯ |๑๑๗๖.๗| วาริชสฺเสว เม สโต พนฺธสฺส กุมินามุเข อกฺโกสติ ปหรติ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสโต ฯ
เราจักถือธนูด้วยมือขวา หรือจักเหน็บพระขรรค์ไว้ข้างซ้ายไปนำเอาลูก ทั้งสองของเรามา เพราะลูกทั้งสองถูกเฆี่ยนตีเป็นทุกข์หนัก การที่ลูก น้อยทั้งสองต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์แสนสาหัสไม่ใช่ฐานะ ก็ใครเล่ารู้ ธรรมของสัตบุรุษแล้วให้ทาน ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
|๑๑๗๗.๑| อาทู จาปํ คเหตฺวาน ขคฺคํ พนฺธิย วามโต อานิสฺสามิ สเก ปุตฺเต ปุตฺตานํ หิ วโธ ทุกฺโข ฯ |๑๑๗๗.๒| อฏฺฐานเมตํ ทุกฺขรูปํ ยํ กุมารา วิหญฺญเร สตญฺจ ธมฺมมญฺญาย โก ทตฺวา อนุตปฺปติ ฯ
ได้ยินว่า นรชนบางพวกในโลกนี้ พูดความจริงไว้อย่างนี้ว่า ลูกคนใด ไม่มีมารดาของตน ลูกคนนั้นเป็นเหมือนไม่มีบิดา น้องกัณหามานี่เถิด เราทั้งสองจักตายด้วยกัน เราทั้งสองจะเป็นอยู่ทำไมไม่มีประโยชน์ พระ บิดาผู้เป็นจอมประชานิกร ประทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ ผู้แสวงหา ทรัพย์ เป็นคนร้ายกาจเหลือเกิน แกเฆี่ยนตีเราทั้งสอง เสมือนนาย โคบาลประหารโค ฉะนั้น รุกขชาติเหล่านี้มีต่างๆ พันธุ์ คือ ต้นหว้า ต้นยางทราย กิ่งห้อยย้อย เราเคยเล่นมาแต่กาลก่อน วันนี้เราทั้งสอง จะต้องละรุกขชาติเหล่านั้น ซึ่งเคยเก็บดอกและผลเล่นมาช้านาน รุกข- ชาติที่มีผลต่างๆ ชนิด คือ โพธิ์ใบ ขนุนไทร และขวิด ที่เราเคยเล่น ในกาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติที่เราเคยเก็บผลกินมาช้า- นาน นี่สวน นี่สระน้ำเย็นใส เราเคยเที่ยวเล่นเคยลงสรงสนานมาแต่ กาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละสวนและสระเหล่านั้นไป บุปผชาติ ต่างๆ ชนิด บนภูเขาโน้น เราเคยเก็บมาทัดทรงในกาลก่อน วันนี้เรา จะต้องละบุปผชาติเหล่านั้นไป นี้ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว พระ- บิดาทรงปั้น เพื่อให้เราทั้งสองเล่น เราเคยเล่นในกาลก่อน วันนี้เรา ทั้งสองจะต้องละตุ๊กตาเหล่านั้นไป.
|๑๑๗๘.๑| สจฺจํ กิเรวมาหํสุ นรา เอกจฺจิยา อิธ ยสฺส นตฺถิ สกา มาตา ยถา นตฺถิ ตเถว โส ฯ |๑๑๗๘.๒| เอหิ กเณฺห มริสฺสาม นตฺถตฺโถ ชีวิเตน โน ทินฺนมฺหาปิ ชนินฺเทน พฺราหฺมณสฺส ธเนสิโน อจฺจายิกสฺส ลุทฺทสฺส โย โน คาโวว สุมฺภติ ฯ |๑๑๗๘.๓| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๔| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๕| อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๖| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธาเรม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๗| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๘| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ
พระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลีและกัณหาชินา อันชูชกพราหมณ์นำไป พอหลุดพ้นจากมือพราหมณ์ ต่างก็รีบวิ่งหนีไปในสถานที่นั้นๆ.
นียมานา กุมารา เต พฺราหฺมณสฺส ปมุญฺจิย เตน เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นจับเถาวัลย์ถือไม้เท้า ทุบตีพระกุมารทั้งสองนำไป เมื่อพระเวสสันดร สีพีราชกำลังทอดพระเนตรเห็นอยู่.
ตโต โส รชฺชุมาทาย ทณฺฑญฺจาทาย พฺราหฺมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ
พระกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้ทุบตี ลูกด้วยไม้เท้า ดังว่าทุบตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย ข้าแต่พระบิดา ก็ พราหมณ์นี้คงไม่ใช่พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คงเป็นยักษ์แปลง เพศเป็นพราหมณ์ นำเอาลูกทั้งสองไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร ลูกทั้งสอง ถูกพราหมณ์ปีศาจกำลังนำไป ข้าแต่พระบิดา ช่างกระไรเลย พระองค์ ทรงนิ่งเฉยอยู่ได้.
|๑๑๘๑.๑| ตํ ตํ กณฺหาชินาโวจ อยํ มํ ตาต พฺราหฺมโณ ลฏฺฐิยา ปฏิโกเฏติ ฆเร ชาตํว ทาสิยํ ฯ |๑๑๘๑.๒| น จายํ พฺราหฺมโณ ตาต ธมฺมิกา โหนฺติ พฺราหฺมณา ยกฺโข พฺราหฺมณวณฺเณน ขาทิตุํ ตาต เนติ โน นียมาเน ปิสาเจน กินฺนุ ตาต อุทิกฺขสิ ฯ
เท้าของเราทั้งสองนี้เล็กเป็นทุกข์ ทั้งหนทางก็ไกลยากที่จะเดินไปได้ เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ พราหมณ์เล่าก็เร่งเราทั้งสองให้รีบเดิน ข้าพเจ้าทั้งสอง ขอคร่ำครวญกราบไหว้เทพเจ้าทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขาลำเนาไพร ในสระน้ำ และบ่อน้ำอันมีท่าราบเรียบด้วยเศียรเกล้า ขอเทพเจ้าผู้สถิตอยู่ ณ ป่าหญ้าลดาวัลย์ และต้นไม้ที่เป็นโอสถ บน ภูเขา ที่ป่าไม้ จงช่วยกราบทูลพระชนนีว่า ข้าน้อยทั้งสองนี้ไม่มีโรค พราหมณ์นี้นำเอาข้าทั้งสองไป อนึ่ง ขอท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระเจ้า- แม่มัทรีชนนีของข้าน้อยทั้งสองว่า ถ้าพระแม่เจ้าปรารถนาจะเสด็จ ติดตามมา ก็พึงรีบเสด็จติดตามข้าน้อยทั้งสองมาเร็วพลัน ทางนี้เป็นทาง เดินคนเดียวตัดตรงไปยังอาศรม พระมารดาพึงเสด็จไปตามทางนั้นก็จะ ทันได้เห็นลูกทั้งสองโดยเร็วพลัน โอ้หนอ พระเจ้าแม่ผู้ทรงเพศตาปสินี ทรงนำมูลผลาหารมาจากป่า ได้ทรงเห็นอาศรมอันว่างเปล่า ก็จักทรงมี ทุกข์ พระมารดาเที่ยวแสวงหามูลผลาหารจนล่วงเวลา คงได้มาไม่น้อย คงไม่ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์หยาบช้าร้าย กาจผูกมัดเฆี่ยนตีดังหนึ่งนายโคบาลทุบตีโค ฉะนั้น เออก็วันนี้ลูกทั้งสอง พึงได้เห็นพระมารดาเสด็จกลับมาจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็น พระมารดาพึงประทานผลไม้อันเจือด้วยน้ำผึ้งแก่พราหมณ์ ในกาลนั้น พราหมณ์นี้หิวกระหาย ไม่พึงเร่งให้เราทั้งสองเดินนัก เท้าทั้งสองของเรา ฟกบวมหนอ พราหมณ์ก็เร่งให้เรารีบเดิน พระกุมารทั้งสองทรงรักใคร่ ในพระมารดา ทรงกรรแสงพิลาปอยู่ ณ ที่นั้น ด้วยประการดังนี้. (นี้) ชื่อทารกบรรพ.
|๑๑๘๒.๑| อิเม โน ปาทุกา ทุกฺขา ทีโฆ จทฺธา สุทุคฺคโม นีเจ โวลมฺพเก สุริเย พฺราหฺมโณว ตเรติ โน ฯ |๑๑๘๒.๒| โอกนฺทามฺหเส ภูตานิ ปพฺพตานิ วนานิ จ สรสฺส สิรสา วนฺทาม สุปติตฺเถ จ อาปเก ฯ |๑๑๘๒.๓| ติณลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ อมฺมํ อาโรคฺยํ วชฺชาถ อยํ โน เนติ พฺราหฺมโณ ฯ |๑๑๘๒.๔| วชฺชนฺตุ โภนฺโต อมฺมญฺจ มทฺทึ อสฺมาก มาตรํ สเจ อนุปฺปติตุกามา ขิปฺปํ อนุปฺปเตยฺย โน ฯ |๑๑๘๒.๕| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ ตเมวานุปฺปเตยฺยาสิ อปิ ปสฺเสสิ โน ลหุํ ฯ |๑๑๘๒.๖| อโห วต เร ชฏินี วนมูลผลหาริยา สุญฺญํ ทิสฺวาน อสฺสมํ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๘๒.๗| อติเวลํ นุ อมฺมาย อุญฺฉาลทฺธํ อนปฺปกํ ยา โน พนฺเธ น ชานาติ พฺราหฺมเณน ธเนสินา ฯ |๑๑๘๒.๘| อจฺจายิเกน ลุทฺเทน โย โน คาโวว สุมฺภติ อปชฺช อมฺมํ ปสฺเสมุ สายํ อุญฺฉาโต อาคตํ ฯ |๑๑๘๒.๙| ทชฺชา อมฺมา พฺราหฺมณสฺส ผลํ ขุทฺเทน มิสฺสิตํ ตทายํ อสิโต ฉาโต น พาฬฺหํ ตรเยยฺย โน ฯ |๑๑๘๒.๑๐| สูนา จ วต โน ปาทา พาฬฺหํ ตาเรติ พฺราหฺมโณ อิติ ตตฺถ วิลปึสุ กุมารา มาตุคิทฺธิโน ฯ ทารกปพฺพํ นาม ฯ
เทวดาเหล่านั้นได้ฟังสองพระกุมารทรงพิลาปร่ำรำพันแล้ว จึงได้กล่าวกะ เทพบุตรทั้ง ๓ ว่า ท่านทั้ง ๓ จงแปลงเพศเป็นสัตว์ดุร้ายในป่า คือ เป็นราชสีห์ ๑ เสือโคร่ง ๑ เสือเหลือง ๑ อย่าให้พระราชบุตรีเสด็จ กลับจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็นได้ ท่านทั้งหลายอย่าให้สัตว์ ร้ายในป่าอันเป็นแว่นแคว้นของพวกเรา เบียดเบียนพระราชบุตรีได้ ถ้า ราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลือง พึงเบียดเบียนพระนาง ผู้ทรง ศุภลักษณ์ พระชาลีกุมารก็ไม่พึงมี พระกัณหาชินากุมารีจะพึงมีแต่ที่ไหน พระนางผู้สมบูรณ์ด้วยลักขณาจะพึงเสื่อมเสียโดยส่วนทั้งสอง คือ พระ ภัศดาและพระลูกรัก เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงกระทำอารักขาให้ดี.
|๑๑๘๓.๑| เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ตโย วาฬา วเน มิคา สีโห พฺยคฺโฆ จ ทีปิ จ อิทํ วจนมพฺรวุํ ฯ |๑๑๘๓.๒| มา เหว โน ราชปุตฺตี สายํ อุญฺฉาโต อาคมา มา เหวมฺหาก นิพฺโภเค เหฐยิตฺถ วเน มิคา ฯ |๑๑๘๓.๓| สีโห จ นํ วิเหเฐยฺย พฺยคฺโฆ ทีปิ จ ลกฺขณํ เนว ชาลิกุมารสฺส กุโต กณฺหาชินา สิยา อุภเยเนว ชิยฺเยถ ปติปุตฺเต จ ลกฺขณา ฯ
เสียมของเราหล่นลงแล้ว และตาเบื้องขวาของเราก็เขม่นอยู่ริกๆ ต้นไม้ ทั้งหลายที่เคยมีผล ก็กลายเป็นไม่มีผล ทิศทั้งปวงก็ทำให้เราฟั่นเฟือน ลุ่มหลง เมื่อเรากลับบ่ายหน้ามาสู่อาศรมในเวลาเย็น เมื่อพระอาทิตย์จะ อัศดงคต ๓ สัตว์ร้ายก็ปรากฏยืนขวางทาง พระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ และอาศรมก็ยังอยู่ไกลหนอ ก็มูลผลาผลอันใดที่เราจักนำไปแต่ป่านี้ พระเวสสันดรและลูกน้อยทั้งสองพึงเสวยมูลผลาผลนั้น โภชนะอื่นไม่มี พระจอมกษัตริย์นั้นจักประทับอยู่ในบรรณศาลาพระองค์เดียว คงทรง ปลอบประโลมให้ลูกน้อยทั้งสองผู้กระหายหิวให้ยินดี คอยทอดพระเนตร ดูเราผู้ยังไม่มาถึงเป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ ใน เวลาเย็นอันเป็นเวลาดื่มนม จักคอยดื่มน้ำนม ดังลูกเนื้อที่กำลังดื่มนม ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ ในเวลาเย็น อันเป็นเวลาดื่มน้ำ ก็จักคอยดื่มน้ำ ดังลูกเนื้อที่กำลังกระหายน้ำ ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ คงจะยืนคอยต้อนรับ เรา เหมือนหนึ่งลูกโคอ่อนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูก น้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คงจะยืนคอยต้อนรับเราเสมือนหนึ่งหงส์ซึ่ง ตกอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น เป็นแน่ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คง จะคอยต้อนรับเราอยู่ในที่ใกล้ๆ อาศรม หนทางที่จะไปก็มีอยู่ทางเดียว ทั้งเป็นทางเดินไปได้คนเดียว โดยข้างหนึ่งมีสระ อีกข้างหนึ่งมีบึง เรา ไม่เห็นทางอื่นซึ่งเป็นทางไปยังอาศรมได้ ข้าแต่พระยามฤคราชผู้มีกำลัง มากในป่าใหญ่ ดิฉันขอนอบน้อมต่อท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็น พี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันขออ้อนวอน ขอท่านทั้งหลายจงให้ หนทางแก่ดิฉันเถิด ดิฉันเป็นภรรยาของพระราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกขับไล่ จากสีพีรัฐ ดิฉันมิได้ดูหมิ่นพระราชสวามีพระองค์นั้นเลย เหมือนดัง นางสีดาคอยอนุวัตรตามพระรามราชสวามี ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายจง หลีกทางให้ดิฉัน แล้วกลับไปพบลูกน้อยของท่านในเวลาออกหาอาหาร ในเวลาเย็น ส่วนดิฉันก็จะพึงได้กลับไปพบเห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา อนึ่ง มูลมันผลไม้นี้ก็มีอยู่มาก และที่เป็น ภักษาก็มีไม่น้อย ดิฉันขอแบ่งให้ท่านทั้งหลายกึ่งหนึ่ง ดิฉันอ้อนวอน แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด พระมารดาของเราทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี และพระบิดาของเราทั้งหลายก็เป็นพระราชบุตร ท่าน ทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นพี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอ ท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉันเถิด.
