๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปิลินทวรรคที่ ๔๐ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ (๓๙๑) ว่าด้วยผลแห่งการถวายไทยธรรมอันสมควร
จตฺตาฬีโส ปิลินฺทวคฺโค ปฐมํ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ (๓๙๑)
เราเป็นนายประตูอยู่ที่นครหงสวดี เรารวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ใน เรือนมากมายนับไม่ถ้วน ในกาลนั้น เราอยู่ในที่ลับ ทำใจให้รื่นเริง นั่ง อยู่ในปราสาทอันประเสริฐแล้ว ได้คิดอย่างนี้ว่า โภคสมบัติของเรามีมาก มากแพร่หลายไปภายในบุรี แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินพระนามว่า อานนท์ ก็ทรงเชื้อเชิญเรา พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นมุนี เสด็จ อุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่ เราจักถวายทานแก่ พระศาสดา พระราชบุตรพระนามว่าปทุม ทรงถวายทานอันประเสริฐ คือ ช้างตัวประเสริฐ บัลลังก์และพนักพิง มีประมาณไม่น้อย ใน พระชินเจ้า แม้เราก็จักถวายทานในสงฆ์อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด ทานอันประเสริฐที่ใครยังไม่เคยถวาย เราจักเป็นคนแรกในทานนั้น เรา คิดที่จะถวายทานหลายวิธี สุขเป็นผลเพราะการบูชาทานใด จึงได้เห็นการ ถวายบริขาร อันจะเป็นเครื่องทำความดำริของเราให้เต็ม เราจักถวาย บริขาร ในสงฆ์อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด การถวายบริขารคนอื่น ยังไม่เคยถวาย เราจักเป็นคนแรก ในขณะนั้น เราจึงเข้าไปหาช่างจัก สาน จ้างให้ทำฉัตร ได้รวบรวมฉัตรไว้หนึ่งแสนคัน ได้รวบรวมผ้าไว้ หนึ่งแสนผืน จ้างช่างให้ทำมีด (โกน) พร้า เข็ม และมีดสำหรับตัด เล็บ อันสมควร แล้วให้วางไว้ภายใต้ฉัตรทั้งหลาย จ้างช่างให้ทำพัด ใบตาล พัดขนปีกนกยูง พัดจามร ผ้ากรองน้ำ และภาชนะน้ำมัน อัน สมควร จ้างช่างให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคตเอวและเชิงรองบาตร ที่ทำอย่างสวยงาม อันสมควร ให้เอาเภสัชใส่ในภาชนะสำหรับใส่ของ บริโภคและในขันสำริดให้เต็มแล้ว ให้วางไว้ภายใต้ฉัตร ให้ใส่ว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ และขิงสด ให้เต็มในภาชนะ ทุกๆ อย่าง จ้างช่างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าสำหรับเช็ดน้ำ และ ไม้เท้าคนแก่ ให้ทำอย่างสวยงาม อันสมควร จ้างช่างให้ทำยารักษาไข้ ยาหยอดตา ไม้ป้ายยาตา ธรรมกุตตรา กุญแจ และกล่องกุญแจ อันเย็บด้วยด้าย ทำสี สายโยค กล้องเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำ และผอบ อันสมควรกัน จ้างช่างให้ทำคีม กรรไกร ผ้าสำหรับเช็ด สนิมและถุงสำหรับเภสัชอันสมควรกัน จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่ง บัลลังก์อันมีเท้าสี่ให้สมควร แล้วให้ตั้งไว้ภายใต้ฉัตร จ้างช่างให้ทำฟูก ยัดด้วยนุ่น ฟูกนั่ง และหมอนให้ทำอย่างดี อันสมควรกัน จ้างช่างให้ ทำกุรุวินเท (ทับทิม) มธุสิตฺเถ (ขี้ผึ้ง) เตลหตถปตาปกํ สิเวฏิผลปกํ สุจึ เตี่ยงพร้อมด้วยเครื่องลาด เสนาสนะ ผ้าสำหรับเช็ดเท้า ที่นอน ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน (แปรงฟัน) กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ ทาศีรษะ ไม้สีไฟ ดั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวยตักน้ำ เครื่องอบ (สีผงย้อมผ้า) รางย้อมผ้า ไม้กวาด ผ้าอาบน้ำ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี ผ้าอันตรวาสก ผ้าอุตราสงค์ ผ้าสังฆาฏิ ยานัตถุ์ ผ้าเช็ดหน้า น้ำส้ม น้ำปลา น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแก่ พระศาสดา เรารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้น เข้าไปเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน มียศมาก ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้ กราบทูลว่า เราทั้งสองเจริญโดยชาติร่วมกัน มียศร่วมกัน ทั่วไปในสุข ในทุกข์ และประพฤติตามกัน ทุกข์ทางใจมีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบ ข้าศึก ข้าพระองค์พึงทรงไว้ซึ่งทุกข์นั้น ข้าแต่กษัตริย์ ถ้าพระองค์ สามารถก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกษ์นั้นเถิด. พระราชาตรัสว่า ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของเรา เราทั้งสองมีใจร่วมกัน ท่านย่อมรู้ว่า สำเร็จ ถ้าท่านพึงเปลื้องทุกข์นั้น. ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ขอจงทรงทราบทุกข์ของข้าพระองค์บรรเทาได้ยาก. ท่านคำรนมากไป สิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด ชีวิตของเรา ประมาณเท่าใด สิ่งนั้น (แม้) เป็นทรัพย์ที่ท่านสละได้ยาก ถ้าท่าน ต้องการสิ่งเหล่านี้ เราก็จักให้ไม่หวั่นไหวเทียว. ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว การบันลือมากนั้นผิด ข้าพระองค์ จักทราบด้วยเกล้าว่าวันนี้ พระองค์ทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง พระองค์ จงทรงบีบคั้นหนักนัก เมื่อข้าพระองค์ให้ (ขอ). ท่านจะต้องการด้วยการพูดไปทำไป ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่เรา. ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง ข้าพระองค์จักนิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของข้าพระองค์อย่าเป็น โทษ. เราจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย ใครไม่พึงให้ พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนแก้วมณีรัศมีรุ่งเรือง. ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่าตลอดถึงชีวิตอันมีอยู่ เมื่อ พระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้. พระมหาวีรเจ้าควรงดไว้ เพราะใครๆ ไม่พึงให้พระชินเจ้า พระพุทธเจ้ารับ ให้ไม่ได้ ท่านจงรับเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด. เราจะต้องถึงการวินิจฉัย จักถามผู้วินิจฉัยทั้งหลาย ผู้วินิจฉัยจักตัดสิน ละเอียด ฉันใด เราสอบถามข้อนั้น ฉันนั้น. เราได้จับที่พระหัตถ์ของพระราชา พากันไปสู่ศาลพิพากษา เราได้กล่าว คำนี้ตรงหน้าของตุลาการและผู้พิพากษาทั้งหลายว่า ขอตุลาการและผู้ พิพากษาจงฟังเรา พระราชาได้พระราชทานพรแก่เราว่า เราไม่ยกเว้น อะไรๆ แม้ชีวิตก็ปวารณาให้ได้ เมื่อเราขอพระราชทานพร เราจึงขอ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชทานแก่เราด้วยดี ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของเรา เราทั้งหลายจะเชื่อฟังคำท่านผู้เป็น พระราชารักษาแผ่นดิน เราทั้งหลายฟังคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว จักตัด ความสงสัยในข้อนี้. ขอเดชะ พระองค์พระราชทานสิ่งทั้งปวง ท่านผู้นี้เป็นอันถือเอาสิ่ง ทั้งปวงหรือ พระเจ้าข้า. เราไม่ยกเว้นอะไรๆ ปวารณาแม้ชีวิต เป็นผู้ถึงความยากตลอดชีวิตเป็น อย่างยิ่งเทียว เรารู้ว่าผู้นี้ทุกข์ด้วยดี