经典 · พระวินัยปิฎก · 本册其他条目เล่ม ๓ · ภิกขุนีวิภังค์
สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
巴利文与译文
印本前页文字
นคฺควคฺคสฺส ทสมสิกฺขาปทํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตเรน อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส ตสฺส วิหารสฺส มเห อุภโตสงฺฆสฺส อกาลจีวรํ ทาตุกาโม โหติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อุภโตสงฺฆสฺส กฐินํ อตฺถตํ โหติ ฯ อถโข โส อุปาสโก สงฺฆํ อุปสงฺกมิตฺวา กฐินุทฺธารํ ยาจิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ {๒๕๓.๑} อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว กฐินํ อุทฺธริตุํ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อุทฺธริตพฺพํ ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ กฐินํ อุทฺธเรยฺย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ สงฺโฆ กฐินํ อุทฺธรติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ กฐินสฺส อุทฺธาโร โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ อุทฺธตํ สงฺเฆน กฐินํ ฯ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งให้ช่างสร้างวิหารหลังหนึ่ง อุทิศสงฆ์ ในงานฉลองวิหารนั้น เขามีความประสงค์จะถวายอกาลจีวรแก่สงฆ์ทั้งสองฝ่าย แต่ สมัยนั้น สงฆ์ทั้งสองฝ่ายกรานกฐินแล้ว จึงอุบาสกเข้าไปหาสงฆ์แล้วขอการเดาะกฐิน ภิกษุทั้ง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อเดาะกฐิน แต่ พึงเดาะอย่างนี้. อันภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจา ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงเดาะ- กฐิน นี่เป็นญัตติ. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ย่อมเดาะกฐิน การเดาะกฐิน ชอบแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. กฐินอันสงฆ์เดาะแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้.
อถโข โส อุปาสโก ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุปสงฺกมิตฺวา กฐินุทฺธารํ ยาจิ ฯ ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี จีวรํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ กฐินุทฺธารํ ปฏิพาหิ ฯ อถโข โส อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย อมฺหากํ กฐินุทฺธารํ น ทสฺสนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขุนิโย ตสฺส อุปาสกสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อยฺยา ถุลฺลนนฺทา ธมฺมิกํ กฐินุทฺธารํ ปฏิพาหิสฺสตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี ธมฺมิกํ กฐินุทฺธารํ ปฏิพาหตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๒๕๔.๑} วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี ธมฺมิกํ กฐินุทฺธารํ ปฏิพาหิสฺสติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ {๒๕๔.๒} ยา ปน ภิกฺขุนี ธมฺมิกํ กฐินุทฺธารํ ปฏิพาเหยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
ครั้นแล้ว อุบาสกนั้นเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์ขอเดาะกฐิน. ภิกษุณีถุลลนันทาห้าม การเดาะกฐินว่า จีวรจักมีแก่พวกข้าพเจ้า จึงอุบาสกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงไม่ให้การเดาะกฐินแก่พวกเราเล่า. ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปแล้ว โดยธรรมเล่า. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณี ถุลลนันทาห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปแล้วโดยธรรมจริงหรือ?. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้ห้าม การเดาะกฐินอันเป็นไปแล้วโดยธรรมเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๘๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปแล้วโดยธรรม เป็นปาจิตตีย์. เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง จบ. สิกขาบทวิภังค์
ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ ธมฺมิโก นาม กฐินุทฺธาโร สมคฺโค ภิกฺขุนีสงฺโฆ สนฺนิปติตฺวา อุทฺธรติ ฯ ปฏิพาเหยฺยาติ กถํ อิทํ กฐินํ อุทฺธเรยฺยาติ ปฏิพาหติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ
บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. การเดาะกฐินที่ชื่อว่า เป็นไปแล้วโดยธรรม คือ ภิกษุณีสงฆ์พร้อมเพรียงประชุมกันเดาะ. บทว่า ห้าม คือ ห้ามว่า กฐินนี้จะเดาะได้ด้วยวิธีไร ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทภาชนีย์
ธมฺมิเก ธมฺมิกสญฺญา ปฏิพาหติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ ธมฺมิเก เวมติกา ปฏิพาหติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ธมฺมิเก อธมฺมิกสญฺญา ปฏิพาหติ อนาปตฺติ ฯ อธมฺมิเก ธมฺมิกสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมิเก เวมติกา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมิเก อธมฺมิกสญฺญา อนาปตฺติ ฯ
การเดาะเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นธรรม ห้าม ต้องอาบัติปาจิตตีย์. การเดาะเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ. การเดาะเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นธรรม ไม่ต้องอาบัติ. การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ. การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นธรรม ไม่ต้องอาบัติ. อนาปัตติวาร
อนาปตฺติ อานิสํสํ ทสฺเสตฺวา ปฏิพาหติ อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ นคฺควคฺโค ตติโย ฯ --------
แสดงอานิสงส์แล้วห้าม ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ. ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๓ จบ.