|๑๑๘๔.๑| ขณิตฺติกํ เม ปติตํ ทกฺขิณกฺขิ จ ผนฺทติ อผลา ผลิโน รุกฺขา สพฺพา มุยฺหนฺติ เม ทิสา ฯ |๑๑๘๔.๒| ตสฺสา สายณฺหกาลมฺหิ อสฺสมาคมนํ ปติ อตฺถงฺคตมฺหิ สุริเย วาฬา ปนฺเถ อุปฏฺฐหุํ ฯ |๑๑๘๔.๓| นีเจ โวลมฺพเก สุริเย ทูเร จ วต อสฺสโม ยญฺจ เนสํ อิโต หิสฺสํ ตนฺเต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ |๑๑๘๔.๔| โส นูน ขตฺติโย เอโก ปณฺณสาลาย อจฺฉติ โตเสนฺโต ทารเก ฉาเต มมํ ทิสฺวา อนายตึ ฯ |๑๑๘๔.๕| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา สายํ สํเวสนากาเล ขีรปีตาว อจฺฉเร ฯ |๑๑๘๔.๖| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา สายํ สํเวสนากาเล วาริปีตาว อจฺฉเร ฯ |๑๑๘๔.๗| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ วจฺฉา พาลาว มาตรํ ฯ |๑๑๘๔.๘| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ หํสาวุปริปลฺลเล ฯ |๑๑๘๔.๙| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ อสฺสมสฺสาวิทูรโต ฯ |๑๑๘๔.๑๐| เอกายโน เอกปโถ สรา โสพฺภา จ ปสฺสโต อญฺญํ มคฺคํ น ปสฺสามิ เยน คจฺเฉยฺย อสฺสมํ ฯ |๑๑๘๔.๑๑| มิคา นมตฺถุ ราชาโน กานนสฺมึ มหพฺพลา ธมฺเมน ภาตโร โหถ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ |๑๑๘๔.๑๒| อวรุทฺธสฺสาหํ ภริยา ราชปุตฺตสฺส สิรีมโต ตญฺจาหํ นาติมญฺญามิ รามํ สีตาวนุพฺพตา ฯ |๑๑๘๔.๑๓| ตุเมฺห จ ปุตฺเต ปสฺเสถ สายํ สํเวสนํ ปติ อหญฺจ ปุตฺเต ปสฺเสยฺยํ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๔.๑๔| พหุญฺจิทํ มูลผลํ ภกฺโข จายํ อนปฺปโก ตโต อุปฑฺฒํ ทสฺสามิ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ |๑๑๘๔.๑๕| ราชปุตฺตี จ โน มาตา ราชปุตฺโต จ โน ปิตา ธมฺเมน ภาตโร โหถ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ
เทพเจ้าทั้งหลายผู้แปลงกายเป็นพาลมฤค ได้ฟังพระวาจาอันไพเราะ น่า กรุณาเป็นอันมาก ของพระนางผู้รำพันวิงวอนอยู่ ได้พากันหลีกจากทาง ไป.
ตสฺสา ลาลปฺปมานาย พหุํ การุญฺญสญฺหิตํ สุตฺวา เนลปตึ วาจํ วาฬา ปนฺถา อปกฺกมุํ ฯ
พระลูกน้อยทั้งสองพระขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ ที่ตรงนี้ ดังหนึ่งลูกโคอ่อนยืนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น พระลูกน้อยทั้ง สองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ตรงนี้ เหมือนดัง หงส์ติดอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ใกล้ๆ อาศรมที่ตรงนี้ พระลูกน้อยทั้งสองเคย ร่าเริงหรรษาวิ่งมาต้อนรับแม่ ราวกับจะทำให้หทัยของแม่หวั่นไหว เหมือนลูกเนื้อเห็นแม่แล้วยกหูชูคอวิ่งเข้าไปหาแม่ร่าเริงหรรษาวิ่งไปมา รอบๆ ฉะนั้น วันนี้แม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่ กัณหาชินานั้นเหมือนอย่างเคย แม่ละลูกน้อยทั้งสองไว้ออกไปหาผลไม้ ดังแม่แพะและแม่เนื้อละลูกน้อยๆ ไปหากิน ดังปักษีละทิ้งลูกน้อยไป จากรัง หรือดังนางราชสีห์ผู้ต้องการอาหาร ละลูกน้อยไว้ออกไปหากิน ฉะนั้น วันนี้แม่ไม่เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหา- ชินาเหมือนอย่างเคย นี้เป็นรอยเท้าวิ่งไปมาของพระลูกน้อยทั้งสอง ดุจ รอยเท้าของช้างทั้งหลายที่เชิงเขา นี่กองทรายที่ลูกน้อยทั้งสองขนมากอง เล่น เรี่ยรายอยู่ ณ ที่ใกล้ๆ อาศรม วันนี้แม่ไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย พระลูกน้อยทั้งสองเคย ขะมุกขะมอมด้วยทรายและฝุ่นวิ่งเข้ามาล้อมแม่อยู่รอบข้าง วันนี้แม่มิได้ เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้น เมื่อก่อนพระลูกน้อยทั้งสองเคยต้อนรับแม่ ผู้กลับมาจากป่าแต่ไกล วันนี้แม่ไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่ กัณหาชินาเหมือนอย่างเคยวันก่อนๆ พระลูกน้อยทั้งสองคอยแลดูแม่ อยู่แต่ไกล เหมือนลูกแพะหรือลูกเนื้อทรายคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น วันนี้ แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้นเลย เออก็นี่ผลมะตูมสุกสีดังทอง เป็นเครื่องเล่นของลูกน้อยทั้งสอง (ไฉน) จึงมาตกกลิ้งอยู่ที่นี่ วันนี้แม่ มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย ก็ถันทั้งสองของแม่นี้เต็มไปด้วยน้ำนม และอุระประเทศของแม่ดังหนึ่ง ว่าจะแตกทำลาย วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือพ่อชาลี แม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย ใครเล่าจะค้นชายพกแม่ ใครเล่าจะ เหนี่ยวถันทั้งสองของแม่ วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย เวลาเย็นพระลูกน้อยทั้งสอง ขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยวิ่งเข้ามาเกาะที่ชายพกแม่ วันนี้แม่ไม่ได้เห็น พระลูกน้อยทั้งสอง เมื่อก่อนอาศรมนี้ปรากฏแก่เราดังว่ามีมหรสพ วันนี้ เมื่อแม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้น อาศรมเหมือนดังจะหมุนเวียน นี่อย่างไรอาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ ส่งเสียงร้อง ลูกน้อยทั้งสองของแม่ จักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่ อย่างไรอาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่ง เสียงร้อง พระลูกน้อยทั้งสองของแม่ จักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้.
|๑๑๘๖.๑| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ วจฺฉา พาลาว มาตรํ ฯ |๑๑๘๖.๒| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ หํสาวุปริปลฺลเล ฯ |๑๑๘๖.๓| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ อสฺสมสฺสาวิทูรโต ฯ |๑๑๘๖.๔| เต มิคา วิย อุกฺกณฺณา สมนฺตามภิธาวิโน อานนฺทิโน ปมุทิตา วคฺคมานาว กมฺปเร ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๕| ฉคิลีว มิคี ฉาปํ ปกฺขี มุตฺตาว ปญฺชรา โอหาย ปุตฺเต นิกฺขมฺม สีหีวามิสคิทฺธินี ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๖| อิทํ เนสํ ปรกฺกนฺตํ นาคานมิว ปพฺพเต จิตกา ปริกิณฺณาโย อสฺสมสฺสาวิทูรโต ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๗| วาลุกายปิ โอกิณฺณา ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา สมนฺตามภิธาวนฺติ น เต ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๘| เย มํ ปุเร ปจฺจุเทนฺติ อรญฺญา ทูรมายตึ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๙| ฉคิลีว มิคี ฉาปา ปจฺจุคฺคนฺตฺวาน มาตรํ ทูเร มํ ปฏิวิโลเกนฺติ เต น ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๑๐| อิทญฺจ เนสํ กีฬนํ ปติตํ ปณฺฑุเวลุวํ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๑| ถนา จ มยฺห เม ปูรา อุโร จ สมฺปทาลติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๒| อุจฺจงฺเก เม โก วิจินติ ถนา เมกาว ลมฺพติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๓| ยสฺสา สายณฺหสมยํ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา อุจฺจงฺเก เม วิวตฺตนฺติ เต น ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๑๔| อยํ โส อสฺสโม ปุพฺเพ สมชฺโช ปฏิภาติ มํ ตฺยชฺช ปุตฺเต อปสฺสนฺตฺยา ภมเต วิย อสฺสโม ฯ |๑๑๘๖.๑๕| กิมิทํ อปฺปสทฺโทว อสฺสโม ปฏิภาติ มํ กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๖.๑๖| กิมิทํ อปฺปสทฺโทว อสฺสโม ปฏิภาติ มํ สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ
นี่อย่างไรฝ่าพระบาทจึงทรงนิ่งอยู่ เออก็ใจของหม่อมฉันเหมือนดังฝัน เห็นสุบินในเวลาราตรี แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกน้อยทั้ง สองของหม่อมฉันคงจักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่อย่างไรฝ่าบาทจึงทรง นิ่งอยู่ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉัน คงจักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ ข้าแต่พระลูกเจ้า เหล่าเนื้อร้ายในป่าหรือ ในทุ่งกว้าง มาเคี้ยวกินพระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันเสียแล้วหรือ ไฉน หรือว่าใครมานำเอาพระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันไป หรือ ฝ่าพระบาททรงส่งพระลูกน้อยทั้งสองซึ่งกำลังช่างพูดจาน่ารักใคร่ไปเป็น ทูต หรือว่าเข้าไปหลับอยู่ในบรรณศาลา หรือพระลูกน้อยทั้งสองของ เรานั้นเที่ยวเล่นคะนองออกไปในภายนอก เส้นพระเกศาพระหัตถ์และ พระบาทซึ่งมีลายตาข่ายของพระลูกน้อยทั้งสองนั้น มิได้ปรากฏเลย หรือ ว่านกทั้งหลายมาโฉบเฉี่ยวเอาไป หรือว่าใครนำเอาพระลูกน้อยทั้งสอง ของหม่อมฉันไป.
|๑๑๘๗.๑| กิมิทํ ตุณฺหีภูโตสิ อปิ รตฺเตว เม มโน กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๒| กิมิทํ ตุณฺหีภูโตสิ อปิ รตฺเตว เม มโน สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๓| กจฺจิ นุ เม อยฺยปุตฺต มิคา ขาทึสุ ทารเก อรญฺเญ อีริเณ วิวเน เกน นีตา เม ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๔| อาทู เต ปหิตา ทูตา อาทู สุตฺตา ปิยํวทา อาทู พหิ โน นิกฺขนฺตา ขิฑฺฑาสุ ปสุตา นุ เต ฯ |๑๑๘๗.๕| เนวาสํ เกสา ทิสฺสนฺติ หตฺถปาทา จ ชาลิโน สกุณานญฺจ โอปาโต เกน นีตา เม ทารกา ฯ
ความทุกข์ที่หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ ชาลีและกัณหา- ชินาในวันนี้นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าการถูกขับไล่จากแว่นแคว้น เปรียบ เหมือนแผลที่ถูกแทงด้วยลูกศร ฉะนั้น ก็การที่หม่อมฉันมิได้เห็นพระ- ลูกน้อยทั้งสอง ทั้งฝ่าพระบาทก็มิได้ตรัสกับหม่อมฉันนี้ เป็นลูกศร เสียบแทงหฤทัยของหม่อมฉันซ้ำสอง หฤทัยของหม่อมฉันหวั่นไหว ข้าแต่พระราชบุตร ถ้าคืนวันนี้ฝ่าพระบาทมิได้ตรัสกับหม่อมฉัน พรุ่งนี้ เช้าฝ่าพระบาทก็น่าจะได้ทอดพระเนตรหม่อมฉัน ผู้ปราศจากชีวิตตาย เสียเป็นแน่.
|๑๑๘๘.๑| อิทํ ตโต ทุกฺขตรํ สลฺลวิทฺโธ ยถา วโณ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๘.๒| อิทํปิ ทุติยํ สลฺลํ กมฺเปติ หทยํ มม ยญฺจ ปุตฺเต น ปสฺสามิ ตฺวญฺจ มํ นาภิภาสสิ ฯ |๑๑๘๘.๓| อชฺช เจ เม อิมํ รตฺตึ ราชปุตฺต น สํสสิ มญฺเญ โอกฺกนฺตสนฺตํ มํ ปาโต ทกฺขสิ โน มตํ ฯ
เจ้ามัทรีมีรูปงามอุดม เป็นราชบุตรีผู้มียศ ไปแสวงหามูลผลาหารตั้งแต่ เช้า ไฉนหนอ จึงกลับมาจนเวลาเย็น.
นนุ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี ปาโต คตาสิ อุญฺฉาย กิมิทํ สายมาคตา ฯ
ฝ่าพระบาทได้ทรงสดับมิใช่หรือ ซึ่งเสียงบันลือแห่งราชสีห์ และเสือ โคร่ง ทั้งเสียงสัตว์จตุบาทและฝูงนก ส่งเสียงคำรามร้องสนั่นเป็นอัน เดียวกัน ต่างก็มุ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำยังสระนี้ บุพพนิมิตได้เกิดมีแก่ หม่อมฉันผู้กำลังเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เสียมพลัดตกจากมือของหม่อมฉัน และกระเช้าที่หาบอยู่ก็พลัดตกจากบ่า ทีนั้นหม่อมฉันก็หวาดกลัวเป็น กำลัง จึงกระทำอัญชลีนอบน้อมทิศทั่วทุกแห่ง ขอความสวัสดีพึงมีแต่ ที่นี้ ขอพระลูกเจ้าของเราทั้งหลาย อย่าได้ถูกราชสีห์หรือเสือเหลือง เบียดเบียนเลย หมี สุนัขป่า หรือเสือดาว อย่ามากล้ำกรายพระลูกน้อย ทั้งสองของข้าเลย ๓ สัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือ เหลืองยืนขวางทางหม่อมฉันเสีย เหตุนั้น หม่อมฉันจึงกลับมาจนพลบค่ำ.
