นันทมาณวกปัญหานิทเทส
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส นันทมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านพระนันทะ
นนฺทมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
(ท่านพระนันทะทูลถามว่า) ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลกนี้. ข้อนี้ นั้นเป็นอย่างไร? ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ ด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วย ความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี?
สนฺติ โลเก มุนโย (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ญาณูปปนฺนํ มุนิ โน วทนฺติ อุทาหุ เว ชีวิเกนูปปนฺนํ ฯ
คำว่า สนฺติ ในอุเทศว่า สนฺติ โลเก มุนโย ดังนี้ ความว่า ย่อมมี คือ ย่อมปรากฏ ย่อมประจักษ์. คำว่า ในโลก ความว่า ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก. คำว่า มุนีทั้งหลาย ความว่า อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า มุนี เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพระนันทะทูลถามว่า.
สนฺติ โลเก มุนโยติ สนฺตีติ สนฺติ สํวิชฺชนฺติ อุปลพฺภนฺติ ฯ โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเก ฯ มุนโยติ มุนินามกา อาชีวกา นิคฺคนฺถา ชฏิลา ตาปสาติ สนฺติ โลเก มุนโย ฯ อิจฺจายสฺมา นนฺโทติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ นนฺโทติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา นนฺโท ฯ
คำว่า ชนทั้งหลาย ในอุเทศว่า ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร บรรพชิต เทวดา และมนุษย์. คำว่า ย่อมกล่าว ความว่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ. คำว่า ตยิทํ กถํสุ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามด้วยความเคลือบแคลง เป็น คำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกัน ... ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร?
ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสูติ ชนาติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ ฯ วทนฺตีติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ ตยิทํ กถํสูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุโข น นุโข กึ นุโข กถํ นุโขติ ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ฯ
คำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนีหรือ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้า ไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยญาณอันสัปยุตด้วยสมาบัติ ๘ หรือด้วยญาณ คือ อภิญญา ๕ ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่ง บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี.
ญาณูปปนฺนํ มุนิ โน วทนฺตีติ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา อุเปตํ สมุเปตํ อุปาคตํ สมุปาคตํ อุปปนฺนํ สมุปปนฺนํ สมนฺนาคตํ มุนึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ญาณูปปนฺนํ มุนิ โน วทนฺติ ฯ
คำว่า หรือว่าชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็น มุนี ความว่า หรือว่าชนทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ... ประกอบด้วยความเพียรของบุคคลผู้เป็นอยู่ เศร้าหมอง ผู้ทำกิจที่ทำได้ยากยิ่งยวดหลายอย่างว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือว่าชน ทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก. ข้อนี้ นั้นเป็นอย่างไร? ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ ด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วย ความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี?
อุทาหุ เว ชีวิเกนูปปนฺนนฺติ อุทาหุ อเนกวิวิธอติปรม- ทุกฺกรการิกลูขชีวิกานุโยเคน อุเปตํ สมุเปตํ อุปาคตํ สมุปาคตํ อุปปนฺนํ สมุปปนฺนํ สมนฺนาคตํ มุนึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อุทาหุ เว ชีวิเกนูปปนฺนํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ สนฺติ โลเก มุนโย (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ญาณูปปนฺนํ มุนิ โน วทนฺติ อุทาหุ เว ชีวิเกนูปปนฺนนฺติ ฯ
ดูกรนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วย ทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนี. เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความ หวังเที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า น ทิฏฺฐิยา ในอุเทศว่า น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ดังนี้ ความว่า ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวด้วยความหมดจดด้วยความเห็น. คำว่า น สุติยา ความว่า ไม่กล่าวด้วยความหมดจด ด้วยการฟัง. คำว่า น ญาเณน ความว่า ไม่กล่าวแม้ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ไม่กล่าว ด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ.