จึงได้ให้ถือเอาสิ่งทั้งปวง. ขอเดชะ พระองค์เป็นผู้แพ้ ควรพระราชทานพระตถาคต เราตัดความ สงสัยของทั้งสองฝ่ายแล้ว เหมือนท่านทั้งสองตั้งอยู่ในคำมั่น. พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกะตุลาการและผู้พิพากษาว่า ท่าน ทั้งหลายพึงให้แม้แก่เราโดยชอบ เราพึงได้พระพุทธเจ้าอีก. ท่านยังความดำริของท่านให้เต็ม นิมนต์พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงคืน พระสัมพุทธเจ้าให้แก่พระเจ้าอานนท์ผู้มียศอีก. เราไหว้ตุลาการและผู้พิพากษา และถวายบังคมพระเจ้าอานนท์ จอมกษัตริย์ เป็นผู้ยินดีปราโมทย์ เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัม- พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะ ผู้ไม่มีอาสวะ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้ กราบทูลดังนี้ว่า. ขอพระองค์ผู้มีจักษุพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสนโปรดทรงรับนิมนต์ ขอ จงทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้รื่นเริง เสด็จเข้านิเวศน์ของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ผู้มีจักษุทรงรู้ความดำริของเรา จึงทรงรับนิมนต์ (ด้วยดุษณีภาพ) เราทราบ ว่า พระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว ถวายบังคมแด่พระศาสดา มีจิตร่าเริง เบิกบาน เข้ามายังนิเวศน์ของตน ประชุมมิตรและอำมาตย์แล้ว ได้กล่าว ดังนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้โดยยากนักแล้ว เปรียบเหมือนแก้วมณีมีรัศมี โชติช่วง เราจักบูชาองค์พระพุทธเจ้าด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณ มิได้ หาที่เปรียบมิได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคล เปรียบ หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้นมิได้ ไม่มีที่สอง ประเสริฐกว่านระ ก็อธิการอันสมควรแก่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก เราทั้งหลายจง รวบรวมดอกไม้ต่างๆ เอามาทำมณฑปดอกไม้เถิด สิ่งนี้ย่อมสมควรแก่ พระพุทธเจ้า จักเป็นอันบูชาด้วยสิ่งทั้งปวง เราจึงให้ทำดอกบัวเผื่อน ดอก- บัวหลวง ดอกมะลิ ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกถินพิมาน ให้เป็น มณฑป ปูลาดอาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร อาสนะของเรามีค่า ยิ่งกว่าร้อยมีอยู่เบื้องหลัง ปูลาดอาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร จัดแจง ข้าวและน้ำเสร็จ แล้วให้คนไปทูลเวลาภัตกาล เมื่อคนไปทูลภัตกาลแล้ว พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ พร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสนเสด็จเข้า มาสู่นิเวศน์ของเรา ฉัตรทรงอยู่ในเบื้องบน ในมณฑปดอกไม้อันบานดี พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน (เรา ทูลว่า) ขอพระองค์ผู้มีจักษุ โปรดทรงรับฉัตรหนึ่งแสนและอาสนะหนึ่ง- แสน อันควรและไม่มีโทษเถิด พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้ แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงทรงรับไว้ เราได้ถวายบาตรแก่ภิกษุเฉพาะรูปละหนึ่งบาตร ภิกษุทั้งหลายละบาตรที่ จัดเอง ทรงบาตรเหล็ก พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ คืน ๗ วัน ทรงยังสัตว์เป็นอันมากให้ตรัสรู้ ทรงประกาศพระธรรมจักร เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ เทวดาและมนุษย์ ๘๔๐๐๐ เมื่อถึงวันที่ ๗ พระมหามุนี พระนามว่า ปทุมุตระ ประทับนั่งอยู่ภายในเงาฉัตร ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า มาณพ ผู้ใดได้ถวายทานอันประเสริฐ ไม่พร่องแก่เรา เราจักพยากรณ์มาณพนั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว จตุรงคินีเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่ง ทั้งปวง ยานช้าง ยานม้า วอจะไหลมาเทมา ชนทั้งหลายจักบำรุงมาณพ นั้นเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง รถ ๖ หมื่น อันประดับ ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่ง การให้สิ่งทั้งปวง ดนตรี ๖ หมื่น กลองเภรีทั้งหลายอันประดับดีแล้ว จักประโคมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง นางนารี ๘๖๐๐๐ อันประดับประดาสวยงาม มีผ้าและอาภรณ์อย่างวิจิตร สวมใส่ แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จัดแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง มาณพนั้น จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวย รัชสมบัติในเทวโลก ๑๐๐๐ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เมื่อ มาณพนี้อยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เทวดาจักทรงฉัตรแก้วไว้ ในที่สุดแห่งเทวโลก มาณพนี้จักปรารถนาเมื่อใด ฉัตรอันเกิดแต่ผ้าและ ดอกไม้ (ดังจะ) รู้จิตของมาณพนี้ จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น มาณพนี้ จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตักเตือนประกอบด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็น บุตรพราหมณ์ใน (อีก) แสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งมี สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก พระศากยโคดม ผู้ประเสริฐ ทรงทราบคุณข้อนี้ทั้งหมดแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ ทรงตั้งไว้ในเอตทัคสถาน มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระ- ศาสดา มีชื่อว่าปิลินทวัจฉะ จักเป็นผู้อันเทวดา อสูร คนธรรพ์ ภิกษุ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ทั้งหลาย สักการะ จักเป็นที่รักของคนทั้งปวง จัก ไม่มีอาสวะ นิพพาน กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ได้ให้ผลแก่เราแล้ว ในภพนี้ เราหลุดพ้นดี ดังกำลังลูกศร เผากิเลสทั้งหลายแล้ว โอ กุศล กรรม เราได้ทำแล้ว ในบุญเขตอันยอดเยี่ยมอันเป็นฐานะที่เราทำกุศลกรรม แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ก็มาณพใดได้ให้ทานอันประเสริฐไม่ บกพร่อง มาณพนั้นได้เป็นหัวหน้า นี้เป็นผลแห่งทานนั้น เราได้ถวายฉัตร ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึก ร้อน ๑ ละอองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มี จัญไร ๑ อันมหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็นผู้ มีใจกว้างขวาง (ไม่หดหู่) ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ฉัตรหนึ่งแสนคัน อันประกอบด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง เว้นชาตินี้แล้ว ทรงไว้เหนือศีรษะ ของเรา เพราะผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้น ในชาตินี้ การทรงฉัตรจึง ไม่มีแก่เรา กรรมทั้งปวงที่เราทำแล้ว เพราะผลบุญแห่งฉัตรหลุดพ้นไป เราได้ถวายผ้าในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อม