经典 · เล่ม ๓๒
This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability
经典 · เล่ม ๓๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค หมวดว่าด้วยพระปิลินทวัจฉะเป็นต้น ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระ (พระปิลินทวัจฉเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
๑ข้าพเจ้าเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ที่กรุงหงสวดี ได้รวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ในเรือนมากมายนับไม่ถ้วน
๒ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสถานที่สงัด ทำใจให้ร่าเริง นั่งอยู่ในปราสาทที่ประเสริฐ ได้คิดอย่างนี้ว่า
๓โภคสมบัติของเรามีมาก ภายในบุรีของเราก็มั่งคั่ง แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่าอานนท์ ก็ทรงเชื้อเชิญเรา
๔พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระมุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่ เราจักถวายทานแด่พระศาสดา
๕พระโอรสของพระราชาพระนามว่าปทุมะ ทรงถวายทานอย่างประเสริฐ คือช้างเชือกประเสริฐ บัลลังก์และพนักพิง ประมาณไม่น้อย ในพระชินเจ้า
๖แม้เราก็จักถวายทาน ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ทานอย่างประเสริฐที่ยังไม่เคยมีใครถวาย เราจักเป็น (ผู้ถวาย) คนแรก
๗ข้าพเจ้าคิดถึงทานหลายอย่าง ที่มีผลเป็นสุขในเพราะการบูชา ก็ได้เห็นการถวายบริขาร เป็นเหตุทำความคิดของข้าพเจ้าให้เต็มได้
๘ข้าพเจ้าจักถวายบริขาร ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด การถวายบริขารที่คนเหล่าอื่นยังไม่เคยถวาย ข้าพเจ้าจักเป็นคนแรก (การถึงพร้อมแห่งทานวัตถุ)
๙ขณะนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาช่างจักสาน จ้างให้ทำร่ม รวบรวมร่มได้ ๑๐๐,๐๐๐ คัน
๑๐รวบรวมผ้าได้ ๑๐๐,๐๐๐ ผืน รวบรวมบาตรได้ ๑๐๐,๐๐๐ ใบ
๑๑จ้างช่างให้ทำมีดโกน มีดเล็ก เข็ม และมีดตัดเล็บ ที่สมควร(แก่สมณบริโภค) แล้วให้วางไว้ภายใต้ร่ม
๑๒จ้างช่างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง แส้จามร ผ้ากรองน้ำ ภาชนะน้ำมัน ให้สมควร (แก่สมณบริโภค)
๑๓จ้างช่างให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคตเอว และเชิงรองบาตร ซึ่งทำอย่างสวยงาม ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)
๑๔ให้บรรจุเภสัชจนเต็มภาชนะสำหรับใส่ของบริโภค และบรรจุขันสำริดให้วางไว้ภายใต้ร่ม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๕ให้บรรจุว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ และขิงสด จนเต็มภาชนะทุกอย่าง
๑๖จ้างช่างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าสำหรับเช็ดน้ำ และไม้เท้าคนแก่ อย่างสวยงาม ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)
๑๗จ้างช่างให้ทำยารักษาไข้ ยาหยอดตา ไม้ป้ายยาตา กระบอกกรองน้ำ ลูกกุญแจ และกล่องลูกกุญแจ ซึ่งเย็บด้วยด้าย ๕ สี
๑๘สายโยค กระบอกเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำและผอบ ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)
๑๙จ้างช่างให้ทำแหนบ กรรไกร วัตถุขัดสนิมและถุงสำหรับใส่เภสัช ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)
๒๐จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่งและบัลลังก์ ๔ เท้า ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)แล้วให้ตั้งไว้ภายใต้ร่ม
๒๑จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยขนสัตว์ ฟูกยัดด้วยนุ่น ฟูกตั่งและหมอนทำอย่างดี ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)
๒๒จ้างช่างให้ทำจุรณสำหรับอาบ ขี้ผึ้ง น้ำมันที่หุงด้วยมือ และเตียงที่ปูด้วยแผ่นกระดานเล็กๆ อันสะอาดพร้อมด้วยเครื่องลาด
๒๓เสนาสนะ ผ้าเช็ดเท้า ที่นอน ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๒๔ไม้สีไฟ ตั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวยตักน้ำ เครื่องอบ (สีผงย้อมผ้า) รางย้อมผ้า
๒๕ไม้กวาด ผ้าอาบน้ำ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี ผ้าอันตรวาสก (ผ้านุ่ง)
๒๖ผ้าอุตราสงค์(ผ้าห่ม) ผ้าสังฆาฏิ(ผ้าพาดบ่า) ยานัตถุ์ น้ำบ้วนปาก น้ำส้ม น้ำปลา น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ
๒๗ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแก่พระศาสดา
๒๘ข้าพเจ้ารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดได้แล้ว จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า (การขอโอกาสถวายทาน)
๒๙เราทั้ง ๒ เจริญเติบโตมาด้วยกัน มียศร่วมกัน ร่วมสุข ร่วมทุกข์ และประพฤติคล้อยตามกัน
