อุทยมาณวกปัญหานิทเทส
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อุทยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอุทยะ
อุทยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
(ท่านอุทยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่ (ที่ปาสาณกเจดีย์) ทรงทำกิจ เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง. ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ (อรหัตวิโมกข์) อันเป็นเครื่อง ทำลายอวิชชา.
ฌายึ วิรชมาสีนํ (อิจฺจายสฺมา อุทโย) กตกิจฺจํ อนาสวํ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ
คำว่า ผู้มีฌาน ในอุเทศว่า ฌายึ วิรชมาสีนํ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค ทรงมีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน แม้ด้วยทุติยฌาน แม้ด้วยตติยฌาน แม้ด้วยจตุตถฌาน แม้ด้วยฌาน อันมีวิตกวิจาร แม้ด้วยฌาน (ทุติยฌานในปัญจกนัย) สักว่าไม่มีวิตก มีแต่วิจาร แม้ด้วยฌาน อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร แม้ด้วยฌานมีปีติ แม้ด้วยฌานอันไม่มีปีติ แม้ด้วยฌานอันประกอบด้วยสุข แม้ด้วยฌานอันประกอบด้วยอุเบกขา แม้ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ แม้ด้วยฌานเป็นอัปปณิหตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกุตระ ทรงยินดีในฌาน ทรงขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว หนักอยู่ในอรหัตผลซึ่งเป็นประโยชน์ของ พระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีฌาน. คำว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังธุลี. กิเลสดังธุลีเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีธุลี ปราศจากธุลี ไปปราศแล้วจากธุลี ละธุลีเสียแล้ว พ้นขาดแล้วจากธุลี. ราคะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของราคะ. พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไป ปราศแล้ว. โทสะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่า เป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโทสะ. พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. โมหะเป็นธุลี แต่ท่าน มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโมหะ พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี. คำว่า ผู้ประทับอยู่ ความว่า พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับอยู่. เชิญดูพระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ประทับนั่งอยู่ที่ภูเขา. พระสาวก ทั้งหลายผู้ได้ไตรวิชชา เป็นผู้ละมัจจุเสีย นั่งห้อมล้อมอยู่. พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ประทับอยู่แม้อย่างนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย (ด้วย กิเลส) ทั้งปวงแล้ว มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ พระองค์อยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ. ไม่มีสงสารคือชาติ ชราและมรณะ มิได้มีภพใหม่. พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ประทับอยู่แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุทโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า อุทโย เป็นชื่อ. ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุทยะทูลถามว่า.
ฌายึ วิรชมาสีนนฺติ ฌายินฺติ ภควา ปฐเมนปิ ฌาเนน ฌายี ทุติเยนปิ ฌาเนน ฌายี ตติเยนปิ ฌาเนน ฌายี จตุตฺเถนปิ ฌาเนน ฌายี สวิตกฺกสวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี อวิตกฺกวิจารมตฺเตนปิ ฌาเนน ฌายี อวิตกฺกวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี สปฺปีติเกนปิ ฌาเนน ฌายี นิปฺปีติเกนปิ ฌาเนน ฌายี สาตสหคเตนปิ ฌาเนน ฌายี อุเปกฺขาสหคเตนปิ ฌาเนน ฌายี สุญฺญเตนปิ ฌาเนน ฌายี อนิมิตฺเตนปิ ฌาเนน ฌายี อปฺปณิหิเตนปิ ฌาเนน ฌายี โลกิเยนปิ ฌาเนน ฌายี โลกุตฺตเรนปิ ฌาเนน ฌายี ฌานรโต เอกตฺตมนุยุตฺโต สทตฺถครุโกติ ฌายึ ฯ {๔๓๔.