ได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มี ผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง ๑ ปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ มีผ้าสีขาวแสนผืน ๑ สีเหลืองแสนผืน ๑ สีแดงแสนผืน ๑ ทรงอยู่เหนือศีรษะของเรา นี้เป็น ผลแห่งการถวายผ้า เราย่อมได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ้าย ในที่ทุกแห่ง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งการถวายผ้านั้น เราได้ถวายบาตร ในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมบริโภคโภชนาหาร ในภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิม ในกาลทั้งปวง ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชนยำเกรง ทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน เป็นปกติ ๑ โภคสมบัติ ของเราไม่พินาศ ๑ เราเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑ เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็น ผู้ไม่มีกิเลส ๑ ไม่มีอาสวะ ๑ คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลก และมนุษยโลก ย่อมไม่ละเราในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาไม่ละรูป ฉะนั้น เราได้ถวายมีดโกนที่ทำอย่างสวยงาม อันเนื่องด้วยเครื่องผูกอย่างวิจิตร มากมาย แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดและแก่พระสงฆ์แล้ว ย่อมได้เสวย อานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึงที่สุดในเวสารัชธรรม ๑ เป็นผู้มีธิติ ๑ มีความเพียร ๑ มีใจอันประคองไว้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมได้ญาณอันสุขุมเครื่อง ตัดกิเลส ๑ ความบริสุทธิ์อันชั่งไม่ได้ ๑ ในที่ทั้งปวง เพราะผลอันหลั่ง ออกแห่งกรรมของเรานั้น เรามีจิตเลื่อมใสได้ถวายพร้าอันราบเรียบ ไม่ หยาบ ไม่ต้องขัดถู เป็นอันมากในพระพุทธเจ้าและในสงฆ์แล้ว ย่อมได้ เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมได้ความ เพียรอันเป็นกัลยาณมิตร ๑ ขันติ ๑ ศาตราคือความไมตรี ๑ ศาตราคือ ปัญญาอันยิ่งเพราะตัดลูกศรคือตัณหา ๑ ญาณอันเสมอด้วยแก้ววิเชียร ๑ เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมเหล่านั้น เราได้ถวายเข็มในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ย่อม เป็นผู้อันมหาชนนอบน้อม ๑ ตัดความสงสัยได้ ๑ มีรูปงาม ๑ มีโภค สมบัติ ๑ มีปัญญากล้า ๑ ทุกเมื่อ เราพิจารณาเห็นอรรถอันเป็นฐานะ ละเอียดลึกซึ้งด้วยญาณ ญาณของเราเสมอด้วยแก้ววิเชียรอันเลิศ เป็น เครื่องกำจัดความมืด เราได้ถวายมีดตัดเล็บในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ ผู้ประเสริฐแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรม ของเรา คือ เราย่อมได้ทาสชายหญิง วัวและม้า ลูกจ้าง คนฟ้อนรำ ช่างตัดผม พ่อครัวผู้ทำอาหารเป็นอันมาก ในที่ทั้งปวง เราได้ถวายพัดใบ ตาลอันงามในพระสุคตเจ้าแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อัน สมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมไม่รู้สึกหนาว ๑ ร้อน ๑ ความเร่าร้อน ไม่มีแก่เรา ๑ ไม่รู้สึกความกระวนกระวาย ๑ ไม่รู้สึกความเดือดร้อนจิต ของเรา ๑ เราดับไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และไฟ ทั้งปวงได้แล้ว เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้นของเรา เราได้ถวายพัด จามรี มีขนนกยูงเป็นด้ามในคณะสงฆ์ผู้สูงสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้มีกิเลสสงบ ระงับ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนอยู่ เราได้ถวายผ้ากรองน้ำและธรรมกุตตระ ในพระสุคตเจ้าแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรม ของเรา คือ เราก้าวล่วงอันตรายทั้งปวง ๑ ย่อมได้อายุอันเป็นทิพย์ ๑ เป็นผู้อันโจรหรือข้าศึกไม่ข่มขี่ในกาลทุกเมื่อ ๑ ศาตราหรือยาพิษย่อมไม่ทำ ความเบียดเบียนเรา ๑ ไม่มีความตายในระหว่าง ๑ เพราะผลอันหลั่งออก แห่งกรรมนั้นของเรา เราได้ถวายภาชนะน้ำมัน ในพระสุคตเจ้า และใน คณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควร แก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีรูปสวยงาม ๑ มีความเจริญดี ๑ มีใจ เบิกบานดี ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้อันอารักขาทั้งปวงรักษาแล้ว ๑ เรา ได้ถวายกล่องเข็มในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อม ได้คุณทั้งหลายนี้ คือ ความสุขใจ ๑ ความสุขกาย ๑ ความสุขเกิดแต่ อิริยาบถ ๑ เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น เราได้ถวายผ้าอังสะใน พระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ความหนักในพระสัทธรรม ๑ ย่อมระลึกถึงภพที่สองได้ ๑ เป็นผู้มีฉวีวรรณงามในที่ทั้งปวง ๑ เพราะผล อันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น เราได้ถวายประคตเอวในพระชินเจ้าและในคณะ สงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่ กรรมของเรา คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ เป็นผู้มีความชำนาญใน สมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือทุกเมื่อ ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ ความสะดุ้งกลัวไม่มีแก่เรา ๑ คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้ง ในเทวโลกและมนุษยโลก เราได้ถวายเชิงรองบาตรในพระชินเจ้าและใน คณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕ ไม่ หวั่นไหวด้วยอะไรๆ ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นเครื่องตรัสรู้ญาณด้วย สติ เราฟังแล้ว ธรรมที่เราทรงไว้ย่อมไม่พินาศ เป็นอันวินิจฉัยดีแล้ว เราได้ถวายภาชนะ และเครื่องบริโภคในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดม แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะแก้วผลึก และภาชนะ แก้วทับทิม ๑ ภริยา คนใช้ชายหญิง พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า และหญิง มีวัตร ยำเกรงนาย ๑ ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑ วิชาในบท มนต์ และในอาคมต่างๆ เป็นอันมาก เราย่อมใคร่ครวญศิลปะทั้งปวง ใช้ได้ทุกเวลา เราได้ถวายขันในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุด แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี ขันแก้วผลึก และขันแก้วทับทิม ย่อมได้ขัน อสฺสฏฐเก ผลมเย อโถ โปกฺขรปตฺตเก มธุปานกสงฺเข จ ย่อมได้คุณเหล่านี้ คือ ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม ในอาจาระและกิริยา เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น เราได้ถวายเภสัชในพระสุคตเจ้าและ ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควร แก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ มีปัญญา ๑ มี วรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชนยำ- เกรงทุกเมื่อ ๑ เราไม่มีความพลัดพรากจากของที่รัก ๑ เพราะกรรมนั้นให้ ผลแก่เรา เราได้ถวายรองเท้าในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุด แล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ยาน ช้าง ยานม้า วอ ย่อมไหลมาเทมา ๑ รถ ๖ หมื่นคันแวดล้อมเราทุกเมื่อ ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ รองเท้าแก้วมณี รองเท้าทองแดง รองเท้า ทองคำ รองเท้าเงิน ย่อมเกิดขึ้นในขณะที่ยกเท้าขึ้น ๑ บุญกรรมทั้งหลาย ย่อมช่วยชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน เราย่อมได้คุณเหล่านี้ เพราะ กรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายเขียงเท้าในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้สวมเขียงเท้ามีฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา เราได้ ถวายผ้าเช็ดหน้าในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อม ได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มี ผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ ตัวของเรา ละเอียดอ่อน ๑ ฝุ่นละอองไม่ติดตัวเรา ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้น ให้ผล เราได้ถวายไม้เท้าคนแก่ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ สุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรามีบุตรมาก ๑ เราไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ เป็นผู้อันอารักขาทุกอย่างรักษา ไว้ ใครๆ ข่มขี่ไม่ได้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมไม่รู้สึกความพลั้งพลาด ๑ ใจของเรา ไม่ขลาดกลัว ๑ เราได้ถวายยาหยอดตาในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรา เป็นผู้มีนัยน์ตากว้างใหญ่ ๑ โลหิตของเราขาว ๑ เหลือง ๑ เป็นผู้มีนัยน์ตา ไม่มัว ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใส ๑ เว้นจากโรคตาทั้งปวง ๑ ย่อมได้ตาทิพย์ ๑ ได้ปัญญาจักษุอันสูงสุด ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ ถวายลูกกุญแจในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ ลูกกุญแจ คือ ญาณอันเป็นเครื่องเปิดทวารธรรม เราได้ถวายเรือนกุญแจ ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อัน สมควรแก่กรรมของเรา คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ เป็นผู้มีความโกรธ น้อย ๑ ไม่มีความคับแค้น ๑ เราได้ถวายสายโยคในพระสุคตเจ้าและใน คณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควร แก่กรรมของเรา คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ มีความชำนาญใน สมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือทุกเมื่อ ๑ โภค สมบัติย่อมเกิดแก่เรา เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพ ๑ เราได้ถวายกล้องเป่าควัน ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ สติของเราเป็นธรรมชาติตรง ๑ เส้นเอ็นของเราต่อเนื่องกันดี ๑ เราย่อมได้ตาทิพย์ ๑ เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายตะเกียงตั้งในพระชินเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรา เป็นผู้มีสกุล ๑ มีอวัยสมบูรณ์ ๑ มีปัญญาอันพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายคนโทน้ำและผอบใน พระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ในกาลนั้น เราได้เป็นผู้คุ้ม ครองแล้ว ๑ พร้อมพรั่งด้วยสุข ๑ มียศมาก ๑ มีคติ ๑ มีตัวอัน จำแนกไป ๑ เป็นสุขุมาลชาติ ๑ เว้นจากอันตรายทั้งปวง ๑ เป็นผู้ได้ คุณอันไพบูลย์ ๑ หวั่นไหวด้วยความนับถือ ๑ มีความหวาดเสียวอัน เว้นดีแล้ว ๑ เพราะการถวายคนโทน้ำและผอบ เราได้วรรณะ ๔ ช้าง แก้วและม้าแก้ว คุณของเราเหล่านั้นไม่พินาศ ผลนี้ เพราะถวายคนโท น้ำและผอบ เราได้ถวาย หตฺถลีลงฺคเก ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของ ของเรา คือ เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑ มีอายุยืน ๑ มี ปัญญา ๑ จิตมั่นคง ๑ กายของเราพ้นแล้วจากความยากลำบากทุกอย่าง ในกาลทั้งปวง ๑ เราได้ถวายมีดบางอันลับคมดีและกรรไกรในสงฆ์แล้ว ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส อันหาน้ำหนักมิได้ สะอาด เราได้ ถวายคีมพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ญาณ เป็นเครื่องถอนกิเลสอันหาน้ำหนักมิได้ สะอาด เราได้ถวายยานัตถุ์ใน พระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ขันติ ๑ และปัญญาเป็นคุณข้อที่ ๘ ของเรา เราได้ถวายตั่งในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรา ย่อมเกิดในสกุลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ ชนทั้งปวงยำเกรงเรา ๑ ชื่อเสียงของเราฟุ้งไป ๑ บัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมแวดล้อมเราเป็น นิตย์ตลอดแสนกัลป ๑ เราเป็นผู้ยินดีในการจำแนกทาน ๑ เราได้ถวาย ที่นอนในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวย อานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรามีร่างกายสมส่วน อันบุญกรรมก่อให้ เป็นผู้อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู (ดูไม่เบื่อ) เรา ย่อมได้ญาณอันประเสริฐ นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมได้นวม ผ้าลวดลายรูปสัตว์ ผ้าลาดทอด้วยไหม ผ้าลาดอันวิจิตร ผ้าลาดอย่างดี และผ้ากัมพลต่างๆ เป็นอันมาก ย่อมได้ผ้าปาวารก์มีขนอ่อนนุ่ม ผ้าทำ ด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่ม ในที่ต่างๆ นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เมื่อใด เราระลึกถึงตน เมื่อใด เราเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อนั้น เราเป็นผู้ไม่เปล่า มีฌานเป็นเตียงนอน นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราได้ถวายหมอน ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมยังศีรษะของเรา ให้หนุนบนหมอนอันยัดด้วยขนสัตว์ หมอนยัดด้วยเกษรบัวหลวง และ ยัดด้วยจันทน์แดงทุกเมื่อ ๑ เรายังญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอันประ- เสริฐ และในสามัญผล ๔ เหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑ ยังญาณให้เกิดในทาน ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา และรูปฌานเหล่านั้น แล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้เกิดในวัตรคุณ รูปปฏิมา และในอาจารกิริยาแล้ว ย่อมอยู่ในกาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้เกิดในการ จงกรม ความเพียรอันเป็นประธาน และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น แล้ว ย่อมอยู่ตามปรารถนา ๑ ยังญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ๑ เรา