This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

๘. เขมาเถริยาปทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

仅原文 · 不作诠释95 条1 个版本

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน ๘. เขมาเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเขมาเถรี (พระเขมาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

๒๘๙

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

๒๙๐

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

๒๙๑

หม่อมฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ

๒๙๒

หม่อมฉันได้วิงวอนมารดาบิดาแล้ว จึงทูลนิมนต์พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ พร้อมทั้งสาวกให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

๒๙๓

เมื่อ ๗ วันล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน ทรงตั้งภิกษุณีรูปหนึ่ง ซึ่งสูงสุดฝ่ายภิกษุณีผู้มีปัญญามากในเอตทัคคะ

๒๙๔

หม่อมฉันได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว มีความยินดี ทำสักการะพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระองค์นั้นอีก แล้วหมอบลงปรารถนาตำแหน่งนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๒๙๕

แต่นั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้นตรัสกะหม่อมฉันว่า “ความปรารถนาของเธอจักสำเร็จ สักการะที่เธอทำแล้วแก่เรา พร้อมทั้งพระสงฆ์นี้มีผลประมาณไม่ได้

๒๙๖

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

๒๙๗

สตรีผู้นี้จักเป็นภิกษุณีมีนามว่าเขมา เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักได้ตำแหน่งอันเลิศนี้”

๒๙๘

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

๒๙๙

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

๓๐๐

เพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ ในภพนั้นๆ ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระราชา

๓๐๑

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนั้นแล้ว มาเกิดในหมู่มนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน

๓๐๒

เสวยสมบัติทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก มีความสุขทุกชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๐๓

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก งดงามน่าทัศนายิ่งนัก ทรงเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

๓๐๔

หม่อมฉันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน ได้ฟังธรรมที่ประณีตแล้วจึงออกบวชเป็นบรรพชิต

๓๐๕

ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในศาสนา ของพระวีรเจ้าพระองค์นั้นตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี ประกอบความเพียร เป็นพหูสูต

๓๐๖

ฉลาดในปัจจยาการ ชำนาญในสัจจะ ๔ มีปัญญาละเอียด แสดงธรรมไพเราะ ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์

๓๐๗

ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ หม่อมฉันจุติจากภพนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นผู้มียศ เสวยสมบัติอยู่ในภพนั้นและภพอื่น

๓๐๘

หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ ก็เป็นผู้มีโภคะมาก มีทรัพย์มาก มีปัญญา มีรูปงาม มีบริวารชนที่เชื่อฟัง

๓๐๙

ด้วยกรรมและความเพียรในศาสนาของพระชินเจ้านั้น หม่อมฉันเป็นที่รักดังดวงใจ(ของสามี) สมบัติทุกอย่างหม่อมฉันได้โดยง่าย

๓๑๐

ด้วยผลแห่งการปฏิบัติของหม่อมฉัน เมื่อหม่อมฉันอยู่ ณ ที่ใดๆ ผู้ที่เป็นสามีหม่อมฉันก็ไม่ดูหมิ่น ทั้งใครอื่นๆ ก็ไม่ดูหมิ่นหม่อมฉัน @เชิงอรรถ : @ สัตถุศาสน์ ในที่นี้หมายถึง สัจจะ ๔ กัมมัฏฐาน และภาวนา (ขุ.เถรี.อ. ๑๑๓/๑๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๑๑

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่าโกนาคมนะ ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

๓๑๒

ครั้งนั้นเอง ชน ๓ คน คือนางธนัญชานีพราหมณี พระนางสุเมธาเถรี และหม่อมฉัน เป็นคนของตระกูลที่สำเร็จความประสงค์ทุกอย่างในกรุงพาราณสี

๓๑๓

หม่อมฉันทั้งหลายได้ถวายสังฆารามแก่พระมุนีหลายพันองค์ และได้สร้างวิหารอุทิศถวายพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งสงฆ์สาวก

๓๑๔

หม่อมฉันทั้งหลายทั้งหมดพากันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ และเมื่อเกิดในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

๓๑๕

ในกัปนี้เอง พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ มีพระยศยิ่งใหญ่ ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