๑} วิรชนฺติ ราโค รโช โทโส รโช โมโห รโช โกโธ รโช อุปนาโห รโช ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา รชา ฯ เต รชา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อรโช วิรโช รชาปคโต รชวิปฺปหีโน รชวิปฺปมุตฺโต ฯ ราโค รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ ราคสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจติ โทโส รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ โทสสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจติ โมโห รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ โมหสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจตีติ ฯ วิรชํ ฯ อาสีนนฺติ นิสินฺโน ภควา ปาสาณเก เจติเยติ อาสีโน ฯ นคสฺส ปสฺเส อาสินํ มุนึ ทุกฺขสฺส ปารคุํ สาวกา ปยิรุปาสนฺติ เตวิชฺชา มจฺจุหายิโนติ ฯ เอวมฺปิ ภควา อาสีโน ฯ อถวา ภควา สพฺโพสฺสุกฺกปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อาสีโน วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ เอวมฺปิ ภควา อาสีโนติ ฌายึ วิรชมาสีนํ ฯ อิจฺจายสฺมา อุทโยติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ อุทโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุทโย ฯ
คำว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ความว่า กิจ คือ กรรมที่ควรทำ และกรรมที่ไม่ควรทำ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำ ไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่าทรงทำกิจเสร็จแล้ว. ทิฏฐิเป็นเครื่องตกไปรอบ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุใด ผู้มีกระแสอันตัด ขาดแล้ว ละแล้วซึ่งกิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ ความเร่าร้อน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว. อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ชื่อว่า อาสวะ ในคำ ว่า อนาสวํ. อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทำ กิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ.
กตกิจฺจํ อนาสวนฺติ พุทฺธสฺส ภควโต กิจฺจํ กรณียากรณียํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ตสฺมา พุทฺโธ กตกิจฺโจ ฯ ยสฺส ปริปตา นตฺถิ ฉินฺนโสตสฺส ภิกฺขุโน กิจฺจากิจฺจํ ปหีนสฺส ปริฬาโห น วิชฺชตีติ ฯ กตกิจฺจํ อนาสวนฺติ อาสวาติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ เต อาสวา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อนาสโวติ กตกิจฺจํ อนาสวํ ฯ
คำว่า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ความว่า พระผู้มีพระภาค ทรงถึงฝังแห่ง อภิญญา ถึงฝั่งแห่งปริญญา ถึงฝั่งแห่งปหานะ ถึงฝั่งแห่งภาวนา ถึงฝังแห่งการทำให้แจ้ง ถึง ฝั่งแห่งการเข้าซึ่งธรรมทั้งปวง คือ ทรงถึงฝั่งแห่งความรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งความกำหนด รู้ซึ่งทุกข์ทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งการละกิเลสทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งการเจริญมรรค ๔ ถึงฝั่งแห่งการทำให้ แจ้งซึ่งนิโรธ ถึงฝั่งแห่งการเข้าสมาบัติทั้งปวง พระผู้มีพระภาคนั้นทรงถึงความชำนาญและความ สำเร็จในอริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุติ. พระผู้มีพระภาคนั้นเสด็จไปสู่ฝั่ง ทรงถึง ฝั่งแล้ว เสด็จไปสู่ส่วนสุด ทรงถึงส่วนสุดแล้ว เสด็จไปสู่ที่สุด ทรงถึงที่สุดแล้ว เสด็จไปสู่ ส่วนสุดรอบ ทรงถึงส่วนสุดรอบแล้ว เสด็จไปสู่ที่จบ ทรงถึงที่จบแล้ว เสด็จไปสู่ที่ต้านทาน ทรงถึงที่ต้านทานแล้ว เสด็จไปสู่ที่เร้น ทรงถึงที่เร้นแล้ว เสด็จไปสู่จรณะ ทรงถึงจรณะแล้ว เสด็จไปสู่ที่ไม่มีภัย ทรงถึงที่ไม่มีภัยแล้ว เสด็จไปสู่ที่ไม่เคลื่อน ทรงถึงที่ไม่เคลื่อนแล้ว เสด็จ ไปสู่อมตะ ทรงถึงอมตะแล้ว เสด็จไปสู่นิพพาน ทรงถึงนิพพานแล้ว. พระผู้มีพระภาคนั้น มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ มิได้มีสงสาร คือ ชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง.