ได้ถวายตั่งแผ่นกระดานในพระชินเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรา ย่อมได้บัลลังก์อันประเสริฐ อันทำด้วยทอง แก้วมณี และทำด้วยงาช้าง สารเป็นอันมาก นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแผ่นกระดาน เราได้ถวายตั่ง รองเท้า ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ ยวดยานเป็นอันมาก นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า ๑ ทาสหญิงชาย ภรรยา และคนอาศัยเลี้ยงชีวิตเหล่าอื่น ย่อมบำเรอเราโดยชอบ นี้เป็น ผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า ๑ เราได้ถวายน้ำมันสำหรับทาเท้าในคณะสงฆ์ ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่ กรรมของเรา คือ ความที่เราเป็นผู้ไม่ป่วยไข้ ๑ มีรูปงาม ๑ เส้นเอ็น (ประสาท) รับรสได้เร็ว ๑ ความได้ข้าวและน้ำ ๑ ได้อายุยืนนานเป็นที่ ห้า ๑ เราได้ถวายเนยใสและน้ำมันในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อม ได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้ มีกำลัง ๑ มีรูปสมบูรณ์ ๑ เป็นผู้ร่าเริงทุกเมื่อ ๑ มีบุตรทุกเมื่อ ๑ และ เป็นผู้ไม่ป่วยไข้ทุกเมื่อ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน เรา ได้ถวายน้ำบ้วนปากในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑ เว้นจากโรคไอ ๑ โรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจาก ปากของเราทุกเมื่อ ๑ เราได้ถวายนมส้มอย่างดีในพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ ผู้อุดมแล้ว ได้บริโภคภัตอันไม่ขาดสาย คือ กายคตาสติอันประเสริฐ เรา ได้ถวายน้ำผึ้งอันประกอบด้วยสี กลิ่นและรสในพระชินเจ้าและในคณะ สงฆ์แล้วย่อมได้รส คือ วิมุติอันไม่มีรสอื่นเปรียบ ไม่เป็นอย่างอื่น เรา ได้ถวายรสตามเป็นจริงในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้ เสวยผล ๔ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา เราได้ถวายข้าวและน้ำ ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ น้ำ ๑ เป็นคนกล้า ๑ มีญาณรู้ทั่ว ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ย่อมได้คุณ เหล่านี้ เราได้ถวายธูปในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุด แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เป็นผู้มีกลิ่นตัวหอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑ มีปัญญาเร็ว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑ มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญาลึกซึ้ง ๑ มีปัญญาเครื่องแล่นไปไพบูลย์ ๑ เพราะผลการถวายธูปนั้น บัดนี้ เราเป็นผู้บรรลุนิพพานอันเป็นสันติสุข ๑ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดุจช้างตัด เชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปิลินทวัจฉเถราปทาน.
|๓๙๓.๑| นคเร หํสวติยา อาสึ โทวาริโก อหํ อกฺโขพฺภํ อมิตํ โภคํ ฆเร สนฺนิจิตํ มม ฯ |๓๙๓.๒| รโหคโต นิสีทิตฺวา ปหํสิตฺวาน มานสํ นิสชฺช ปาสาทวเร เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ |๓๙๓.๓| พหู เมว คตา โภคา ผีตํ อนฺเตปุรํ มม ราชาปิ มํ นิมนฺเตสิ อานนฺโท ปฐวิสฺสโร ฯ |๓๙๓.๔| อยญฺจ พุทฺโธ อุปฺปนฺโน อธิจฺจุปฺปตฺติโก มุนิ สํวิชฺชนฺติ จ เม โภคา ทานํ ทสฺสามิ สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๕| ปทุเมน ราชปุตฺเตน ทินฺนํ ทานวรํ ชิเน หตฺถินาเค จ ปลฺลงฺเก อปสฺเสนํ จนปฺปกํ ฯ |๓๙๓.๖| อหํปิ ทานํ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ |๓๙๓.๗| จินฺเตตฺวาหํ พหุวิธํ ยาเค ยสฺส สุขํ ผลํ ปริกฺขารทานมทฺทกฺขึ มม สงฺกปฺปปูรณํ ฯ |๓๙๓.๘| ปริกฺขารานิ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อทินฺนปุพฺพมญฺเญสํ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ |๓๙๓.๙| นฬกาเร อุปาคมฺม ฉตฺตํ กาเรสิ ตาวเท ฉตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ |๓๙๓.๑๐| ทุสฺสสตหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ปตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ |๓๙๓.๑๑| วาสิโย สตฺถเก จาปิ สูจิโย นขเฉทเน เหฏฺฐา ฉตฺเต ฐปาเปสึ กาเรตฺวา ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๒| วิธูปเน ตาลปณฺเณ โมรหตฺเถ จ จามเร ปริสฺสาวเน เตลธาเร การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๓| สูจิฆเร อํสวทฺเธ อโถปิ กายพนฺธเน อาธารเก จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๔| ปริโภคภาชเน จ อโถปิ โลหถาลเก เภสชฺเช ปูรยิตฺวาน เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ |๓๙๓.๑๕| วจํ อุสีรํ ลฏฺฐิมธุํ ปิปฺผลิมริจานิ จ หรีตกึ สิงฺคิเวรํ สพฺเพ ปูเรสิ ภาชเน ฯ |๓๙๓.๑๖| อุปาหนา ปาทุกาโย อโถ อุทกปุญฺฉเน กตฺตรทณฺเฑ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๗| โอสถํ อญฺชนาปิจ สลากา ธมฺมกุตฺตรา กุญฺจิกา ปญฺจวณฺเณหิ สิพฺพิเต กุญฺจิกาฆเร ฯ |๓๙๓.๑๘| อาโยเค ธูมเนตฺเต จ อโถปิ ทีปธารเก ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๑๙| สณฺฑาเส ปิปฺผเล เจว อโถปิ มลหาริโน เภสชฺชถวิเก เจว การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๒๐| อาสนฺทิโย ปีฐเก จ ปลฺลงฺเก จตุโรมเย ตทนุจฺฉเว กาเรตฺวา เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ |๓๙๓.๒๑| อุณฺณาภิสึ ตุลภิสึ อโถปิ ปีฐกาภิสึ พิพฺโพหเน จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ |๓๙๓.๒๒| กุรุวินฺเท มธุสิตฺเถ เตลหตฺถปตาปกํ สิเวฏิผลกํ สุจึ มญฺจํ อตฺถรเณน จ ฯ |๓๙๓.๒๓| เสนาสเน ปาทปุญฺเฉ สยนาสนฑณฺฑเก ทนฺตโปเณ จ กถลึ สีสเลปนคนฺธเก ฯ |๓๙๓.๒๔| อรณึ ผลปีเฐ จ ปตฺตปิธานถาลเก อุทกสฺส กฏจฺฉุญฺจ จุณฺณกํ รชนมฺพณํ ฯ |๓๙๓.๒๕| สมฺมุญฺชนํ อุทวตฺถํ ตถา วสฺสิกสาฏกํ นิสีทนํ กณฺฑุจฺฉาทึ อถ อนฺตรวาสกํ ฯ |๓๙๓.๒๖| อุตฺตราสงฺคสงฺฆาฏึ นตฺถุกํ มุขโสธนํ พิลงฺคโลณภูตญฺจ มธุํ จ ทธิปานกํ ฯ |๓๙๓.๒๗| ปุปฺผสิตฺถํ ปิโลติญฺจ มุขปุญฺฉนสุตฺตกํ ทาตพฺพํ นาม ยํ อตฺถิ ยญฺจ กปฺปติ สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๒๘| สพฺพเมตํ สมาเนตฺวา อานนฺทํ อุปสงฺกมึ อุปสงฺกมฺม ราชานํ ชเนตารํ มหายสํ ฯ |๓๙๓.๒๙| สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ เอกโต ชาติสํวฑฺฒา อุภินฺนํ เอกโต ยโส ฯ |๓๙๓.๓๐| สาธารณา สุเข ทุกฺเข อุโภ จ อนุวตฺตกา อตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ ตวาเธยฺยํ อรินฺทม ฯ |๓๙๓.๓๑| ยทิ สกฺโกสิ ตํ ทุกฺขํ วิโนเทยฺยาสิ ขตฺติย ตว ทุกฺขํ มม ทุกฺขํ อภินฺนํ เอกโต มนํ ฯ |๓๙๓.๓๒| นิฏฺฐิตนฺติ วิชานาสิ ตํ โมเจยฺย สเจ ตุวํ ชานาหิ โข มหาราช ทุกฺขํ เม ทุพฺพิโนทยํ ฯ |๓๙๓.๓๓| พหุํ สมาโน คชฺชสฺสุ เอตนฺเต ทุจฺจชํ ธนํ ยาวตา วิชิเต อตฺถิ ยาวตา มม ชีวิตํ ฯ |๓๙๓.