|๑๑๙๐.๑| นนุ ตฺวํ สทฺทมสฺโสสิ เย สรํ ปาตุมาคตา สีหสฺส วินทนฺตสฺส พฺยคฺฆสฺส จ นิกูชิตํ ฯ |๑๑๙๐.๒| อหุ ปุพฺพนิมิตฺตํ เม วิจรนฺตฺยา พฺรหาวเน ขณิตฺโต เม หตฺถา ปติโต อุคฺคีวญฺจาปิ อํสโต ฯ |๑๑๙๐.๓| ตทาหํ พฺยตฺถิตา ภีตา ปุถุํ กตฺวาน อญฺชลึ สพฺพา ทิสา นมสฺสิสฺสํ อปิ โสตฺถิ อิโต สิยา ฯ |๑๑๙๐.๔| มา เหว โน ราชปุตฺโต หโต สีเหน ทีปินา ทารกา วา ปรามฏฺฐา อจฺฉโกกตรจฺฉิภิ ฯ |๑๑๙๐.๕| สีโห พฺยคฺโฆ จ ทีปิ จ ตโย วาฬา วเน มิคา เต มํ ปริยาวรุํ มคฺคํ เตน สายมฺหิ อาคตา ฯ
ตัวเราเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นปฏิบัติพระสวามีบำรุงพระลูกน้อยทั้งสอง ทุกวันคืน ดังอันเตวาสิกปฏิบัติอาจารย์ ฉะนั้น ตัวเรามุ่นชฎาเป็น พรหมจาริณี นุ่งห่มหนังอชินะ เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่าทุกวันคืน เพราะความรักพระลูกทั้งสองเทียวนะพระลูก นี่ขมิ้นสีดังทอง ที่แม่หา มาบดไว้สำหรับใช้เพื่อเจ้าทั้งสองอาบน้ำ นี่ผลมะตูมสุกสีเหลือง แม่หา มาให้เพื่อลูกทั้งสองเล่น อนึ่ง แม่ได้สรรหาผลไม้สุกอื่นๆ ที่น่าพอใจ มาเพื่อให้ลูกทั้งสองเล่น นี้เป็นของเล่นของลูกรักทั้งสอง ข้าแต่พระ- จอมกษัตริย์ นี่เหง้าบัวพร้อมทั้งฝักและหน่อแห่งอุบลและกระจับอัน คลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้ง เชิญพระองค์ทรงเสวยพร้อมพระโอรสพระธิดาเถิด ขอพระองค์ทรงโปรดประทานดอกปทุมแก่พ่อชาลี ส่วนดอกโกมุทขอ ได้โปรดประทานแก่กัณหากุมารี พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมาร ประดับประดาด้วยดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ ขอได้โปรดตรัสเรียกสองพระราช- บุตรมาเถิด แม่กัณหาชินาจะได้มานี่ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอ พระองค์ทรงสดับพระสุรเสียงอันไพเราะอ่อนหวานของแม่กัณหาชินา ขณะเข้าสู่อาศรม เราทั้งสองถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น เป็นผู้มีสุขและ ทุกข์เสมอกัน เออก็พระองค์ได้ทรงเห็นพระราชบุตรทั้งสอง คือ พ่อ ชาลีแม่กัณหาชินาบ้างหรือ ชะรอยว่าหม่อมฉันได้สาปแช่ง สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล เป็นพหูสูต ในโลก วันนี้หม่อมฉันจึงไม่ ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
|๑๑๙๑.๑| อหํ ปติญฺจ ปุตฺเต จ อาจริยมิว มาณโว อนุฏฺฐิตา ทิวารตฺตึ ชฏินี พฺรหฺมจารินี ฯ |๑๑๙๑.๒| อชินานิ ปริทหิตฺวา วนมูลผลหาริยา วิจรามิ ทิวารตฺตึ ตุมฺหํ กามา หิ ปุตฺตกา ฯ |๑๑๙๑.๓| อิทํ สุวณฺณหาลิทฺทํ อาภตํ ปณฺฑุเวลุวํ รุกฺขปกฺกานิ จาหาสึ อิเม โว ปุตฺตกีฬนา ฯ |๑๑๙๑.๔| อิทํ มูฬาลิวตฺตกํ สาลุกํ ชิญฺชโรทกํ ภุญฺช ขุทฺเทน สํยุตฺตํ สห ปุตฺเตหิ ขตฺติย ฯ |๑๑๙๑.๕| ปทุมํ ชาลิโน เทหิ กุมุทํ ปน กุมาริยา มาลิเน ปสฺส นจฺจนฺเต สิวิปุตฺตานิ อวฺหย ฯ |๑๑๙๑.๖| ตโต กณฺหาชินา ยาติ นิสาเมหิ รเถสภ มญฺชุสฺสราย วคฺคุยา อสฺสมํ อุปคจฺฉนฺติยา ฯ |๑๑๙๑.๗| สมานสุขทุกฺขมฺหา รฏฺฐา ปพฺพาชิตา อุโภ อปิ สิวิปุตฺเต ปสฺเสสิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๙๑.๘| สมเณ พฺราหฺมเณ นูน พฺรหฺมจริยปรายเน อหํ โลเก อภิสสึ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ
หมู่นี้นี่ก็ต้นหว้า นี่ต้นยางทรายที่ทอดกิ่งค้อมลงมา เป็นรุกขชาติต่างๆ พันธุ์ ที่สองพระกุมารเคยวิ่งเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่นี้ นี่ก็โพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร ต้นมะขวิด เป็นไม้มีผลนานาชนิดที่ พระกุมารทั้งสองเคยมาวิ่งเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่ไม้ เหล่านี้ตั้งอยู่ดุจอุทยาน นี่ก็เป็นแม่น้ำเย็นซึ่งสองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติที่ทรงดอกต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยทัดทรงเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติ ที่ทรงผลต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยมาเสวย แม่มิได้ เห็นสองพระกุมารนั้น เหล่านี้เป็นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่ พระกุมารทั้งสองเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น.
|๑๑๙๒.๑| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๒| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๓| อิเม ติฏฺฐนฺติ อาราเม อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๔| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธารึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๕| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๖| อิเม เต หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
เหล่านี้เป็นตุ๊กตาเนื้อทรายทองตัวเล็กๆ ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า ตุ๊กตาชะมด เป็นอันมากที่พระกุมารทั้งสองเคยเล่น แม่มิได้เห็นพระ- กุมารทั้งสองนั้น เหล่านี้ตุ๊กตาหงส์ เหล่านี้ตุ๊กตานกกระเรียน ตุ๊กตา นกยูงมีแววหางงามวิจิตร ที่สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระ- กุมารทั้งสองเลย.
|๑๑๙๓.๑| อิเม สามา สโสลูกา พหุกา กทลีมิคา เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๓.๒| อิเม หํสา จ โกญฺจา จ มยุรา จิตฺรเปขุณา เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
พุ่มไม้เหล่านี้มีดอกบานทุกฤดูกาล ที่สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้ เห็นพระกุมารทั้งสองนั้น สระโบกขรณีนี้น่ารื่นรมย์ เพรียกไปด้วย เสียงนกจากพรากมาคูขัน ดาดาษไปด้วยมณฑา ปทุมและอุบล ที่สอง พระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระกุมารทั้งสองนั้น.
|๑๑๙๔.๑| อิมา ตา วนคุมฺพาโย ปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๔.๒| อิมา ตา โปกฺขรณี รมฺมา จกฺกวากูปกูชิตา มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
ฟืนฝ่าพระบาทก็มิได้หัก น้ำก็มิได้ตัก แม้ไฟก็มิได้ติด เพราะเหตุไร หนอ พระองค์จึงทรงหงอยเหงาซบเซาอยู่ ที่รักกับที่รักประชุมพร้อมกัน อยู่ย่อมหายความทุกข์ร้อน แต่วันนี้หม่อมฉันมิได้เห็นพระกุมารทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
|๑๑๙๕.๑| น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ อคฺคิปิ เต น หาปิโต กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ |๑๑๙๕.๒| ปิโย ปิเยน สงฺคมฺม สโมหํ พฺยปหญฺญติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตาย เสียแล้ว แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉัน ตายเสียแล้วเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็น พระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่า พระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม้ฝูงนกก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อย ทั้งสองของหม่อมฉันตายเสียแล้วเป็นแน่.
|๑๑๙๖.๑| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๖.๒| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ
พระนางมัทรีทรงปริเทวนา พลางเที่ยววิ่งค้นหาตลอดซอกบรรพตและ ป่าชัฏ ในบริเวณเขาวงกตนั้น แล้วเสด็จกลับมายังพระอาศรม ทรง กรรแสงอยู่ในสำนักของพระราชสวามี ทูลคร่ำครวญว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอา พระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม้ ฝูงกาป่าก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันตายเสียแล้ว เป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้ง สองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสอง นั้นตายเสียแล้ว แม้ฝูงนกก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของ หม่อมฉันตายเสียแล้วเป็นแน่ พระนางมัทรีผู้ทรงพระรูปพระโฉมอัน อุดม เป็นพระราชบุตรีผู้มียศเที่ยวไปที่โคนต้นไม้ ที่บริเวณภูเขา และ ในถ้ำมิได้ทรงพบเห็นสองพระกุมาร จึงทรงประคองพระพาหากรรแสง ร่ำไห้คร่ำครวญ ล้มสลบลงที่พื้นพสุธา ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระเวสสันดร นั้นแล.
|๑๑๙๗.๑| สา ตตฺถ ปริเทวิตฺวา ปพฺพตานิ วนานิ จ ปุนเทวสฺสมํ คนฺตฺวา สามิกสฺสนฺติ โรทติ ฯ |๑๑๙๗.๒| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๗.๓| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๗.๔| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา วิจรนฺตี รุกฺขมูเลสุ ปพฺพเตสุ คุหาสุ จ ฯ |๑๑๙๗.๕| อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี พาหา ปคฺคยฺห กนฺทิตฺวา ตตฺเถว ปติตา ฉมา ฯ
พระเวสสันดรราชฤาษี ทรงวักน้ำประพรมพระนางมัทรีราชบุตรี ผู้ล้มสลบ ลง ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระองค์นั้น ครั้นทรงทราบว่า พระนางฟื้น พระองค์ดีแล้ว จึงได้ตรัสบอกเนื้อความนี้ กะพระนางในภายหลังว่า ดูกรมัทรีฉันไม่ปรารถนาจะแจ้งความทุกข์แก่เธอแต่แรกก่อน พราหมณ์ แก่เป็นยาจกผู้ยากจนมาสู่ที่อยู่ของฉัน ฉันได้ให้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์ นั้นไป ดูกรมัทรี เธออย่ากลัวเลย จงดีใจเถิด ดูกรมัทรี เธอจงดู ฉันเถิด จงอย่าดูลูกทั้งสองเลย อย่ากรรแสงไห้ไปนักเลย เราเป็นผู้ ไม่มีโรค ยังมีชีวิตอยู่ คงจักได้พบเห็นลูกทั้งสองที่พราหมณ์นำไปเป็น แน่แท้ สัปบุรุษเห็นยาจกมาถึงแล้วพึงให้บุตร ปศุสัตว์ ธัญชาติ และทรัพย์อย่างอื่นในเรือนเป็นทานได้ ดูกรมัทรี ขอเธอจงอนุโมทนา ปุตตทานอันสูงสุดของเรา.
|๑๑๙๘.๑| ตมชฺฌปตฺตํ ราชปุตฺตึ อุทเกนาภิสิญฺจถ อสฺสตฺถํ นํ วิทิตฺวาน อถ นํ เอตทพฺรวิ ฯ |๑๑๙๘.๒| อาทิเยเนว เต มทฺทิ ทุกฺขํ นกฺขาตุมิจฺฉิสํ ทลิทฺโท ยาจโก วุฑฺโฒ พฺราหฺมโณ ฆรมาคโต ฯ |๑๑๙๘.๓| ตสฺส ทินฺนา มยา ปุตฺตา มทฺทิ มา ภายิ อสฺสส มํ ปสฺส มทฺทิ มา ปุตฺเต มา พาฬฺหํ ปริเทวยิ ลจฺฉาม ปุตฺเต ชีวนฺตา อโรคา จ ภวามเส ฯ |๑๑๙๘.๔| ปุตฺเต ปสุญฺจ ธญฺญญฺจ ยญฺจ อญฺญํ ฆเร ธนํ ทชฺชา สปฺปุริโส ทานํ ทิสฺวา ยาจกมาคเต อนุโมทาหิ เม มทฺทิ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันขออนุโมทนาปุตตทานอันอุดมของ ฝ่าพระบาท ฝ่าพระบาททรงพระราชทานปุตตทาน อันอุดมแล้ว จงยัง พระหฤทัยให้เลื่อมใส ขอจงทรงบำเพ็ญทานยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชุมชนในหมู่มนุษย์ ซึ่งมักเป็นคนตระหนี่ เหนียว ฝ่าพระบาทพระองค์เดียวผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ทรงบำเพ็ญ ปิยปุตตทานแก่พราหมณ์แล้ว.
|๑๑๙๙.๑| อนุโมทามิ เต เทว ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ทตฺวา จิตฺตํ ปสาเทหิ ภิยฺโย ทานํ ทโท ภว ฯ |๑๑๙๙.๒| โย ตฺวํ มจฺเฉรภูเตสุ มนุสฺเสสุ ชนาธิป พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
ปฐพีก็บันลือลั่นเสียงสนั่นบันลือไปถึงไตรทิพย์สายฟ้าแลบอยู่แปลบ ปลาบโดยรอบ เสียงสะท้านปรากฏ ดังหนึ่งว่าเสียงภูเขาถล่มทลาย.
นินฺนาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวงฺคโต สมนฺตา วิชฺชุตา อาคู คิรีนํว ปฏิสฺสุตา ฯ
เทพเจ้าสองหมู่ ผู้สิงสถิตอยู่ที่นารทบรรพต ถวายอนุโมทนาแก่ พระหน่อทศพลเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหมทั้งท้าวเวสสวัณ- มหาราช และเทพเจ้าชาวดาวดึงส์สวรรค์ พร้อมด้วยพระอินทร์ทุก ถ้วนหน้า ย่อมถวายอนุโมทนาพระนางเจ้ามัทรีผู้ทรงพระรูปพระโฉมอัน อุดม เป็นพระราชบุตรีผู้มียศทรงถวายอนุโมทนาปุตตทาน อันอุดมของ พระเวสสันดร ของพระเวสสันดรราชฤาษี ด้วยประการฉะนี้แล. (นี้) ชื่อมัทรีบรรพ
|๑๒๐๑.๑| ตสฺส เต อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา อินฺโท จ พฺรหฺมา จ ปชาปตี จ โสโม ยโม เวสฺสวโณ จ ราชา สพฺเพ เทวานุโมทนฺติ ตาวตึสา สอินฺทกา ฯ |๑๒๐๑.๒| อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เวสฺสนฺตรสฺส อนุโมทิ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ มทฺทีปพฺพํ นาม ฯ
ลำดับนั้น เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เวลาเช้าท้าว สักกเทวราชทรงแปลงเพศเป็นอย่างพราหมณ์ ได้ปรากฏแก่สองกษัตริย์ นั้น.
ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สกฺโก พฺราหฺมณวณฺเณน ปาโต เนสํ อทิสฺสถ ฯ
พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธหรือหนอ พระคุณเจ้าทรงพระสำราญดีหรือ ทั้งมูลมันผลไม้มีมากหรือ เหลือบยุงและสัตว์เสือกคลานมีน้อยแล หรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤคไม่มีมาเบียดเบียนแลหรือ.
|๑๒๐๓.๑| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๐๓.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน อนึ่งเราทั้งหลาย เป็นสุขสำราญดี เราเยียวยาอัตภาพด้วยการหาผลาหารสะดวกดีทั้งมูลมัน ผลไม้ก็มีมาก เหลือบ ยุง สัตว์เสือกคลานก็มีน้อย อนึ่ง ในป่าอัน เกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ก็ไม่มีมาเบียดเบียนแก่เราเมื่อพวกเรามา อยู่ในป่า มีชีวิตอันตรมเตรียมมาตลอด ๗ เดือน เราพึงเห็นท่านผู้เป็น พราหมณ์บูชาไฟ ทรงเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูม และ ลักจั่นน้ำนี้เป็นคนที่สอง ดูกรพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่งท่านมิใช่ มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้าไปภายในเถิด เชิญล้างเท้าของ ท่านเถิด ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง ผลหมากเม่า มีรส หวานปานน้ำผึ้ง เชิญเลือกฉันแต่ผลที่ดีๆ เถิดท่านพราหมณ์ แม้น้ำ ฉันนี้ก็เย็นสนิท เรานำมาแต่ซอกเขา ดูกรพราหมณ์ ถ้าท่านจำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด ดังเราขอถามท่านมาถึงป่าใหญ่เพราะเหตุการณ์ อะไรหนอ เราถามแล้วขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.
|๑๒๐๔.๑| กุสลญฺเจว โน พฺรหฺเม อโถ พฺรหฺเม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๐๔.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๒๐๔.๓| สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ทุติยํ ปสฺสาม พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ อาทาย เวลุวํ ทณฺฑํ ธาเรนฺตํ อชินกฺขิปํ ฯ |๑๒๐๔.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๒๐๔.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺเช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๒๐๔.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ |๑๒๐๔.๗| อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา อนุปฺปตฺโตสิ พฺรหารญฺญํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ห้วงน้ำ (ในปัญจมหานที) เต็มเปี่ยม ไม่มีเวลาเหือดแห้งฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น เกล้ากระหม่อมฉัน กราบทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระมเหสี แก่ เกล้ากระหม่อมฉันเถิด.
ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ เอวนฺตํ ยาจิตาคจฺฉึ ภริยํ เม เทหิ ยาจิโต ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราย่อมให้มิได้หวั่นไหว ท่านขอสิ่งใดเราก็จะให้สิ่งนั้น เราไม่ซ่อนเร้นสิ่งที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน.
ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจสิ พฺราหฺมณ สนฺตํ นปฺปฏิคูหามิ ทาเน เม รมเต มโน ฯ
พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐ ทรงกุมหัตถ์พระนางมัทรี จับเต้าน้ำหลั่ง อุทกวารีพระราชทานพระนาง ให้เป็นทานแก่พราหมณ์ ขณะนั้น เมื่อพระมหาสัตว์ทรงบริจาคพระนางมัทรีให้เป็นทานเกิดความอัศจรรย์น่า สยดสยองโลมชาติก็ชูชัน เมทนีดลก็กัมปนาทหวั่นไหว พระนางเจ้า- มัทรีมิได้มีพระพักตร์เง้างอด มิได้ทรงขวยเขิน และมิได้ทรงกรรแสง ทรงเพ่งดูพระราชสวามีโดยดุษณีภาพ โดยทรงเคารพเชื่อถือว่า ท้าวเธอ ทรงทราบซึ่งสิ่งอันประเสริฐ.
|๑๒๐๗.๑| มทฺทึ หตฺเถ คเหตฺวาน อุทกสฺส กมณฺฑลุํ พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ |๑๒๐๗.๒| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ มทฺทึ ปริจฺจชนฺตสฺส เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๒๐๗.๓| เนวสฺส มทฺที ภกุฏี น สนฺธียติ น โรทติ เปกฺขเตวสฺส ตุณฺหิยา เอส ชานาติ ยํ วรํ ฯ
เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดร บริจาคชาลีกัณหาชินาซึ่งเป็นธิดาและ พระมัทรีเทวี ผู้เคารพยำเกรงในพระราชสวามี มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น บุตรทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเราก็ หามิได้ พระมัทรีเทวีไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่สัพพัญญุตญาณ เป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราจึงได้ให้ของอันเป็นที่รัก.
|๑๒๐๘.๑| ชาลึ กณฺหาชินํ ธีตํ มทฺทึ เทวึ ปติพฺพตํ จชมาโน น จินฺเตสึ โพธิยาเยว การณา ฯ |๑๒๐๘.๒| น เม เทสฺสา อุโภ ปุตฺตา มทฺที เทวี น อปฺปิยา สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา ปิเย อทาสหํ ฯ
ข้าพระบาทเป็นพระมเหสีของพระองค์ ตั้งแต่ยังแรกรุ่นสาว พระองค์ ก็เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในข้าพระบาท พระองค์ปรารถนาจะพระราชทานข้า พระบาทแก่ผู้ใด ก็พึงพระราชทานได้ทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ พึงทรงขายทรงฆ่าได้.
โกมารี ยสฺสาหํ ภริยา สามิโก มม อิสฺสโร ยสฺสิจฺเฉ ตสฺส มํ ทชฺชา วิกฺกีเณยฺย หเนยฺย วา ฯ
ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงทราบชัดซึ่งความทรงดำริของสองกษัตริย์แล้ว จึงตรัสชมดังนี้ว่าอันว่าข้าศึกทั้งมวลล้วนเป็นของทิพย์ (อันห้ามเสียซึ่ง ทิพสมบัติ) และเป็นของมนุษย์ (อันห้ามเสียซึ่งมนุษยสมบัติ) พระ- องค์ทรงชนะได้แล้วปฐพีก็บันลือลั่น เสียงสนั่นบันลือไปถึงไตรทิพย์ สายฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบโดยรอบ เสียงสะท้านปรากฏดังหนึ่งว่าเสียง ภูเขาถล่มทลาย เทพเจ้าสองหมู่ผู้สิงสถิตอยู่ที่นารทบรรพตถวาย อนุโมทนาแก่พระหน่อทศพลเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี จันทเทพบุตร พระยม ทั้งท้าวเวสสวัณมหาราช และ เทพเจ้าทั้งปวงย่อมถวายอนุโมทนาว่า พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ ทรง กระทำกรรมที่ทำได้ยาก เมื่อคนดีทั้งหลายให้สิ่งที่ให้ได้ยาก กระทำ กรรมที่ทำได้ยาก คนไม่ดีย่อมทำตามไม่ได้ เพราะว่าธรรมของสัตบุรุษ ทั้งหลายอันอสัตบุรุษตามได้โดยยาก เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ คติของ สัตบุรุษและของอสัตบุรุษ ย่อมต่างกัน อสัตบุรุษ ย่อมไปนรก สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไป การที่พระองค์เสด็จมาอยู่ในป่า ได้พระราช- ทานสองพระราชกุมารและพระมเหสีให้เป็นทานนี้ ชื่อว่าเป็นยานอัน ประเสริฐ ไม่เป็นยานก้าวลงสู่อบายภูมิ ขอปุตตทารมหาทานของพระ องค์นั้น จงเผล็ดผลในสรวงสวรรค์.
|๑๒๑๐.๑| เตสํ สงฺกปฺปมญฺญาย เทวินฺโท เอตทพฺรวิ สพฺเพ ชิตา เต ปจฺจุหา เย ทิพฺพา เย จ มานุสา |๑๒๑๐.๒| นินฺนาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวงฺคโต สมนฺตา วิชฺชุตา อาคู คิรีนํว ปฏิสฺสุตา ฯ |๑๒๑๐.๓| ตสฺส เต อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา อินฺโท จ พฺรหฺมา จ ปชาปตี จ โสโม ยโม เวสฺสวโณ จ ราชา สพฺเพ เทวานุโมทนฺติ ทุกฺกรํ หิ กโรติ โส ฯ |๑๒๑๐.๔| ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย ฯ |๑๒๑๐.๕| ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนา ฯ |๑๒๑๐.๖| ยเมตํ กุมาเร อททา ภริยํ อททา วเน วสํ พฺรหฺมยานมโนกฺกมฺม สคฺเค เต ตํ วิปจฺจตุ ฯ
ข้าพเจ้าขอถวายพระนางเจ้ามัทรีพระมเหสี ผู้งามทั่วสรรพางค์ คืนให้ พระคุณเจ้า พระองค์เท่านั้นเป็นผู้สมควรแก่พระมัทรี และพระมัทรีก็ คู่ควรกับพระราชสวามี น้ำนมและสังข์ทั้งสองนี้มีสีเสมอกัน ฉันใด พระองค์และพระมัทรีก็มีพระหฤทัยเสมอกัน ฉันนั้น ทั้งสองพระองค์ เป็นกษัตริย์สมบูรณ์ด้วยพระโคตร เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายพระชนนี และชนกทรงถูกขับไล่จากแว่นแคว้น มาอยู่ในอาศรมราวป่า บุญทั้งหลาย ที่พระองค์กระทำมาแล้วฉันใด ขอพระองค์ทรงให้ทานกระทำบุญอยู่ร่ำไป ฉันนั้น.
|๑๒๑๑.๑| ททามิ โภโต ภริยํ มทฺทึ สพฺพงฺคโสภินึ ตฺวญฺเจว มทฺทิยา ฉนฺโน มทฺที จ ปตินา สห ฯ |๑๒๑๑.๒| ยถา ปโย จ สงฺโข จ อุโภ สมานวณฺณิโน เอวํ ตุวญฺจ มทฺที จ สมานมนเจตสา ฯ |๑๒๑๑.๓| อวรุทฺเธตฺถ อรญฺญสฺมึ อุโภ สมฺมถ อสฺสเม ขตฺติยา โคตฺตสมฺปนฺนา สุชาตา มาตุเปติโต ยถา ปุญฺญานิ กยิราถ ททนฺตา อปราปรํ ฯ
ข้าแต่พระราชฤาษี หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาในสำนักของ พระองค์ ขอพระองค์จงทรงเลือกเอาพร หม่อมฉันขอถวายพร ๘ ประ- การแก่พระองค์.
สกฺโกหมสฺมิ เทวินฺโท อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก วรํ วรสฺสุ ราชิสิ วเร อฏฺฐ ททามิ เต ฯ
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งสรรพสัตว์ ถ้าพระองค์จะประสาทพระ- พรแก่หม่อมฉันไซร้ ขอให้พระบิดาจงมารับหม่อมฉัน ขอพระบิดาพึง ทรงต้อนรับหม่อมฉันผู้ออกจากป่านี้ ไปถึงเรือนของตนด้วยราชอาสน์ พรนี้เป็นที่ ๑ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ขอให้หม่อมฉันไม่ พึงพอใจซึ่งการฆ่าคน แม้ผู้นั้นจะเป็นนักโทษถึงประหารชีวิตกระทำผิด อย่างร้ายกาจ ขอให้หม่อมฉันพึงปล่อยให้พ้นจากการถูกประหารชีวิต พรนี้เป็นที่ ๒ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ขอให้ประชาชนทั้งปวง ทั้งแก่เฒ่า เด็ก และปานกลาง พึงเข้ามาอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีวิต พรนี้เป็นที่ ๓ เป็นพรที่หม่อมฉันไม่พึงคบหาภรรยาผู้อื่น พึงพอใจแต่ ในภรรยาของตน ไม่พึงลุอำนาจแห่งหญิงทั้งหลาย พรนี้เป็นที่ ๔ เป็น พรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้บุตรของหม่อม ฉัน ผู้พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืนนาน พึงครองซึ่งแผ่นดินโดย ธรรมเถิด พรนี้เป็นที่ ๕ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ตั้งแต่ วันที่หม่อมฉันกลับคืนถึงพระนครเมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา แล้ว ขอให้อาหารอันเป็นทิพย์พึงปรากฏ พรนี้เป็นที่ ๖ เป็นพรที่หม่อม ฉันปรารถนา อนึ่งเมื่อหม่อมฉันให้ทานอยู่ ขอไทยธรรมอย่าได้หมดสิ้น ไป เมื่อกำลังให้ ขอให้หม่อมฉันทำจิตให้ผ่องใส ครั้นให้แล้วขอให้ หม่อมฉันไม่พึงเดือดร้อนใจในภายหลัง พรนี้เป็นที่ ๗ เป็นพรที่หม่อมฉัน ปรารถนา อนึ่ง เมื่อล่วงพ้นจากอัตภาพนี้ไป ขอให้หม่อมฉันครรไลยัง โลกสวรรค์ ให้ได้ไปถึงชั้นดุสิต อันเป็นชั้นวิเศษ ครั้นจุติจากชั้นดุสิต นั้นแล้ว พึงมาสู่ความ เป็นมนุษย์ แล้วไม่พึงเกิดต่อไป พรนี้เป็นที่ ๘ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา.
|๑๒๑๓.๑| วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ปิตา มํ อนุโมเทยฺย อิโต ปตฺตํ สกํ ฆรํ อาสเนน นิมนฺเตยฺย ปฐเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๒| ปุริสสฺส วธํ น โรเจยฺยํ อปิ กิพฺพิสการกํ วชฺฌํ วธมฺหา โมเจยฺยํ ทุติเยตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๓| เย วุฑฺฒา เย จ ทหรา เย จ มชฺฌิมโปริสา มเมว อุปชีเวยฺยุํ ตติเยตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๔| ปรทารํ น คจฺเฉยฺยํ สทารปสุโต สิยํ ถีนํ วสํ น คจฺเฉยฺยํ จตุตฺเถตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๕| ปุตฺโต เม สกฺก ชาเยถ โส จ ทีฆายุโก สิยา ธมฺเมน ชิเน ปฐวึ ปญฺจเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๖| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ ทิพฺยา ภกฺขา ปาตุภเวยฺยุํ ฉฏฺฐเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๗| ททโต เม น ขีเยถ ทตฺวา นานุตเปยฺยหํ ททํ จิตฺตํ ปสาเทยฺยํ สตฺตเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๘| อิโต วิมุจฺจมานาหํ สคฺคคามี วิเสสคู อนิพฺพตฺตี ตโต อสฺสํ อฏฺฐเมตํ วรํ วเร ฯ
ครั้นท้าวสักกะจอมเทพทรงสดับพระดำรัสของ พระมหาสัตว์ เวสสันดร นั้นแล้ว ได้ตรัสดังนี้ว่าไม่นานนักดอก สมเด็จพระบิดาบังเกิดเกล้าของ พระองค์ จักเสด็จมาทรงเยี่ยมพระองค์ ครั้นตรัสพระดำรัสเท่านี้แล้ว ท้าวสุชัมบดีมัฆวานเทวราช ทรงพระราชทานพรแก่พระเวสสันดรแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังหมู่สวรรค์. (นี้) ชื่อสักกบรรพ
|๑๒๑๔.๑| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา เทวินฺโท เอตทพฺรวิ อจิรํ วต เต ตาโต ปิตา ตํ ทฏฺฐุเมสฺสติ ฯ |๑๒๑๔.๒| อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุชมฺปติ เวสฺสนฺตเร วรํ ทตฺวา สคฺคกายํ อปกฺกมิ ฯ สกฺกปพฺพํ นาม ฯ
นั่นหน้าของใครหนองามยิ่งนัก ดังทองคำอันนายช่างหลอมด้วยไฟสุกใส หรือดังแท่งทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้า ฉะนั้นเด็กทั้งสองคนนี้มี อวัยวะคล้ายคลึงกัน มีลักษณะคล้ายคลึงกันคนหนึ่งคล้ายคลึงพ่อชาลี คนหนึ่งเหมือนแม่กัณหาชินา ทั้งสองคนมีรูปเสมอกัน ดังราชสีห์ออก จากถ้ำทอง ฉะนั้นเด็กสองคนนี้ปรากฏเหมือนดังหล่อด้วยทองคำเทียว.
|๑๒๑๕.๑| กสฺเสตํ มุขมาภาติ เหมํวุตฺตตฺตมคฺคินา นิกฺขํว ชาตรูปสฺส อุกฺกามุขปหํสิตํ ฯ |๑๒๑๕.๒| อุโภ สทิสปจฺจงฺคา อุโภ สทิสลกฺขณา ชาลิสฺส สทิโส เอโก เอกา กณฺหาชินา ยถา ฯ |๑๒๑๕.๓| สีหา วิลาว นิกฺขนฺตา อุโภ สมฺปตฺติรูปกา ชาตรูปมยาเยว อิเม ทิสฺสนฺติ ทารกา ฯ
ดูกรภารทวาชพราหมณ์ ท่านนำเด็กสองคนนี้มาจากไหนหนอ ท่านมา จากไหน ลุถึงแว่นแคว้นของเราในวันนี้.
กุโต นุ ตฺวํ ภารทฺวาช อิเม อาเนสิ ทารเก อชฺช รฏฺฐมนุปฺปตฺโต กุโต อาคจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ
ข้าแต่พระเจ้าสญชัยสมมติเทพ กุมารทั้งสองนี้มีผู้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วย ความพอใจ ตั้งแต่วันที่ข้าพระองค์ได้สองกุมารนี้มา คืนวันนี้เป็นคืนที่ ๑๕
มยฺหนฺเต ทารกา เทว ทินฺนา วิตฺเตน สญฺชย อชฺช ปณฺณรสา รตฺติ ยโต ลทฺธา เม ทารกา ฯ
ท่านมีถ้อยคำดูดดื่มเพียงไร จึงได้เด็กสองคนนี้มา ท่านควรทำให้เรา เชื่อโดยเหตุที่ชอบใครให้ลูกน้อยทั้งหลาย อันเป็นอุดมทาน ให้ทานนั้น แก่ท่าน.
