This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๖๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก กุณฑลเกสวรรคที่ ๓ กุณฑลเกสีเถริยาปทานที่ ๑ ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฑลเกสีเถรี

ตติโย กุณฺฑลเกสีวคฺโค ปฐมํ กุณฺฑลเกสีเถริยาปทานํ (๒๑)

๑๖๑

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าปทุมมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉันเข้า ไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมอันอุดม มีความ เลื่อมใสเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกอบ ด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีปัญญาดีว่า เป็นผู้ เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์ นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง ใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระ- มหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดท่าน ปรารถนาแล้ว ตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่ท่าน ท่านจงเป็น ผู้มีสุขเย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนาม ว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นใน โลก ท่านผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระ องค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา ชื่อว่าภัททากุณฑลเกสาด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์จุติจากภพนั้นแล้วไปสู่ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วได้ไปสู่ชั้น ดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาที่ เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์ เจริญด้วยความสุขทุกๆ ภพ ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก ในภัทรกัป นี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์ มียศมาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสี อันอุดม เป็นอุปัฏฐาก พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉัน เป็นพระธิดาคนที่ ๔ ของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกขุทาสีได้ฟัง ธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา ... ด้วยกุศลกรรม ที่ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์ แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดใน สกุลเศรษฐีที่มีความเจริญ ในพระนครราชคฤห์อันอุดมเมื่อดำรงอยู่ ในความเป็นสาว ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อจะฆ่า มีความรัก ในโจรคนนั้น บิดาของดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้นให้หลุดพ้น จากการฆ่าด้วยทรัพย์พันหนึ่ง รู้จักใจดิฉันแล้ว ยกดิฉัน ให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูลแก่โจรนั้นมาก แต่ โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวงสรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจร คิดจะฆ่าดิฉัน ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน เวลานั้นดิฉัน จะรักษาชีวิตของตัวไว้ จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดี แล้วกล่าวว่า นายผู้เจริญ สร้อยทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์ เป็นอันมากทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็น ทาสีเถิด แน่ะนางงาม จงตายเสียเถิด อย่ามัวรำพันนักเลย เรามุ่ง จะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว ตั้งแต่ฉันระลึกถึงตัวได้ ถึงความเป็นผู้รู้ชัด แล้ว ฉันไม่รู้จักบุรุษอื่นว่าเป็นที่รักยิ่งกว่านาย มาเถิด ฉันจักขอ กอดนาย ทำประทักษิณแล้วจะไหว้นาย เพราะนายกับดิฉันจะไม่ได้ ร่วมกันต่อไป ในที่ทุกแห่งใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิต ถึงสตรี ก็เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในที่นั้นๆ และในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษ เท่านั้นจะเป็นบัณฑิตคิดความได้ว่องไว ใช่ว่าบุรุษจะคิดเหมาะสม ในเรื่องเดียวเร็วพลัน ดิฉันฆ่าศัตรูได้ในครั้งนั้น ก็เพราะเนื่องด้วย ปัญญาเต็มอยู่ในจิต ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วไว ผู้นั้นมีปัญญา เขลา ย่อมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรที่ถูกฆ่าที่เหว ฉะนั้น ผู้ใด รู้จัก เรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่องไว ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรู เหมือนดิฉันพ้นจาก โจรที่เป็นศัตรูในครั้งนั้น ฉะนั้น เมื่อดิฉันผลักศัตรูให้ตกไปในเหว แล้ว เข้าไปบวชในสำนักพวกปริพาชกที่ครองผ้าขาว ครั้งนั้น พวก ปริพาชกเอาแหนบถอนผมดิฉันหมดแล้ว ให้บวชแล้วบอกลัทธิให้ เนืองๆ ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียวว่า คณะ ปริพาชกเป็นดังว่าสุนัขทำกะเราซึ่งเป็นมนุษย์ ถือเอากิ่งหว้าที่หัก แล้วปักไว้ ณ ที่ใกล้เราแล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิต ที่ตั้ง อยู่เหมือนเป็นหมู่หนอน ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจ มาถามพวกปริพาชก ที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอกว่า พวกภิกษุ ศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น ดิฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น พุทธสาวกเหล่านั้นพาดิฉันไปในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระ- องค์ผู้เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรมแก่ดิฉันว่า ขันธ์อายตนะ และธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดิฉัน ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้ สัทธรรมแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้งนั้น พระพุทธเจ้า อันดิฉันทูลขอแล้ว ได้ตรัสว่า มาเถิด นางผู้เจริญ ดิฉันอุปสมบท แล้ว ได้เห็นน้ำน้อยหนึ่ง รู้จักสังขาร อันมีความเกิดและความดับ ด้วยน้ำล้างเท้า คิดเห็นว่า สังขารทั้งปวงย่อมเป็นอย่างนั้น ลำดับนั้น จิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลายฝ่าย ขิปปาภิญญา ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระ ทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้บริสุทธิ์ หมด มลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนา เสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉัน ในอรรถะ ธรรมะ นิรุติ และ ปฏิภาณไพบูลย์ หมดจด เพราะอำนวยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล. จบกุณฑลเกสีเถริยาปทาน.