๓๐ขอเดชะพระองค์ผู้ปราบข้าศึก ทุกข์ใจที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ยังมีอยู่ ขอเดชะพระองค์ผู้ขัตติยราช ถ้าพระองค์สามารถ ก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกข์นั้นด้วยเถิด
๓๑พระราชาตรัสว่า ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของข้าพเจ้าด้วย เราทั้ง ๒ มีใจตรงกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จ ถ้าท่านจะพึงเปลื้องทุกข์นั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๓๒ขอเดชะพระมหาราช ขอจงทรงทราบทุกข์ของข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งบรรเทาได้ยาก พระองค์บันลือมากไป ทรัพย์นี้ พระองค์ยังสละได้ยาก
๓๓คือสิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าประมาณเท่าใด ถ้าพระองค์ต้องการสิ่งเหล่านี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักให้อย่างไม่หวั่นไหว
๓๔ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว การบันลือมากนั้นผิด ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบพระองค์ วันนี้ ว่าทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง
๓๕ท่านบีบคั้นหนักนัก เมื่อข้าพเจ้าจะให้ ท่านจะได้ประโยชน์อะไรจากการที่ข้าพเจ้าถูกบีบคั้น ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่ข้าพเจ้า
๓๖ขอเดชะพระมหาราช ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าจักนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าอย่าเป็นโทษเลย
๓๗ข้าพเจ้าจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย พระพุทธเจ้าไม่มีใครจะให้แก่ใครๆ ได้ เปรียบเหมือนแก้วมณีโชติรส
๓๘ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่า กระทั่งชีวิตที่มีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๓๙พระพุทธชินมหาวีรเจ้าควรงดไว้ ไม่พึงให้แก่ใครๆ ได้ เรารับปากให้ไม่ได้ ท่านจงเลือกเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด
๔๐ข้าพระพุทธเจ้าจะต้องถึงการวินิจฉัย พวกเราจักถามผู้วินิจฉัย ผู้วินิจฉัยจักตัดสินละเอียดฉันใด พวกเราจักสอบถามข้อนั้นฉันนั้น
๔๑ข้าพเจ้าจับพระหัตถ์พระราชา พากันไปยังสถานที่วินิจฉัย ได้กล่าวคำนี้ต่อหน้าผู้พิพากษาทั้งหลายว่า
๔๒ขอผู้พิพากษาจงฟังข้าพเจ้า พระราชาได้พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้า พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิต
๔๓เมื่อพระองค์พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชาพระราชทาน แก่ข้าพเจ้าดีแล้วมิใช่หรือ ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของข้าพเจ้าด้วยเถิด
๔๔(ผู้พิพากษาทั้งหลายกล่าวว่า) ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะฟังคำของท่านและพระดำรัสของพระราชา ผู้ปกครองแผ่นดิน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายฟังคำของทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว จักตัดความสงสัยในข้อนี้ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๔๕ขอเดชะ พระองค์พระราชทานทุกสิ่ง ท่านผู้นี้ถือเอาทุกสิ่งแล้วหรือ พระเจ้าข้า พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิตหรือ
๔๖(พระราชาตรัสว่า) เราได้รับความลำบาก แสนสาหัสนักจนตลอดชีวิต รู้ว่าผู้นี้ได้รับความทุกข์อย่างหนัก จึงได้ให้สิ่งของที่ควรถือเอาไว้ทุกอย่าง
๔๗ขอเดชะ พระองค์ทรงเป็นผู้พ่ายแพ้ ควรจะพระราชทานพระตถาคตให้เขาไป ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตัดความสงสัยของทั้ง ๒ ฝ่ายได้แล้ว ขอท่านทั้ง ๒ จงตั้งอยู่ในคำมั่นสัญญาเถิด
๔๘พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกับผู้พิพากษาดังนี้ว่า ท่านทั้งหลายพึงให้แก่เราโดยชอบบ้าง เราจะได้พระพุทธเจ้าอีก
๔๙(ผู้พิพากษาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า) ท่านทำความดำริของท่านให้บริบูรณ์ นิมนต์พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงถวายคืนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แก่พระเจ้าอานนท์ผู้ทรงยศอีก (กถาว่าด้วยการทูลนิมนต์)
๕๐ข้าพเจ้าไหว้ผู้พิพากษาและถวายบังคม พระเจ้าอานนท์จอมกษัตริย์แล้ว มีความยินดีปราโมทย์ ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๕๑ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ถวายอภิวาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า
๕๒ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป โปรดรับนิมนต์ พระองค์เมื่อจะทำจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ขอจงเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของข้าพระองค์เถิด
