๑๐. อชิตเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๐. อชิตเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอชิตเถระ (พระอชิตเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จมายังภูเขาหิมพานต์ แล้วประทับนั่งอยู่
ข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระสุรเสียงข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ฟัง ข้าพเจ้าเที่ยวไปในป่าแสวงหาอาหารเพื่อตนเอง
ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ในป่านั้น ครั้นเห็นแล้วจึงปลื้มใจด้วยคิดว่า นี้เป็นใครกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑๐. อชิตเถราปทาน
ข้าพเจ้าพิจารณาดูลักษณะแล้ว ระลึกถึงความรู้ของตนเองได้ ข้าพเจ้าฟังคำสุภาษิตของบัณฑิตผู้เจริญ
ตามคำของบัณฑิตเหล่านั้น ท่านผู้นี้คงเป็นพระพุทธเจ้า ทางที่ดีเราควรสักการะพระองค์ พระองค์จะช่วยชำระคติของเราได้
ข้าพเจ้าจึงรีบกลับไปยังอาศรม หยิบเอาน้ำผึ้งและน้ำมัน ถือหม้อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
ได้นำไม้ ๓ ท่อนไปวางไว้ในที่กลางแจ้ง แล้วตามประทีปให้ลุกโพลงเสร็จแล้วกราบ ๘ ครั้ง
พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด ประทับนั่งอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกได้เสด็จลุกขึ้นในเวลารุ่งสาง
ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้ตามประทีปถวายพระพุทธเจ้า ด้วยมือของตน ตลอด ๗ วัน ๗ คืน
กลิ่นหอมทุกอย่างที่เกิดในป่า ณ ภูเขาคันธมาทน์ โชยมาในสำนักของพระพุทธเจ้า ด้วยพุทธานุภาพ
เวลานั้น ต้นไม้ที่มีดอกมีกลิ่นหอมทุกชนิด บานสะพรั่ง ร่วงหล่นมารวมกันในกาลนั้นด้วยพุทธานุภาพ
นาคและครุฑทั้ง ๒ พวกเท่าที่มีอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ต้องการจะฟังธรรมจึงพากันมายังสำนักของพระพุทธเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑๐. อชิตเถราปทาน
พระสมณะนามว่าเทวละ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๒๐๐,๐๐๐ รูป เข้ามายังสำนักของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีความเลื่อมใส ได้ตามประทีปถวายเราด้วยมือของตน ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
เขาจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ ภาณวารที่ ๑๖ จบ
เขาจักได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติตลอด ๓๖ ชาติ จักได้ครองรัชสมบัติอันไพบูลย์ในแผ่นดิน ๗๐๐ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน ด้วยผลแห่งการตามประทีปถวายนี้ จักเป็นผู้มีทิพยจักษุ
ผู้นี้จักมองเห็นได้ไกล ๒๕๐ ชั่วธนู โดยรอบทุกเมื่อ เมื่อเขาจุติจากเทวโลกมาบังเกิดเป็นมนุษย์
ประทีปจักทรงอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อผู้นี้ ซึ่งเกิดมาพรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม
เขาเกิดในกำเนิดใด คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นจักโชติช่วงตลอดทั่วนคร
เพราะผลแห่งการตามประทีปถวาย ๘ ดวงนั้น ชนทั้งหลายจักบำรุงผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการตามประทีปถวาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑๐. อชิตเถราปทาน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
ข้าพเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐทรงพอพระทัยแล้ว จักมีนามว่าอชิตะ เป็นสาวกของพระศาสดา
ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป แม้ในเทวโลกนั้น ประทีบ ๑๐๐ ดวง ก็ส่องสว่างเพื่อข้าพเจ้าตลอดกาลเป็นนิตย์
รัศมีของข้าพเจ้าพวยพุ่ง (โพลง) ไปในเทวโลกและมนุษยโลก ข้าพเจ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดแล้ว จึงเกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา เมื่อข้าพเจ้าเกิดก็ได้มีแสงสว่างเจิดจ้า
ข้าพเจ้าออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว ได้เข้าไปหาพราหมณ์พาวรี ยอมตนเข้าเป็นศิษย์
เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด จึงเข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นผู้นำโดยวิเศษ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๑๐. อชิตเถราปทาน
พระพุทธเจ้าผู้ฝึกพระองค์แล้ว ทรงฝึกผู้อื่นด้วย ทรงข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอุปธิ ตรัสบอกนิพพานเป็นเหตุพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
การมาของข้าพเจ้านั้นให้สำเร็จประโยชน์ ข้าพเจ้าให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายประทีปไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอชิตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ อชิตเถราปทานที่ ๑๐ จบ ปิลินทวัจฉวรรคที่ ๔๐ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมวรรคได้ ๑๐ วรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๒. เสลเถราปทาน ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน ๔. มธุทายกเถราปทาน ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน ๖. พักกุลเถราปทาน ๗. คิริมานันทเถราปทาน ๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน ๙. สัพพทายกเถราปทาน ๑๐. อชิตเถราปทาน ท่านนับคาถาได้ ๕๒๐ คาถา และรวมวรรคได้ ๑๐ วรรค คือ ๑. ปทุมเกสริยวรรค ๒. อารักขทายกวรรค ๓. อุมาปุปผิยวรรค ๔. คันโธทกวรรค ๕. เอกปทุมวรรค ๖. สัททสัญญิกวรรค ๗. มันทารวปุปผิยวรรค ๘. โพธิวันทนวรรค ๙. อัมพฏผลวรรค ๑๐. ปิลินทวัจฉวรรค และท่านคำนวณคาถาได้ ๑,๑๗๔ คาถา หมวด ๑๐ แห่งวรรคมีปทุมเกสริยวรรคเป็นต้น จบ ๑๐๐ เรื่อง หมวดที่ ๔ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๕๓}