ปารคุํ สพฺพธมฺมานนฺติ ภควา สพฺพธมฺมานํ อภิญฺญาปารคู ปริญฺญาปารคู ปหานปารคู ภาวนาปารคู สจฺฉิกิริยาปารคู สมาปตฺติปารคู อภิญฺญาปารคู สพฺพธมฺมานํ ปริญฺญาปารคู สพฺพทุกฺขานํ ปหานปารคู สพฺพกิเลสานํ ภาวนาปารคู จตุนฺนํ มคฺคานํ สจฺฉิกิริยาปารคู นิโรธสฺส สมาปตฺติปารคู สพฺพสมาปตฺตีนํ ฯ โส วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สีลสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สมาธิสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย ปญฺญาย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย วิมุตฺติยา โส ปารคโต ปารปฺปตฺโต อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต จรณคโต จรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ ฯ
คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า พวกข้าพระองค์ มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า คือ เป็นผู้จะทูลถามปัญหามาเฝ้าแล้ว เป็นผู้ใคร่ฟังปัญหา มาเฝ้าแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ความมา ความมุ่งมา ความมาเฝ้า ของพวกข้าพระองค์ผู้มีความต้องการ ด้วยปัญหา คือ ต้องการจะทูลถามปัญหา ใคร่ฟังปัญหา มีอยู่แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ความมาแห่งปัญหาของพระองค์มีอยู่ ทั้งพระองค์มีความเป็นผู้องอาจ ให้ผู้อื่นมีความเพียร สามารถเพื่อจะตรัสถาม ตรัสบอก ทรงแก้ ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ทรงเฉลย กับข้าพระองค์ได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า.
อตฺถี ปเญฺหน อาคมนฺติ ปญฺหตฺถิกมฺหา อาคตา ปญฺหาปุจฺฉกมฺหา อาคตา ปญฺหํ โสตุกามา อาคตมฺหาติ เอวมฺปิ อตฺถี ปญฺเหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหตฺถิกานํ ปญฺหาปุจฺฉกานํ ปญฺหํ โสตุกามานํ อาคมํ อภิกฺกมนํ อุปสงฺกมนํ อตฺถีติ เอวมฺปิ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหาคโม ตุยฺหํ อตฺถิ ตฺวมฺปิ ปหุ วิสวี อลมตฺโต มยา สทฺธึ ปุจฺฉิตุํ กเถตุํ วิชฺเสชตุํ สนฺทสฺเสตุํ ภณิตุนฺติ เอวมฺปิ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ ฯ
อรหัตวิโมกข์ ท่านกล่าวว่า อัญญาวิโมกข์ ในอุเทศว่า อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ ดังนี้ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ ขอจงบอก ... ขอจงทรงประกาศ ซึ่งอรหัตวิโมกข์ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์.
อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหีติ อญฺญาวิโมกฺโข วุจฺจติ อรหตฺตวิโมกฺโข ฯ อรหตฺตวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ ฯ
คำว่า ทำลายอวิชชา คือ ทุบ ต่อย ทำลาย ละ สงบ สละคืน ระงับ ซึ่งอวิชชา เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายอวิชชา. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่ (ที่ปาสาณกเจดีย์) ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ (อรหัตวิโมกข์) อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชา.
อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชาย เภทนํ ปเภทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ฌายึ วิรชมาสีนํ (อิจฺจายสฺมา อุทโย) กตกิจฺจํ อนาสวํ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุทยะ) เราขอบอก อัญญาวิโมกข์ เป็นเครื่องละซึ่งกามฉันทะ และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง เป็นเครื่องกั้นความ รำคาญ.