เกน วาจาย เปยฺเยน สมฺมา ญาเยน สทฺทเห โก เต ตํ ทานมททา ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ
พระองค์ใดเป็นที่พึ่งของเหล่ายาจกผู้มาขอ ดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลาย พระองค์นั้น คือ พระเวสสันดรราช ซึ่งเสด็จไปอยู่ป่า ได้ พระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาแก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ เป็นที่รับรองของเหล่ายาจกผู้มาขอ เหมือนสาครเป็นที่รับรองแห่งแม่น้ำ ทั้งหลาย ซึ่งไหลลงไป ฉะนั้น พระองค์นั้น คือ พระเวสสันดรราช ซึ่งเสด็จไปอยู่ป่าได้พระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาแก่ข้า พระองค์.
|๑๒๑๙.๑| โย ยาจตํ ปติฏฺฐาสิ ภูตานํ ธรณีริว โส เม เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ |๑๒๑๙.๒| โย ยาจตํ คติ อาสิ สวนฺตีนํว สาคโร โส เม เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระราชาผู้ยังทรงครองเรือนอยู่ เป็นผู้มีศรัทธา ทรงกระทำกรรมไม่สมควรหนอ พระเวสสันดรถูกขับไล่ออกไปอยู่ป่า พึงพระราชทานพระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างไรหนอ ท่านผู้เจริญ ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ซึ่งมาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ จงพิจารณา เรื่องนี้ พระเวสสันดรราชประทับอยู่ในป่า อย่างไรจะพระราชทาน พระราชโอรส และพระราชธิดาเล่า พระองค์ควรจะพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสดร รถ ช้างกุญชร ทำไมจึงพระราชทานพระราชกุมาร ทั้งสองเล่า.
|๑๒๒๐.๑| ทุกฺกฏํ วต โภ รญฺญา สทฺเธน ฆรเมสินา กถํ นุ ปุตฺตเก ทชฺชา อรญฺเญ อวรุทฺธโก ฯ |๑๒๒๐.๒| อิมํ โภนฺโต นิสาเมถ ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา กถํ เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ |๑๒๒๐.๓| ทาสํ ทาสิญฺจ โส ทชฺชา อสฺสํ จสฺสตรีรถํ หตฺถิญฺจ กุญฺชรํ ทชฺชา กถํ โส ทชฺช ทารเก ฯ
ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา ทาส ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัว ประเสริฐ ในเรือนของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นจะพึงให้อะไร พระเจ้าข้า.
ยสฺส นาสฺส ฆเร ทาโส อสฺโส จสฺสตรีรโถ หตฺถี จ กุญฺชโร นาโค กึ โส ทชฺชา ปิตามห ฯ
ดูกรพระหลานน้อย ปู่สรรเสริญทานแห่งบิดาของเจ้านั้น ปู่ไม่ได้ติเตียน เลย หฤทัยแห่งบิดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ เพราะให้เจ้าทั้งสองแก่ พราหมณ์แล้ว.
ทานมสฺส ปสํสาม นาวนินฺทาม โปตก กถํ นุ หทยํ อาสิ ตุเมฺห ทตฺวา วนิพฺพเก ฯ
ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของเกล้ากระหม่อม พระราชทานเกล้า กระหม่อมทั้งสองแก่พราหมณ์แล้ว ได้ทรงสดับถ้อยคำร่ำพิลาป ที่พระ- น้องกัณหาได้กล่าวแล้ว.
(ปิตา มยฺหํ มหาราช อเมฺห ทตฺวา วนิพฺพเก สุตฺวาน กลูนํ วาจํ อจฺฉกณฺหาย ภาสิตํ ) ฯ
ทรงมีพระหฤทัยเป็นทุกข์และเร่าร้อน มีดวงพระเนตรแดงดังหนึ่งดาว โรหิณี และมีพระอัสสุชลหลั่งไหล.
ทุกฺขสฺส หทยํ อาสิ อโถ อุณฺหํปิ อสฺสสิ โรหณี เหว ตามฺพกฺขี ปิตา อสฺสูนิ วตฺตยิ ฯ
พระน้องกัณหาชินาได้กราบทูลสมเด็จพระบิดาดังนี้ว่า ข้าแต่พระบิดา- เจ้าขา พราหมณ์นี้เฆี่ยนตีเกล้ากระหม่อมฉันด้วยไม้เท้า ดังเฆี่ยนตีหญิง ทาสีอันเกิดในเรือนเบี้ย พระบิดาเจ้าขา ผู้นี้ไม่ใช่พราหมณ์เป็นแน่ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในธรรม ยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์มานำ เอาเกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองไปเพื่อจะกิน พระบิดาเจ้าขา เกล้ากระ- หม่อมฉันทั้งสองถูกปีศาจนำไป ไฉนพระบิดาจึงทรงนิ่งดูดายเสียเล่าหนอ เพคะ.
|๑๒๒๕.๑| ยนฺตํ กณฺหาชินาโวจ อยํ มํ ตาต พฺราหฺมโณ ลฏฺฐิยา ปฏิโกเฏติ ฆเร ชาตํว ทาสิยํ ฯ |๑๒๒๕.๒| น จายํ พฺราหฺมโณ ตาต ธมฺมิกา โหนฺติ พฺราหฺมณา ยกฺโข พฺราหฺมณวณฺเณน ขาทิตุํ ตาต เนติ โน ฯ นียมาเน ปิสาเจน กินฺนุ ตาต อุทิกฺขสิ ฯ
มารดาของเจ้าทั้งสองเป็นพระราชบุตรี และบิดาของเจ้าทั้งสองเป็น ราชบุตร แต่ก่อนเจ้าทั้งสองเคยขึ้นตักของปู่ บัดนี้เหตุไร จึงยืนอยู่ ห่างไกลเล่าหนอ.
ราชปุตฺตี จ โว มาตา ราชปุตฺโต จ โว ปิตา ปุพฺเพ เม องฺกมารุยฺห กินฺนุ ติฏฺฐถ อารกา ฯ
พระมารดาของเกล้ากระหม่อมทั้งสองเป็นพระราชบุตรี และพระบิดาของ เกล้ากระหม่อมทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่บัดนี้เกล้ากระหม่อมทั้งสอง เป็นทาสของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น เกล้ากระหม่อมทั้งสองจึงยืนอยู่ ห่างไกล พระเจ้าข้า.
ราชปุตฺตี จ โน มาตา ราชปุตฺโต จ โน ปิตา ทาสา มยํ พฺราหฺมณสฺส ตสฺมา ติฏฺฐาม อารกา ฯ
หลานทั้งสองอย่าได้ชอบกล่าวอย่างนั้นเลย หทัยของปู่กำลังเร่าร้อน กายของปู่เหมือนดังถูกยกขึ้นไว้บนจิตกาธาน หลานรักทั้งสองยังความ เศร้าโศกให้แก่ปู่ยิ่งนัก ปู่จักถ่ายหลานทั้งสองด้วยทรัพย์ หลานทั้งสอง จักไม่ต้องเป็นทาส ดูกรพ่อชาลี บิดาของเจ้าทั้งสองได้ตีราคาเจ้าทั้งสอง ไว้เท่าไรให้แก่พราหมณ์ หลานทั้งสองจงบอกแก่ปู่ตามจริงเถิด พนักงาน ทั้งหลายจงให้พราหมณ์รับเอาทรัพย์ไปเถิด.
|๑๒๒๘.๑| มา สมฺเมวํ อวจุตฺถ ฑยฺหเต หทยํ มม จิตกายํว เม กาโย อาสเน น สุขํ ลเภ ฯ |๑๒๒๘.๒| มา สมฺเมวํ อวจุตฺถ ภิยฺโย โสกํ ชเนถ มํ นิกฺกีณิสฺสามิ ทพฺเพน น โว ทาสา ภวิสฺสถ ฯ |๑๒๒๘.๓| กิมคฺฆิยํ หิ โว ตาต พฺราหฺมณสฺส ปิตา อทา ยถาภูตํ เม อกฺขาถ ปฏิปาเทนฺตุ พฺราหฺมณํ ฯ
ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา พระบิดาทรงตีราคาเกล้ากระหม่อมฉันมีค่าทองคำ พันแท่ง ทรงตีราคาพระน้องกัณหาชินาผู้มีพระพักตร์อันผ่องใส ด้วย สัตว์พาหนะมีช้างเป็นต้นอย่างละร้อยๆ แล้วได้พระราชทานแก่พราหมณ์.
สหสฺสคฺฆํ หิ มํ ตาต พฺราหฺมณสฺส ปิตา อทา อจฺฉํ กณฺหาชินํ กญฺญ หตฺถิอาทิสเตน จ ฯ
เหวยพนักงาน เองจงลุกขึ้นรีบไปนำทาส ทาสี ช้าง โค และโค อุสภราช อย่างละร้อยๆ กับทองคำพันแท่ง เอามาให้แก่พราหมณ์เป็น ค่าถ่ายพระหลานรักทั้งสอง.
อุฏฺเฐหิ กตฺเต ตรมาโน พฺราหฺมณสฺส อวากร ทาสีสตํ ทาสสตํ ควํ หตฺถูสภํ สตํ ชาตรูปสหสฺสญฺจ โปตานํ เทหิ นิกฺกยํ ฯ
ลำดับนั้น พนักงานรีบไปนำทาส ทาสี ช้าง โค และโคอุสภราช อย่างละร้อยๆ กับทองคำพันแท่งเอามาให้แก่พราหมณ์ เป็นค่าถ่าย สองพระกุมาร.
ตโต กตฺตา ตรมาโน พฺราหฺมณสฺส อวากริ ทาสีสตํ ทาสสตํ ควํ หตฺถูสภํ สตํ ชาตรูปสหสฺสญฺจ โปตานํทาสิ นิกฺกยํ ฯ
พนักงานได้ให้ทาส ทาสี ช้าง โค และโคอุสภราช แม้ม้าอัสดร รถ และเครื่องใช้สอยทุกอย่างๆ ละร้อยๆ กับทองคำพันแท่ง แก่พราหมณ์ ผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้ขอเกินประมาณ หยาบช้า เป็นค่าถ่ายพระกุมาร ทั้งสอง.
(ทาสีสตํ ทาสสตํ ควํ หตฺถูสภํ สตํ อสฺสตรีรถญฺเจว สพฺพโภเค สตํ สตํ ชาตรูปสหสฺสญฺจ พฺราหฺมณสฺส ธเนสิโน อจฺจายิกสฺส ลุทฺทสฺส โปตานํทาสิ นิกฺกยํ ) ฯ
กษัตริย์ทั้งสอง คือ พระเจ้าสญชัยและพระราชเทวี ทรงถ่ายพระกุมาร ทั้งสองแล้ว รับสั่งให้พนักงานสรงสนานและให้พระกุมารทั้งสองเสวย เสร็จแล้ว ทรงประดับประดาด้วยอาภรณ์ทั้งหลาย แล้วทรงอุ้มขึ้นให้ ประทับบนพระเพลา พระกุมารทั้งสองทรงสรงสนานพระเศียรแล้วทรง พระภูษาอันสะอาด ประดับด้วยสรรพาภรณ์ พระราชาผู้พระอัยกา ทรง อุ้มพระชาลีขึ้นประทับบนพระเพลา แล้วตรัสถาม พระกุมารทั้งสอง ทรงประดับกุณฑล อันมีเสียงดังก้อง น่าเพลิดเพลินใจ ทรงประดับ พวงมาลัยและสรรพาลังการแล้ว พระราชาทรงอุ้มพระชาลีขึ้นประทับบน พระเพลา แล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรพ่อชาลี พระชนกชนนีทั้งสองของ หลานรัก ไม่มีโรคดอกหรือ แสวงหาผลาหารเลี้ยงชนมชีพสะดวก แหละหรือ มูลผลาหารมีมากแหละหรือ เหลือบ ยุงและสัตว์เสือกคลานมี น้อยแหละหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่มีมาเบียดเบียน แหละหรือ.
|๑๒๓๓.๑| นิกฺกีณิตฺวา จ นฺหาเปตฺวา โภชยิตฺวาน ทารเก สมลงฺกริตฺวา ภณฺเฑหิ อุจฺจงฺเก อุปเวสยุํ ฯ |๑๒๓๓.๒| สีสํ นฺหาเต สุจิวตฺเถ สพฺพาภรณภูสิเต ราชา องฺเก กริตฺวาน อยฺยโก ปริปุจฺฉถ ฯ |๑๒๓๓.๓| กุณฺฑเล ฆุสิเต มาเล สพฺพาลงฺการภูสิเต ราชา องฺเก กริตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๑๒๓๓.๔| กจฺจิ อุโภ อโรคา เต ชาลิ มาตาปิตา ตว กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปนฺติ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๓๓.๕| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ขอเดชะ พระชนกชนนีของเกล้ากระหม่อมทั้งสองพระองค์ นั้นไม่มีโรค อนึ่ง ทรงแสวงหามูลผลาหารเลี้ยงพระชนมชีพได้สะดวก มูลผลาหารมี มาก เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานก็มีน้อย ในป่าอันเกลื่อนกล่น ไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่มีมาเบียดเบียนพระชนกชนนีทั้งสอง พระชนนีของ เกล้ากระหม่อมฉัน ทรงขุดรากบัว เหง้าบัว มันอ่อน ทรงสอย ผลพุทรา ผลรกฟ้า มะตูม นำมาเลี้ยงพระชนกและเกล้ากระหม่อมฉันทั้งสอง พระชนนีทรงนำเอาเหง้าไม้และผลไม้ใดๆ มาจากป่า พระชนกและ เกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองมารวมพร้อมกันเสวยเหง้าไม้ และผลไม้นั้นๆ ในเวลากลางคืน ไม่ได้เสวยในเวลากลางวันเลย พระชนนีของเกล้า กระหม่อมทั้งสองผู้เป็นสุขุมาลชาติ ต้องเที่ยวแสวงหาผลไม้ มีพระ- ฉวีวรรณผอมเหลือง เพราะลมและแดด เหมือนดอกปทุม อันถูกขยำ ด้วยมือ ฉะนั้น เมื่อพระชนนีเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เป็นที่อาศัยแห่งแรดและเสือเหลือง พระเกสาของพระองค์อันมีสีดังปีกแมลงภู่ ถูกกิ่งไม้เป็นต้นเกี่ยวให้ กระจุยกระจาย พระชนนีทรงขมวดมุ่นพระเมาลี ทรงไว้ซึ่งเหงื่อไคลที่ พระกัจฉะประเทศ (ทรงเพศเป็นดาปสินีอันประเสริฐ ทรงถือไม้ขอ ทรงเครื่องบูชาไฟ และมุ่นพระเมาลี) ทรงพระภูษาหนังสัตว์ บรรทม เหนือปถพี ทรงบูชาไฟ.
|๑๒๓๔.๑| อโถ อุโภ อโรคา เต เทว มาตาปิตา มม อโถ อุญฺเฉน ยาเปนฺติ อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๓๔.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา เนสํ น วิชฺชติ ฯ |๑๒๓๔.๓| ขณนฺตาลุกลมฺพานิ วิฬานิตกฺกลานิ จ โกลํ ภลฺลาตกํ เพลํ สา โน อาหจฺจ โปสติ ฯ |๑๒๓๔.๔| ยญฺเจว สา อาหรติ วนมูลผลหาริยา ตํ โน สพฺเพ สมาคนฺตฺวา รตฺตึ ภุญฺชาม โน ทิวา ฯ |๑๒๓๔.๕| อมฺมา จ โน กีสา ปณฺฑุ อาหรนฺตี ทุมปฺผลํ วาตาตเปน สุขุมาลี ปทุมํ หตฺถคตํมิว ฯ |๑๒๓๔.๖| อมฺมาย ปตนูเกสา วิจรนฺตฺยา พฺรหาวเน วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต ฯ |๑๒๓๔.๗| เกเสสุ ชฏํ พนฺธิตฺวา กจฺเฉ ชลฺลมธารยิ (ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจมสญฺชฏํ ) จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
บุตรทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ในโลก พระอัยกา ของเราไม่ทรงเกิดพระสิเนหาในพระโอรสเสียเลยเป็นแน่.