๕๓พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของข้าพเจ้า จึงทรงรับนิมนต์(ด้วยดุษณีภาพ)
๕๔ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงถวายอภิวาทพระศาสดา มีจิตร่าเริงเบิกบาน เข้าไปยังนิเวศน์ของตน (การตระเตรียมทาน)
๕๕ข้าพเจ้าประชุมมิตรและอำมาตย์แล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้แสนยากแล้ว เปรียบเหมือนได้แก้วมณีโชติรส
๕๖เราจักบูชาพระองค์ด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ หาใครเปรียบมิได้ ไม่มีใครเทียบเท่า ไม่มีใครเสมอ เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคลเปรียบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๕๗หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้นมิได้ ไม่เป็นที่ ๒ (รองใคร) ทรงองอาจกว่านรชน อธิการ ที่สมควรแก่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก
๕๘ขอพวกเราจงช่วยกันรวบรวมดอกไม้ต่างๆ มาทำมณฑปดอกไม้เถิด นี้ย่อมสมควรแก่พระพุทธเจ้า ถือเป็นการบูชาด้วยสิ่งทั้งปวง
๕๙ข้าพเจ้าใช้ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกากะทิง ทำให้เป็นมณฑป
๖๐ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม อาสนะของข้าพเจ้าอยู่สุดท้าย มีค่าเกินร้อย
๖๑ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จแล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาล (เวลาอันสมควรเพื่อฉันภัตตาหาร)
๖๒เมื่อคนไปกราบทูลภัตกาลแล้ว พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์ ได้เสด็จเข้ามายังนิเวศน์ของข้าพเจ้า
๖๓ร่มกั้นอยู่เบื้องบน ในมณฑปดอกไม้ที่บานสะพรั่ง พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์
๖๔(ข้าพเจ้ากราบทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์โปรดทรงรับร่ม ๑๐๐,๐๐๐ คัน @เชิงอรรถ : @ อธิการ การกระทำที่ยิ่ง เช่น การบริจาคชีวิตเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๘, และดูเทียบ ขุ.อป.อ. ๒/๕-๖/๒๓๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน และอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ที่ อันสมควรและไม่มีโทษเถิด
๖๕พระมหามุนีทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า ให้ข้ามพ้น(สงสารวัฏ) จึงทรงรับไว้ (ทานกถา)
๖๖ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรแก่ภิกษุรูปละหนึ่งใบ ภิกษุทั้งหลายสละบาตรที่ตนใช้สอยแล้ว ใช้บาตรเหล็ก
๖๗พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน เมื่อจะทรงให้สัตว์จำนวนมากตรัสรู้ จึงทรงประกาศพระธรรมจักร
๖๘เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้ เทวดาและมนุษย์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม
๖๙เมื่อถึงวันที่ ๗ พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ประทับนั่งอยู่ภายในใต้เงาร่ม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า (พยากรณ์)
๗๐เราจักพยากรณ์มาณพผู้ที่ได้ถวายทานอย่างประเสริฐ ไม่บกพร่องแก่เรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
๗๑กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าจักห้อมล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๗๒ยานพาหนะคือช้าง ยานพาหนะคือม้า คานหาม และวอ จักบำรุงเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง
๗๓รถ ๖,๐๐๐ คันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จักแวดล้อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง
๗๔เครื่องดนตรี ๖,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม จักขับกล่อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง
๗๕สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
๗๖มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปงาม เอวเล็กเอวบาง จักห้อมล้อมเขาเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง
๗๗เขาจักรื่นรมย์ในเทวโลก ๓,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ
๗๘และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
๗๙เมื่อเขาอยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เทวดาจักกั้นฉัตรแก้วไว้ที่ขอบเทวโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๘๐เขาจักปรารถนาเมื่อใด หลังคาผ้าและดอกไม้(ดังจะ)รู้ความคิดของเขา จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น
๘๑เขาถูกกุศลมูลตักเตือนจุติจากเทวโลก แล้วประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรของพราหมณ์