น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณนาติ น ทิฏฺฐิยาติ น ทิฏฺฐสุทฺธิยา ฯ น สุติยาติ น สุตสุทฺธิยา ฯ น ญาเณนาติ นปิ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน นปิ มิจฺฉาญาเณนาติ น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ฯ
คำว่า กุสลา ในอุเทศว่า มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ ดังนี้ ความว่า ท่าน ผู้ฉลาดในขันธ์ ท่านผู้ฉลาดในธาตุ ท่านผู้ฉลาดในอายตนะ ท่านผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ท่าน ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ท่านผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ท่านผู้ฉลาดในอิทธิบาท ท่านผู้ฉลาดใน อินทรีย์ ท่านผู้ฉลาดในพละ ท่านผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ท่านผู้ฉลาดในมรรค ท่านผู้ฉลาดในผล ท่านผู้ฉลาดในนิพพาน. ท่านผู้ฉลาดเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าว ... ผู้ประกอบด้วยความหมดจดด้วย ความเห็น ด้วยความหมดจดด้วยการฟัง ด้วยความหมดจดด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ หรือด้วยญาณอันผิด ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดูกรนันทะ ท่านผู้ฉลาด ... กล่าว ... ว่าเป็นมุนี.
มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺตีติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐาน- กุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา ทิฏฺฐสุทฺธิยา วา สุตสุทฺธิยา วา อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา มิจฺฉาญาเณน วา อุเปตํ สมุเปตํ อุปาคตํ สมุปาคตํ อุปปนฺนํ สมุปปนฺนํ สมนฺนาคตํ มุนึ น วทนฺติ น กเถนฺติ น ภณนฺติ น ทีปยนฺติ น โวหรนฺตีติ มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ ฯ
คำว่า เราย่อมกล่าวชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีความทุกข์ ไม่มี ความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความว่า เสนามารตรัสว่า เสนา. กายทุจริตเป็น เสนามาร วจีทุจริตเป็นเสนามาร มโนทุจริตเป็นเสนามาร ราคะเป็นเสนามาร โทสะเป็นเสนา- *มาร โมหะเป็นเสนามาร ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นเสนามาร. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑ ของท่าน. ความไม่ยินดีท่าน กล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน. ความหิวและความกระหาย ท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน. ตัณหาท่านกล่าวว่าเป็น เสนาที่ ๔ ของท่าน. ถีนมิทธะท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของท่าน. ความขลาดท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของท่าน. วิจิฉิจฉาท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน. ความลบหลู่ ความกระด้างท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน. ลาภ ความ สรรเสริญ สักการะ ยศที่ได้มาผิด ก็เป็นเสนา. ความยก ตนและการข่มผู้อื่นก็เป็นเสนา. นี้เสนามารของท่าน (เป็น มารไม่ปล่อยท่านให้พ้นอำนาจไป) เป็นผู้ประหารท่านผู้มี ธรรมดำ. คนไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนานั้นได้. คนกล้าย่อม ชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข ดังนี้. เสนามารทั้งปวง กิเลสทั้งปวง ชนเหล่าใดชนะแล้ว ให้แพ้ ทำลาย กำจัดให้เบือนหน้า หนีแล้วด้วยอริยมรรค ๔ ในกาลใด ในกาลนั้น ชนเหล่านั้น เรากล่าวว่าผู้กำจัดเสนาเสียแล้ว. คำว่า อนิฆา ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลา- *ภิสังขารทั้งปวง เป็นความทุกข์. ความทุกข์เหล่านั้น ชนเหล่าใดละขาด ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้น ตรัสว่า ผู้ไม่มีความทุกข์. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ความหวัง ในคำว่า นิราสา ดังนี้. ความหวังคือ ตัณหานี้ ชนเหล่าใดละขาด ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชน เหล่านั้น ตรัสว่า ผู้ไม่มีความหวัง. คำว่า เรากล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความว่า เราย่อมกล่าว ... ย่อมประกาศว่า ชนเหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพ กำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ย่อมเที่ยวไป คือ เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ชนเหล่านั้นเป็นมุนีในโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วย ทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณว่า เป็นมุนี. เราย่อมกล่าวว่า ชนใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ พฺรูมีติ เสนา วุจฺจติ มารเสนา ฯ กายทุจฺจริตํ มารเสนา วจีทุจฺจริตํ มารเสนา มโนทุจฺจริตํ มารเสนา ราโค มารเสนา โทโส มารเสนา โมโห มารเสนา โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา มารเสนา ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยารติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภีรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉาลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ เอสา เต นมุจิ เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขนฺติ ฯ {๒๘๙.