ปุตฺตา ปิยา มนุสฺสานํ โลกสฺมึ อุปปชฺชิสุํ น หิ นูนมฺหากํ อยฺยสฺส ปุตฺเต สิเนโห อชายถ ฯ
ดูกรพระหลานน้อย จริงทีเดียว การที่ปู่ให้ขับไล่พระบิดาของเจ้าผู้ไม่มี โทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีทั้งหลายนั้น ชื่อว่าปู่ได้ทำกรรมอันชั่วช้า และชื่อว่าทำกรรมเครื่องทำลายความเจริญ สิ่งใดๆ ของปู่มีอยู่ในนคร นี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติที่มีอยู่ก็ดี ปู่ขอยกให้แก่พระบิดาของเจ้าทั้งสิ้น ขอให้เวสสันดรจงมาเป็นพระราชาปกครองในสีพีรัฐเถิด.
|๑๒๓๖.๑| ทุกฺกฏญฺจ หิ โน โปต ภูนหจฺจํ กตํ มยา โยหํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสึ อทูสกํ ฯ |๑๒๓๖.๒| ยํ เม กิญฺจิ อิธ อตฺถิ ธนํ ธญฺญญฺจ วิชฺชติ เอตุ เวสฺสนฺตโร ราชา สิวิรฏฺเฐ ปสาสตุ ฯ
ขอเดชะ สมเด็จพระชนกของเกล้ากระหม่อมฉัน คงจักไม่เสด็จมาเป็น พระราชาของชาวสีพี เพราะถ้อยคำของเกล้ากระหม่อมฉัน ขอให้ สมเด็จพระอัยกาเสด็จไป ทรงอภิเษกพระบิดาของเกล้ากระหม่อมฉัน ด้วยราชูปโภค เองเถิดพระเจ้าข้า.
น เทว มยฺหํ วจนา เอหิติ สิวิสุตฺตโม สยเมว เทโว คนฺตฺวาน สิญฺจ โภเคหิ อตฺรชํ ฯ
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยได้ดำรัสสั่งเสนาบดีว่า กองทัพ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จงผูกสอดอาวุธ (จงเตรียมให้พร้อมสรรพ) ชาวนิคม พราหมณ์และปุโรหิตทั้งหลาย จงตามเราไป ถัดจากนั้น พวกโยธีหกหมื่นผู้มีสง่างาม พร้อมสรรพด้วยเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ ประดับด้วยผ้าสีต่างๆ กัน จงตามมาเร็วพลัน พวกโยธีผู้พร้อมสรรพ ด้วยเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ ประดับด้วยผ้าสีต่างๆ กัน คือ พวกหนึ่ง แต่งผ้าสีเขียว พวกหนึ่งแต่งผ้าสีเหลือง พวกหนึ่งแต่งผ้าสีแดง พวก หนึ่งแต่งผ้าสีขาว จงตามมาเร็วพลัน ภูเขาคันธมาทน์อันมีในป่าหิมพานต์ สะพรั่งไปด้วยคันธชาติ ดารดาษด้วยพฤกษานานาชนิด เป็นที่อาศัยอยู่ แห่งหมู่สัตว์ใหญ่ๆ และมีต้นไม้เป็นทิพยโอสถ ย่อมสว่างไสวและ หอมไปทั่วทิศ ฉันใด เหล่าโยธีทั้งหลาย ผู้พร้อมสรรพด้วยเครื่อง อาวุธยุทธภัณฑ์ จงตามมาเร็วพลัน ก็จงรุ่งเรืองและมีเกียรติฟุ้งขจรไป ฉันนั้น ถัดจากนั้น จงจัดช้างที่สูงใหญ่หมื่นสี่พัน มีสายรัดประคนทอง มีเครื่องประดับและเครื่องปกคลุมศีรษะอันขจิตด้วยทอง มีนายควาญช้าง ถือโตมร และขอขึ้นขี่คอประจำเตรียมพร้อมสรรพ ประดับประดาอย่าง สวยงาม จงตามมาเร็วพลัน ถัดจากนั้น จงจัดม้าสินธพชาติอาชาไนย อันมีฝีเท้าจัดหมื่นสี่พัน พร้อมด้วยนายควาญม้าประดับประดาด้วย อลังการ ถือแส้และเกาทัณฑ์ ผูกสอดเครื่องรบขึ้นประจำหลัง จงตาม มาเร็วพลัน ถัดจากนั้นจงจัดกระบวนรถรบหมื่นสี่พัน มีกำกงอันหุ้ม ด้วยเหล็กเรือนรถวิจิตรด้วย และจงยกธงขึ้นปักบนรถนั้นๆ พวก นายขมังธนูผู้ยิงได้แม่นยำ เป็นคนคล่องแคล่วในรถทั้งหลายจงเตรียม โล่ห์ เกราะและเกาทัณฑ์ไว้ให้เสร็จ พลโยธีเหล่านี้ จงตระเตรียมให้ พร้อมรีบตามมา.
|๑๒๓๘.๑| ตโต เสนาปตึ ราชา สญฺชโย อชฺฌภาสถ อตฺถี อสฺสา รถา ปตฺติ เสนา สนฺนาหยนฺตุ นํ เนคมา จ มํ อเนฺวนฺตุ พฺราหฺมณา จ ปุโรหิตา |๑๒๓๘.๒| ตโต สฏฺฐี สหสฺสานิ โยธิโน จารุทสฺสนา ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา นานาวณฺเณหิลงฺกตา ฯ |๑๒๓๘.๓| นีลวตฺถธราเนเก ปีตาเนเก นิวาสิตา อญฺเญ โลหิตอุณฺหีสา สุทฺธาเนเก นิวาสิตา ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา นานาวณฺเณหิลงฺกตา ฯ |๑๒๓๘.๔| หิมวา ยถา คนฺธโร ปพฺพโต คนฺธมาทโน นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มหาภูตคณาลโย ฯ |๑๒๓๘.๕| โอสเธหิ จ ทิพฺเพหิ ทิสา ภาติ ปวาติ จ ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา ทิสา ภนฺตุ ปวนฺตุ จ ฯ |๑๒๓๘.๖| ตโต นาคสหสฺสานิ โยชยนฺตุ จตุทฺทส สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส ฯ |๑๒๓๘.๗| อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา หตฺถิกฺขนฺเธหิ ทสฺสิตา ฯ |๑๒๓๘.๘| ตโต อสฺสสหสฺสานิ โยชยนฺตุ จตุทฺทส อาชานิเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน ฯ |๑๒๓๘.๙| อารุเฬฺห คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา อสฺสปิฏฺเฐ อลงฺกตา ฯ |๑๒๓๘.๑๐| ตโต รถสหสฺสานิ โยชยนฺตุ จตุทฺทส อโยสุกตเนมิโย สุวณฺณจิตฺรโปกฺขเร ฯ |๑๒๓๘.๑๑| อาโรเปนฺตุ ธเช ตตฺถ จมฺมานิ กวจานิ จ วิปฺผาเลนฺตุ จ จาปานิ ทฬฺหธมฺมา ปหาริโน ขิปฺปมายนฺตุ สนฺนทฺธา รเถสุ รถชีวิโน ฯ
เวสสันดรโอรสของเรา จักเสด็จมาโดยมรรคาใดๆ ตามมรรคานั้นๆ จงให้โปรยข้าวตอก ดอกไม้ มาลัย ของหอมและเครื่องลูบไล้ และ จงให้ตั้งเครื่องบูชาอันมีค่ารับเสด็จ ในบ้านหนึ่งๆ จงให้ตั้งหม้อสุราเมรัย รับไว้ บ้านละร้อยๆ รายไปตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จ มา จงให้ตั้งมังสาหารและขนม เช่น ขนมแตกงา ขนมกุมมาส อัน ปรุงด้วยเนื้อปลา รายไปตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา จงให้ตั้งเนยใส น้ำมัน นมส้ม นมสด ขนมที่ทำด้วยข้าวฟ่างและ สุราเป็นอันมาก รายไปตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา ให้มีพนักงานวิเศษทั้งครัวหวานและครัวคาว จัดตั้งไว้เลี้ยงประชาชนทั่ว ไป ให้มีมหรสพฟ้อนรำขับร้องทุกๆ อย่าง เพลงปรบมือ กลองยาว ช่างขับเสภาอันบรรเทาความเศร้าโศก พวกมโหรีจงเล่นดนตรีดีดพิณ พร้อมทั้งกลองน้อยกลองใหญ่ เป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว ตะโพน บัณเฑาะว์ สังข์ จะเข้ กลองใหญ่ กลองเล็ก รายไปตามมรรคาที่ เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา.
|๑๒๓๙.๑| ลาชา โอโลกิยา ปุปฺผา มาลาคนฺธวิเลปนา อคฺฆิยานิ จ ติฏฺฐนฺตุ เยน มคฺเคน เอหิติ ฯ |๑๒๓๙.๒| คาเม คาเม สตํ กุมฺภา เมรยสฺส สุราย จ มคฺคมฺหิ ปติตา ฐนฺตุ เยน มคฺเคน เอหิติ ฯ |๑๒๓๙.๓| มํสา ปูวา จ สงฺกุลฺยา กุมฺมาสา มจฺฉสํยุตา มคฺคมฺหิ ปติตา ฐนฺตุ เยน มคฺเคน เอหิติ ฯ |๑๒๓๙.๔| สปฺปิ เตลํ ทธิ ขีรํ กงฺคุปิฏฺฐา พหู สุรา มคฺคมฺหิ ปติตา ฐนฺตุ เยน มคฺเคน เอหิติ ฯ |๑๒๓๙.๕| อาฬาริกา จ สูทา จ นฏนฏฺฏกคายิโน ปาณิสฺสรา กุมฺภถูนิโย มุทฺทิกา โสกชฺฌายิกา ฯ |๑๒๓๙.๖| อาหญฺญนฺตุ สพฺพวีณา เภริโย ทินฺทิมานิ จ ขรมุขานิ ธมนฺตุ นทนฺตุ เอกโปกฺขรา |๑๒๓๙.๗| มุทิงฺคา ปณฺฑวา สงฺขา โคธา ปริวทนฺติกา ทินฺทิมานิ จ หญฺญนฺตุ กุฏุมฺพา ทินฺทิมานิ จ ฯ
กองทัพของสีพีรัฐเป็นกองทัพใหญ่ อันจัดเป็นกระบวนตั้งไว้เสร็จแล้ว นั้น มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต ช้างกุญชร ตัวประเสริฐมีอายุ ๖๐ ปี มีสายรัดประคนทอง ผูกตกแต่งไว้ บันลือ ก้องโกญจนาทกระหึ่มอยู่ เหล่าม้าอาชาไนยย่อมแผดเสียงดังสนั่น เสียง กงรถดังกึกก้อง ธุลีละอองฟุ้งตลบนภากาศ กองทัพของสีพีรัฐอัน จัดเป็นกระบวนยาตราไปเป็นกองทัพใหญ่ สามารถจะทำลายล้างราช- ดัสกรได้ มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต พระเจ้าสญชัยพร้อมด้วยราชบริพารเหล่านั้นเสด็จเข้าป่าใหญ่ ซึ่งมีต้นไม้ มีกิ่งก้านมาก มีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง ในป่าใหญ่นั้น ฝูงวิหคเป็นอันมากหลากๆ สี มีเสียงกลมกล่อมหวาน ไพเราะเกาะอยู่บนต้นไม้อันเผล็ดดอกตามฤดูกาล ร้องประสานเสียง เสียงระเบงเป็นคู่ๆ พระเจ้าสญชัยพร้อมทั้งราชบริพารเหล่านั้น เสด็จ ไประยะทางไกลล่วงหลายวันหลายคืน จึงบรรลุถึงประเทศที่พระเวส- สันดรประทับอยู่. (นี้) ชื่อมหาราชบรรพ.
|๑๒๔๐.๑| สา เสนา มหตี อาสิ อุยฺยุตฺตา สิวิวาหินี ชาลินา มคฺคนาเยน วงฺกํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ |๑๒๔๐.๒| โกญฺจํ นทติ มาตงฺโค กุญฺชโร สฏฺฐิหายโน กจฺฉาย พชฺฌมานาย โกญฺจํ นทติ วารโณ ฯ |๑๒๔๐.๓| อาชานิยา หสิยนฺติ เนมิโฆโส อชายถ นภํ รโช อฉาเทสิ อุยฺยุตฺตา สิวิวาหินี ฯ |๑๒๔๐.๔| สา เสนา มหตี อาสิ อุยฺยุตฺตา หาริหาริณี ชาลินา มคฺคนาเยน วงฺกํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ |๑๒๔๐.๕| เต ปาวึสุ พฺรหารญฺญํ พหุสาขํ มโหทกํ ปุปฺผรุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ ฯ |๑๒๔๐.๖| ตตฺถ วินฺทุสฺสรา วคฺคู นานาวณฺณา พหู ทิชา กูชนฺตมุปกูชนฺติ อุตุสํปุปฺผิเต ทุเม ฯ |๑๒๔๐.๗| เต คนฺตฺวา ทีฆมทฺธานํ อโหรตฺตานมจฺจเย ปเทสนฺตํ อุปาคญฺฉุํ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร อหุ ฯ มหาราชปพฺพํ นาม ฯ
พระเวสสันดรได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งกองพลเหล่านั้น ก็ตกพระทัย กลัวเสด็จขึ้นภูเขา ทรงหวาดกลัวทอดพระเนตรดูกองพลเสนา ตรัสว่า ดูกรมัทรี เชิญมาดูซิ เสียงอันกึกก้องเช่นใดในป่า ม้าอาชาไนยส่งเสียง ร้องกึกก้อง เห็นปลายธงปลิวไสว นายพรานไพรทั้งหลายขึงข่ายล้อม ฝูงเนื้อในป่า ไล่ต้อนให้ตกลงในหลุม แล้วไล่ทิ่มแทงด้วยหอก เลือก เอาแต่ตัวพีๆ ฉันใด เราทั้งสองก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่มีโทษผิด ถูกขับไล่ จากแว่นแคว้นมาอยู่ในป่า ย่อมเป็นผู้ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของพวก อมิตรเป็นแน่ ดูเอาเถิดซึ่งบุคคลผู้ประหารคนไม่มีกำลัง.
|๑๒๔๑.๑| เตสํ สุตฺวาน นิคฺโฆสํ ภีโต เวสฺสนฺตโร อหุ ปพฺพตํ อภิรูหิตฺวา ภีโต เสนํ อุทิกฺขติ ฯ |๑๒๔๑.๒| อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ นิคฺโฆโส ยาทิโส วเน อาชานิยา หสิยนฺติ ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร ฯ |๑๒๔๑.๓| อิเม นูน อรญฺญมฺหิ มิคสงฺฆานิ ลุทฺทกา วาคุราหิ ปริกฺขิปฺป โสพฺเภ ปาเตตฺวา ตาวเท วิกฺโกสมานา ติปฺปาหิ หนฺติ เนสํ วรํ วรํ ฯ |๑๒๔๑.๔| ตถา มยํ อทูสกา อรญฺเญ อวรุทฺธกา อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ปสฺส ทุพฺพลฆาตกํ ฯ
พวกอมิตรไม่พึงย่ำยีพระองค์ เปรียบเหมือนไฟในห้วงน้ำ ฉะนั้น ขอ พระองค์จงระลึกถึงข้อนั้นแหละ แต่นี้ไปจะพึงมีแต่ความสวัสดีโดยแท้.
