๑๐. สุคันธเถราปทาน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สุคันธเถราปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
ทสมํ สุคนฺธตฺเถราปทานํ (๕๓๐)
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่ มี พระนามชื่อว่ากัสสปะ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติ ขึ้นแล้วในภัทกัปนี้ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะมีพระ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันรัศมีวาหนึ่งแวดล้อม มีข่าย รัศมีบังเกิดปรากฏ ก่อให้เกิดความยินดีเหมือนพระจันทร์ ส่องแสง สว่างเหมือนพระอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็น เหมือนเมฆฝน เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร ปานประหนึ่งว่าแผ่นดินโดยศีล เปรียบดังภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ เหมือนอย่างอากาศโดยปัญญา เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวเหมือนลม ไม่พร่องเหมือนวิหาร แกล้วกล้าใน บริษัท ทรงประกาศสัจธรรมช่วยมหาชนให้รอดพ้น ครั้งนั้นเรา เป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่ ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และ ข้าวเปลือกมากมาย เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน ได้ เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะ กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง หนทางอมตธรรม เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเทพยิ่ง กว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเกลี้ยงเกลา น่ารัก มีพระสุรเสียงสม่ำ เสมอเหมือนนกการะเวก มีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และ เสียงกลองใหญ่ ยังมหาชนให้ทราบชัดได้ และได้สดับพระสุรเสียง อันไพเราะ จึงได้ละโภคทรัพย์มิใช่น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต เราบวชแล้ว เช่นนี้ ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณอันวิจิตร เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้พรรณนา พระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ในท่ามกลาง บริษัทใหญ่บ่อยๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ เป็นพระขีณาสพ เป็นผู้ตื่นแล้วไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงถึงความ สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไป แห่งอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้นั้นเป็นผู้ตื่นแล้ว พระองค์เป็น ผู้ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจรรย์ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่น ทรงสงบระงับเองและทรงทำ ผู้อื่นให้สงบระงับ เป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผู้อื่นให้ดับ กิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้เบาใจ ทรงมีความ เพียร องอาจ กล้าหาญ มีพระปัญญาทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมาร ไม่ทรงคะนอง ทรงหมดความห่วงใย เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน เป็น นักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน เป็นมุนี มีปกติ นำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวกครู ดังโคอุสุภราชพระยาคชสาร (และ) ไกรสรสีหราช เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมด เสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้าโศกไม่มีใครเสมอเสมือน เป็นผู้ ประเสริฐ สะอาดหมดจด เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้ หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน ยิ้มแย้ม ทรงทำการฝึก อินทรีย์ เป็นผู้นำตนไป เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็น ผู้ทำสัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟัง เป็นผู้สรรเสริญ เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มีทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหา ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้ กล่าว เป็นผู้ทำให้ปรากฏ เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์ เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้เหือดแห้ง ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอ ด้วยผู้เสมอ ไม่มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์ ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้ทำ เป็นนักบวชองค์ที่ ๗ ทรงข้ามพ้น ความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วงเวไนย สัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐมีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำอมตมหา นิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์ จึงมีประโยชน์ใหญ่ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ เป็นสรณะอย่างสูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้ แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ เสวยมหันตสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์ เป็นผู้มีกลิ่นหอม ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวของเราก็เช่นนั้น เหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนั้นนั่นแหละฟุ้งไป เนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอมทุกอย่างกลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ สรีระของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดังดอกปทุม ดอกอุบลและดอกจำปา ฉะนั้น ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าว สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้น ซึ่งเราได้กล่าวแล้ว ครั้นเรา กล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำประโยชน์และความสุขมา ให้แล้ว เป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้ ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งดงาม รุ่งเรือง น่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีโทษ และเป็นผู้มี ปัญญาขวนขวายในธรรมที่เป็นสิ้นกิเลส สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธ เจ้าได้นิพพานโดยง่าย เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่าน ทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเรื่อง เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศ ของพระผู้มีพระภาคที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เราจะเกิดในภพใดๆ ก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้นๆ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุด ทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ ถึงความสุข เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าทรงประทานความ สุขแก่สัตว์ทั้งหลาย เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าว่า มีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น จึงเป็นผู้ประกอบ ด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรงชำนะ มาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์โกงเสียได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของ พระสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่งหมู่ชน เพราะ ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม เหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาล ฉะนั้น เราชมเชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถ เพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่านพระวังคีสะ คน พาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึงดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่ คนพาลพวกนั้นโดยชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น เราได้ช่วยทำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วยการสรรเสริญ พระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจ ไม่มีกิเลส เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญาเครื่องตรัสรู้ให้ เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอัน ละเอียด เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักข้ามพ้นสาครคือ สงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึง ความดับสนิท ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด ด้วยการ ชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สุคันธเถราปทาน. ----------------------------------------------------- รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน ๒. เวจจกทายกเถราปทาน ๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน ๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน ๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน ๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา. จบ ติณทายกวรรคที่ ๕๓. -----------------------------------------------------