๑} ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ สพฺพา จ มารเสนา สพฺเพ จ กิเลสา ชิตา ปราชิตา ปภญฺชิตา วิปฺปลุตฺตา ปรมฺมุขา เต วุจฺจนฺติ วิเสนิกตฺวา ฯ อนิฆาติ ราโค นีโฆ โทโส นีโฆ โมโห นีโฆ โกโธ นีโฆ อุปนาโห นีโฆ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา นีฆา ฯ เยสํ เอเต นีฆา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา เต วุจฺจนฺติ อนิฆา ฯ นิราสาติ อาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ เยสํ เอสา อาสา ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา เต วุจฺจนฺติ นิราสา ฯ วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ พฺรูมีติ เย เต อรหนฺโต ขีณาสวา วิเสนิกตฺวา จ อนิฆา จ นิราสา จ จรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ เต โลเก มุนโยติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ พฺรูมีติ ฯ
(ท่านพระนันทะทูลถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วย มงคลหลายชนิดบ้าง. (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค) ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ในทิฏฐิ นั้น ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชราบ้างหรือ? ข้าแต่พระผู้มี- พระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ กจฺจิสฺสุ เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตา อตารุ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ
คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช คือ ถึงพร้อมด้วยการบวช ภายนอกพุทธศาสนานี้ ชื่อว่าสมณะ. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่า พราหมณ์. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์. บทว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพระนันทะทูลถามว่า.
เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เสติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ สมณาติ เยเกจิ อิโต พหิทฺธา ปพฺพชฺชูปคตา ปริพฺพาชกสมาปนฺนา ฯ พฺราหฺมณาติ เยเกจิ โภวาทิกาติ เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส ฯ อิจฺจายสฺมา นนฺโทติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ นนฺโทติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา นนฺโท ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟังบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความ บริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง ... ด้วยการสดับบ้าง ... ด้วยการ เห็นและการสดับบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและด้วยการ สดับบ้าง.
ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺเฐนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ... ย่อมบัญญัติความหมดจด ... ความพ้นรอบด้วยศีลบ้าง ... ด้วยวัตรบ้าง ... ด้วยทั้งศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง.
สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่า ย่อมกล่าว ... ย่อมบัญญัติความหมดจด ... ความพ้นรอบด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด.
อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธินฺติ อเนกวิธวตฺตกุตูหลมงฺคเลน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า กจฺจิสฺส ในอุเทศว่า กจฺจิสฺส เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตา ดังนี้ เป็นการถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการ ถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าบ้างหรือ. คำว่า เต คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเป็นคติ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พวกสมณพราหมณ์นั้น ... บ้างหรือ. คำว่า ตตฺถ ในอุเทศว่า ตตฺถ ยตา จรนฺตา ดังนี้ ความว่า ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความชอบใจของตน ในลัทธิของตน. คำว่า ยตา ความว่า สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง. คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค) สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวม แล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ... บ้างหรือ.
กจฺจิสฺสุ เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตาติ กจฺจิสฺสูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุ โข นนุ โข กินฺนุ โข กถํ นุ โขติ กจฺจิสฺสุ ฯ เตติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ กจฺจิสฺสุ เต ภควา ฯ ตตฺถ ยตา จรนฺตาติ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ ยตาติ ยตา ปฏิยตา โคปิตา รกฺขิตา สํวุตา ฯ จรนฺตาติ จรนฺตา วิจรนฺตา อิริยนฺตา วตฺเตนฺตา ปาเลนฺตา ยเปนฺตา ยาเปนฺตาติ กจฺจิสฺสุ เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตา ฯ
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา ความว่า ได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติชราและมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก คำว่า มาริสนี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับ ด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... ได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติและชรา.
