๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔ ว่าด้วยบุพจริยาของพระทัพพมัลลปุตตเถระ
จตุตฺถํ ทพฺพมลฺลปุตฺตตฺเถราปทานํ (๕๓๔)
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมดเป็นมุนี มีพระจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระองค์ทรง ตรัสสอน ทำสัตว์ให้รู้ชัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ทรง ฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ ข้ามพ้นไปได้ พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคนให้ ดำรงอยู่ในเบญจศีล เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และวิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิ ชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงาม คล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุขัยของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น ดำรงพระชนม์อยู่ โดยกาลประมาณเท่านั้น ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น วัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีมียศใหญ่ในพระนคร หงสวดี เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ส่องโลกให้สว่างไปทั่ว แล้วได้สดับ พระธรรมเทศนา เราได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้แต่งตั้งเสนาสนะ ให้ภิกษุทั้งหลาย ก็ชอบใจ จึงทำอธิการแด่พระองค์ผู้แสวงหาคุณ อันใหญ่พร้อมทั้งพระสงฆ์แล้ว หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า แล้วปรารถนาฐานันดรนั้นแท้จริง ในครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้าพระองค์ นั้น ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราไว้ว่า เศรษฐีบุตรนี้ ได้นิมนต์ พระโลกนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้ฉันตลอด ๗ วัน เขาจักมีอินทรีย์ ดังใบบัว มีจะงอยบ่าเหมือนของราชสีห์ มีผิวพรรณดุจทองคำ หมอบอยู่แทบเท้าของเราปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุด ในกัปที่แสน แต่กัปนี้พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตรนี้จักได้เป็นสาวก ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปรากฏโดยชื่อว่าทัพพะ เป็นภิกษุ ผู้เลิศฝ่ายเสนาสนปัญญาปกะเหมือนปรารถนา ด้วยกรรมที่ทำไว้ดี แล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงค์ไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงมีความสุข ในที่ทุกสถาน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระนายกพระนามว่าวิปัสสีผู้มีพระเนตร งาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เราเป็นผู้มีจิต ขัดเคือง ได้พูดตู่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้น ผู้สิ้นอาสวะ ทั้งปวงแล้ว ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ และเราจับสลากแล้ว ถวายข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนม แก่พระเถระทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่ผู้เป็นสาวกของพระผู้แกล้วกล้ากว่านรชนพระองค์นั้นแหละ ใน ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ พระนามว่ากัสสป ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มขี่เดียรถีย์ผู้หลอกลวงเสีย ทรงแนะนำเวไนยสัตว์แล้ว เสด็จปรินิพพานพร้อมทั้งพระสาวก ครั้นเมื่อพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว ครั้นเมื่อ พระศาสนธรรม กำลังจะสิ้นศูนย์อันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พา กันสลดใจ สยายผม มีหน้าเศร้า คร่ำครวญว่า ดวงตาคือธรรมจัก ดับแล้ว เราจักไม่ได้เห็นท่านที่มีวัตรดีงามทั้งหลาย