๘๒ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
๘๓พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ
๘๔เขาจักได้เป็นสาวกมีนามว่าปิลินทวัจฉะ ของพระศาสดา จักเป็นผู้ที่เทวดา อสูร และคนธรรพ์ สักการะ
๘๕เขาจักเป็นที่รักของภิกษุ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ทั้งปวง อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ (ว่าด้วยอานิสงส์ของทาน)
๘๖กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว ดุจความเร็วของลูกศรที่หลุดพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว
๘๗น่าปลื้มใจ กรรมข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว ในเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ซึ่งเป็นฐานะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
๘๘ก็มาณพใดได้ให้ทานอย่างประเสริฐไม่บกพร่อง มาณพนั้นได้เป็นหัวหน้าคนแรก นี้เป็นผลแห่งทานนั้น (๑. อานิสงส์ของการถวายร่ม)
๘๙ข้าพเจ้าได้ถวายร่มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ
๙๐คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละอองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑
๙๑เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็นผู้มีใจใสสะอาด ๑ เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ฉัตร ๑๐๐,๐๐๐ คัน
๙๒ซึ่งประกอบด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า ยกเว้นชาตินี้ เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น
๙๓เพราะฉะนั้น ในชาตินี้ การกั้นฉัตรจึงไม่มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกรรมทุกอย่าง ก็เพื่อบรรลุฉัตรคือวิมุตติ @เชิงอรรถ : @ บทที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่พระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖๖/๒๗๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒. อานิสงส์ของการถวายผ้า)
๙๔ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ
๙๕คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ ปราศจากธุลี(ปราศจากไฝฝ้า) ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ มีร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑ เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ
๙๖ก็มีผ้าสีขาว ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ มีผ้าสีเหลือง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ มีผ้าสีแดง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑ กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า
๙๗ข้าพเจ้าได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ้ายในที่ทุกแห่ง เพราะผลกรรมเหล่านั้น (๓. อานิสงส์ของการถวายบาตร)
๙๘ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ
๙๙คือข้าพเจ้าบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิม ทุกครั้ง ๑
๑๐๐ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน เป็นปกติ ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๐๑โภคสมบัติของข้าพเจ้าไม่พินาศ ๑ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑ เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีกิเลสน้อย ๑ ไม่มีอาสวะ ๑
๑๐๒คุณเหล่านี้ ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก ไม่ละข้าพเจ้าในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาต้นไม้ (๔. อานิสงส์ของการถวายมีด)
๑๐๓ข้าพเจ้าได้ถวายมีดเล็กที่ทำอย่างสวยงาม เนื่องด้วยเครื่องผูกอย่างวิจิตรจำนวนมาก แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดและแก่สงฆ์แล้ว
๑๐๔ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ คือข้าพเจ้าเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึงความสำเร็จในเวสารัชชธรรม ๑
๑๐๕เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ๑ มีความเพียร ๑ ประคองใจไว้ได้ทุกเมื่อ ๑ ได้ญาณอันสุขุมเป็นเครื่องตัดกิเลส ๑ ได้ความบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียมเท่าในที่ทั้งปวง ๑ เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น (๕. อานิสงส์ของการถวายมีดเล็ก)
๑๐๖ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสได้ถวายมีดเล็กอันราบเรียบ ไม่หยาบ ขัดถูดีแล้ว จำนวนมากในพระพุทธเจ้าและในพระสงฆ์แล้ว
