经典 · 本册其他条目เล่ม ๓๒
๓. เมตตคูเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
印本前页文字
๓. เมตตคูเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเมตตคูเถระ (พระเมตตคูเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
๔๕ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออโศก วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตอาศรม ให้แก่ข้าพเจ้าที่ภูเขาอโศกนั้น
๔๖พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เลิศ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา เป็นพระมุนี เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว เสด็จเข้ามาบิณฑบาตในสำนักข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๓. เมตตคูเถราปทาน
๔๗ข้าพเจ้าได้เห็นพระมหาวีรเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกเสด็จเข้ามา จึงรับบาตรของพระสุคตแล้ว บรรจุเนยใสและน้ำมันจนเต็ม
๔๘ถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดพระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ประคองอัญชลี เกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง
๔๙ด้วยผลแห่งการถวายเนยใส(และน้ำมัน)นี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น ข้าพเจ้าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมได้สุขอย่างเหลือล้น
๕๐ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ในภพน้อยภพใหญ่ เว้นวินิบาตนรก ตั้งจิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น ย่อมได้บทที่ไม่หวั่นไหว
๕๑(พระพุทธเจ้าตรัสว่า) พราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น เป็นลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้วจักได้บรรลุอรหัต
๕๒ท่านบรรลุยศใหญ่แล้วเป็นผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว ถวายเนยใสแก่เราแล้วจักพ้นจากชาติทุกข์ได้
๕๓ด้วยการถวายเนยใสนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น ข้าพเจ้าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมได้สุขอย่างเหลือล้น
๕๔ด้วยอธิการนี้และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๑๘ กัป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๓. เมตตคูเถราปทาน
๕๕จักได้เป็นท้าวเทวราช ๓ ชาติ ตลอด ๑๘ กัป จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
๕๖จักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ชาติ ทรงเป็นใหญ่ มีชัยชนะ มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
๕๗มหาสมุทรใครๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้ และแผ่นดินใครๆ ยกขึ้นได้ยากฉันใด โภคสมบัติของข้าพเจ้าก็นับประมาณมิได้ฉันนั้น
๕๘ข้าพเจ้าบริจาคเงิน ๖๐ โกฏิแล้วออกบวช แสวงหากุศลบางอย่างอยู่ จึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรี
๕๙ข้าพเจ้าเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ ในมนตร์นั้นอยู่ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้นแล้ว
๖๐ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าเฝ้าพระองค์จึงมา ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
๖๑ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้ถวายเนยใสแด่พระพุทธเจ้า ในระหว่างนี้ จึงไม่รู้จักว่า ข้าพเจ้าจะต้องขอเนยใสเลย
๖๒เนยใสดังจะรู้ความดำริของข้าพเจ้า จึงเกิดขึ้นตามความปรารถนา รู้ความดำริแล้วจึงบังเกิด ข้าพเจ้าเลี้ยงดูภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๓. เมตตคูเถราปทาน
๖๓ช่างน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้า ช่างน่าอัศจรรย์ พระธรรม ช่างน่าอัศจรรย์ การที่ข้าพเจ้าได้มาประจวบกับพระศาสดา ข้าพเจ้าถวายเนยใสหน่อยเดียวแต่ได้เนยใสประมาณมิได้
๖๔น้ำในมหาสมุทรมีประมาณตั้งแต่เชิงเขาสิเนรุ เมื่อเทียบกับเนยใสของข้าพเจ้าจักไม่เท่าส่วนเสี้ยวเลย
๖๕โอกาสแห่งจักรวาลที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด โอกาสประมาณนั้นไม่สมกับกองผ้าที่บังเกิดแก่ข้าพเจ้า
๖๖ภูเขาหิมพานต์มีหินล้วนแม้จะสูงสุด ก็ยังไม่เท่าของหอมที่ข้าพเจ้าลูบไล้
๖๗ผ้า ของหอม เนยใส และสิ่งอื่น ที่เกิดในปัจจุบัน และนิพพานที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส
๖๘ข้าพเจ้ามีสติปัฏฐานเป็นที่นอน มีสมาธิและฌานเป็นอารมณ์ วันนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ให้โพชฌงค์เกิด นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส
๖๙กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
๗๐การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๔. โธตกเถราปทาน
๗๑คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ เมตตคูเถราปทานที่ ๓ จบ