|๑๖๑.๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปปชฺชิ นายโก ฯ |๑๖๑.๒| ตทาหํ หํสวติยา ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ |๑๖๑.๓| อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมมุตฺตมํ ตโต ชาตปฺปสาทาหํ อุเปสึ สรณํ ชินํ ฯ |๑๖๑.๔| ตทา มหาการุณิโก ปทุมุตฺตรนายโก ขิปฺปาภิญฺญานมคฺคนฺติ ฐปยิ ภิกฺขุนึ สุภํ ฯ |๑๖๑.๕| ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ทานํ ทตฺวา มเหสิโน นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๖๑.๖| อนุโมทิ มหาวีโร ภทฺเท ยนฺเตภิปตฺถิตํ สมิชฺฌิสฺสติ ตํ สพฺพํ สุขินี โหหิ นิพฺพุตา ฯ |๑๖๑.๗| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๖๑.๘| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา ภทฺทา กุณฺฑลเกสาติ เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ |๑๖๑.๙| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๑.๑๐| ตโต จุตา ยามมคํ ตโตหํ ตุสิตํ คตา ตโต จ นิมฺมานรตึ วสวตฺติปุรํ คตา ฯ |๑๖๑.๑๑| ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ตตฺถ ตตฺเถว ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๖๑.๑๒| ตโต จุตา มนุสฺเสสุ ราชูนํ จกฺกวตฺตินํ มณฺฑลีนญฺจ ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๖๑.๑๓| สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มานุเสสุ จ สพฺพตฺถ สุขิตา หุตฺวา เนกกปฺเปสุ สํสรึ ฯ |๑๖๑.๑๔| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๖๑.๑๕| อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ |๑๖๑.๑๖| ตสฺส ธีตา จตุตฺถาสึ ภิกฺขุทาสีติ วิสฺสุตา ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ |๑๖๑.๑๗| อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ |๑๖๑.๑๘| โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ |๑๖๑.๑๙| สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ |๑๖๑.๒๐| เขมา อุปฺปลวณฺณนา จ ปฏาจารา อหนฺตทา กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ |๑๖๑.๒๑| เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๑.๒๒| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม ชาตา เสฏฺฐิกุเล ผีเต ยทาหํ โยพฺพเน ฐิตา ฯ |๑๖๑.๒๓| โจรํ วธตฺถํ นิยฺยนฺตํ ทิสฺวา รตฺตา ตหึ อหํ ปิตา เม ตํ สหสฺเสน โมจยิตฺวา วธา ตโต ฯ |๑๖๑.๒๔| อทาสิ ตสฺส มํ ตาโต วิทิตฺวาน มนํ มม ตสฺสาหมาสิ วิสฺสฏฺฐา อติว ทยิตา หิตา ฯ |๑๖๑.๒๕| โส เม ภูสนโลเภน พลึ ปจฺจาหรํ ทิโส โจรปฺปปาตํ เนตฺวาน ปพฺพเต เจตยิ วธํ ฯ |๑๖๑.๒๖| ตทาหํ ปณมิตฺวาน สตฺตุกํ สุกตญฺชลี รกฺขนฺตี อตฺตโน ปาณํ อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๖๑.๒๗| อิทํ สุวณฺณกายุรํ มุตฺตา เวฬุริยา พหู สพฺพํ หรสฺสุ ภทฺทนฺเต มญฺจ ทาสีติ สาวย ฯ |๑๖๑.๒๘| โอโรปยสฺสุ กลฺยาณิ มา พาฬฺหํ ปริเทวสิ น จาหํ อภิชานามิ อหนฺตฺวา วนมาคตํ ฯ |๑๖๑.๒๙| ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ น จาหํ อภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา ฯ |๑๖๑.