๑๐๗ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ คือข้าพเจ้าย่อมได้กัลยาณมิตร ๑ ความเพียร ๑ ขันติ ๑ ศัสตราคือไมตรี ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๐๘เพราะตัดลูกศรคือตัณหา จึงได้ศัสตราคือปัญญาอันยอดเยี่ยม และญาณที่เสมอด้วยเพชร ๑ เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้น (๖. อานิสงส์ของการถวายเข็ม)
๑๐๙ข้าพเจ้าได้ถวายเข็มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๑๐คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เป็นผู้ที่มหาชนนอบน้อม ๑ ตัดความสงสัยได้ ๑ มีรูปร่างงดงาม ๑ มีโภคสมบัติ ๑ มีปัญญาฉลาดหลักแหลม ๑ ทุกเมื่อ
๑๑๑ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นอรรถ ซึ่งเป็นฐานะละเอียดลึกซึ้งด้วยญาณ ญาณของข้าพเจ้าเสมอด้วยยอดเพชร เป็นเครื่องกำจัดความมืด (๗. อานิสงส์ของการถวายมีดตัดเล็บ)
๑๑๒ข้าพเจ้าได้ถวายมีดตัดเล็บในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๑๓คือข้าพเจ้าย่อมได้ทาสชายหญิง ๑ โคและม้า ๑ ลูกจ้างที่เป็นนางฟ้อนรำ ๑ ช่างตัดผม ๑ พ่อครัวผู้ทำอาหารจำนวนมากในที่ทั้งปวง ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๘. อานิสงส์ของการถวายพัดใบตาล)
๑๑๔ข้าพเจ้าได้ถวายพัดใบตาลสวยงามในพระสุคตแล้ว ได้รับอานิสงส์ ๘ ประการ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า
๑๑๕คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาวร้อน ๑ ไม่มีความเร่าร้อน ๑ ไม่รู้สึกกระวนกระวาย ที่ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อน ๑
๑๑๖ไฟทั้งหมด คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ไฟคือมานะ ๑ ไฟคือทิฏฐิ ๑ ข้าพเจ้าดับได้แล้ว เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น (๙. อานิสงส์ของการถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามร)
๑๑๗ข้าพเจ้าได้ถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามรในหมู่สงฆ์ และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด เป็นผู้มีกิเลสสงบระงับแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน (๑๐. อานิสงส์ของการถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรก)
๑๑๘ข้าพเจ้าได้ถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรกในพระสุคตแล้ว ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๑๙คือข้าพเจ้าล่วงพ้นอันตรายทั้งปวงได้ ๑ ได้อายุทิพย์ ๑ โจรหรือข้าศึกข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑
๑๒๐ศัสตราหรือยาพิษไม่เบียดเบียนข้าพเจ้า ๑ ไม่มีความตายในระหว่าง(ไม่ตายก่อนอายุขัย) ๑ เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้นของข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๑. อานิสงส์ของการถวายภาชนะน้ำมัน)
๑๒๑ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะน้ำมันในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๒๒คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม ๑ มีความเจริญดี ๑ มีใจเบิกบานดี ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง ๑ (๑๒. อานิสงส์ของการถวายกล่องเข็ม)
๑๒๓ข้าพเจ้าได้ถวายกล่องเข็มในพระสุคต และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๒๔คือข้าพเจ้าย่อมได้คุณเหล่านี้ คือ ความสุขใจ ๑ ความสุขกาย ๑ ความสุขเกิดแต่อิริยาบถ ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๓. อานิสงส์ของการถวายผ้าอังสะ)
๑๒๕ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าอังสะในพระชินเจ้า และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๒๖คือข้าพเจ้าย่อมได้ความมั่นคงในพระสัทธรรม ๑ ระลึกชาติได้ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณงดงามในที่ทุกแห่ง ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๔. อานิสงส์ของการถวายประคตเอว)
๑๒๗ข้าพเจ้าได้ถวายประคตเอวในพระชินเจ้า และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๒๘คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นในสมาธิ(มีสมาธิแน่วแน่) ๑ เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑ มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑
๑๒๙มีสติตั้งมั่น ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ คุณเหล่านี้ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก (๑๕. อานิสงส์ของการถวายเชิงรองบาตร)
๑๓๐ข้าพเจ้าได้ถวายเชิงรองบาตรในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด เป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕ และไม่หวั่นไหวด้วยอะไรๆ
๑๓๑ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีสติ และญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ ข้าพเจ้าฟังแล้ว ธรรมที่ข้าพเจ้าทรงจำไว้ย่อมไม่คลาดเคลื่อน เป็นอันวินิจฉัยดีแล้ว (๑๖. อานิสงส์ของการถวายภาชนะ)
๑๓๒ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่สูงสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๓๓คือข้าพเจ้าย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะแก้วผลึก และภาชนะแก้วทับทิม ๑
๑๓๔ได้ภริยา ได้ทาสชายหญิง พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า และหญิงผู้เคารพนาย ๑ ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๓๕วิชาในบทมนตร์ในอาคมต่างๆ จำนวนมากและศิลปะทั้งปวง ข้าพเจ้าย่อมใคร่ครวญให้เป็นที่ใช้สอยได้ทุกเวลา (๑๗. อานิสงส์ของการถวายขัน)
๑๓๖ข้าพเจ้าได้ถวายขันในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๓๗คือข้าพเจ้าย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี ขันแก้วผลึก และขันแก้วทับทิม ๑
๑๓๘ข้าพเจ้าได้ขันรูปต้นโพธิ์ รูปผลไม้ รูปใบบัว และสังข์สำหรับดื่มน้ำผึ้ง ๑
๑๓๙ข้าพเจ้าย่อมได้ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม ในอาจาระและกิริยา ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๑๘. อานิสงส์ของการถวายเภสัช)
๑๔๐ข้าพเจ้าได้ถวายเภสัชในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ
๑๔๑คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑ ไม่มีความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ๑ เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๙. อานิสงส์ของการถวายรองเท้า)
๑๔๒ข้าพเจ้าได้ถวายรองเท้าในพระชินเจ้า และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๔๓คือยานคือช้าง ยานคือม้า วอ และคานหาม ๑ รถ ๖๐,๐๐๐ คันแวดล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑
๑๔๔เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ รองเท้าแก้วมณี รองเท้าทองแดง รองเท้าทองคำ รองเท้าเงิน ผุดขึ้นรองรับทุกย่างเท้า ๑
๑๔๕บุญกรรมทั้งหลายย่อมช่วยชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๒๐. อานิสงส์ของการถวายเขียงเท้า)
๑๔๖ข้าพเจ้าได้ถวายเขียงเท้าในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้สวมเขียงเท้า ซึ่งสำเร็จด้วยฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา (๒๑. อานิสงส์ของการถวายผ้าเช็ดน้ำ)
๑๔๗ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าเช็ดน้ำในพระสุคต และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๔๘คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ ร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑ ฝุ่นละอองไม่ติดร่างกายข้าพเจ้า ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒๒. อานิสงส์ของการถวายไม้เท้าคนแก่)
๑๔๙ข้าพเจ้าได้ถวายไม้เท้าคนแก่ในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๕๐คือข้าพเจ้ามีบุตรมาก ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง ใครๆ ข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑ ไม่รู้จักความพลั้งพลาด ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ (๒๓. อานิสงส์ของการถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา)
๑๕๑ข้าพเจ้าได้ถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา(ในพระสุคต) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ
๑๕๒คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีนัยน์ตาโต ๑ มีนัยน์ตาสีขาว ๑ มีนัยน์ตาสีเหลือง ๑ มีนัยน์ตาสีแดง ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใสไม่มัว ๑ ปราศจากโรคตาโดยประการทั้งปวง ๑
๑๕๓มีตาทิพย์ ๑ มีดวงตาคือปัญญาอย่างสูงสุด ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๒๔. อานิสงส์ของการถวายลูกกุญแจ)
๑๕๔ข้าพเจ้าได้ถวายลูกกุญแจในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้ว ได้ลูกกุญแจคือญาณสำหรับเปิดประตูแห่งธรรม (๒๕. อานิสงส์ของการถวายแม่กุญแจ)
๑๕๕ข้าพเจ้าได้ถวายแม่กุญแจ(ในพระสุคต) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ เป็นคนมีความโกรธน้อย ๑ ไม่มีความคับแค้นใจ ๑ (๒๖. อานิสงส์ของการถวายสายโยก)
๑๕๖ข้าพเจ้าได้ถวายสายโยกในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๕๗คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑ มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑ โภคสมบัติย่อมเกิดเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ๑ (๒๗. อานิสงส์ของการถวายกระบอกเป่าควันไฟ)