อมิตฺตา นปฺปสเหยฺยุํ อคฺคิว อุทกณฺณเว ตเทว ตฺวํ วิจินฺเตหิ อปิ โสตฺถิ อิโต สิยา ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรราชเสด็จลงจากภูเขาแล้วประทับนั่งในบรรณ- ศาลา ทรงทำพระมนัสให้มั่นคง.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา โอโรหิตฺวาน ปพฺพตา นิสีทิ ปณฺณสาลายํ ทฬฺหํ กตฺวาน มานสํ ฯ
พระบิดาดำรัสสั่งให้กลับรถ ให้ประเทียบกระบวนทัพไว้แล้วเสด็จเข้าไป หาพระราชโอรสผู้ประทับอยู่ในป่าเดียวดาย เสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง ต้น ทรงเฉวียงพระอังสาประนมพระหัตถ์ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จเข้าไปเพื่อทรงอภิเษกพระราชโอรส ณ ที่นั้น ท้าวเธอได้ทอดพระ- เนตรเห็นพระราชโอรสทรงเพศบรรพชิต นั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลา ไม่หวั่นไหวแน่วแน่ ไม่มีภัยแต่ไหน.
|๑๒๔๔.๑| นิวตฺตยิตฺวาน รถํ วุฏฺฐาเปตฺวาน เสนิโย เอกํ อรญฺเญ วิหรนฺตํ ปิตา ปุตฺตํ อุปาคมิ ฯ |๑๒๔๔.๒| หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห เอกํโส ปญฺชลีกโต ปริกิณฺโณ อมจฺเจหิ ปุตฺตํ สิญฺจิตุปาคมิ |๑๒๔๔.๓| ตตฺถทฺทส กุมารํ โส รมฺมรูปํ สมาหิตํ นิสินฺนํ ปณฺณสาลายํ ฌายนฺตํ อกุโตภยํ ฯ
ก็พระเวสสันดรและพระนางเจ้ามัทรี ทอดพระเนตรเห็นพระบิดาผู้มี ความรักในบุตรกำลังเสด็จมา ทรงต้อนรับถวายอภิวาท ฝ่ายพระนางเจ้า มัทรี ทรงซบพระเศียรอภิวาทแทบพระบาทพระสัสสุระกราบทูลว่า ข้าแต่ พระสมมติเทพ เกล้ากระหม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ของพระองค์ ขอถวาย บังคม ณ พระยุคลบาทของพระองค์ พระเจ้าสญชัยทรงสวมกอดสอง กษัตริย์ประทับทรวง ฝ่าพระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์อยู่ไปมา ณ อาศรมนั้น.
|๑๒๔๕.๑| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ปิตรํ ปุตฺตคิทฺธินํ เวสฺสนฺตโร จ มทฺที จ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา อวนฺทิสุํ ฯ |๑๒๔๕.๒| มทฺที จ สิรสา ปาเท สสฺสุรสฺสาภิวาทยิ มทฺที อหญฺหิ เต เทว ปาเท วนฺทามิ เต หุสา เตสุ ตตฺถ ปลิสชฺช ปาณินา ปริมชฺชถ ฯ
ดูกรพระลูกรัก ลูกทั้งสองไม่มีโรคาพาธหรือหนอ ลูกทั้งสองสำราญดี หรือ ทั้งมูลมันผลไม้มีมากหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานมี น้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ไม่มีมาเบียดเบียน แลหรือ.
|๑๒๔๖.๑| กจฺจิ โว กุสลํ ปุตฺต กจฺจิ ปุตฺต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๔๖.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ชีวิตของข้าพระบาททั้งสองย่อมเป็นไปตามมี ตามได้ ข้าพระบาททั้งสองเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยการ เที่ยวแสวงหามูลผลาผล ข้าแต่พระมหาราช นายสารถีทรมานม้าให้หมด ฤทธิ์ ฉันใด ข้าพระบาททั้งสองย่อมเป็นผู้ถูกทรมานให้หมดฤทธิ์ ฉันนั้น ความสิ้นฤทธิ์ย่อมทรมานข้าพระบาททั้งสอง ข้าแต่พระมหาราช เมื่อ ข้าพระบาททั้งสองผู้ถูกเนรเทศโศกเศร้าอยู่ในป่าเนืองนิตย์ เนื้อหนังก็ ซูบซีด เพราะมิได้เห็นพระชนกชนนี.
|๑๒๔๗.๑| อตฺถิ โน ชีวิกา เทว สา จ ยาทิสิกีทิสา กสิรา ชีวิกา โหม อุญฺฉาจริยาย ชีวิตํ ฯ |๑๒๔๗.๒| อนิทฺธินํ มหาราช ทเมตฺยสฺสํว สารถิ ตฺยมฺหา อนิทฺธิกา ทนฺตา อสมิทฺธิ ทเมติ โน ฯ |๑๒๔๗.๓| อปิ โน กีสานิ มํสานิ ปิตุ มาตุ อทสฺสนา อวรุทฺธานํ มหาราช อรญฺเญ ชีวิโสกินํ ฯ
ทายาทผู้มีมโนรถยังไม่สำเร็จของฝ่าพระบาทผู้จอมสีพีรัฐ คือ ชาลีและ กัณหาชินา ทั้งสองตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ผู้มุทะลุหยาบช้า มัน ต้อนตีเอาชาลีกัณหาชินาทั้งสองนั้นเหมือนดังโค ถ้าพระองค์ทรงทราบ หรือทรงได้สดับข่าวลูกทั้งสองของพระราชบุตรีนั้น ขอได้ทรงพระกรุณา ตรัสบอกแก่ข้าพระบาทโดยเร็วพลัน ดังหมอรีบพยาบาลคนที่ถูกงูกัด ฉะนั้นเถิด.
|๑๒๔๘.๑| เยปิ เต สิวิเสฏฺฐสฺส ทายาทปฺปตฺตมานสา ชาลี กณฺหาชินา จุโภ พฺราหฺมณสฺส วสานุคา อจฺจายิกสฺส ลุทฺทสฺส โย เน คาโวว สุมฺภติ ฯ |๑๒๔๘.๒| เต ราชปุตฺติยา ปุตฺเต ยทิ ชานาถ สํสถ ปริยาปุณาถ โน ขิปฺปํ สปฺปทฏฺฐํว มาณวํ ฯ
กุมารทั้งสองนั้น คือ ชาลีและกัณหาชินา พ่อได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ ถ่ายมาแล้ว ดูกรลูกรัก อย่ากลัวไปเลย จงเบาใจเถิด.
เอเต กุมารา นิกฺกีตา ชาลี กณฺหาชินา จุโภ พฺราหฺมณสฺส ธนํ ทตฺวา ปุตฺต มา ภายิ อสฺสส ฯ
ข้าแต่สมเด็จพระบิดา ฝ่าพระบาทไม่มีโรคาพาธหรือหนอ ทรงพระสำราญ ดีหรือ พระจักษุแห่งพระชนกชนนีของข้าพระบาท ยังไม่เสื่อมเสีย แหละหรือ.
กจฺจิ นุ ตาต กุสลํ กจฺจิ ตาต อนามยํ กจฺจิ นุ ตาต เม มาตุ จกฺขุ น ปริหายติ ฯ
ดูกรลูกรัก พ่อไม่มีโรคาพาธ และสบายดี อนึ่ง จักษุแห่งมารดาของ เจ้าก็ไม่เสื่อมเสีย.
กุสลญฺเจว เม ปุตฺต อโถ ปุตฺต อนามยํ อโถ จ ปุตฺต เต มาตุ จกฺขุ น ปริหายติ ฯ
ยวดยานของฝ่าพระบาทไม่ทรุดโทรมหรือ พลพาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่ว หรือ ชนบทเจริญดีอยู่หรือ ฝนไม่แล้งหรือ พระเจ้าข้า.
กจฺจิ อโรคํ โยคฺคนฺเต กจฺจิ วหติ วาหนํ กจฺจิ ผีโต ชนปโท กจฺจิ วุฏฺฐิ น ฉิชฺชติ ฯ
ยวดยานของเราไม่ทรุดโทรม พลพาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่ว ชนบท เจริญดี และฝนไม่แล้ง.
อโถ อโรคํ โยคฺคมฺเม อโถ วหติ วาหนํ อโถ ผีโต ชนปโท อโถ วุฏฺฐิ น ฉิชฺชติ ฯ
เมื่อสามกษัตริย์ทรงสนทนากันอยู่อย่างนี้ พระมารดาผู้เป็นราชบุตรี ไม่ ทรงฉลองพระบาท เสด็จดำเนินไปปรากฏที่ปากทวารเขา ก็พระเวสสันดร และพระมัทรี ทอดพระเนตรเห็นพระมารดาผู้มีความรักในบุตรกำลัง เสด็จมา ทรงต้อนรับถวายอภิวาท ฝ่ายพระนางเจ้ามัทรี ทรงซบเศียร- เกล้าอภิวาทแทบพระบาท พระสัสสุกราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เกล้ากระหม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระแม่- เจ้า.
|๑๒๕๔.๑| อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ มาตา เนสํ อทิสฺสถ ราชปุตฺตี คิริทฺวาเร ปตฺติกา อนุปาหนา ฯ |๑๒๕๔.๒| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตึ มาตรํ ปุตฺตคิทฺธินึ เวสฺสนฺตโร จ มทฺที จ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา อวนฺทิสุํ ฯ |๑๒๕๔.๓| มทฺที จ สิรสา ปาเท สสฺสุยา อภิวาทยิ มทฺที อหญฺหิ เต อยฺเย ปาเท วนฺทามิ เต หุสา ฯ
ก็พระโอรสทั้งสองผู้เสด็จมาโดยสวัสดีแต่ที่ไกล ทอดพระเนตรเห็น พระนางเจ้ามัทรี ก็คร่ำครวญวิ่งเข้าไปหา ดังหนึ่งลูกโคน้อยวิ่งเข้าหาแม่ ฉะนั้น ส่วนพระนางเจ้ามัทรีพอทอดพระเนตรเห็นพระโอรสทั้งสองผู้ เสด็จมาโดยสวัสดี แต่ที่ไกล ทรงสั่นระรัวไปทั่วพระกาย เหมือน แม่มดที่ผีสิง ฉะนั้น น้ำนมก็ไหลออกจากพระถันทั้งคู่.
|๑๒๕๕.๑| มทฺทิญฺจ ปุตฺตกา ทิสฺวา ทูรโต โสตฺถิมาคตา กนฺทนฺตา อภิธาวึสุ วจฺฉา พาลาว มาตรํ ฯ |๑๒๕๕.๒| มทฺที จ ปุตฺตเก ทิสฺวา ทูรโต โสตฺถิมาคเต วารุณีว ปเวเธนฺติ ถนธาราภิสิญฺจถ ฯ
เมื่อพระญาติทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว ขณะนั้นได้เกิดเสียงสนั่นกึกก้อง ภูเขาทั้งหลายสั่นสะท้าน แผ่นดินไหวสะเทือน ฝนตกลงเป็นท่อธาร ครั้งนั้น พระเวสสันดรราชได้สมาคมร่วมด้วยพระญาติ คือ พระราชา พระเทวี พระโอรส พระสุณิสา และพระราชนัดดาทั้งสองพระองค์ พระญาติทั้งหลายมาประชุมพรักพร้อมกันแล้ว ณ กาลใด ในกาลนั้น ได้เกิดความอัศจรรย์น่าขนพองสยองเกล้า ประชาราษฎร์ทั้งปวงพร้อมใจ กัน ประนมอัญชลีถวายบังคมพระมหาสัตว์ คร่ำครวญวิงวอนพระเวส- สันดรและพระนางเจ้ามัทรี ในป่าอันน่าหวาดกลัวว่า พระองค์เป็น พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งข้าพระบาททั้งหลาย ขอทั้งสองพระองค์ทรง พระกรุณาโปรดรับเสวยราชสมบัติเป็นพระราชาแห่งข้าพระบาททั้งหลาย เทอญ. (นี้) ชื่อฉขัตติยบรรพ.
|๑๒๕๖.๑| สมาคตาน ญาตีนํ มหาโฆโส อชายถ ปพฺพตา สมนาทึสุ มหี อากมฺปิตา อหุ วุฏฺฐิธารํ ปวตฺเตนฺโต เทโว ปาวสฺสิ ตาวเท ฯ |๑๒๕๖.๒| อถ เวสฺสนฺตโร ราชา ญาตีหิ สมคจฺฉถ นตฺตาโร สุณิสา ปุตฺโต ราชา เทวี จ เอกโต ฯ |๑๒๕๖.๓| ยทา สมาคตา อาสุํ ตทาสิ โลมหํสนํ ปญฺชลิกา ตสฺส ยาจนฺติ โรทนฺตา เภรเว วเน ฯ |๑๒๕๖.๔| เวสฺสนฺตรญฺจ มทฺทิญฺจ สพฺเพ รฏฺฐา สมาคตา ตฺวํ โนสิ อิสฺสโร ราชา รชฺชํ กาเรถ โน อุโภ ฯ ฉกฺขตฺติยปพฺพํ นาม ฯ
ฝ่าพระบาท ชาวชนบทและชาวนิคม พร้อมใจกันเนรเทศข้าพระบาท ผู้ครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม จากแว่นแคว้น.
ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺตํ รฏฺฐา ปพฺพาชยิตฺถ มํ ตฺวญฺจ ชานปทา เจว เนคมา จ สมาคตา ฯ
ดูกรพระลูกรัก จริงทีเดียว การที่พ่อขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษผิดออกไปจาก แว่นแคว้น เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น ชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมอันชั่วช้า และชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมเครื่องทำลายความเจริญ.
ทุกฺกฏญฺจ หิ โน ปุตฺต ภูนหจฺจํ กตํ มยา โยหํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสึ อทูสกํ ฯ
ขึ้นชื่อว่าบุตร ควรช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของมารดาบิดาและพี่น้อง ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ด้วยชีวิตของตน (ข้าแต่ พระมหาราชา เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่จะสรงสนาน ขอเชิญทรงชำระ พระสรีระมลทินเถิด พระเจ้าข้า).
เยนเกนจิ วณฺเณน ปิตุ ทุกฺขํ อุทพฺพเห มาตุยา ภคินิยาปิ อปิ ปาเณหิ อตฺตโน ฯ (นฺหานกาโล มหาราช รโชชลฺลํ ปวาหย )
ลำดับนั้น พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ ทรงชำระพระสรีระมลทิน ครั้น แล้วไม่ทรงเพศดาบส.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา รโชชลฺลํ ปวาหยิ รโชชลฺลํ ปวาเหตฺวา สงฺขํ วณฺณํ อธารยิ ฯ
พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ สระพระเกศาแล้ว ทรงเศวตพัสตร์อัน สะอาด ทรงประดับด้วยเครื่องราชปิลันทนาภรณ์ทุกอย่าง ทรงสอด พระแสงขรรค์อันทำให้ราชปัจจามิตรเกรงขาม เสด็จขึ้นทรงพระยา- ปัจจยนาคเป็นพระคชาธาร ครั้งนั้น เหล่าสหชาติโยธาหาญทั้งหกหมื่น สวมสอดสรรพาวุธและประดับสรรพาภรณ์ล้วนด้วยทอง เป็นสง่างาม น่าดู ต่างชื่นชมยินดี แวดล้อมพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพ ลำดับนั้น เหล่าพระสนมกำนัลของพระเจ้าสีพีมาประชุมพร้อมกัน เชิญพระมัทรี ให้โสรจสรงด้วยสุคนธวารี แล้วทูลถวายพระพรว่า ขอพระเวสสันดร จงทรงอภิบาลรักษาพระแม่เจ้าของพระชาลี และพระกัณหาชินาทั้งสอง พระองค์จงทรงบำรุงรักษาพระแม่เจ้าต่อไป อนึ่ง ขอพระเจ้าสญชัย มหาราช จงทรงคุ้มครองรักษาพระแม่เจ้ายิ่งขึ้นไป เทอญ.
|๑๒๖๑.๑| สีสนฺหาโต สุจิวตฺโถ สพฺพาภรณภูสิโต ปจฺจยํ นาคมารุยฺห ขคฺคํ พนฺธิ ปรนฺตปํ ฯ |๑๒๖๑.๒| ตโต สฏฺฐี สหสฺสานิ โยธิโน จารุทสฺสนา สหชาตา ปริกรึสุ นนฺทยนฺตา รเถสภํ ฯ |๑๒๖๑.๓| ตโต มทฺทึปิ นฺหาเปสุํ สิวิกญฺญา สมาคตา เวสฺสนฺตโร ตํ ปาเลตุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ อโถปิ ตํ มหาราชา สญฺชโย อภิรกฺขตุ ฯ
ก็พระเวสสันดรบรมกษัตริย์และพระมัทรี กลับมาได้ดำรงในสิริราช- สมบัตินี้ตามเดิมแล้ว ทรงระลึกถึงความลำบากขณะที่เสด็จไปประทับอยู่ ในป่าในกาลก่อน จึงรับสั่งให้นำกลองนันทเภรีไปตีประกาศที่เวิ้งว้าง หว่างเขาวงกต อันเป็นรัมณียสถาน ก็พระเวสสันดรบรมกษัตริย์และ พระมัทรี กลับมาได้ดำรงในสิริราชสมบัตินี้ตามเดิมแล้ว พระมัทรี ผู้สมบูรณ์ด้วยลักขณา ทรงระลึกถึงความลำบากขณะที่เสด็จไปประทับ อยู่ในป่าในกาลก่อน ครั้นได้ทรงประสบพระโอรสพระธิดา ก็มีพระทัย ปราโมทย์ เกิดโสมนัส ก็พระเวสสันดรบรมกษัตริย์และพระมัทรีผู้มี ลักขณา กลับมาได้ดำรงในสิริราชสมบัตินี้ตามเดิมแล้ว ทรงระลึกถึง ความลำบากขณะที่เสด็จไปประทับอยู่ในป่าในกาลก่อน และได้มาอยู่ร่วม กับพระโอรสและพระธิดา จึงมีพระหฤทัยชื่นชมยินดีปิติโสมนัส.