๓๑๖

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

๓๑๗

หม่อมฉันเป็นธิดาคนโตของพระองค์มีนามปรากฏว่าสมณี ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา

๓๑๘

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้าน ครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

๓๑๙

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์ มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๒๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๒๐

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา (๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา (๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา (๗) พระนางสังฆทาสิกา

๓๒๑

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับชาติมาเกิด) คือ หม่อมฉัน ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑ พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสีเถรี ๑ พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑ และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

๓๒๒

บางครั้งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นดังดวงอาทิตย์ของนรชน ทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์ หม่อมฉันได้ฟังมหานิทานสูตร แล้วนำมาศึกษาปฏิบัติอยู่

๓๒๓

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

๓๒๔

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเป็นพระธิดาที่พอพระทัย รักใคร่ โปรดปรานของพระเจ้ามัททราช ในสากลนครที่อุดมสมบูรณ์

๓๒๕

พร้อมกับในกาลที่หม่อมฉันพอเกิดมา นครนั้นได้มีแต่ความเกษมสำราญ เพราะฉะนั้น นามว่าเขมา จึงเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันโดยคุณ

๓๒๖

เมื่อหม่อมฉันเจริญวัยเป็นสาว มีรูปร่างและผิวพรรณงดงาม พระราชบิดาก็โปรดประทานหม่อมฉันแก่พระเจ้าพิมพิสาร @เชิงอรรถ : @ ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๕/๕๗-๗๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๒๗

หม่อมฉันเป็นที่โปรดปรานของพระราชสวามีนั้น ยินดีแต่ในการบำรุงรูปโฉม ไม่เอื้อเฟื้ออย่างมากด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้ามีปกติกล่าวโทษของรูป

๓๒๘

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงโปรดให้นักขับ ขับร้องเพลงพรรณนาพระเวฬุวันเจาะจงหม่อมฉัน เพื่ออนุเคราะห์หม่อมฉันให้มีความรู้สึก

๓๒๙

หม่อมฉันสำคัญว่าพระเวฬุวัน ซึ่งเป็นที่ประทับของพระสุคต เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ผู้ใดยังมิได้เห็น ผู้นั้นก็จัดว่ายังไม่ได้เห็นสวนนันทวัน

๓๓๐

พระเวฬุวัน ซึ่งเป็นสถานที่น่าเพลิดเพลินยินดีของนรชน ผู้ใดได้เห็นแล้ว ผู้นั้นเหมือนได้เห็นสวนนันทวัน ซึ่งเป็นสถานที่เพลิดเพลินของท้าวอัมรินทราธิราช

๓๓๑

ท้าวสักกเทวราชและเทพทั้งหลายละสวนนันทวันแล้ว ลงมาที่พื้นปฐพี เห็นพระเวฬุวันที่น่ารื่นรมย์แล้ว ก็อัศจรรย์ใจ มิรู้เบื่อ

๓๓๒

พระเวฬุวันเกิดขึ้นเพราะบุญของพระราชา อันบุญญานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าประดับแล้ว ใครเล่าจะประมวลคุณแห่งพระเวฬุวันมากล่าวให้หมดสิ้นได้

๓๓๓

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังความสำเร็จแห่งสมบัติของพระเวฬุวัน ที่เสนาะโสตไพเราะจับใจหม่อมฉัน ใคร่จะได้ชมอุทยานนั้นจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ

๓๓๔

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงโปรดส่งหม่อมฉัน ผู้มุ่งจะชมอุทยานนั้น ไปพร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมาก ด้วยพระดำรัสว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๓๕

“พระนางผู้มีโภคะเป็นอันมาก เชิญไปชมพระเวฬุวันซึ่งเป็นที่สบายตา ซึ่งเปล่งปลั่งด้วยพระรัศมีของพระสุคต สว่างไสวด้วยพระสิริตลอดเวลา”

๓๓๖

(หม่อมฉันทูลว่า) “เมื่อใดพระมุนีเสด็จเข้ามาทรงรับบิณฑบาต ยังกรุงราชคฤห์อันยอดเยี่ยม เมื่อนั้น หม่อมฉันจะเข้าไปชมพระเวฬุวันมหาวิหาร”