๑๕๘ข้าพเจ้าได้ถวายกระบอกเป่าควันไฟในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๕๙คือข้าพเจ้ามีสติตั้งมั่น ๑ เส้นเอ็นต่อเนื่องกันดี ๑ ได้ที่นอนทิพย์ ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น (๒๘. อานิสงส์ของการถวายตะเกียง)
๑๖๐ข้าพเจ้าได้ถวายตะเกียงในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ
๑๖๑คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีตระกูล ๑ มีอวัยวะสมบูรณ์ ๑ มีปัญญาที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑ ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๒๙. อานิสงส์ของการถวายคนโทน้ำและผอบ)
๑๖๒ข้าพเจ้าได้ถวายคนโทน้ำและผอบในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ
๑๖๓คือครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับการคุ้มครอง ๑ พรั่งพร้อมด้วยความสุข ๑ มียศยิ่งใหญ่ ๑ มีการดำเนินชีวิตที่ดี ๑ มีร่างกายที่ได้สัดส่วน ๑ เป็นสุขุมาลชาติ ๑ ปราศจากเสนียดจัญไรทั้งปวง ๑
๑๖๔ได้คุณอันไพบูลย์ ๑ ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมั่นคง ปราศจากความหวาดเสียว ๑
๑๖๕ได้คนโทน้ำและผอบ ๔ สี และช้างแก้ว ม้าแก้ว ๑ คุณของข้าพเจ้าเหล่านั้นไม่พินาศ นี้เป็นผลในการถวายคนโทน้ำและผอบ (๓๐. อานิสงส์ของการถวายวัตถุขัดสนิม)
๑๖๖ข้าพเจ้าได้ถวายแปรงมือในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๖๗คือข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑ มีอายุยืน ๑ มีปัญญา ๑ มีจิตตั้งมั่น ๑ มีร่างกายพ้นจากความยากลำบาก ทุกอย่างในกาลทุกเมื่อ ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๑. อานิสงส์ของการถวายกรรไกร)
๑๖๘ข้าพเจ้าได้ถวายกรรไกรที่มีคมบางซึ่งลับไว้ดีในพระสงฆ์ แล้วได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเปรียบปาน (๓๒. อานิสงส์ของการถวายแหนบ)
๑๖๙ข้าพเจ้าได้ถวายแหนบในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องถอนกิเลส ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียบเท่า (๓๓. อานิสงส์ของการถวายยานัตถุ์)
๑๗๐ข้าพเจ้าได้ถวายยานัตถุ์ในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ
๑๗๑คือข้าพเจ้ามีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ มีสุตะ ๑ มีจาคะ ๑ มีขันติ ๑ มีปัญญา ๑ (๓๔. อานิสงส์ของการถวายตั่ง)
๑๗๒ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๗๓คือข้าพเจ้าย่อมเกิดในตระกูลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ ชนทั้งปวงยำเกรงข้าพเจ้า ๑ ชื่อเสียงของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป ๑
๑๗๔บัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมห้อมล้อมข้าพเจ้าเป็นนิตย์ ตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป ๑ ยินดีในการจำแนกทาน ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๕. อานิสงส์ของการถวายฟูก)
๑๗๕ข้าพเจ้าได้ถวายฟูกในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ
๑๗๖คือข้าพเจ้ามีร่างกายสมส่วนที่บุญกรรมก่อให้ เป็นผู้อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู ๑ ข้าพเจ้าย่อมได้ญาณอันประเสริฐ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก
๑๗๗ข้าพเจ้าย่อมได้ฟูกที่ยัดด้วยนุ่น อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ต่างๆ มีรูปราชสีห์ และเสือโคร่งเป็นต้น ด้วยผ้าไหม แกมดิ้นที่ปักเพชรพลอย ๑ ผ้าป่านอย่างดี และผ้ากัมพลต่างๆ จำนวนมาก ๑
๑๗๘ได้ผ้าปาวารที่มีขนอ่อนนุ่ม ผ้าทำด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่มในที่ต่างๆ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก
๑๗๙เมื่อใดข้าพเจ้าระลึกถึงตน เมื่อใดข้าพเจ้าเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่เปล่า มีฌานเป็นเตียงนอน ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก (๓๖. อานิสงส์ของการถวายหมอน)
๑๘๐ข้าพเจ้าได้ถวายหมอนในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๘๑คือข้าพเจ้าใช้หมอนที่ยัดด้วยขนสัตว์ หมอนที่ยัดด้วยเกสรบัวหลวง และหมอนที่ยัดด้วยจุรณจันทน์แดง หนุนศีรษะของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑
๑๘๒ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอย่างประเสริฐ และในสามัญผล ๔ เหล่านั้น อยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑
๑๘๓ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในทาน ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา และรูปฌานเหล่านั้น อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑
๑๘๔ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในวัตร คุณ การปฏิบัติ อาจาระและกิริยา อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑
๑๘๕ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในการจงกรม ในความเพียรที่เป็นประธาน และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น อยู่ตามปรารถนา ๑
๑๘๖ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว อยู่เป็นสุข ๑ (๓๗. อานิสงส์ของการถวายตั่งแผ่นกระดาน)
๑๘๗ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งแผ่นกระดานในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ
๑๘๘คือข้าพเจ้าได้บัลลังก์อย่างประเสริฐ ทำด้วยทอง ทำด้วยแก้วมณี ๑ และทำด้วยงาช้างจำนวนมาก ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแผ่นกระดาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๘. อานิสงส์ของการถวายตั่งวางเท้า)
๑๘๙ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งวางเท้าในพระชินเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ คือข้าพเจ้าย่อมได้ยานพาหนะจำนวนมาก ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า
๑๙๐ทาสหญิงชาย ภรรยา และคนผู้อาศัยเหล่าอื่น บำรุงบำเรอข้าพเจ้าโดยชอบ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า (๓๙. อานิสงส์ของการถวายน้ำมันทาเท้า)
๑๙๑ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำมันทาเท้า(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๙๒คือข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ มีรูปงาม ๑ มีเส้นประสาทรับรสได้เร็ว ๑ ได้ข้าวและน้ำ ๑ มีอายุยืนเป็นคำรบ ๕ (๔๐. อานิสงส์ของการถวายเนยใสและน้ำมัน)
๑๙๓ข้าพเจ้าได้ถวายเนยใสและน้ำมัน(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๙๔คือข้าพเจ้าเป็นคนมีกำลังแข็งแรง ๑ มีร่างกายสมบูรณ์ ๑ เป็นคนร่าเริงทุกเมื่อ ๑ มีบุตรได้ทุกเมื่อ ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน และเป็นคนไม่เจ็บไข้ทุกเมื่อ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน (๔๑. อานิสงส์ของการถวายน้ำบ้วนปาก)
๑๙๕ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำบ้วนปาก(ในพระชินเจ้า) และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ
๑๙๖คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑ ปราศจากโรคไอ ๑ ปราศจากโรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑ (๔๒. อานิสงส์ของการถวายนมส้ม)
๑๙๗ข้าพเจ้าได้ถวายนมส้มอย่างดีในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด ได้บริโภคอมตภัตคือกายคตาสติอันประเสริฐ (๔๓. อานิสงส์ของการถวายน้ำผึ้ง)
๑๙๘ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำผึ้งที่มีสีกลิ่นและรสในพระชินเจ้า และในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้วิมุตติรสที่ไม่มีรสอื่นเปรียบปานได้ ไม่เป็นอย่างอื่น (๔๔. อานิสงส์ของการถวายรส)
๑๙๙ข้าพเจ้าได้ถวายรสตามเป็นจริงในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับผล ๔ ประการ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า (๔๕. อานิสงส์ของการถวายข้าวและน้ำ)
๒๐๐ข้าพเจ้าได้ถวายข้าวและน้ำในพระพุทธเจ้า และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
๒๐๑คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะสวยงาม ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ เป็นผู้ได้น้ำ ๑ เป็นคนกล้า ๑ เป็นผู้มีปัญญา ๑ ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ได้คุณเหล่านี้ (๔๖. อานิสงส์ของการถวายธูป)
๒๐๒ข้าพเจ้าได้ถวายธูปในพระสุคต และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ
๒๐๓คือเป็นผู้มีกลิ่นตัวหอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑ มีปัญญาไว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญาเฉียบแหลม ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑ มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญาลึกซึ้ง ๑
๒๐๔มีปัญญาไพบูลย์ ๑ มีปัญญาแล่นไปเร็ว ๑ เพราะผลแห่งการถวายธูปนั้น ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นสันติสุข ในกาลบัดนี้ (อานิสงส์ทั่วๆ ไป)
๒๐๕กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
๒๐๖การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
๒๐๗คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ จบ