|๑๒๖๒.๑| อิทญฺจ ปจฺจยํ ลทฺธา ปุพฺเพ กิเลสมตฺตโน อานนฺทิยํ อาจารึสุ รมณีเย คิริพฺพเช ฯ |๑๒๖๒.๒| อิทญฺจ ปจฺจยํ ลทฺธา ปุพฺเพ กิเลสมตฺตโน อานนฺทจิตฺตา สุมนา ปุตฺเต สงฺคมฺม ลกฺขณา ฯ |๑๒๖๒.๓| อิทญฺจ ปจฺจยํ ลทฺธา ปุพฺเพ กิเลสมตฺตโน อานนฺทจิตฺตา ปตีตา สห ปุตฺเตหิ ลกฺขณา ฯ
ดูกรลูกรักทั้งสอง ในกาลก่อน คือ เมื่อพราหมณ์นำลูกทั้งสองไป แม่ มีความปรารถนาลูกทั้งสอง แม่จึงได้บำเพ็ญวัตรนี้ คือ แม่บริโภค อาหารวันละครั้ง นอนเหนือพื้นแผ่นดินเป็นนิตย์ วัตรของแม่นั้นสำเร็จ แล้วในวันนี้ เพราะได้พบพระลูกทั้งสองแล้ว ดูกรลูกรักทั้งสอง ขอ ความโสมนัสอันเกิดจากแม่และแม้ที่เกิดจากพระบิดา จงคุ้มครองลูก อนึ่งเล่า ขอพระเจ้าสญชัยมหาราช จงทรงอภิบาลรักษาลูก บุญกุศล อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่แม่ก็ดี พระบิดาของลูกก็ดี กระทำแล้วมีอยู่ ด้วย บุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอให้ลูกจงเป็นผู้ไม่แก่ตาย.
|๑๒๖๓.๑| เอกภตฺตี ปุเร อาสึ นิจฺจํ ถณฺฑิลสายินี อิติ เมตํ วตํ อาสิ ตุมฺหํ กามา หิ ปุตฺตกา ฯ |๑๒๖๓.๒| ตํ เม วตํ สมิทฺธชฺช ตุมฺเห สงฺคมฺม ปุตฺตกา มาตุชํปิ ตํ ปาเลตุ ปิตุชํปิ จ ปุตฺตกา อโถปิ ตํ มหาราชา สญฺชโย อภิรกฺขตุ ฯ |๑๒๖๓.๓| ยงฺกิญฺจิตฺถิ กตํ ปุญฺญํ มยฺหญฺเจว ปิตุจฺจ เต สพฺเพน เตน กุสเลน อชโร ตฺวํ อมโร ภว ฯ
พระนางมัทรีจะทรงงดงามด้วยพระภูษาอย่างใด สมเด็จพระผุสดีสัสสุ- ราชเทวีก็ทรงจัดพระภูษาอย่างนั้น คือ พระภูษากัปปาสิกพัตร โกสัย- พัตร โขมพัตร และโกทุมพรพัตร ส่งไปประทานแก่พระมัทรีราชสุณิสา พระนางมัทรีจะทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระสัสสุผุสดี ราชเทวี ก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ พระธำมรงค์สุวรรณรัตน์ สร้อยพระศอนพรัตน์ ส่งไปประทานแก่พระมัทรีราชสุณิสา พระนาง มัทรีจะทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระผุสดีสัสสุราชเทวีก็ทรง จัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ พระวลัยสำหรับประดับต้นพระพาหา พระกุณฑลสำหรับประดับพระกรรณ สายรัดพระองค์ฝังแก้วมณีตาบ เพชร ไปประทานแก่พระมัทรีราชสุณิสา พระนางมัทรีจะทรงงดงามด้วย เครื่องประดับอย่างใด พระผุสดีสัสสุราชเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่าง นั้น คือ ดอกไม้กรองเครื่องประดับพระเมาฬี เครื่องประดับพระนลาต และเครื่องประดับฝังแก้วมณีสีต่างๆ กัน ไปประทานแก่พระมัทรีราช- สุณิสา พระนางมัทรีจะทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระผุสดี- สัสสุราชเทวี ก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ เครื่องประดับพระถัน เครื่องประดับพระอังษา สอิ้งเพชร ฉลองพระบาทส่งไปประทานแก่ พระมัทรีราชสุณิสา เครื่องประดับที่สมเด็จพระนางผุสดีส่งไปประทาน นั้นมีทั้งที่ต้องร้อยด้วยเชือก ทั้งที่ไม่ต้องร้อยด้วยเชือก สมเด็จพระ- ผุสดีทรงตรวจดูเครื่องประดับพระนางมัทรี ทรงเห็นที่ใดยังบกพร่องก็ รับสั่งให้นำมาประดับเพิ่มเติมจนเต็ม พระนางมัทรีราชบุตรีทรงงดงาม ยิ่งนัก ดังนางเทพกัญญาในนันทวัน พระนางมัทรีราชบุตรีสระพระเกศา แล้วทรงเศวตพัสตร์ ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง ทรงงดงามยิ่งนัก ดัง นางเทพอัปสรในดาวดึงส์ วันนั้น พระนางมัทรีราชบุตรีทรงงดงามน่า พิศวง ดังต้นกล้วยอันเกิดในสวนจิตตลดาถูกลมรำเพยพัดไหวไปมา ฉะนั้น พระนางมัทรีราชบุตรี ทรงมีไรพระทนต์แดงดังผลตำลึงสุกงาม ยิ่งนัก มีพระโอษฐ์แดงดังผลไทรสุก งดงามยิ่งนัก ปานดังกินรีมีขน ปีกงามวิจิตร บินร่อนอยู่ในอากาศ ฉะนั้น.
|๑๒๖๔.๑| กปฺปาสิกญฺจ โกเสยฺยํ โขมโกทุมฺพรานิ จ สสฺสุ สุณฺหาย ปาเหสิ เยหิ มทฺที อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๒| ตโต โขมญฺจ กายูรํ คีเวยฺยํ รตนามยํ สสฺสุ สุณฺหาย ปาเหสิ เยหิ มทฺที อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๓| ตโต โขมญฺจ กายูรํ องฺคทํ มณิเมขลํ สสฺสุ สุณฺหาย ปาเหสิ เยหิ มทฺที อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๔| อุณฺณตํ มุขผุลฺลญฺจ นานารตฺเต จ มาณิเย สสฺสุ สุณฺหาย ปาเหสิ เยหิ มทฺที อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๕| อุคฺคตฺถนํ คิงฺคมกํ เมขลํ ปฏิปาทุกํ สสฺสุ สุณฺหาย ปาเหสิ เยหิ มทฺที อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๖| สุตฺตญฺจ สุตฺตวชฺชญฺจ อุปนิชฺฌาย เสยฺยสิ อโสภถ ราชปุตฺตี เทวกญฺญาว นนฺทเน ฯ |๑๒๖๔.๗| สีสนฺหาตา สุจิวตฺถา สพฺพาภรณภูสิตา อโสภถ ราชปุตฺตี ตาวตึสาว อจฺฉรา ฯ |๑๒๖๔.๘| กทลีว วาตจฺฉุปิตา ชาตา จิตฺตลตาวเน ทนฺตาวรณสมฺปนฺนา ราชปุตฺตี อโสภถ ฯ |๑๒๖๔.๙| สกุณี มานุสินีว ชาตา จิตฺตปฺปตฺตา ปติ นิโคฺรธปกฺกพิมฺโพฏฺฐี ราชปุตฺตี อโสภถ ฯ
เหล่าพนักงานตกแต่งตรุณหัตถี มีวัยปานกลาง อันเป็นช้างพระที่นั่ง ต้นตัวประเสริฐอดทนต่อหอกซัดและลูกศร มีงางอนงามดังงอนรถ มี กำลังกล้าหาญ เสร็จแล้วให้นำมาประเทียบเกยคอยรับเสด็จ สมเด็จ พระมัทรี เสด็จขึ้นประทับบนหลังตรุณหัตถี อันมีวัยปานกลาง เป็น ช้างพระที่นั่งต้นตัวประเสริฐ อดทนต่อหอกซัดและลูกศร มีงางอนงาม ดังงอนรถ มีกำลังกล้าหาญ.
|๑๒๖๕.๑| ตสฺสา จ นาคมาเนสุํ นาติวุฑฺฒํว กุญฺชรํ สตฺติกฺขมํ สรกฺขมํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ ฯ |๑๒๖๕.๒| สา มทฺที นาคมารุหิ นาติวุฑฺฒํว กุญฺชรํ สตฺติกฺขมํ สรกฺขมํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ ฯ
เนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น เนื้อประมาณ เท่านั้น ไม่เบียดเบียนกันและกันด้วยเดชของพระเวสสันดร นก ประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น นกประมาณเท่านั้น ไม่เบียดเบียนกันและกันด้วยเดชของพระเวสสันดร เนื้อประมาณเท่าใด ที่มีอยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น มาประชุมในที่เดียวกัน ในเมื่อ พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จกลับ นกประมาณเท่าใดที่มี อยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น มาประชุมในที่เดียวกัน ในเมื่อ พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จกลับ เนื้อประมาณเท่าใด ที่มีอยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น เนื้อประมาณเท่านั้นต่างพากันมีทุกข์ เพราะจะต้องพลัดพรากจากพระเวสสันดร มิได้ส่งเสียงร้องอันไพเราะ เหมือนกาลก่อน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จกลับ นกประมาณเท่าใด ที่มีอยู่ในป่าทั้งปวง ณ เขาวงกตนั้น นกประมาณ เท่านั้น ต่างพากันมีทุกข์ เพราะจะต้องพลัดพรากจากพระเวสสันดร มิได้ส่งเสียงอันไพเราะเหมือนในกาลก่อน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุง สีพีรัฐให้เจริญ จะเสด็จกลับ.
|๑๒๖๖.๑| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ มิคา อหุ เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน นาญฺญมญฺญํ วิเหฐยุํ ฯ |๑๒๖๖.๒| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ ทิชา อหุ เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน นาญฺญมญฺญํ วิเหฐยุํ ฯ |๑๒๖๖.๓| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ มิคา อหุ เอกชฺฌํ สนฺนิปาตึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๖.๔| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ ทิชา อหุ เอกชฺฌํ สนฺนิปาตึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๖.๕| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ มิคา อหุ นาสฺส มญฺชูนิ กูชึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๖.๖| สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ยาวนฺเตตฺถ ทิชา อหุ นาสฺส มญฺชูนิ กูชึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
ราชวิถีที่จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น ประชาราษฎร์ช่วยกันตกแต่งราบรื่น งามวิจิตร ลาดด้วยดอกไม้ ตั้งแต่เขาวงกตที่พระเวสสันดรราชประทับ อยู่ ตราบเท่าถึงพระนครเชตุดร ลำดับนั้น เหล่าอำมาตย์สหชาติโยธา- หาญทั้งหกหมื่น แต่งเครื่องพร้อมสรรพงามสง่าน่าดู พากันตามเสด็จ แวดล้อมโดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จกลับ พระนคร พระสนมกำนัลใน พระกุมารที่เป็นพระประยูรญาติ และบุตร อำมาตย์ พวกพ่อค้าและพราหมณ์ทั้งหลาย พากันตามเสด็จแวดล้อม โดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จกลับพระนคร กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลเดินเท้า พากันตามเสด็จ แวดล้อมโดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จกลับ พระนคร ชาวชนบทและชาวนิคม พร้อมใจกันมาประชุมแวดล้อมอยู่ โดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จกลับพระนคร เหล่าโยธาสวมหมวกแดง สวมเกราะหนัง ถือธนู ถือโล่ห์ดั้ง เดิน นำหน้า ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จกลับพระนคร.
|๑๒๖๗.๑| ปฏิยตฺโต ราชมคฺโค วิจิตฺโต ปุปฺผสนฺถโต วสิ เวสฺสนฺตโร ราชา ยตฺถ ยาว เชตุตฺตรา ฯ |๑๒๖๗.๒| ตโต สฏฺฐี สหสฺสานิ โยธิโน จารุทสฺสนา สมนฺตา ปริกรึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๗.๓| โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา สมนฺตา ปริกรึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๗.๔| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา สมนฺตา ปริกรึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๗.๕| สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา สมนฺตา ปริกรึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๗.๖| กโรฏิยา จมฺมธรา อินฺทิหตฺถา สุวมฺมิกา ปุรโต ปฏิปชฺชึสุ เวสฺสนฺตเร ปยาตมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
กษัตริย์ทั้งหกพระองค์นั้น เสด็จเข้าสู่พระนครอันน่ารื่นรมย์ มีป้อม ปราการและทวารเป็นอันมาก บริบูรณ์ด้วยข้าวน้ำ บริบูรณ์ด้วยการ ฟ้อนรำขับร้องทั้งสองอย่าง ชาวชนบทและชาวนิคมต่างชื่นชมยินดี มา ประชุมพร้อมกัน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญเสด็จมาถึง เมื่อพระมหาสัตว์ผู้พระราชทานทรัพย์เสด็จมาถึงแล้ว ชาวชนบทและ ชาวนิคมต่างเปลื้องผ้าโพกออกโบกสะบัดอยู่ไปมา พระองค์รับสั่งให้นำ กลองนันทเภรีไปตีประกาศในพระนคร รับสั่งให้ประกาศปลดปล่อย สัตว์ทั้งหลายจากเครื่องจองจำ.
|๑๒๖๘.๑| เต ปาวึสุ ปุรํ รมฺมํ พหุปาการโตรณํ อุเปตํ อนฺนปาเนหิ นจฺจคีเตหิ จูภยํ ฯ |๑๒๖๘.๒| วิตฺตา ชานปทา อาสุํ เนคมา จ สมาคตา อนุปฺปตฺเต กุมารมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๘.๓| เจลุกฺเขโป ปวตฺติตฺถ อาคเต ธนทายเก นนฺทิปฺปเวสิ นคเร พนฺธนา โมกฺโข อโฆสถ ฯ
ขณะเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ เสด็จเข้าพระนครแล้ว ท้าว สักกเทวราชทรงบันดาลฝนเงินให้ตกลงในขณะนั้น ลำดับนั้น พระ- เวสสันดรบรมกษัตริย์ผู้มีพระปัญญา ทรงบำเพ็ญทานแล้ว ครั้นสวรรคต พระองค์ก็ได้เสด็จเข้าถึงสวรรค์ ฉะนี้แล. (นี้) ชื่อนครกัณฑ์. จบ มหาเวสสันตรชาดกที่ ๑๐. จบ มหานิบาตชาดก. จบชาดก -----------------------------------------------------
|๑๒๖๙.๑| ชาตรูปมยํ วสฺสํ เทโว ปาวสฺสิ ตาวเท เวสฺสนฺตเร ปวิฏฺฐมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๒๖๙.๒| ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทตฺวาน ขตฺติโย กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชถาติ ฯ นครกณฺฑํ นาม ฯ มหาเวสฺสนฺตรชาตกํ ทสมํ ฯ มหานิปาตํ นิฏฺฐิตํ