๓๓๗

ขณะนั้น พระเวฬุวันมหาวิหาร มีสวนดอกไม้ที่แย้มบาน มีเสียงหึ่งด้วยหมู่ภมรนานาชนิด มีเสียงนกดุเหว่าร่ำร้อง ทั้งหมู่นกยูงก็รำแพน

๓๓๘

สงัดจากเสียงอย่างอื่น ไม่พลุกพล่าน ประดับไปด้วยที่จงกรมต่างๆ สะพรั่งไปด้วยแถวแห่งกุฎีและมณฑป เรียงรายไปด้วยพระโยคีผู้บำเพ็ญเพียร

๓๓๙

หม่อมฉันเมื่อเดินเที่ยวไปได้รู้สึกว่า “นัยน์ตาของเรามีประโยชน์” ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งประกอบกิจอยู่ แล้วคิดไปว่า

๓๔๐

‘ภิกษุนี้ยังอยู่ในวัยรุ่นหนุ่ม มีรูปงาม น่าปรารถนา ปฏิบัติดีอยู่ในป่าที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ เหมือนคนอยู่ในที่มืด

๓๔๑

ภิกษุนี้มีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏินั่งอยู่ที่โคนไม้ ละความยินดีที่เกิดจากอารมณ์เข้าฌานอยู่หนอ

๓๔๒

ธรรมดาคฤหัสถ์บริโภคกามอย่างมีความสุข แก่แล้วจึงควรประพฤติธรรมอันดีงามนี้ในภายหลังมิใช่หรือ’

๓๔๓

หม่อมฉันเข้าใจว่า ‘พระคันธกุฎีที่ประทับแห่งพระชินเจ้าว่างเปล่า’ จึงเดินเข้าไป ได้เห็นพระชินเจ้าผู้งดงามดังดวงอาทิตย์อุทัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๔๔

ประทับสำราญอยู่พระองค์เดียว มีสตรีสาวสวยพัดวีอยู่ ครั้นแล้วจึงมีความคิดผิดอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาค ผู้องอาจกว่านรชนพระองค์นี้มิได้เศร้าหมองเลย

๓๔๕

หญิงสาวนั้นก็มีรัศมีเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ มีหน้าตางดงามดังปทุมชาติ ริมฝีปากก็แดงดังผลตำลึงสุก ชำเลืองมองแต่น้อย เป็นที่ติดตาตรึงใจยิ่งนัก

๓๔๖

มีลำแขนงามเหมือนทองคำ วงหน้าสวย ถันทั้งคู่ก็เต่งตึงดังดอกบัวตูม มีเอวคอดกลมกลึง สะโพกผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่องประดับสวยงาม

๓๔๗

ผ้าสไบมีสีแดงแวววาว นุ่งห่มผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเขียว มีรูปสมบัติที่ชวนชมโดยไม่รู้เบื่อ ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทุกชนิด’

๓๔๘

หม่อมฉันเห็นสตรีสาวนั้นแล้วจึงคิดว่า ‘โอ! สตรีสาวคนนี้มีรูปงามเหลือเกิน เราไม่เคยเห็นด้วยนัยน์ตาดวงนี้ในที่ไหนๆ มาก่อนเลย’

๓๔๙

ขณะนั้น สตรีสาวคนนั้นถูกชราย่ำยี มีผิวพรรณแปลกไป ปากอ้า ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล หน้าไม่สะอาด

๓๕๐

หูตึง นัยน์ตาฝ้าฟาง ถันหย่อนยาน ไม่งาม เหี่ยวย่นทั่วกาย มีศีรษะและร่างกายสั่นงันงก

๓๕๑

หลังงอ มีไม้เท้าเป็นเพื่อนเดิน ร่างกายซูบผอมซีดไป สั่นงันงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ๆ

๓๕๒

จากนั้น ความสังเวชที่ก่อให้เกิดขนพองสยองเกล้า ซึ่งไม่เคยมีก็ได้มีแก่หม่อมฉันว่า ‘น่าติเตียน รูปไม่สะอาดที่พวกคนเขลายินดีกัน’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๕๓