อตารุ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริสาติ ชาติชรามรณํ อตรึสุ อุตฺตรึสุ ปตรึสุ สมติกฺกมึสุ วีติวตฺตึสุ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ อตารุ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ฯ
คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เมตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประกาศซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัส บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส ... จงประกาศ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. เพราะเหตุนั้นพราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วย มงคลหลายชนิดบ้าง. (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค) ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ในทิฏฐิ นั้น ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชราบ้างหรือ? ข้าแต่พระผู้มี- พระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ กจฺจิสฺสุ เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตา อตารุ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรนันทะ) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วยมงคลหลายชนิด. เราย่อมกล่าวว่า สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ถึงแม้เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและชราไปไม่ได้.
เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺติ นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า เยเกจิ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เข้าถึงการบวช ถึงพร้อมด้วยการบวชภายนอก แต่พุทธศาสนานี้ชื่อว่าสมณะ. ชนเหล่าใด เหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่าพราหมณ์. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่งนี้. พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า นันทะ ในอุเทศว่า นนฺทาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรนันทะ.
เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ สมณาติ เยเกจิ อิโต พหิทฺธา ปพฺพชฺชูปคตา ปริพฺพาชกสมาปนฺนา ฯ พฺราหฺมณาติ เยเกจิ โภวาทิกาติ เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส ฯ นนฺทาติ ภควาติ นนฺทาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ นนฺทาติ ภควา ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟังบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง ... ด้วยการสดับบ้าง ... ด้วยการเห็น และสดับบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง.
ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺเฐนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ... ย่อมบัญญัติความหมดจด ... ความพ้นรอบด้วยศีลบ้าง ... ด้วยวัตรบ้าง ... ด้วยศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง.
สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่า ย่อมกล่าว ... ย่อมบัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความ หมดจดด้วยมงคลหลายชนิด.
อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธินฺติ อเนกวิธวตฺตกุตูหลมงฺคเลน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า กิญฺจาปิ ในอุเทศว่า กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺติ เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นเครื่องทำบทให้เต็ม เป็นความพร้อมเพรียงแห่งอักขระ เป็นความ สละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า กิญฺจาปิ นี้ เป็นไปตามลำดับบท คำว่า เต คือ พวก สมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ. คำว่า ตตฺก ความว่า ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความ ชอบใจของตน ในลัทธิของตน. คำว่า ยตา ความว่า เป็นผู้สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง. คำว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวไป ... เยียวยา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ถึงแม้สมณพราหมณ์ เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น.
กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺตีติ กิญฺจาปีติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพกเมตํ กิญฺจาปีติ ฯ เตติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ ยตาติ ยตา ปฏิยตา โคปิตา รกฺขิตา สํวุตา ฯ จรนฺตีติ จรนฺติ วิจรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺตีติ กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺติ ฯ
คำว่า เราย่อมกล่าวว่า ... ข้ามชาติและชราไปไม่ได้ ความว่า เราย่อมกล่าว ... ย่อมประกาศว่า ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชราและมรณะไปไม่ได้ คือ ไม่ออก ไม่สละ ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชราและมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ ภายในชาติ ชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อ ว่า เราย่อมกล่าวว่า ข้ามชาติและชราไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วย การเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วยมงคล หลายชนิด. เราย่อมกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้ เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและ ชราไปไม่ได้.
นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ชาติชรามรณํ น ตรึสุ น อุตฺตรึสุ น ปตรึสุ น สมติกฺกมึสุ น วีติวตฺตึสุ ชาติชรามรณา อนิกฺขนฺตา อนิสฺสฏฺฐา อนติกฺกนฺตา อวีติวตฺตา อนฺโตชาติ- ชรามรเณ ปริวตฺเตนฺติ อนฺโตสํสารปเถ ปริวตฺเตนฺติ ชาติยา อนุคตา ชราย อนุสฏา พฺยาธินา อภิภูตา มรเณน อพฺภาหตา อตาณา อเลณา อสรณา อสรณีภูตาติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺติ นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ
(ท่านพระนันทะทูลถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วย การเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วยมงคล หลายชนิดบ้าง. ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนีตรัสสมณพราหมณ์ เหล่านั้นว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ข้าม ชาติและชราไปได้แล้ว. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูล ถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ
คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า เยเกจิ เม สมณพฺราหฺมณาเส ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช คือ ถึงพร้อมด้วยการบวช ภายนอกพุทธศาสนานี้ ชื่อว่าสมณะ. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่าพราหมณ์. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพระนันทะทูลถามว่า.
เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เสติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ สมณาติ เยเกจิ อิโต พหิทฺธา ปพฺพชฺชูปคตา ปริพฺพาชกสมาปนฺนา ฯ พฺราหฺมณาติ เยเกจิ โภวาทิกาติ เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส ฯ อิจฺจายสฺมา นนฺโทติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ นนฺโทติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา นนฺโท ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟังบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง ... ด้วยการสดับบ้าง ... ด้วยการเห็นและ การสดับบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง.
ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺเฐนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ... ย่อม บัญญัติความหมดจด ... ความพ้นรอบด้วยศีลบ้าง ... ด้วยวัตรบ้าง ... ด้วยทั้งศีลและวัตรบ้าง เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง.
สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธินฺติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่าย่อมกล่าว ... ย่อม บัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยมงคลหลายชนิด.
อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธินฺติ อเนกวิธวตฺตกุตูหลมงฺคเลน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า เต เจ ในอุเทศว่า เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ ดังนี้ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเป็นคติ ญาณท่านกล่าวว่า โมนะ ในบทว่า มุนี. ฯลฯ พระผู้มีพระภาค นั้น ล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเป็นดังว่าข่าย เป็นมุนี. คำว่า ย่อมตรัสว่า ... ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ความว่า ข้ามไม่ได้แล้ว คือ ข้ามขึ้น ไม่ได้แล้ว ข้ามล่วงไม่ได้แล้ว ก้าวล่วงไม่ได้แล้ว เป็นไปล่วงไม่ได้แล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆา อวิชชาโอฆะ วนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง. คำว่า ย่อมตรัส คือ ย่อมตรัส ... ย่อมประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าพระองค์ผู้ เป็นมุนีย่อมตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว.
เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณติ เต เจติ ทิฏฺฐิคติเก ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ พฺรูสิ อโนฆติณฺเณติ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ อติณฺเณ อนุตฺติณฺเณ อนิตฺติณฺเณ อนติกฺกนฺเต อสมติกฺกนฺเต อวีติวตฺเต อนฺโตชาติชรามรเณ ปริวตฺตนฺเต อนฺโตสํสารปเถ ปริวตฺตนฺเต ชาติยา อนุคเต ชราย อนุสเฏ พฺยาธินา อภิภูเต มรเณน อพฺภาหเต อตาเณ อเลเณ อสรเณ อสรณีภูเต ฯ พฺรูสีติ พฺรูสิ อาจิกฺขสิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวรสิ วิภชสิ อุตฺตานีกโรสิ ปกาเสสีติ เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ ฯ
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลก และมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้ ความว่า เมื่อเป็นดังนั้น ใครนั้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข้ามได้แล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามพ้นแล้ว ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชราและมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามชาติและ ชราไปได้แล้ว.
อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริสาติ อถ โก เอโส สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ชาติชรามรณํ อตาริ อุตฺตาริ ปตริ สมติกฺกมิ วีติวตฺตยิ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ฯ
คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็น สัจฉิกาบัญญัติ, คำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์โปรด ตรัส ... โปรดประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหา นั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วย การเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง ด้วยมงคล หลายชนิดบ้าง. ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนีตรัสพราหมณ์เหล่านั้น ว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็น อย่างนั้น บัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและ ชราไปได้แล้ว. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถยสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณา เส (อิจฺจายสฺมา นนฺโท) ทิฏฺฐสุเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ อเนกรูเปน วทนฺติ สุทฺธึ เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนันทะ) เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อแล้ว. เราย่อม กล่าวว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคล หลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
นาหํ สพฺเพ สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ชาติชราย นิวุตาติ พฺรูมิ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพํ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อ แล้ว ความว่า ดูกรนันทะ เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราร้อย ไว้แล้ว หุ้มไว้แล้ว คลุมไว้แล้ว ปิดไว้แล้ว บังไว้แล้ว ครอบไว้แล้ว. เราย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก ... ทำให้ตื้นว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด ละชาติ ชราและมรณะแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา สมณพราหมณ์ เหล่านั้นมีอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติ และชราหุ้มห่อไว้แล้ว.