ปหานํ กามฉนฺทานํ (อุทยาติ ภควา) โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ฯ
ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลินในกาม ความอยากในกาม ความสิเนหาในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในเพราะกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ในกามทั้งหลาย กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กามฉันทนิวรณ์ ชื่อว่า ฉันทะ ในอุเทศว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ ดังนี้. คำว่า ธรรมเป็นเครื่องละกามฉันทะ ความว่า ธรรมเป็นเครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับกามฉันทะทั้งหลาย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเป็นเครื่องละกามฉันทะ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุทยะในอุเทศว่า อุทยาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุทยะ.
ปหานํ กามฉนฺทานนฺติ ฉนฺทาติ โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท กามราโค กามนนฺทิ กามตณฺหา กามสิเนโห กามปิปาสา กามปริฬาโห กามมุจฺฉา กามชฺโฌสานํ กาโมโฆ กามโยโค กามุปาทานํ กามจฺฉนฺทนีวรณํ ฯ ปหานํ กามฉนฺทานนฺติ กามจฺฉนฺทานํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ปหานํ กามฉนฺทานํ ฯ อุทยาติ ภควาติ อุทยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุทยาติ ภควา ฯ
ความไม่แช่มชื่นในทางใจ เจตสิกทุกข์ ความเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ไม่แช่มชื่น เกิดจากสัมผัสทางใจ ทุกขเวทนาอันไม่แช่มชื่น เกิดจากสัมผัสทางใจ ชื่อว่า โทมนัส ในอุเทศว่า โทมนสฺสาน จูภยํ ดังนี้. คำว่า และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง ความว่า ธรรมเป็นเครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับซึ่งกามฉันทะและโทมนัสทั้ง ๒ ประการ เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง.
โทมนสฺสาน จูภยนฺติ โทมนสฺสาติ ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา ฯ โทมนสฺสาน จูภยนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส จ โทมนสฺสสฺส จ อุภินฺนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ โทมนสฺสาน จูภยํ ฯ
ความที่จิตไม่ควร ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน ความท้อ ความถอย ความกลับ ความหดหู่ กิริยาที่หดหู่ ความเป็นผู้หดหู่ ชื่อว่าถีนะ ในอุเทศว่า ถีนสฺส จ ปนูทนํ ดังนี้. คำว่า เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง ความว่า เป็นเครื่องบรรเทา เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับ ความง่วง เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่อง บรรเทาความง่วง.
ถีนสฺส จ ปนูทนนฺติ ยา จิตฺตสฺส อกลฺลตา อกมฺมญฺญตา โอลียนา สลฺลียนา ลีนํ ลียนา ลียิตตฺตํ ถีนํ ถียนา ถียิตตฺตํ ฯ ถีนสฺส จ ปนูทนนฺติ ถีนสฺส จ ปนูทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ถีนสฺส จ ปนูทนํ ฯ
ความรำคาญมือ ความรำคาญเท้า ความรำคาญมือและเท้า ความสำคัญในสิ่ง ที่ไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ความสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ความ สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ ความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความเป็นผู้รำคาญ ความเดือดร้อน แห่งจิต ความขัดใจเห็นปานนี้ๆ ท่านเรียกว่า กุกกุจจัง ในคำว่า กุกฺกุจฺจานํ ในอุเทศว่า กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญเป็นความเดือดร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะกระทำ ๑ เพราะไม่กระทำ ๑. ความรำคาญอันเป็นความเดือดร้อน แห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นด้วยเพราะกระทำ ๑ เพราะไม่กระทำ ๑ อย่างไร? ความ รำคาญอันเป็นความเดือดร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า เราทำกายทุจริต เราไม่ได้ ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ได้ทำมโนสุจริต เราทำปาณาติบาต เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากปาณาติบาต เราทำอทินนาทาน เราไม่ได้ทำความ งดเว้นจากอทินนาทาน เราทำกาเมสุมิจฉาจาร เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เราทำ มุสาวาท เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากมุสาวาท เราทำปิสุณาวาจา