๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก อุรุเวลกัสสปเถราปทานที่ ๘ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุรุเวลกัสสปเถระ
อฏฺฐมํ อุรุเวลกสฺสปตฺเถราปทานํ (๕๓๘)
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้รู้แจ้ง โลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์มีจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัดได้ ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น วัฏสงสาร ฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ประกอบด้วย พระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้า ให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มี ความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์ นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ได้ทรงยัง ประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้นเราเป็น พราหมณ์ชาวเมืองหงสวดี อันชนสมมติว่าเป็นคนประเสริฐ ได้ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลก แล้วสดับพระธรรมเทศนา ครั้งนั้น เราได้ฟังพระผู้มีพระภาคทรงตั้งสาวกของพระองค์ ในตำแหน่งเอต- ทัคคะ ในที่ประชุมใหญ่ ก็ชอบใจจึงนิมนต์พระมหาชินเจ้ากับบริวาร เป็นอันมาก แล้วได้ถวายทานพร้อมกันกับพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน ครั้นแล้วเราได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคผู้นายก ยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ด้วยความเชื่อในพระองค์และด้วยอธิการคุณ ขอให้ข้าพระองค์ผู้เกิด ในภพนั้นๆ มีบริษัทมากเถิด ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียง เหมือนคชสารคำรน มีพระสำเนียงเหมือนนกการเวก ได้ตรัสกะ บริษัทว่า จงดูพราหมณ์ผู้นี้ ผู้มีวรรณเหมือนทองคำ แขนใหญ่ ปาก และตาเหมือนดอกบัว มีกายและใจสูงเพราะปีติ ร่าเริง มีความเชื่อ ในคุณของเรา เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีเสียงเหมือนราชสีห์ ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา ในกัป นับแต่นี้ขึ้นไปหนึ่งแสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่ง สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พราหมณ์ นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม เนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากัสสป พระอัคร นายกของโลก พระนามว่าผุสสะ ผู้เป็นพระศาสดาอย่างยอดเยี่ยม หาตัวเปรียบมิได้ ไม่มีใครจะเสมอเหมือน ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์ นั้นแล ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง สางรกชัฏใหญ่ ทรงยังฝนคือ อมตธรรมให้ตกลง ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ ครั้งนั้น เรา สามคนพี่น้องเป็นราชมหาอำมาตย์ในพระนครพาราณสี ล้วนแต่ เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระมหากษัตริย์ รูปร่างองอาจแกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยกำลังไม่พ่ายแพ้ใครเลยในสงคราม ครั้งนั้นพระเจ้า แผ่นดินผู้มีเมืองชายแดนก่อการกำเริบ ได้ตรัสสั่งเราว่า ท่าน ทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน พวกท่านจงยังกำลังของแผ่นดินให้ เรียบร้อย ทำแว่นแคว้นของเราให้เกษม แล้วกลับมาเถิด ลำดับ นั้นเราได้กราบทูลว่า ถ้าพระองค์จะพึงพระราชทานพระนายกเจ้า เพื่อให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอุปัฏฐากไซร้ ข้าพระองค์ทั้งหลายก็จัก ทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ ลำดับนั้น เราผู้ได้รับพระราชทานพร สมเด็จพระภูมิบาลส่งไปทำชนบทชายแดน ให้วางอาวุธแล้วกลับ มายังพระนครนั้น เราทูลขอการอุปัฏฐากพระศาสดาแด่พระราชา ได้พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกผู้ประเสริฐกว่ามุนีแล้ว ได้บูชา พระองค์ตราบเท่าสิ้นชีวิต เราทั้งหลายเป็นผู้มีศีลประกอบด้วย กรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนา ได้ถวายผ้ามีค่ามาก ภัตมีรสอันประณีต เสนาสนะอันน่ารื่นรมย์ และเภสัชที่เป็นประโยชน์ที่ตนให้เกิดขึ้น โดยชอบธรรมแก่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์ อุปัฏฐากพระองค์ด้วย จิตเมตตาตลอดกาล ครั้นพระศาสดาผู้เลิศพระองค์นั้นเสด็จนิพพาน แล้ว เราได้ทำการบูชาตามกำลัง เราทุกคนจุติจากอัตภาพนั้น แล้ว ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยมหันตสุขในดาวดึงส์นั้น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เมื่อเรากำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพเป็นเหมือน นายช่างดอกไม้ ได้ดอกไม้แล้วแสดงชนิดแห่งดอกไม้แปลกๆ มากมาย ฉะนั้น ได้เกิดเป็นพระเจ้าวิเทหราช เพราะถ้อย คำของคุณอเจลก เราจึงมีอัธยาศัยอันมิจฉาทิฏฐิกำจัดแล้วขึ้นสู่ทาง นรก ไม่เอื้อเฟื้อโอวาทของธิดาเราผู้ชื่อว่ารุจา เมื่อถูกพรหมนารทะ สั่งสอนเสียมากมาย จึงละความเห็นที่ชั่วช้าเสียได้ บำเพ็ญกุศล กรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดยพิเศษ ละทิ้งร่างกายแล้วได้ไปสวรรค์ เหมือนไปที่อยู่ของตัว ฉะนั้น เมื่อถึงภพสุดท้ายเราเป็นบุตรของ พราหมณ์ เกิดในสกุลที่สมบูรณ์ในพระนครพาราณสี เรากลัวต่อ ความตาย ความเจ็บไข้และความแก่ชราจึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาหน ทางนิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล ครั้งนั้น น้องชายทั้งสอง ของเรา ก็ได้บวชพร้อมกับเรา เราได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่ตำบล อุรุเวลา เรามีนามตามโคตรว่ากัสสป แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุ เวลา เราจึงมีนามบัญญัติว่า อุรุเวลกัสสป เพราะน้องชายของเรา อาศัยอยู่ที่ชายแม่น้ำ เขาจึงได้นามว่านทีกัสสป เพราะน้องชาย ของเรา อีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงถูกประกาศนามว่า คยากัสสป น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชายกลางมี ๓๐๐ คน เรามี ๕๐๐ ถ้วน ศิษย์ทุกคนล้วนแต่ประพฤติตามเรา ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้เลิศในโลกเป็นสารถีฝึกนรชนได้เสด็จมาหาเรา ทรงทำ ปาฏิหาริย์ต่างๆ แก่เราแล้วทรงแนะนำ เรากับบริวารพันหนึ่งได้ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุก องค์ ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุพวกอื่นเป็นอันมาก แวดล้อมเราเป็น ยศบริวาร และเราก็สามารถที่จะสั่งสอนได้ เพราะฉะนั้นพระผู้มี พระภาคผู้สูงสุด จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะความเป็นผู้มี บริษัทมาก โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้าได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ มีผลต่อเราแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุรุเวลกัสสปเถราปทาน.
|๑๒๘.๒๕๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ อิโต สตสหสสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๑๒๘.๒๕๒| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๘.๒๕๓| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๒๘.๒๕๔| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๒๘.๒๕๕| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๒๘.๒๕๖| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๘.๒๕๗| ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต อุเปจฺจ โลกปชฺโชตํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ |๑๒๘.๒๕๘| ตทา มหาปริสติ มหาปุริสสาวกํ ฐเปนฺตํ เอตทคฺคมฺหิ สุตฺวาน มุทิโต อหํ ฯ |๑๒๘.๒๕๙| มหตา ปริวาเรน นิมนฺเตตฺวา มหาชินํ พฺราหฺมณานํ สหสฺเสน สห ทานมทาสหํ ฯ |๑๒๘.๒๖๐| มหาทานํ ททิตฺวาน อภิวาทิย นายกํ เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๒๘.๒๖๑| ตยิ สทฺธาย เม วีร อธิการคุเณน จ ปริสา มหตี โหตุ นิพฺพตฺตสฺส ตหึ ตหึ ฯ |๑๒๘.๒๖๒| ตทา อโวจ ปริสํ คชคชฺชิตสุสฺสโร กรวิกรุโท สตฺถา เอตํ ปสฺสถ พฺราหฺมณํ ฯ |๑๒๘.๒๖๓| เหมวณฺณํ มหาพาหุํ กมลานนโลจนํ อุทฺธคฺคตนุชํ หฏฺฐํ สทฺธาวนฺตํ คุเณ มม ฯ |๑๒๘.๒๖๔| เอส ปตฺถยิ ตํ ฐานํ สีหสรสฺส ภิกฺขุโน อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ |๑๒๘.๒๖๕| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๘.๒๖๖| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต กสฺสโป นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๘.๒๖๗| อิโต เทฺวนวุเต กปฺเป อหุ สตฺถา อนุตฺตโร อนูปโม อสทิโส ผุสฺโส โลกคฺคนายโก ฯ |๑๒๘.๒๖๘| โส เว สพฺพตมํ หนฺตฺวา วิชเฏตฺวา มหาชฏํ วสฺสเต อมตํ วุฏฺฐึ ตปฺปยนฺโต สเทวกํ ฯ |๑๒๘.๒๖๙| ตทา มยํ พาราณสิยํ ราชามจฺจา อาหุมฺหเส ภาตโรมฺห ตโย สพฺเพ สํวิสฺสฏฺฐาว ราชิโน ฯ |๑๒๘.๒๗๐| วีรงฺครูปา พลิโน สงฺคาเม อปราชิตา ตทา กุปิตปจฺจนฺโต อเมฺห อาห มหีปติ ฯ |๑๒๘.๒๗๑| เอถ คนฺตฺวาน ปจฺจนฺตํ สาเธตฺวา อวนิพลํ เขมํ เม วิชิตํ กตฺวา ปุนเรถาติ สาสถ ฯ |๑๒๘.๒๗๒| ตโต มยํ อโวจุมฺห ยทิ เทยฺยาสิ นายกํ อุปฏฺฐานาย อมฺหากํ สาธยิสฺสาม เต ตโต ฯ |๑๒๘.๒๗๓| ตโต มยํ ลทฺธวรา ภูมิปาเลน เปสิตา นิกฺขิตฺตสตฺถํ ปจฺจนฺตํ กตฺวา ปุนรุเปจฺจ ตํ ฯ |๑๒๘.๒๗๔| ยาจิตฺวา สตฺถุปฏฺฐานํ ราชานํ โลกนายกํ มุนิวรํ ลภิตฺวาน ยาวชีวํ ยชิมฺห ตํ ฯ |๑๒๘.๒๗๕| มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ ปณีตานิ รสานิ จ เสนาสนานิ รมฺมานิ เภสชฺชานิ หิตานิ จ ฯ |๑๒๘.๒๗๖| ทตฺวา สสงฺฆมุนิโน ธมฺเมนุปฺปาทิตานิ โน สีลวนฺโต การุณิกา ภาวนายุตฺตมานสา ฯ |๑๒๘.๒๗๗| สทา ปริจริตฺวาน เมตฺตจิตฺเตน นายกํ นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปูชํ กตฺวา ยถาพลํ ฯ |๑๒๘.๒๗๘| ตโต จุตา ตาวตึสํ คตา ตตฺถ มหาสุขํ อนุภูตา มยํ สพฺเพ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๘.๒๗๙| มาลากาโร ยถาลทฺโธ ทสฺเสติ วิกตึ พหุํ ตถา ภเว ภวนฺโตหํ วิเทหาธิปตี อหุ ฯ |๑๒๘.๒๘๐| คุณาเจลสฺส วาเกฺยน มิจฺฉาทิฏฺฐิหตาสโย นรกมคฺคมารุโฬฺห รุจาย มม ธีตุยา ฯ |๑๒๘.๒๘๑| โอวาทํ นาทยิตฺวาน พฺรหฺมุนา นารเทนหํ พหุธา สาสิโต สนฺโต ทิฏฺฐึ หิตฺวาน ปาปิกํ ฯ |๑๒๘.๒๘๒| ปูรยิตฺวา วิเสเสน ทสกมฺมปเถ อหํ หิตฺวาน เทหมคมึ สคฺคํ สภวนํ ยถา ฯ |๑๒๘.๒๘๓| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ พาราณสิยํ ผีตาย ชาโต วิปฺปกุเล อหํ ฯ |๑๒๘.๒๘๔| มจฺจุพฺยาธิชราภีโต โอคาเหตฺวา มหาวนํ นิพฺพานํ ปทเมสนฺโต ชฏิเลสุ ปริพฺพชึ ฯ |๑๒๘.๒๘๕| ตทา เทฺว ภาตโร มยฺหํ ปพฺพชึสุ มยา สห อุรุเวลาย มาเปตฺวา อสฺสมํ นีวสึ อหํ ฯ |๑๒๘.๒๘๖| กสฺสโป นาม โคตฺเตน อุรุเวลาย นีวสึ ตโต เม อาสิ ปญฺญตฺติ อุรุเวลาสุ กสฺสโป ฯ |๑๒๘.๒๘๗| นทีสกาเส ภาตา เม นทีกสฺสปสวฺหโย อาสิปฺปกาโส นาเมน คยายํ คยกสฺสโป ฯ |๑๒๘.๒๘๘| เทฺว สตานิ กนิฏฺฐสฺส ตีณิ มชฺฌสฺส ภาตุโน มม ปญฺจสตานูนา สิสฺสา สพฺเพ มมานุคา ฯ |๑๒๘.๒๘๙| ตทา อุเปจฺจ มํ พุทฺโธ กตฺวาน วิวิธานิ เม ปาฏิหิรานิ โลกคฺโค วิเนสิ นรสารถิ ฯ |๑๒๘.๒๙๐| สหสฺสปริวาเรน อโหสึ เอหิภิกฺขุโก เตเหว สห สพฺเพหิ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๒๘.๒๙๑| เต จ อญฺเญว พหโว ยสสา มํ ปริวารยุํ สาสิตุญฺจ สมตฺโถหํ ตโต มํ อิสิ สตฺตโม ฯ |๑๒๘.๒๙๒| มหาปริสภาวสฺมึ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ อโห พุทฺเธ กตํ การํ สผลํ เม อชายถ ฯ |๑๒๘.๒๙๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๘.๒๙๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๘.๒๙๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุรุเวลกสฺสปตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