๓๔| เอเตหิ ยทิ เต อตฺโถ ทสฺสามิ อวิกมฺปิโต คชฺชิตํ โข ตยา เทว มิจฺฉา ตํ พหุคชฺชิตํ ฯ |๓๙๓.๓๕| ชานิสฺสามิ ตุวํ อชฺช สพฺพธมฺเม ปติฏฺฐิตํ อติพาฬฺหํ นิปีเฬสิ ททมานสฺส เม สโต ฯ |๓๙๓.๓๖| กินฺเต สลฺลปิเตนตฺโถ ปตฺถิตํ เต กเถหิ เม อิจฺฉามหํ มหาราช พุทฺธเสฏฺฐํ อนุตฺตรํ ฯ |๓๙๓.๓๗| โภชยิสฺสามิ สมฺพุทฺธํ วชฺชํ เม มาหุ ชีวิตํ อญฺญํ เตหํ วรํ ทมฺมิ อยาจิโต ตถาคโต ฯ |๓๙๓.๓๘| อเทยฺโย กสฺสจิ พุทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา นนุ เต คชฺชิตํ เทว ยาว ชีวิตมตฺถิกํ ฯ |๓๙๓.๓๙| ชีวิตํ ททมาเนน ยุตฺตํ ทาตุํ ตถาคตํ ฐปนีโย มหาวีโร อเทยฺโย กสฺสจิ ชิโน ฯ |๓๙๓.๔๐| น เม ปฏิสฺสุโต พุทฺโธ วรสฺสุ อมิตํ ธนํ วินิจฺฉยํ ปาปุณามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วินิจฺฉเย ฯ |๓๙๓.๔๑| ยถา สณฺหํ กเถสฺสนฺติ ปฏิปุจฺฉาม ตํ ตถา รญฺโญ หตฺเถ คเหตฺวาน อคมาสึ วินิจฺฉยํ ฯ |๓๙๓.๔๒| ปุรโต อกฺขทสฺสานํ อิทํ วจนมพฺรวึ สุณนฺตุ เม อกฺขทสฺสา ราชา วรํ อทาสิ เม ฯ |๓๙๓.๔๓| น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ ตสฺส เม วรทินฺนสฺส พุทฺธเสฏฺฐํ วรึ อหํ ฯ |๓๙๓.๔๔| สุทินฺโน โหติ เม พุทฺโธ ฉินฺทถ สํสยํ มม สุสฺสาม ตว วจนํ ภูมิปาลสฺส ราชิโน ฯ |๓๙๓.๔๕| อุภินฺนํ วจนํ สุตฺวา ฉินฺทิสฺสาเมตฺถ สํสยํ สพฺพํ เทว ตยา ทินฺนํ อิมสฺส สพฺพคาหิตํ ฯ |๓๙๓.๔๖| น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ กิจฺฉปฺปตฺโตว หุตฺวาน ยาวชีวมนุตฺตรํ ฯ |๓๙๓.๔๗| อิมํ สุทุกฺขิตํ ญตฺวา อทาสึ สพฺพคาหิตํ ปราชโย ตุวํ เทว อสฺส เทยฺโย ตถาคโต ฯ |๓๙๓.๔๘| อุภินฺนํ สํสโย ฉินฺโน ยถา สณฺฐมฺหิ ติฏฺฐถ ราชา ตตฺเถว ฐตฺวาน อกฺขทสฺเสตทพฺรวิ ฯ |๓๙๓.๔๙| สมฺมา มยฺหํปิ เทยฺยาถ ปุน พุทฺธํ ลภามหํ ปูเรตฺวา ตว สงฺกปฺปํ โภชยิตฺวา ตถาคตํ ฯ |๓๙๓.๕๐| ปุน เทยฺยาสิ สมฺพุทฺธํ อานนฺทสฺส ยสสฺสิโน อกฺขทสฺเสภิวาเทตฺวา อานนฺทมปิ ขตฺติยํ ฯ |๓๙๓.๕๑| ตุฏฺโฐ ปมุทิโต หุตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ ฯ |๓๙๓.๕๒| สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ วสีสตสหสฺเสหิ อธิวาเสหิ จกฺขุมา ฯ |๓๙๓.๕๓| หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิเวสนมุเปหิ เม ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๓๙๓.๕๔| มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสสิ จกฺขุมา อธิวาสนมญฺญาย อภิวาทิย สตฺถุโน ฯ |๓๙๓.๕๕| หฏฺโฐ อุทคฺคจิตฺโตหํ นิเวสนมุปาคมึ มิตฺตามจฺเจ สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๓๙๓.๕๖| สุทุลฺลโภ มยา ลทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา เกน ตํ ปูชยิสฺสามิ อปฺปเมยฺโย อนูปโม ฯ |๓๙๓.๕๗| อตุโล อสโม ธีโร ชิโน อปฺปฏิปุคฺคโล ตถาสมสโม เจว อทุติโย นราสโภ ฯ |๓๙๓.๕๘| ทุกฺกรํ อธิการํ หิ พุทฺธานุจฺฉวิกํ มยา นานาปุปฺเผ สมาเนตฺวา กโรม ปุปฺผมณฺฑปํ ฯ |๓๙๓.๕๙| พุทฺธานุจฺฉวิกํ เอตํ สพฺพปูชา ภวิสฺสติ อุปฺปลํ ปทุมํ วาปิ วสฺสิกํ อธิมุตฺตกํ ฯ |๓๙๓.๖๐| จมฺปกํ นาคปุปฺผญฺจ มณฺฑปํ การยึ อหํ สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ |๓๙๓.๖๑| ปจฺฉิมํ อาสนํ มยฺหํ อธิกํ สตมคฺฆติ สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ |๓๙๓.๖๒| ปฏิยาเทตฺวา อนฺนปานํ กาลํ อาโรจยึ อหํ อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ |๓๙๓.๖๓| วสีสตสหสฺเสหิ นิเวสนมุเปสิ เม ธาเรนฺตํ อุปริจฺฉตฺตํ สุผุลฺลปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๔| วสีสตสหสฺเสหิ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฉตฺตสตสหสฺสานิ สตสหสฺสมาสนํ ฯ |๓๙๓.๖๕| กปฺปิยํ อนวชฺชญฺจ ปฏิคฺคณฺหาหิ จกฺขุมา ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๓๙๓.๖๖| มมํ ตาเรตุกาโม โส สมฺปฏิจฺฉิ มหามุนิ ภิกฺขุโน เอกเมกสฺส ปจฺเจกํ ปตฺตทาสหํ ฯ |๓๙๓.๖๗| ชหึสุ สมฺภตํ ปตฺตํ โลหปตฺตํ อธารยุํ สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ นิสีทิ ปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๘| โพธยนฺโต พหู สตฺเต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺโต เหฏฺฐโต ปุปฺผมณฺฑเป ฯ |๓๙๓.๖๙| จุลฺลาสีติสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ สตฺตเม ทิวเส ปตฺเต ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ |๓๙๓.๗๐| ฉตฺตฉายาย นิสินฺโน อิมา คาถา อภาสถ อนูนกํ ทานวรํ โย เม ปาทาสิ มาณโว ฯ |๓๙๓.๗๑| ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ฯ |๓๙๓.๗๒| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ ฯ |๓๙๓.๗๓| อุปฏฺฐิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ |๓๙๓.๗๔| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ฯ |๓๙๓.๗๕| วชฺชยิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา ฯ |๓๙๓.๗๖| วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ฯ |๓๙๓.๗๗| ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๓๙๓.๗๘| สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๓.๗๙| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ เทวโลเก วสนฺตสฺส ปุญฺญกมฺมสมงฺคิโน ฯ |๓๙๓.๘๐| เทวโลกานุปริยนฺเต รตนฉตฺตํ ธริสฺสติ อิจฺฉิสฺสติ ยทา วายํ ฉทนํ ทุสฺสปุปฺผชํ ฯ |๓๙๓.๘๑| อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิวทฺธํ ฉาทยิสฺสติ เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต ฯ |๓๙๓.๘๒| ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ |๓๙๓.๘๓| โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ฯ |๓๙๓.๘๔| ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ปิลินฺทวจฺโฉ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๓๙๓.๘๕| เทวานํ อสุรานญฺจ คนฺธพฺพานญฺจ สกฺกโต ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนญฺจ คิหีนญฺจ ตเถว โส ฯ |๓๙๓.๘๖| ปิโย หุตฺวาน สพฺเพสํ วิหริสฺสตินาสโว สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ |๓๙๓.๘๗| สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ อหํ อโห เม สุกตํ กมฺมํ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ |๓๙๓.๘๘| ยตฺถ การํ กริตฺวาน ปตฺโตสฺมิ อจลํ ปทํ อนูนกํ ทานวรํ อทาสิ โย หิ มาณโว ฯ |๓๙๓.๘๙| อาทิปุพฺพงฺคโม อาสิ ตสฺส ทานสฺสิทํ ผลํ ฉตฺเต สุคเต ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๐| อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ |๓๙๓.๙๑| อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา สุขุมจฺฉวิโก โหมิ วิสทํ โหมิ มานสํ ฯ |๓๙๓.๙๒| ฉตฺตสตสหสฺสานิ ภเว สํสรโต มม สพฺพาลงฺการยุตฺตานิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๓๙๓.