เราไม่ได้ทำความงดเว้นจาก ปิสุณาวาจา เราทำผรุสวาจา เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากผรุสวาจา เราทำสัมผัปปลาปะ เราไม่ได้ ทำความงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เราทำอภิชฌา เราไม่ทำอนภิชฌา เราทำพยาบาท เราไม่ได้ทำ อัพยาบาท เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ ความรำคาญอันเป็นความเดือดร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญอันเป็นความเดือดร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า เราไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราไม่ได้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เราไม่รู้จักประมาณ ในโภชนะ เราไม่ได้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่ เราไม่ได้ประกอบด้วยสติ- *สัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญสัมมัปป- *ธาน ๔ เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ เราไม่ได้เจริญพละ ๕ เราไม่ได้ เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เราไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ได้ละสมุทัย เราไม่ได้เจริญมรรค เราไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ. คำว่า เป็นเครื่องกั้นความรำคาญ ความว่า เป็นเครื่องปิด คือ เป็นเครื่องกั้น เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับความรำคาญทั้งหลาย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่องกั้นความรำคาญ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์ อันเป็นเครื่องละซึ่งกามฉันทะ และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง เป็น เครื่องกั้นความรำคาญ.
กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ กุกฺกุจฺจานนฺติ หตฺถกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ ปาทกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ หตฺถปาทกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญิตา วชฺเช อวชฺชสญฺญิตา อวชฺเช วชฺชสญฺญิตา ยํ เอวรูปํ กุกฺกุจฺจํ กุกฺกุจฺจายนา กุกฺกุจฺจายิตตฺตํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข อิทํ วุจฺจติ กุกฺกุจฺจํ ฯ อปิจ ทฺวีหิ การเณหิ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข กตตฺตา จ อกตตฺตา จ ฯ กถํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตนฺติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กตํ เม วจีทุจฺจริตํ อกตํ เม วจีสุจริตนฺติ กตํ เม มโนทุจฺจริตํ อกตํ เม มโนสุจริตนฺติ กโต เม ปาณาติปาโต อกตา เม ปาณาติปาตา เวรมณีติ กตํ เม อทินฺนาทานํ อกตา เม อทินฺนาทานา เวรมณีติ กโต เม กาเมสุ มิจฺฉาจาโร อกตา เม กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณีติ กโต เม มุสาวาโท อกตา เม มุสาวาทา เวรมณีติ กตา เม ปิสุณา วาจา อกตา เม ปิสุณาย วาจาย เวรมณีติ กตา เม ผรุสา วาจา อกตา เม ผรุสาย วาจาย เวรมณีติ กโต เม สมฺผปฺปลาโป อกตา เม สมฺผปฺปลาปา เวรมณีติ กตา เม อภิชฺฌา อกตา เม อนภิชฺฌาติ กโต เม พฺยาปาโท อกโต เม อพฺยาปาโทติ กตา เม มิจฺฉาทิฏฺฐิ อกตา เม สมฺมาทิฏฺฐีติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ {๔๔๔.๑} อถวา สีเลสุมฺหิ อปริปูริการีติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ อินฺทฺริเยสุมฺหิ อคุตฺตทฺวาโรติ โภชเน อมตฺตญฺญุมฺหีติ ชาคริยมนนุยุตฺโตมฺหีติ น สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโตมฺหีติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สติปฏิฐานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ อภาวิตานิ เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ อภาวิตานิ เม ปญฺจ พลานีติ อภาวิตา เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ อภาวิโต เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตนฺติ สมุทโย เม อปฺปหีโนติ มคฺโค เม อภาวิโตติ นิโรโธ เม อสจฺฉิกโตติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ กุกฺกุจฺจานํ อาวรณํ นิวารณํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ฯ เตนาห ภควา ปหานํ กามฉนฺทานํ (อุทยาติ ภควา) โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ ฯ
เราขอบอกอัญญาวิโมกข์ อันมีอุเบกขาและสติหมดจดดี มีความตรึกประกอบด้วยธรรม แล่นไปข้างหน้า เป็นเครื่อง ทำลายอวิชชา.
อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ
ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพิกเฉย ความสงบแห่งจิต ความที่จิต เลื่อมใส ความที่จิตเป็นกลางด้วยจตุตถฌาน ชื่ออุเบกขา ในอุเทศว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ดังนี้. ความระลึก ความตามระลึก ฯลฯ ความระลึกชอบ เพราะปรารภถึงอุเบกขาในจตุตถฌาน ชื่อว่า สติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อุเบกขา และสติ. คำว่า หมดจดดี ความว่า อุเบกขาและสติในจตุตถฌานเป็นความหมดจด หมดจดดี ขาวรอบ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความ ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีอุเบกขาและสติ หมดจดดี.
อุเปกฺขาสติสํสุทฺธนฺติ อุเปกฺขาติ ยา จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา อุเปกฺขนา อชฺฌุเปกฺขนา จิตฺตสมโถ จิตฺตปฺปสาทตา มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ฯ สตีติ ยา จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขํ อารพฺภ สติ อนุสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสตีติ อุเปกฺขาสติ ฯ สํสุทฺธนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา จ สติ จ สุทฺธา โหนฺติ สํสุทฺธา ปริโยทาตา อนงฺคณา วิคตุปกฺกิเลสา มุทุภูตา กมฺมนิยา ฐิตา อาเนญฺชปฺปตฺตาติ อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ฯ
ความดำริชอบ ตรัสว่า ความตรึกประกอบด้วยธรรม ในคำว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ดังนี้. ความตรึกประกอบด้วยธรรมนั้น มีในเบื้องต้น มีข้างหน้าเป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ ตรัสว่า ความตรึกประกอบด้วยธรรม. สัมมาทิฏฐินั้นมีใน เบื้องต้น มีข้างหน้า เป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า มีความตรึก ประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนาในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔ ตรัสว่า ความตรึกประกอบ ด้วยธรรม. วิปัสสนานั้น มีในเบื้องต้นมีข้างหน้า เป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า.
ธมฺมตกฺกปุเรชวนฺติ ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯ โส อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคโม โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ อถวา ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สา อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคมา โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ อถวา ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ จตุนฺนํ มคฺคานํ ปุพฺพภาเค วิปสฺสนา ฯ สา อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคมา โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ
อรหัตวิโมกข์ ตรัสว่า อัญญาวิโมกข์ ในอุเทศว่า อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ ดังนี้ เราขอบอก ... ขอประกาศซึ่งอรหัตวิโมกข์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์.
อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมีติ อญฺญาวิโมกฺโข วุจฺจติ อรหตฺตวิโมกฺโข ฯ อรหตฺตวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมีติ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ ฯ
ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ อวิชชาเป็นดังลิ่มสลัก ความหลง อกุศลมูล ชื่อว่า อวิชชา ในอุเทศว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ ดังนี้. คำว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา ความว่า เป็นเครื่องทุบ ต่อย เครื่องทำลาย เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับ ซึ่งอวิชชา เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราขอบอก อัญญาวิโมกข์อันมีอุเบกขาและสติ หมดจดดี มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า เป็นเครื่อง ทำลายอวิชชา.
อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชายาติ ทุกฺเข อญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ ฯ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชาย เภทนํ ปเภทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ เตนาห ภควา อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ ฯ
โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้? อะไรเล่าเป็นเครื่อง เที่ยวไปของโลกนั้น? พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละ อะไรเสียได้?
กึสุสญฺโญชโน โลโก กึสุ ตสฺส วิจารณํ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ
คำว่า โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ความว่า อะไรเป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องพัวพัน เครื่องมัวหมอง ของโลก? โลกอันอะไรประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง ยึดไว้ คล้องไว้ เกี่ยวไว้ พัวพันไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมี อะไรเป็นเครื่องประกอบไว้.