เราจักไม่ได้ฟัง พระสัทธรรม น่าสังเวช เราเป็นคนมีบุญน้อย ครั้งนั้น พื้นปฐพี ทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา ได้ไหวสะเทือน สาครสมุทรพูดได้ แม่น้ำร้องอย่างน่าสงสาร อมนุษย์ตีกลองดังทั่วทั้งสี่ทิศ อสนีบาต อันน่ากลัวตกลงไปรอบๆ อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ดาวหางปรากฏ เกลียวแห่งเปลวไฟมีควันพวยพุ่ง หมู่มฤคร้องครวญครางอย่างน่า สงสาร ครั้งนั้น เราทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูปด้วยกัน ได้เห็น ความอุบาทว์อันร้ายแรง แสดงเหตุว่าพระศาสนาจะสิ้นสูญ จึง เกิดความสังเวช คิดกันว่า เว้นพระศาสนาเสีย ไม่ควรที่เราจะมี ชีวิตอยู่ เราทั้งหลายจึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้วจะบำเพ็ญเพียรตาม คำสอนของพระชินสีห์เจ้า ครั้งนั้น เราทั้งหลายได้พบภูเขาหินใน ป่าสูงลิ่ว เราไต่มันขึ้นทางพะอง แล้วผลักพะองให้ตกลงเสีย ครั้งนั้น พระเถระได้ตักเตือนเราว่า การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหา ได้ยาก อีกประการหนึ่ง ความเชื่อที่บุคคลได้ไว้ ก็หาได้ยาก และพระศาสนายังเหลืออีกเล็กน้อย ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเสีย จะต้องตกลงไปในสาคร คือความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น พวกเราควรกระทำความเพียร ตลอดเวลาที่พระศาสนายังดำรงอยู่ เถิด ดังนี้ ครั้งนั้น พระเถระนั้นเป็นพระอรหันต์ พระอนุเถระ ได้เป็นพระอนาคามี พวกเราที่เหลือจากนี้ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ประกอบความเพียร จึงได้ไปยังเทวโลก องค์ที่ข้ามสงสารไปได้ ปรินิพพานแล้ว อีกองค์หนึ่งเกิดในชั้นสุทธาวาส เราทั้งหลาย คือ ตัวเรา ๑ พระปุกกุสาติ ๑ พระสภิยะ ๑ พระพาหิยะ ๑ พระกุมารกัสสป ๑ เกิดในที่นั้นๆ อันพระโคดมบรมศาสดา ทรง อนุเคราะห์ จึงหลุดพ้นไปจากเครื่องจองจำ คือสงสารวัฏได้ เรา เกิดในพวกมัลลกษัตริย์ ในพระนครกุสินารา เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ นั่นแล มารดาได้ถึงแก่กรรม เขาช่วยกันยกขึ้นสู่เชิงตะกอน ลำดับนั้น เราตกลงมา ตกลงไปในกองไม้ ฉะนั้นจึงปรากฏ นามว่าทัพพะ ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ เรามีอายุได้ ๗ ขวบ ก็หลุดพ้นจากกิเลสด้วยผลที่ถวายข้าวสุกผสมน้ำนม เรา จึงประกอบด้วยองค์ ๕ ด้วยบาปเพราะกล่าวตู่พระขีณาสพ เราจึง ถูกคนโจทมากมาย บัดนี้เราล่วงบุญและบาปได้ทั้งสองอย่างแล้ว ได้บรรลุสันติชั้นสูง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราแต่งตั้งเสนาสนะให้ ท่านผู้มีวัตรอันดีงามทั้งหลายยินดี พระพิชิตมารทรงพอพระทัยใน คุณข้อนั้น จึงได้ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระทัพพมัลลปุตตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน.
|๑๒๔.๑๐๘| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๑๒๔.๑๐๙| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๔.๑๑๐| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๒๔.๑๑๑| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๒๔.๑๑๒| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๒๔.๑๑๓| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๔.๑๑๔| ตทาหํ หํสวติยํ เสฏฺฐิปุตฺโต มหายโส อุเปตฺวา โลกปชฺโชตํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ |๑๒๔.๑๑๕| เสนาสนานิ ภิกฺขูนํ ปญฺญาเปนฺตํ สสาวกํ กิตฺตยนฺตสฺส วจนํ สุณิตฺวา มุทิโต อหํ ฯ |๑๒๔.๑๑๖| อธิการํ สสงฺฆสฺส กตฺวา ตสฺส มเหสิโน นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตณฺฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๒๔.