๙๓| อิมํ ชาตึ ฐเปตฺวาน มตฺถเก ธารยนฺติ เม ตสฺมา อิมาย ชาติยา นตฺถิ เม ฉตฺตธารณา ฯ |๓๙๓.๙๔| มม สพฺพํ กตํ กมฺมํ วิมุตฺติฉตฺตปตฺติยา ทุสฺสานิ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๕| อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา ฯ |๓๙๓.๙๖| สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ ภเว สํสรโต มม ทุสฺสสตสหสฺสานิ เสตา ปีตา จ โลหิตา ฯ |๓๙๓.๙๗| ธาเรนฺติ มตฺถเก มยฺหํ ทุสฺสทานสฺสิทํ ผลํ โกเสยฺยกมฺพลิยานิ โขมกปฺปาสิกานิ จ ฯ |๓๙๓.๙๘| สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ เตสํ นิสฺสนฺทโต อหํ ปตฺเต จ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๙๙| ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สุวณฺณถาเล มณิถาเล รชเตปิจ ถาลเก ฯ |๓๙๓.๑๐๐| โลหิตงฺกมเย ถาเล ปริภุญฺชามิ สพฺพทา อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา ฯ |๓๙๓.๑๐๑| ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส สยนสฺส จ น วินสฺสนฺติ เม โภคา ฐิตจิตฺโต ภวามหํ ฯ |๓๙๓.๑๐๒| ธมฺมกาโม สทา โหมิ อปฺปเกฺลโส อนาสโว เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ |๓๙๓.๑๐๓| ฉายา ยถาปิ รูปสฺส สพฺพตฺถ น ชหนฺติ มํ จิตฺตพนฺธนสมฺพทฺธา สุกตา วาสิโย พหู ฯ |๓๙๓.๑๐๔| ทตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺส สงฺฆสฺส จ ตเถวหํ อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๐๕| สูโร โหมิ วิสารี จ เวสารชฺเชสุ ปารมี ธิติวิริยวา โหมิ ปคฺคหิตมโน สทา ฯ |๓๙๓.๑๐๖| กิเลสจฺเฉทนํ ญาณํ สุขุมํ อตุลํ สุจึ สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๐๗| อกกฺกเส อผรุเส อโธเต สตฺถเก พหู ปสนฺนจิตฺโต ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ ตเถว จ ฯ |๓๙๓.๑๐๘| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม กลฺยาณมิตฺตํ วิริยํ ขนฺติญฺจ เมตฺติสตฺถกํ ฯ |๓๙๓.๑๐๙| ตณฺหาสลฺลสฺส ฉินฺนตฺตา ปญฺญาสตฺถํ อนุตฺตรํ วชิเรน สมํ ญาณํ เตสํ นิสฺสนฺทโต ลเภ ฯ |๓๙๓.๑๑๐| สูจิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๑| นมสฺสิโย กงฺขจฺเฉโท อภิรูโป จ โภควา ติกฺขปญฺโญ สทา โหมิ สํสรนฺโต ภวาภเว ฯ |๓๙๓.๑๑๒| คมฺภีรํ นิปุณํ ฐานํ อตฺถํ ญาเณน ปสฺสยึ วชิรคฺคสมํ ญาณํ โหติ เม ตมฆาตนํ ฯ |๓๙๓.๑๑๓| นขจฺเฉทเน สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๔| ทาสทาสี ควสฺเส จ ภฏเก นาฏเก พหู นฺหาปิเต ภตฺตเก สูเท สพฺพตฺเถว ลภามหํ ฯ |๓๙๓.๑๑๕| วิธูปเน สุคเต ทตฺวา ตาลปณฺเณ จ โสภเน อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๑๖| สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ ปริฬาโห น วิชฺชติ ทรถํ นาภิชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ |๓๙๓.๑๑๗| ราคคฺคิ โทสโมหคฺคิ มานคฺคิ ทิฏฺฐิอคฺคิ จ สพฺพคฺคิ นิพฺพุโต มยฺหํ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๑๘| โมรหตฺเถ จามริโย ทตฺวา สงฺเฆ คณุตฺตเม อุปสนฺตกิเลโสหํ วิหรามิ อนงฺคโณ ฯ |๓๙๓.๑๑๙| ปริสฺสาวเน สุคเต ทตฺวา สุคเต ธมฺมกุตฺตเร ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๐| สพฺเพสํ สมติกฺกมฺม ทิพฺพํ อายุํ ลภามหํ อปฺปสโยฺห สทา โหมิ โจรปจฺจตฺถิเกหิ วา ฯ |๓๙๓.๑๒๑| สตฺเถน วา วิเสน วา วิเหสํปิ น กุพฺพเต อนฺตรามรณํ นตฺถิ เตสํ นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๒๒| เตลธาเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๓| สุจารุรูโป สุภทฺโท สุสมุคฺคตมานโส อวิกฺเขปมโน โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต ฯ |๓๙๓.๑๒๔| สูจิฆเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๕| เจโตสุขํ กายสุขํ อิริยาปถชํ สุขํ อิเม คุเณ ปฏิลภามิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๒๖| อํสวทฺเธ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๗| สทฺธมฺเม คาฬฺหํ วินฺทามิ สรามิ ทุติยํ ภวํ สพฺพตฺถ สุจฺฉวิ โหมิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๒๘| กายพนฺเธ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๒๙| สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา ฯ |๓๙๓.๑๓๐| อุปฏฺฐิตสฺสติ โหมิ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ |๓๙๓.๑๓๑| อาธารเก ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจวณฺเณ ภยาภาโว อจโล โหมิ เกนจิ ฯ |๓๙๓.๑๓๒| เยเกจิ เม สุตา ธมฺมา สติญาณปฺปโพธนา ธตา เม น วินสฺสนฺติ ภวนฺติ สุวินิจฺฉิตา ฯ |๓๙๓.๑๓๓| ภาชเน ปริโภเค จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๓๔| โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ภาชเน อหํ ฯ |๓๙๓.๑๓๕| ภริยา ทาสทาสี จ หตฺถิสฺสรถปตฺติเก อิตฺถี ปติพฺพตา เจว ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๓๖| วิชฺชา มนฺตปเท เจว วิวิเธ อาคเม พหู สพฺพสิปฺปํ นิสาเมมิ ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๓๗| ถาลเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๓๘| โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ |๓๙๓.๑๓๙| อสฺสฏฺฐเก ผลมเย อโถ โปกฺขรปตฺตเก มธุปานกสงฺเข จ ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๐| วตฺเต คุเณ ปฏิปตฺตึ อาจารกิริยาสุ จ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๑| เภสชฺชํ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๒| อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา น เม ปิยวิโยคตฺถิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๔๓| อุปาหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๔| หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ สฏฺฐี รถสหสฺสานิ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓๙๓.๑๔๕| มณิมยา ตมฺพมยา โสณฺณรชตปาทุกา นิพฺพตฺตนฺติ ปทุทฺธาเร ภเว สํสรโต มม ฯ |๓๙๓.๑๔๖| นิยามํ ปฏิธาวนฺติ อาจารคุณโสธนํ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๔๗| ปาทุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม อิทฺธิปาทุกมารุยฺห วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓๙๓.๑๔๘| มุขปุญฺฉนํ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๔๙| สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ |๓๙๓.๑๕๐| อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ กตฺตรทณฺเฑ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๕๑| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ปุตฺตา มยฺหํ พหู โหนฺติ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๓๙๓.