กึสุสญฺโญชโน โลโกติ กึ โลกสฺส สํโยชนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส เกน โลโก ยุตฺโต ปยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธติ กึสุสญฺโญชโน โลโก ฯ
คำว่า อะไรเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น ความว่า อะไรเป็นเครื่องสัญจร เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ของโลกนั้น? โลกย่อมสัญจรไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยอะไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น?
กึสุ ตสฺส วิจารณนฺติ กึ ตสฺส จารณํ วิจารณํ ปฏิวิจารณํ เกน โลโก จรติ วิจรติ ปฏิวิจรตีติ กึสุ ตสฺส วิจารณํ ฯ
คำว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้ ความว่า พระองค์ ย่อมตรัส ย่อมบอก ย่อมเล่า ย่อมกล่าว แสดง บัญญัติว่า นิพพาน เพราะละ สงบ สละคืน ระงับ อะไรเสียได้? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้? เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้? อะไรเล่าเป็นเครื่อง เที่ยวไปของโลกนั้น? พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละ อะไรเสียได้?
กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน วูปสเมน ปฏินิสฺสคฺเคน ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ปวุจฺจติ กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยตีติ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ กึสุสญฺโญชโน โลโก กึสุ ตสฺส วิจารณํ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ฯ
โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้. วิตก เป็นเครื่อง เที่ยวไปของโลกนั้น. เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหา เสียได้.
นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ
ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ความเพลิน ในอุเทศว่า นนฺทิสญฺโญชโน โลโก ดังนี้. ความเพลินเป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องมัวหมองของโลก. โลกอันความเพลินนี้ประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง ผูกไว้ คล้องไว้ เกี่ยวไว้ พันไว้. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้.
นนฺทิสญฺโญชโน โลโกติ นนฺทิ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยา นนฺทิ โลกสฺส สญฺโญชนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อิมาย นนฺทิยา โลโก ยุตฺโต ปยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธติ นนฺทิสญฺโญชโน โลโก ฯ
วิตก ๙ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิตกถึงญาติ วิตกถึงชนบท วิตกถึงเทวดา วิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดูผู้อื่น วิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะ และ สรรเสริญ วิตกอันปฏิสังยุตด้วยความไม่อยากให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน เหล่านี้เรียกว่าวิตก ๙ ชื่อว่า วิตก ในอุเทศว่า วิตกฺกสฺส วิจารณา ดังนี้. วิตก ๙ อย่างนี้เป็นเครื่องสัญจรไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ของโลกนั้น. โลกนั้นย่อมสัญจร เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยวิตก ๙ อย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น.
วิตกฺกสฺส วิจารณาติ วิตกฺกาติ นว วิตกฺกา กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก ญาติวิตกฺโก ชนปทวิตกฺโก อมรวิตกฺโก ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อิเม วุจฺจนฺติ นว วิตกฺกา ฯ อิเม นว วิตกฺกา อสฺส โลกสฺส จารณา วิจารณา ปฏิวิจารณา อิเมหิ นวหิ วิตกฺเกหิ โส โลโก จรติ วิจรติ ปฏิวิจรตีติ วิตกฺกสฺส วิจารณา ฯ
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิมฺมานํ อิติ วุจฺจติ ดังนี้. คำว่า เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหาเสียได้ ความว่า เราย่อมกล่าว ย่อมบอก เล่า ขาน แสดง บัญญัติว่า นิพพาน เพราะละ สงบ สละคืน ระงับตัณหาเสียได้ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหาเสียได้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้. วิตกเป็นเครื่อง เที่ยวไปของโลกนั้น. เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหา เสียได้.
ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ตณฺหายาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน วูปสเมน ปฏินิสฺสคฺเคน ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ปวุจฺจติ กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยตีติ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ เตนาห ภควา นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ฯ
เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ? พวกข้าพระองค์ มาแล้วเพื่อทูลถาม พระผู้มีพระภาค. พวกข้าพระองค์จะขอฟัง พระดำรัสนั้นของพระองค์.
กถํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ
คำว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ความว่า เมื่อโลกมีสติสัมปชัญญะอย่างไร เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา. เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป?
กถํสตสฺส จรโตติ กถํสตสฺส สมฺปชานสฺส จรโต วิจรโต อิริยโต วตฺตยโต ปาลยโต ยปยโต ยาปยโตติ กถํสตสฺส จรโต
คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับ ไป. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ.
วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ
คำว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค ความว่า พวก ข้าพระองค์มาแล้ว คือ มาถึง เข้ามาถึง มาประชุมกับพระองค์เพื่อจะทูลถาม คือ เพื่อสอบถาม ทูล ขอ ทูลเชื้อเชิญ ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว คือ ขอให้ทรงประสาท เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค.
ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหาติ พุทฺธํ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุํ ปุจฺฉิตุํ ยาจิตุํ อชฺเฌสิตุํ ปสาเทตุํ อาคมฺหา อาคตมฺหา อุปาคตมฺหา สมฺปตฺตมฺหา ตยา สทฺธึ สมาคตมฺหาติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ฯ
คำว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์ ความว่า พวก ข้าพระองค์จะขอฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไป กำหนดพระดำรัส ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัส ของพระองค์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ? พวกข้าพระองค์ มาแล้วเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค. พวกข้าพระองค์จะขอฟัง พระดำรัสนั้นของพระองค์.
ตํ สุโณม วโจ ตวาติ ตนฺติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ สุโณม อุคฺคณฺหาม อุปธาเรม อุปลกฺเขมาติ ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ กถํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ตํ สุโณม วโจ ตวาติ ฯ
เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภายนอก เป็นผู้มีสติ อย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ.
อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต เอวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ
คำว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภายนอก ความว่า เมื่อโลก พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความ ติดใจเวทนา คือ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น. เมื่อโลกเป็นผู้พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็น ธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปใน เวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปใน เวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายทั้ง ภายในและภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอกอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา คือ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความ ติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น. เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ด้วยอาการ ๑๒ นี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา ฯลฯ ให้ ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความไม่เที่ยง ย่อมไม่เพลิดเพลิน ... เมื่อ โลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็น ความลำบาก เป็นอาพาธ ฯลฯ โดยไม่มีอุบาย เครื่องสลัดออก ย่อมไม่เพลิดเพลิน ... เมื่อโลก พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายโดยอาการ ๔๒ นี้อยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ ตั้งอยู่ด้วยความติดใจเวทนา คือ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความ เพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก.
อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโตติ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ พหิทฺธา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อชฺฌตฺตํ สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตํ วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตํ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุทยวย- ธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ {๔๖๔.๑} อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ ฯเปฯ อนภาวงฺคเมติ ฯ อถวา เวทนํ อนิจฺจโต ปสฺสนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ เวทนํ ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ฯเปฯ อนิสฺสรณโต ปสฺสนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อิเมหิ ทฺวาจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต ฯ
คำว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป ความว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ เที่ยวไป คือ เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป.
เอวํสตสฺส จรโตติ เอวํสตสฺส สมฺปชานสฺส จรโต วิจรโต อิริยโต วตฺตยโต ปาลยโต ยปยโต ยาปยโตติ เอวํสตสฺส จรโต ฯ
คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร วิญญาณ อันสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร ย่อมดับ สงบ ถึงความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก เป็นผู้ มีสติอย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของ ข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบ อุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓. -----------------------------------------------------
วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ ปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อาเนญฺชาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ เตนาห ภควา อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต เอวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ อุทยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส เตรสโม ฯ ------------