นาหํ สพฺเพ สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ชาติชราย นิวุตาติ พฺรูมีติ นาหํ นนฺท สพฺเพ สมณพฺราหฺมณา ชาติชราย อาวุตา นิวุตา โอผุฏา ปิหิตา ปฏิจฺฉนฺนา ปฏิกุชฺชิตาติ วทามิ อตฺถิ เต สมณพฺราหฺมณา เยสํ ชาติ จ ชรามรณญฺจ ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมีติ นาหํ สพฺเพ สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ชาติชราย นิวุตาติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใดละแล้ว คือ สละแล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุด แล้ว ให้ถึงความไม่มีแล้ว ซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยการฟัง ทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยการเห็นและด้วยการฟังทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยการได้ ทราบทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยศีลทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง ... ซึ่งความหมด จดทั้งด้วยศีลและวัตรทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือแม้ศีลหรือวัตรทั้งปวง.
เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพนฺติ เย สพฺพา ทิฏฺฐสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวา เย สพฺพา สุตสุทฺธิโย เย สพฺพา ทิฏฺฐสุตสุทฺธิโย เย สพฺพา มุตสุทฺธิโย เย สพฺพา สีลสุทฺธิโย เย สพฺพา วตฺตสุทฺธิโย เย สพฺพา สีลพฺพตฺตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
คำว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง ความว่า ละแล้ว คือ ละขาด แล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ให้ถึงความไม่มีแล้ว ซึ่งความหมดจด คือ ความหมด จดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยมงคลคือวัตรและความ ตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง.
อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพนฺติ อเนกวิธวตฺตกุตูหลมงฺคเลน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
คำว่า ตณฺหํ ในอุเทศว่า ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ดังนี้ ได้แก่รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า กำหนดรู้แล้ว ความว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ญาตปริญญาเป็นไฉน? นรชนย่อมรู้ชัด คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็นตัณหาว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพตัณหา นี้ธรรมตัณหา นี้ชื่อว่าญาตปริญญา. ตีรณปริญญาเป็นไฉน? นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้วย่อมพิจารณาตัณหา คือ พิจารณา โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี ฯลฯ โดยความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่า ตีรณ-ปริญญา. ปหานปริญญาเป็นไฉน? นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในตัณหาใด ท่านทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้นเสีย. เมื่อเป็นอย่างนี้ ตัณหานั้นจักเป็น ของอันท่านทั้งหลายละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มี ความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้. นี้ชื่อว่าปหานปริญญา. กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วย ปริญญา ๓ นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้ซึ่งตัณหา. คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ. คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน เหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว ความว่า เราย่อมกล่าวว่า ... ย่อมประกาศว่า นรชนเหล่าใด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิ- *โอฆะ อวิชชาโอฆะ คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามออก ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งทาง แห่งสังสารวัฏทั้งปวง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหา แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและ ชราหุ้มห่อแล้ว เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่ง รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตร ทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล เป็นผู้ ข้ามโอฆะได้แล้ว.
ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ ตณฺหนฺติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ปริญฺญายาติ ตณฺหํ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานิตฺวา ญาตปริญฺญาย ตีรณปริญฺญาย ปหานปริญฺญาย ฯ {๓๑๗.๑} กตมา ญาตปริญฺญา ฯ ตณฺหํ ปชานาติ อยํ รูปตณฺหา อยํ สทฺทตณฺหา อยํ คนฺธตณฺหา อยํ รสตณฺหา อยํ โผฏฺฐพฺพตณฺหา อยํ ธมฺมตณฺหาติ ปชานาติ ปสฺสติ อยํ ญาตปริญฺญา ฯ {๓๑๗.๒} กตมา ตีรณปริญฺญา ฯ เอวํ ญาตํ กตฺวา ตณฺหํ ตีเรติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต ฯเปฯ อนิสฺสรณโต ตีเรติ อยํ ตีรณปริญฺญา ฯ {๓๑๗.๓} กตมา ปหานปริญฺญา ฯ เอวํ ตีเรตฺวา ตณฺหํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา โย ภิกฺขเว ตณฺหาย ฉนฺทราโค ตํ ปชหถ เอวํ สา ตณฺหา ปหีนา ภวิสฺสติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ ฯ อยํ ปหานปริญฺญา ฯ ตณฺหํ อิมาหิ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานิตฺวาติ ตณฺหํ ปริญฺญาย ฯ {๓๑๗.๔} อนาสวาติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว เยสํ อิเม อาสวา ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เต วุจฺจนฺติ อนาสวา ฯ เยติ อรหนฺโต ขีณาสวา ฯ {๓๑๗.๕} ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ เย ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เต กาโมฆํ ติณฺณา ภโวฆํ ติณฺณา ทิฏฺโฐฆํ ติณฺณา อวิชฺโชฆํ ติณฺณา สพฺพํ สํสารปถํ ติณฺณา อุตฺติณฺณา นิตฺติณฺณา อติกฺกนฺตา สมติกฺกนฺตา วีติวตฺตาติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา นาหํ สพฺเพ สมณพฺราหฺมณา เส (นนฺทาติ ภควา) ชาติชราย นิวุตาติ พฺรูมิ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพํ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ ฯ
ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจานั้น อัน พระองค์ผู้เป็นพระมเหสี (ผู้แสวงหาธรรมใหญ่) ตรัสดีแล้ว ไม่มีอุปธิ. แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชนเหล่าใดละแล้ว ซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและ วัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนด รู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ ข้ามโอฆะได้แล้ว.
เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพํ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมยินดี คือ ยินดียิ่ง เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ พระวาจา คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า อันพระองค์เป็นพระมเหสี ความว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระมเหสี ทรง แสวงหา คือ ทรงเสาะหา ทรงค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า มเหสี. ฯลฯ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาประทับที่ไหน พระนราสภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า มเหสี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจา นั้น อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสี.
เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโนติ เอตนฺติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ นนฺทามิ อภินนฺทามิ โมทามิ อนุโมทานิ อิจฺฉามิ สาทิยามิ ปตฺถยามิ ปิหยามิ อภิชปฺปามิ ฯ มเหสิโนติ มเหสี ภควา ฯ มหนฺตํ สีลกฺขนฺธํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯเปฯ กหํ เทวเทโว กหํ นราสโภติ มเหสีติ เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน ฯ
คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ ดังนี้ ความว่า ตรัสบอกดีแล้ว คือ ทรงแสดงดีแล้ว ทรงบัญญัติดีแล้ว ทรงแต่งตั้งดีแล้ว ทรงเปิดเผยดีแล้ว ทรงทำให้ตื้นดีแล้ว ทรงประกาศดีแล้ว. กิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่า อุปธิ ในอุเทศว่า โคตม นูปธีกํ ดังนี้. การละอุปธิ ความสงบอุปธิ ความสละคืนอุปธิ ความระงับอุปธิ อมตนิพพาน ท่านกล่าวว่า ธรรมไม่มีอุปธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระโคดม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ.
สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกนฺติ สุกิตฺติตนฺติ สุอาจิกฺขิตํ สุเทสิตํ สุปญฺญปิตํ สุปฏฺฐปิตํ สุวิวริตํ สุวิภตฺตํ สุอุตฺตานีกตํ สุปกาสิตํ ฯ โคตม นูปธีกนฺติ อุปธี วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ อุปธิปหานํ อุปธิวูปสโม อุปธิปฏินิสฺสคฺโค อุปธิปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ ฯ
คำว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใดละแล้ว คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึง ความไม่มีซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยการฟังทั้งปวง ซึ่งความ หมดจดทั้งด้วยการเห็นและการฟังทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยการได้ทราบทั้งปวง ... ซึ่งความ หมดจดด้วยศีลทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง ... ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยศีลและ วัตรทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง.
เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพนฺติ เย สพฺพา ทิฏฺฐสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวา เย สพฺพา สุตสุทฺธิโย เย สพฺพา ทิฏฺฐสุตสุทฺธิโย เย สพฺพา มุตสุทฺธิโย เย สพฺพา สีลสุทฺธิโย เย สพฺพา วตฺตสุทฺธิโย เย สพฺพา สีลพฺพตฺตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
คำว่า ละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง ความว่า ละ คือ ละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจด วิเศษ ความบริสุทธิ์ ความ พ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยมงคล คือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง.
อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพนฺติ อเนกวิธวตฺตกุตูหลมงฺคเลน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ อเนกรูปมฺปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
คำว่า ตณฺหํ ในอุเทศว่า ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ดังนี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหา ความว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ญาตปริญญาเป็นไฉน? นรชนย่อมรู้ซึ่งตัณหา คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพตัณหา นี้ธรรมตัณหา. นี้ชื่อว่า ญาต- *ปริญญา. ตีรณปริญญาเป็นไฉน? นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมพิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความไม่ให้สลัดออก. นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ปหานปริญญาเป็นไฉน? นรชนพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ละบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา. นี้ชื่อว่าปหานปริญญา. กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหานั้นด้วยปริญญา ๓ นี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหา. คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า แม้ข้าพระองค์ก็กล่าว คือ พูดว่า นรชนเหล่าใด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ข้ามแล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามออกแล้ว ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ซึ่ง ทางสงสารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ข้าพระองค์ย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจานั้น อัน พระองค์ผู้เป็นพระมเหสีตรัสดีแล้ว ไม่มีอุปธิ. แม้ข้า- พระองค์ก็กล่าวว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้ง ละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ พระนันทะนั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์ เป็นสาวก ดังนี้. จบนันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๗. -----------------------------------------------------
ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ ตณฺหนฺติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหํ ปริญฺญายาติ ตณฺหํ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานิตฺวา ญาตปริญฺญาย ตีรณปริญฺญาย ปหานปริญฺญาย ฯ {๓๒๓.๑} กตมา ญาตปริญฺญา ฯ ตณฺหํ ปชานาติ อยํ รูปตณฺหา อยํ สทฺทตณฺหา อยํ คนฺธตณฺหา อยํ รสตณฺหา อยํ โผฏฺฐพฺพตณฺหา อยํ ธมฺมตณฺหาติ ปชานาติ ปสฺสติ อยํ ญาตปริญฺญา ฯ {๓๒๓.๒} กตมา ตีรณปริญฺญา ฯ เอวํ ญาตํ กตฺวา ตณฺหํ ตีเรติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อทฺธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต วิปริณามธมฺมโต อสารกโต อฆมูลกโต วธกโต สาสวโต สงฺขตโต มารามิสโต ชาติธมฺมโต ชราธมฺมโต พฺยาธิธมฺมโต มรณธมฺมโต โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสธมฺมโต สมุทยโต อตฺถงฺคมโต อนสฺสาทโต อาทีนวโต อนิสฺสรณโต ตีเรติ อยํ ตีรณปริญฺญา ฯ {๓๒๓.๓} กตมา ปหานปริญฺญา ฯ เอวํ ตีเรตฺวา ตณฺหํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ อยํ ปหานปริญฺญา ฯ ตํ ตณฺหํ อิมาหิ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานิตฺวาติ ตณฺหํ ปริญฺญาย ฯ {๓๒๓.๔} อนาสวาติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ เยสํ อิเม อาสวา ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เต วุจฺจนฺติ อนาสวา ฯ เยติ อรหนฺโต ขีณาสวา ฯ {๓๒๓.๕} ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ เย ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา อหมฺปิ เต กาโมฆํ ติณฺณา ภโวฆํ ติณฺณา ทิฏฺโฐฆํ ติณฺณา อวิชฺโชฆํ ติณฺณา สพฺพํ สํสารปถํ ติณฺณา อุตฺติณฺณา นิตฺติณฺณา อติกฺกนฺตา สมติกฺกนฺตา วีติวตฺตาติ พฺรูมิ วทามีติ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ เยสีธ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ อเนกรูปมปิ ปหาย สพฺพํ ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมีติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ นนฺทมาณวกปญฺหานิทฺเทโส สตฺตโม ฯ --------------