|๑๒๐.๘๑| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๒๐.๘๒| อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ พฺยามปฺปภาปริวุโต รํสิชาลสมุตฺถโต ฯ |๑๒๐.๘๓| อสฺสาเสตา ยถา จนฺโท สุริโย วิย ปภงฺกโร นิพฺพาเปตา ยถา เมโฆ สาคโรว คุณากโร ฯ |๑๒๐.๘๔| ธรณีริว สีเลน หิมวาว สมาธินา อากาโส วิย ปญฺญาย อสงฺโค อนิโล ยถา ฯ |๑๒๐.๘๕| อนูโน ยถาวิหาโร ปริสาสุ วิสารโท สจฺจานิ สมฺปกาเสติ อุทฺธรนฺโต มหาชนํ ฯ |๑๒๐.๘๖| ตทาหํ พาราณสิยํ เสฏฺฐิปุตฺโต มหายโส อาสภํ ธนธญฺญสฺส ปหุตสฺส พหู มมํ ฯ |๑๒๐.๘๗| ชงฺฆวิหารํ วิจรํ มิคทายํ อุเปจฺจหํ อทฺทสํ นาถสตฺถารํ เทเสนฺตํ อมตํ ปทํ ฯ |๑๒๐.๘๘| วิสฏฺฐกนฺตวจนํ กรวิกสมสฺสรํ หํสทุนฺทุภินิคฺโฆสํ วิญฺญาเปนฺตํ มหาชนํ ฯ |๑๒๐.๘๙| ทิสฺวา เทวาติเทวนฺตํ สุตฺวา จ มธุรํ สรํ ปหายานปฺปเก โภเค ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๑๒๐.๙๐| เอวํ ปพฺพชิโตวาหํ น จิเรน พหุสฺสุโต อโหสึ ธมฺมกถิโก วิจิตฺตปฏิภาณวา ฯ |๑๒๐.๙๑| มหาปริสมชฺเฌหํ สตฺถุโนว ปุนปฺปุนํ วณฺณยึ เหมวณฺณสฺส วณฺณํ วณฺณวิสารโท ฯ |๑๒๐.๙๒| เอส ขีณาสโว พุทฺโธ อนีโฆ ฉินฺนสํสโย สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิกฺขเย เอส โส ภควา พุทฺโธ เอส สีโห อนุตฺตโร ฯ |๑๒๐.๙๓| สเทวกสฺส โลกสฺส พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺตโก ทนฺโต ทเมตา สนฺโต จ สเมตา นิพฺพุโต อิสิ นิพฺพาเปตา จ อสฺสตฺโถ อสฺสาเสตา มหาชนํ ฯ |๑๒๐.๙๔| วีโร สูโร จ วิกฺกนฺโต ปญฺโญ การุณิโก วสี วิชิตาวี วิชิโต จ อปฺปคพฺโภ อนาลโย ฯ |๑๒๐.๙๕| อเนญฺโช อจโล ธีโร อโมโห อสโม มุนิ โธรโยฺห อุสโภ นาโค สีโห สกฺโก ครูสุปิ ฯ |๑๒๐.๙๖| วิราโค วิมโล พฺรหฺมา วาทีสูโร รณญฺชโห อขิโล จ วิสลฺโล จ อสโม วุสโภ สุจิ ฯ |๑๒๐.๙๗| พฺราหฺมโณ สมโณ นาโถ ภิสกฺโก สลฺลสนฺธุโต โยโธ พุทฺโธ สุตาสุโต อจโล มุทิโต สิโต ฯ |๑๒๐.๙๘| กตทนฺตา วหตฺตา จ กตฺตา เนตา ปกาสิตา สมฺปหํสิตา เสตฺตา จ เฉตฺตา โสตา ปสํสิตา ฯ |๑๒๐.๙๙| อวิโล จ วิสลฺโล จ อนีโฆ อกถํกถี อเนโช วิรโช ขตฺตา คนฺธา วตฺตา ปกาสิตา ฯ |๑๒๐.๑๐๐| ตาเรตา อตฺถกาเรตา กาเรตา สมฺปทาริตา ปาเปตา สหิตา หนฺตา ตาปิตา จ วิโสสิตา ฯ |๑๒๐.๑๐๑| สจฺจฏฺฐิโตสมสโม อสหาโย ทยาลโย อจฺเฉรมนฺโต อกุโห กตาวี อิสิ สตฺตโม ฯ |๑๒๐.๑๐๒| นิติณฺณกงฺโข นิมฺมาโน อปฺปเมยฺโย อนูปโม สพฺพวากฺยปถาตีโต สพฺพเนยฺยนฺติโต ชิโน ฯ |๑๒๐.๑๐๓| สตรํสีวเร ตสฺมึ ปสาโท อมตาวโห ตสฺมา พุทฺเธ จ ธมฺเม จ สงฺเฆ สทฺธา มหตฺถิกา ฯ |๑๒๐.๑๐๔| คุเณหิ เอวมาทีหิ ติโลกสรณุตฺตมํ วณฺเณนฺโต ปริสมชฺเฌ กถึ ธมฺมกถํ อหํ ฯ |๑๒๐.๑๐๕| ตโต จุโตหํ ตุสิเต อนุโภตฺวา มหาสุขํ ตโต จุโต มนุสฺเสสุ ชาโต โหมิ สุคนฺธิโก ฯ |๑๒๐.๑๐๖| นิสฺสาโส มุขคนฺโธ จ เทหคนฺโธ ตเถว เม โส จ คนฺโธว สตตํ สพฺพคนฺโธว โหติ เม ฯ |๑๒๐.๑๐๗| มุขคนฺโธ สทา มยฺหํ ปทุมุปฺปลจมฺปโก อติกนฺโต สทา วาติ สรีโร จ ตเถว เม ฯ |๑๒๐.๑๐๘| คุณตฺถวสฺส สพฺพนฺตํ ผลนฺตํ ปรมพฺภุตํ เอกคฺคมนสา สพฺเพ ภาสิตสฺส สุณาถ เม ฯ |๑๒๐.๑๐๙| คุณํ พุทฺธสฺส วตฺวาน หิตายนํ สุขาวหํ สุจิตฺโต โหมิ สพฺพตฺถ สงฺโฆ วีรสมาสุโต ฯ |๑๒๐.๑๑๐| ยสสฺสี สุขิโต กนฺโต ชุติมา ปิยทสฺสโน วตฺตา อปริภูโต จ นิทฺโทโส ปญฺญวา ตถา ฯ |๑๒๐.๑๑๑| ขีเณ ปาสุสิ นิพฺพานํ สุลภํ พุทฺธภตฺตินํ เตสํ เหตุํ ปวกฺขามิ ตํ สุณาถ ยถาตถํ ฯ |๑๒๐.๑๑๒| สนฺตํ ยสํ ภควโต วิจินา อภิวาทยํ ยตฺถ ยตฺถุปปนฺโนปิ ยสสฺสี เตน โหมหํ ฯ |๑๒๐.๑๑๓| ทุกฺขสฺสนฺตกรํ พุทฺธํ ธมฺมํ สนฺตํ อสงฺขตํ วณฺณยํ สุขโท อาสึ สตฺตานํ สุขิโต ตโต ฯ |๑๒๐.๑๑๔| คุณํ วทนฺโต พุทฺธสฺส พุทฺธปีติสมายุโต สกนฺติ ปรกนฺติ จ อาสึ เตน จ กนฺติมา ฯ |๑๒๐.๑๑๕| ชิโน โย ติตฺถิกาติณฺโณ อภิภุยฺย กุติตฺถิเย คุณํ วทนฺโต โถเมสึ นายกํ ชุติมา ตโต ฯ |๑๒๐.๑๑๖| ปิยงฺการึ ชนสฺสาปิ สมฺพุทฺธสฺส คุณํ วทํ สรทิว สสงฺโกหํ เตนาสึ ปิยทสฺสโน ฯ |๑๒๐.๑๑๗| ยถาสตฺติวเสนาหํ สพฺพวาจาหิ สนฺถวึ สุคตํ เตน วงฺคีโส วิจิตฺตปฏิภาณวา ฯ |๑๒๐.๑๑๘| เย พาลา วิมตึ ปตฺตา ปริโภนฺติ มหามุนึ นิคฺคหึ เต สธมฺเมน ปริภูเตน เตนหํ ฯ |๑๒๐.๑๑๙| พุทฺธวณฺเณหิ สตฺตานํ กิเลเส อปเนสหํ นิกฺกิเลสมโน โหมิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๑๒๐.๑๒๐| โสตูนํ พุทฺธิมชนึ พุทฺธานุสฺสติเทสโก เตนาปิจาสึ สปฺปญฺโญ นิปุณตฺถวิปสฺสโก ฯ |๑๒๐.๑๒๑| สพฺพาสวปริกฺขีโณ ติณฺณสํสารสาคโร วสี จ อนุปาทาโน ปาปุณิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ |๑๒๐.๑๒๒| อิมสฺมึเยว กปฺปสฺมึ ยมหํ สนฺถวึ ชินํ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๐.๑๒๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๐.๑๒๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๐.๑๒๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุคนฺโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สุคนฺธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ ติณโท เวจฺจโท เจว สรณพฺภญฺชนมฺปโท สุปโฏ ทณฺฑทายี จ เนลปูชี ตเถว จ ฯ โพธิสมฺมชฺชโกมณฺโฑ สุคนฺโธ ทสโม ทิโช คาถาสตํ สเตวีสํ คณิตํ เจตฺถ สพฺพโส ฯ ติณทายกวคฺโค เตปญฺญาโส ฯ ---------------------