๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๓. สัพพกิตติกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสัพพกิตติกเถระ (พระสัพพกิตติกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรุ่งเรืองดุจดอกกรรณิการ์ ทรงโชติช่วงดุจต้นพฤกษาประทีป ทรงรุ่งโรจน์ดุจดาวประกายพรึก ดุจสายฟ้าในท้องฟ้า
ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะดุ้งกลัว ดุจพญาเนื้อ ทรงประกาศแสงสว่างคือญาณ ทรงย่ำยีหมู่เดียรถีย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
ทรงช่วยโลกนี้ คลายความสงสัยทั้งปวงได้ไม่ครั่นคร้าม ดุจพญาราชสีห์ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว
ข้าพเจ้าทรงชฎาและหนังสัตว์ เป็นใหญ่ ซื่อตรง มีความเพียร ถือเอาผ้าเปลือกปอไปปูลาดที่แทบพระบาท
ข้าพเจ้านำกระลำพักมาชโลมทาพระตถาคต ครั้นชโลมทาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกนี้ ทรงโชติช่วง ด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ พระญาณ(ของพระองค์)ประเสริฐสุด
พระองค์ทรงประกาศธรรมจักร ย่ำยีเดียรถีย์อื่น เป็นผู้องอาจ ชนะสงครามแล้ว ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว
ทิฏฐิทั้งปวงย่อมแตกทำลายไปเพราะพระญาณของพระองค์ ดุจคลื่นในมหาสมุทรย่อมแตกขจายไปเพราะริมฝั่ง
แหตาเล็กๆ ที่เขาเหวี่ยงลงไปในสระแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในแห ย่อมถูกบีบคั้นในขณะนั้นฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเดียรถีย์ในโลกเป็นผู้หลงงมงาย ไม่อิงอาศัยสัจจะ ย่อมเป็นไปภายในพระญาณ อันประเสริฐของพระองค์ฉันนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่ถูกพัดพาไปในห้วงน้ำ เป็นที่พึ่งของผู้ไม่มีญาติ เป็นสรณะของผู้ที่มีภัย เป็นจุดมุ่งหมายของผู้ต้องการความหลุดพ้น
เสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีใครเหมือน ทรงประกอบด้วยพระเมตตากรุณา ทรงมีปัญญาประกอบด้วยจาคะ ชำนาญ คงที่ เป็นที่อยู่แห่งคุณ
เป็นนักปราชญ์ ปราศจากความหลง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย เป็นผู้พอพระทัย ทรงคลายโทสะแล้ว ไม่มีมลทิน ทรงสำรวม มีความบริสุทธิ์
ล่วงธรรมเครื่องข้อง ปราศจากความเมา ได้วิชชา ๓ ถึงที่สุดภพ ทรงล่วงเขตแดน เป็นผู้หนักในธรรม ถึงจุดมุ่งหมายแล้ว ทรงหว่านประโยชน์เกื้อกูล
ทรงช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้นเปรียบเหมือนเรือ(พาคนข้ามฟาก) ทรงมีขุมทรัพย์ ทรงทำความเบาใจ ไม่ทรงครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์ ทรงฝึกแล้วเหมือนพญาคชสารที่ฝึกแล้ว
ครั้งนั้น ครั้นข้าพเจ้าสรรเสริญพระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตตระ ด้วยคาถา ๑๐ คาถา กราบพระบาทของพระศาสดาแล้วได้ยืนนิ่งอยู่
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ในท่ามกลางหมู่ภิกษุ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
เราจักพยากรณ์ผู้ที่สรรเสริญศีล ปัญญา และธรรมของเรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป จักครองอิสริยยศปกครองเทวดาเหล่าอื่น
ภายหลังเขาบวชแล้ว ถูกกุศลมูลตักเตือน จักบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม
ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทางกาย กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ แล้วนิพพาน
เมฆคำรนกระหึ่ม ทำแผ่นดินนี้ให้ชุ่มฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ชุ่มชื่นด้วยธรรมฉันนั้น
ครั้นข้าพเจ้าเชยชมศีล ปัญญา ธรรม และพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เป็นบทไม่จุติ
โอหนอ พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น พึงดำรงอยู่นานแน่ ข้าพเจ้าก็พึงรู้แจ้งธรรมที่ยังไม่รู้แจ้ง พึงเห็นอมตบท
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้ากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๔. มธุทายกเถราปทาน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงเข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสัพพกิตติกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ สัพพกิตติกเถราปทานที่ ๓ จบ