๓๐| เอหิ ตํ อุปคุยฺหิสฺสํ กตฺวาน ตํ ปทกฺขิณํ ตํ วนฺทามิ ปุน นตฺถิ มม ตุยฺหญฺจ สงฺคโม ฯ |๑๖๑.๓๑| น หิ สพฺเพสุ ฐาเนสุ ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต อิตฺถีปิ ปณฺฑิตา โหติ ตตฺถ ตตฺถ วิจกฺขณา ฯ |๑๖๑.๓๒| น หิ สพฺเพสุ ฐาเนสุ ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต อิตฺถีปิ ปณฺฑิตา โหติ ลหุํ อตฺถํ วิจินฺติตา ฯ |๑๖๑.๓๓| ลหุญฺจ วต ขิปฺปญฺจ เนกตฺเถ สมเจตยิ จิตฺตปุณฺณายตาเนว ตทาหํ สตฺตุกํ วธึ ฯ |๑๖๑.๓๔| โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปํ อนุพุชฺฌติ โส หญฺญเต มนฺทมติ โจโรว คิริคพฺภเร ฯ |๑๖๑.๓๕| โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา ตทาหํ สตฺตุกา ยถา ฯ |๑๖๑.๓๖| ตทาหํ ปาตยิตฺวาน คิริทุคฺคมฺหิ สตฺตุกํ สนฺติกํ เสตวตฺถานํ อุเปตา ปพฺพชึ อหํ ฯ |๑๖๑.๓๗| สณฺฑาเสน จ เกเส เม ลุญฺจิตฺวา สพฺพโส ตทา ปพฺพชิตฺวาน สมยํ อาจิกฺขึสุ นิรนฺตรํ ฯ |๑๖๑.๓๘| ตโต ตํ อุคฺคเหตฺวาน นิสีทิตฺวาน เอกิกา สมยํ ตํ วิจินฺเตสึ สุวาโน มานุสํ กรํ ฯ |๑๖๑.๓๙| ฉินฺนํ คยฺห สมีเป เม ปาตยิตฺวา อปกฺกมิ ทิสฺวา นิมิตฺตํ อลภึ ติฏฺฐนฺตํ ปุฬวากุลํ ฯ |๑๖๑.๔๐| ตโต อุฏฺฐาย สํวิคฺคา อาปุจฺฉึ สหธมฺมิเก เต อโวจุํ วิชานนฺติ ตํ อตฺถํ สกฺยภิกฺขโว ฯ |๑๖๑.๔๑| สาหํ ตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสํ อุเปตฺวา พุทฺธสาวเก เต มมาทาย คจฺฉึสุ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ฯ |๑๖๑.๔๒| โส เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย อสุภานิจฺจํ ทุกฺขาติ อนตฺตาติ จ นายโก ฯ |๑๖๑.๔๓| ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาหํ ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยึ ตโต วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปทํ ฯ |๑๖๑.๔๔| อายาจิโต ตทา อาห เอหิ ภทฺเทติ นายโก ตทาหํ อุปสมฺปนฺนา ปริตฺตํ โตยมทฺทสํ ฯ |๑๖๑.๔๕| ปาทปกฺขาลเนนาหํ ญตฺวา สอุทยพฺพยํ ตถา สพฺเพปิ สงฺขารา อิติ สํจินฺตยึ ตทา ฯ |๑๖๑.๔๖| ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม อนุปาทาย สพฺพโส ขิปฺปาภิญฺญานมคฺคมฺเม ตทา ปญฺญาปยิ ชิโน ฯ |๑๖๑.๔๗| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ |๑๖๑.๔๘| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ |๑๖๑.๔๙| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๑๖๑.๕๐| ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๑๖๑.๕๑| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ เม วิปุลํ สุทฺธํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วาหสา ฯ |๑๖๑.๕๒| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๖๑.๕๓| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๑.๕๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ภทฺทา กุณฺฑลเกสา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ กุณฺฑลเกสีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน