๙. ธรรมสวนิยเถราปทาน (๓๓๙)
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ธรรมสวนิยเถราปทานที่ ๙ (๓๓๙) ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม
นวมํ ธมฺมสฺสวนิยตฺเถราปทานํ (๓๓๙)
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงประกาศสัจจะ ๔ ยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น (ทุกข์) สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอัน สูงเด่น สลัดผ้าเปลือกไม้กรอง (ผ้าคากรอง) เหาะไปในอัมพรในบัดนั้น แต่เราไม่อาจจะไปในเบื้องบนแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดได้ เวลานั้น เราเป็นเหมือนนกกระทบภูเขาหินไปไม่ได้ ความเป็นไปที่ผิดแปลกเช่นนี้ไม่ เคยมีแก่เราเลย เราเหาะไปในอัมพร เหมือนดังหลับตาไปในน้ำ ก็มนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ประเสริฐจักมีอยู่ภายใต้นี้กระมังหนอ ถ้าเช่นนั้นเราจักค้นหาเขา บางทีจะพึงได้ประโยชน์บ้างเมื่อเราลงจากอากาศ ได้ฟังเสียงของพระศาสดา ซึ่งกำลังตรัสอนิจจตาอยู่ เราจึงเรียนอนิจจาตานั้นในขณะนั้น ครั้นเรียน อนิจจสัญญาแล้ว ได้กลับไปสู่อาศรมของเรา เราอยู่ตลอดกำหนดอายุแล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เมื่อภพที่สุดยังเป็นไปอยู่ เราระลึกถึงการฟังธรรม นั้นได้ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ดาวดึงส์ เรารื่นรมย์อยู่ ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป ได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง ได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณนานับมิได้ พระสมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งบนเรือน ของบิดา แสดงด้วยคาถา เปล่งวาจาถึงเรื่องไม่เที่ยง เราระลึกถึงสัญญานั้น ได้ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ แทงตลอดซึ่งที่สุดคือ นิพพาน อัน เป็นบทไม่เคลื่อน ยังไม่ได้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับเป็นสุข เราระลึกถึงบุรพกรรมได้ พร้อมกับได้ฟังคาถา เรานั่ง อยู่บนอาสนะเดียวนั่นเอง ได้บรรลุอรหัต เรามีอายุ ๗ ปี แต่กำเนิด ได้ บรรลุอรหัต พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงรู้คุณแล้ว ให้เราอุปสมบท กิจอะไร ที่เราพึงทำในวันนี้ ในศาสนาของพระศากยบุตร เรายังเป็นเด็กอยู่เที่ยว ได้ทำกิจที่พึงทำนั้นสำเร็จแล้ว ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดใน กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเพราะการฟังธรรม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระธรรมสวนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ธรรมสวนิยเถราปทาน.
|๓๔๑.๑๑๒| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต สนฺตาเรติ พหุชฺชนํ ฯ |๓๔๑.๑๑๓| อหํ เตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน ธุนนฺโต วากจีรานิ คจฺฉามิ อมฺพเร ตทา ฯ |๓๔๑.๑๑๔| พุทฺธเสฏฺฐสฺส อุปริ คนฺตุํ น วิสหามหํ ปกฺขีว เสลมาปชฺช คมนํ น ลภินฺตทา ฯ |๓๔๑.๑๑๕| น เม อิทํ ภูตปุพฺพํ อิริยสฺส วิโกปนํ ทเก ยถา อุมฺมิลิตฺวา เอวํ คจฺฉามิ อมฺพเร ฯ |๓๔๑.๑๑๖| อุฬารภูโต มนุโช จ เหฏฺฐาสีโน ภวิสฺสติ หนฺท เมตํ คเวสิสฺสํ อปิ อตฺถํ ลเภยฺยหํ ฯ |๓๔๑.๑๑๗| โอโรหนฺโต อนฺตลิกฺขา สทฺทมสฺโสสิ สตฺถุโน อนิจฺจตํ กเถนฺตสฺส ตมหํ อุคฺคหึ ตทา ฯ |๓๔๑.๑๑๘| อนิจฺจสญฺญมุคฺคยฺห อคมาสึ มมสฺสมํ ยาวตายุํ วสิตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ |๓๔๑.๑๑๙| จริเม วตฺตมานมฺหิ ตํ ธมฺมสฺสวนํ สรึ เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคจฺฉหํ ฯ |๓๔๑.๑๒๐| ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ เอกปญฺญาสกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ ฯ |๓๔๑.๑๒๑| เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓๔๑.๑๒๒| ปิตุฆเร นิสีทิตฺวา สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย คาถาย ปริทีเปนฺโต อนิจฺจวตฺถุทาหริ ฯ |๓๔๑.๑๒๓| อนุสฺสรามิ ตํ สญฺญํ สํสรนฺโต ภวาภเว น โกฏึ ปฏิวิชฺฌามิ นิพฺพานํ อจฺจุตํ ปทํ ฯ |๓๔๑.๑๒๔| อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข ฯ |๓๔๑.๑๒๕| สห คาถํ สุณิตฺวาน ปุพฺพกมฺมํ อนุสฺสรึ เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๓๔๑.๑๒๖| ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ อรหตฺตํ อปาปุณึ อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา ฯ |๓๔๑.๑๒๗| ทารโกว อหํ สนฺโต กรณียํ สมาปยึ กึ เม กรณียํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๓๔๑.๑๒๘| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สทฺธมฺมสฺสวเน ผลํ ฯ |๓๔๑.๑๒๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ธมฺมสฺสวนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ธมฺมสฺสวนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