๑๑๗| ตทา หิ โส มหาวีโร มม กมฺมํ ปกิตฺตยิ โยยํ สสงฺฆํ โภเชสิ สตฺตาหํ โลกนายกํ ฯ |๑๒๔.๑๑๘| โสยํ กมลปตฺตกฺโข สีหํโส กนกตฺตโจ มม ปาทมูเล นิปติ ปตฺถยํ ฐานมุตฺตมํ ฯ |๑๒๔.๑๑๙| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๔.๑๒๐| สาวโก ตสฺส พุทฺธสฺส ทพฺโพ นาเมน วิสฺสุโต เสนาสนปญฺญาปโก อคฺโค เหสฺสติยํ ตถา ฯ |๑๒๔.๑๒๑| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๒๔.๑๒๒| สตานํ ตีณิกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ ตถา ปญฺจสตกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ |๑๒๔.๑๒๓| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ สพฺพตฺถ สุขิโต อาสึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๑๒๔.๑๒๔| เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ |๑๒๔.๑๒๕| ทุฏฺฐจิตฺโต อุปวทึ สาวกํ ตสฺส ตาทิโน สพฺพาสวปริกฺขีณํ สุทฺโธติ จ วิชานิย ฯ |๑๒๔.๑๒๖| ตสฺเสว นรวีรสฺส สาวกานํ มเหสินํ สลากํ จ คเหตฺวาน ขีโรทนมทาสหํ ฯ |๑๒๔.๑๒๗| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๒๔.๑๒๘| สาสนํ โชตยิตฺวาน อภิภุยฺย กุติตฺถิเย เวเนยฺเย วินยิตฺวาน นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ |๑๒๔.๑๒๙| สสิสฺเส นิพฺพุเต นาเถ อตฺถเมนฺตมฺหิ สาสเน เทวา กนฺทึสุ สํวิคฺคา มุตฺตเกสา รุทมุขา ฯ |๑๒๔.๑๓๐| นิพฺพายิสฺสติ ธมฺมกฺโข น ปสฺสิสฺสาม สุพฺพเต น สุณิสฺสาม สทฺธมฺมํ อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ |๑๒๔.๑๓๑| ตทายํ ปฐวี สพฺพา อจลา สา ปุลาปุลี สาคโร จ สโสโกว วินที กรุณํ คิรํ ฯ |๑๒๔.๑๓๒| จตุทฺทิสา ทุนฺทุภิโย นาทยึสุ อมานุสา สมนฺตโต อสนิโย ปตึสุ จ ภยาวหา ฯ |๑๒๔.๑๓๓| อุกฺกา ปตึสุ นภสา ธูมเกตุ ปทิสฺสถ สธูมา ชาลวฏฺฏา จ รวึสุ กรุณํ มิคา ฯ |๑๒๔.๑๓๔| อุปฺปาเท ทารุเณ ทิสฺวา สาสนตฺถงฺคสูจเก สํวิคฺคา ภิกฺขโว สตฺต จินฺตยิมฺห มยํ ตทา ฯ |๑๒๔.๑๓๕| สาสเนน วินามฺหากํ ชีวิเตน อลํ มยํ ปวิสิตฺวา มหารญฺญํ ยุญฺชาม ชินสาสนํ ฯ |๑๒๔.๑๓๖| อทฺทสมฺห ตทารญฺเญ อุพฺพิทฺธํ เสลปพฺพตํ นิสฺเสณิยา ตมารุยฺห นิสฺเสณึ ปาตยิมฺหเส ฯ |๑๒๔.๑๓๗| ตทา โอวทิ โน เถโร พุทฺธุปฺปาโท สุทุลฺลโภ สทฺธา วา ทุลฺลภา ลทฺธา โถกํ เสสญฺจ สาสนํ ฯ |๑๒๔.๑๓๘| นิปตนฺติ ขณาตีตา อนนฺเต ทุกฺขสาคเร ตสฺมา ปโยโค กตฺตพฺโพ ยาว ติฏฺฐติ สาสนํ ฯ |๑๒๔.๑๓๙| อรหา อาสิ โส เถโร อนาคามิ ตทานุโค สุสีลา อิตเร ยุตฺตา เทวโลกํ อคมฺหเส ฯ |๑๒๔.๑๔๐| นิพฺพุโต ติณฺณสํสาโร สุทฺธาวาเส จ เอกโก อหญฺจ ปุกฺกุสาติ จ สภิโย พาหิโย ตถา ฯ |๑๒๔.๑๔๑| กุมารกสฺสโป เจว ตตฺถ ตตฺถูปคา มยํ สํสารพนฺธนา มุตฺตา โคตเมนานุกมฺปิตา ฯ |๑๒๔.๑๔๒| มลฺเลสุ กุสินารายํ ชาโต คพฺเภว เม สโต มาตา มตา จิตการูฬฺหา ตโต นิปติโต อหํ ฯ |๑๒๔.๑๔๓| ปติโต ทพฺพปุญฺชมฺหิ ตโต ทพฺโพติ วิสฺสุโต พฺรหฺมจาริผเลนาหํ วิมุตฺโต สตฺตวสฺสิโก ฯ |๑๒๔.๑๔๔| ขีโรทนผเลนาหํ ปญฺจงฺเคหิ อุปาคโต ขีณาสโวปวาเทน ปาเปหิ พหุ โจทิโต ฯ |๑๒๔.๑๔๕| อุโภ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ วีติวตฺโตมฺหิ ทานหํ ปตฺวาน ปรมํ สนฺตึ วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๔.๑๔๖| เสนาสนํ ปญฺญาปยึ หาสยิตฺวาน สุพฺพเต ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๑๒๔.๑๔๗| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๔.๑๔๘| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๔.๑๔๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ทพฺพมลฺลปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ทพฺพมลฺลปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