๑๕๒| อปฺปสโยฺห สทา โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต ขลิตมฺปิ น ชานามิ อภนฺตํ มานสํ มม ฯ |๓๙๓.๑๕๓| โอสถํ อญฺชนํ ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๕๔| วิสาลนยโน โหมิ เสตปิโต จ โลหิโต อนาวิลปสนฺนกฺโข สพฺพโรควิวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๑๕๕| ลภามิ ทิพฺพนยนํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๕๖| กุญฺจิเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ธมฺมทฺวารวิวรณํ ลภามิ ญาณกุญฺจิกํ ฯ |๓๙๓.๑๕๗| กุญฺจิกานํ ฆเร ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๕๘| อปฺปโกโธ อนุปายาโส สํสรนฺโต ภเว อหํ อาโยเค สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๕๙| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ ฯ |๓๙๓.๑๖๐| อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา ชายติ โภคสมฺปตฺติ ภเว สํสรโต มม ฯ |๓๙๓.๑๖๑| ธูมเนตฺเต ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๒| สติ เม อุชุกา โหติ สุสมฺพนฺธา จ นฺหารุโย ลภามิ ทิพฺพสยนํ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๖๓| ทีปทาเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๔| ชาติมา องฺคสมฺปนฺโน ปญฺญวา พุทฺธสมฺมโต อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ |๓๙๓.๑๖๕| ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๖๖| ตทา คุตฺโต สุขสมงฺคี มหายสวา ตถา คติ วิภตฺติคตฺโต สุขุมาโล สพฺพีติปริวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๑๖๗| วิปุเล จ คุเณ ลาภี สมฺมานจลนา มม สุวิวชฺชิตอุพฺเพโค ตุมฺพเก จ กรณฺฑเก ฯ |๓๙๓.๑๖๘| ลภามิ จตุโร วณฺเณ หตฺถิสฺสรตนานิ จ ตานิ เม น วินสฺสนฺติ ตุมฺพกาเร อิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๖๙| หตฺถลีลงฺคเก ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๐| สพฺพลกฺขณสมฺปนฺโน อายุปญฺญาสมาหิโต สพฺพายาสวินิมุตฺโต กาโย เม โหติ สพฺพทา ฯ |๓๙๓.๑๗๑| ตนุธาเร สุนิสิเต สงฺเฆ ทตฺวาน ปิปฺผเล กิเลสกนฺตนํ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ |๓๙๓.๑๗๒| สณฺฑาเส สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม กิเลสลุญฺจนํ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ |๓๙๓.๑๗๓| นตฺถุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๔| สทฺธา สีลํ หิริญฺจาปิ อถ โอตฺตปฺปิยํ คุณํ สุตํ จาคญฺจ ขนฺตี จ ปญฺญา เม อฏฺฐมํ คุณํ ฯ |๓๙๓.๑๗๕| ปีฐเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๖| อุจฺเจ กุเล ปชายามิ มหาโภโค ภวามหํ สพฺเพ มํ อปจายนฺติ กิตฺติ อพฺภุคฺคตา มม ฯ |๓๙๓.๑๗๗| กปฺปสตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกา จตุรสฺสกา ปริวาเรนฺติ มํ นิจฺจํ สํวิภาครโต อหํ ฯ |๓๙๓.๑๗๘| ภิสิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๗๙| สมสุคตฺโตปจิโต มุทุโก จารุทสฺสโน ลภามิ ญาณปวรํ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๐| ตูลิกา วิกติกาโย กฏิสฺสา จิตฺตกา พหู วรโปตฺถเก กมฺพเล จ ลภามิ วิวิเธ อหํ ฯ |๓๙๓.๑๘๑| ปาวารเก จ มุทุเก มุทุกาชินเวณิโย ลภามิ วิวิธฏฺฐาเน ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๒| ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ อตุจฺโฉ ฌานมญฺโจมฺหิ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๘๓| พิพฺโพหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๘๔| อุณฺณิเก ปทุมเก จ อโถ โลหิตจนฺทเน พิพฺโพหเน อุปาเตมิ อุตฺตมงฺคํ สทา มม ฯ |๓๙๓.๑๘๕| อฏฺฐงฺคิเก มคฺควเร สามญฺเญ จตุโร ผเล เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร นิจฺจกาลิกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๖| ทาเน ทเม สญฺญเม จ อปฺปมญฺญาสุ รูปิสุ เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพกาลิกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๗| วตฺเต คุเณ จ ปฏิเม อาจารกิริยาสุ จ เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพทา อหํ ฯ |๓๙๓.๑๘๘| จงฺกเม วา ปธาเน วา วิริเย โพธิปกฺขิเก เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓๙๓.๑๘๙| สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ สุขํ อหํ ฯ |๓๙๓.๑๙๐| ผลปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๙๑| โสณฺณมเย มณิมเย ทนฺตสารมเย พหู ปลฺลงฺกเสฏฺเฐ วินฺทามิ ผลปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๓.๑๙๒| ปาทปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๑๙๓| ลภามิ พหุเก ยาเน ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ ทาสี ทาสา จ ภริยา เย จญฺเญ อนุชีวิโน ฯ |๓๙๓.๑๙๔| สมฺมา ปริจรนฺเตว ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ เตลอพฺภญฺชเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๕| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อพฺยาธิตา รูปวตา ขิปฺปํ ธมฺมนิสนฺธิตา ฯ |๓๙๓.๑๙๖| ลาภิตา อนฺนปานสฺส อายุํ ปญฺจมกํ มม สปฺปิเตลญฺจ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๗| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ถามวา รูปสมฺปนฺโน ปหฏฺฐตนุโช สทา ฯ |๓๙๓.๑๙๘| อพฺยาธิ จ สทา โหมิ สปฺปิเตลสฺสิทํ ผลํ มุขโธวนํ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๑๙๙| ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม วิสุทฺธกณฺโฐ มธุสฺสโร กาสสาสวิวชฺชิโต ฯ |๓๙๓.๒๐๐| อุปฺปลคนฺโธ มุขโต อุปวายติ เม สทา ทธึ ทตฺวาน สมฺปนฺนํ พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๑| ภุญฺชามิ อมตํ ภตฺตํ วรํ กายคตาสตึ วณฺณคนฺธรโสเปตํ มธุํ ทตฺวา ชิเน คเณ ฯ |๓๙๓.๒๐๒| อนูปมํ อนญฺญมฺปิ ลภามิ วิมุตฺติรสํ ยถาภูตํ รสํ ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๓| จตุโร ผเล อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อนฺนปานญฺจ ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ |๓๙๓.๒๐๔| ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี ฯ |๓๙๓.๒๐๕| ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส สูโร ปญฺญาณวา ตถา อิเม คุเณ ปฏิลเภ สํสรนฺโต ภเว อหํ ฯ |๓๙๓.๒๐๖| ธูปํ ทตฺวาน สุคเต สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ |๓๙๓.๒๐๗| สุคนฺธเทโห ยสวา สีฆปญฺโญ จ กิตฺติมา ติกฺขปญฺโญ ภูริปญฺโญ หาสคมฺภีรปญฺญวา ฯ |๓๙๓.๒๐๘| เวปุลฺลชวนสปฺปญฺโญ สํสรนฺโต ภวาภเว ตสฺเสว วาหสา ทานิ ปตฺโต สนฺติสุขํ สิวํ ฯ |๓๙๓.๒๐๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๓.๒๑๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๓.๒๑๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