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา มีจิตเบิกบานโสมนัส ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉัน ผู้มีใจสังเวชแล้ว จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

๓๕๔

“เขมา เธอจงดูรูปกายที่กระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า (มีของเหลว) ไหลเข้าและไหลออก ที่พวกคนเขลาพากันยินดียิ่งนัก

๓๕๕

เธอจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว ด้วยอารมณ์ที่ไม่งามเถิด เธอจงเจริญกายคตาสติมากไปด้วยความเบื่อหน่ายเถิด

๓๕๖

รูปของหญิงนี้เป็นฉันใด รูปกายของเธอนั้นก็เป็นฉันนั้น รูปกายของเธอนั้นเป็นฉันใด รูปของหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น เธอจงคลายความยินดีพอใจในกาย ทั้งภายในและภายนอกเถิด

๓๕๗

จงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ จงละมานานุสัยเสีย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้อยู่อย่างสงบ เพราะมานานุสัยสงบระงับไป

๓๕๘

ชนเหล่าใดกำหนัดเพราะราคะเกาะติดกระแสอยู่ เหมือนแมงมุมเกาะใยอยู่ตรงกลางที่ทำไว้เอง ชนเหล่านั้นตัดกระแสราคะนั้นแล้ว ไม่มีความอาลัย ละกามสุข หลีกไป”

๓๕๙

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ทรงทราบว่า หม่อมฉันมีจิตควรแล้ว จึงทรงแสดงมหานิทานสูตรเพื่อทรงแนะนำหม่อมฉัน @เชิงอรรถ : @ อนิมิตตวิโมกข์ หมายถึงความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ @หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตาแล้วถอนนิมิตเสียได้ (ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๒๒๙/๓๘๗-๓๙๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๖๐

หม่อมฉันได้ฟังพระสูตรอันประเสริฐนั้นแล้ว จึงระลึกถึงสัญญาในกาลก่อนได้ ตั้งมั่นอยู่ในสัญญานั้นแล้ว ชำระธรรมจักษุ ให้หมดจด

๓๖๑

ขณะนั้น หม่อมฉันหมอบลงแทบพระยุคลบาท ของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประสงค์จะแสดงโทษ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

๓๖๒

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระมหากรุณา หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เสด็จข้ามวัฏฏสงสารได้แล้ว หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานอมตธรรม หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

๓๖๓

หม่อมฉันจมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ หลงใหลเพราะกามราคะ พระองค์ทรงแนะนำด้วยอุบายที่ชอบ เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ทรงแนะนำ

๓๖๔

สัตว์ทั้งหลายพลัดพรากจากประโยชน์ เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ จึงประสบมหันตทุกข์อยู่ในสงสารสาคร

๓๖๕

ในกาลใดหม่อมฉันยังมิได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ผู้ไม่มีข้าศึกคือกิเลส @เชิงอรรถ : @ ธรรมจักษุ หมายถึงปัญญาในมรรค ๓ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค @(ที.สี.อ. ๑/๒๑๓/๑๖๕, ๒๑๔, ๒๕๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน ทรงถึงที่สุดแห่งมรณธรรม ทรงมีธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างดี หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น

๓๖๖

หม่อมฉันมัวแต่ยินดีในรูป ระแวงว่าพระองค์จะไม่เป็นประโยชน์จึงมิได้เข้าเฝ้า พระองค์ผู้ทรงมีความเกื้อกูลมาก ทรงประทานพระธรรมที่ประเสริฐ หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น”

๓๖๗

ครั้งนั้น พระชินเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา มีพระสุรเสียงไพเราะและก้องกังวาน เมื่อจะทรงใช้น้ำอมฤตรดหม่อมฉันจึงตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิดเขมา”

๓๖๘

ครั้งนั้น หม่อมฉันประณตน้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ทำประทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้าพระราชา ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

๓๖๙

“ข้าแต่พระองค์ผู้ย่ำยีข้าศึก อุบายที่พระองค์ทรงดำริแล้วโดยชอบนี้ น่าอัศจรรย์ หม่อมฉันผู้ปรารถนาจะเที่ยวชมพระเวฬุวันมหาวิหาร ได้เฝ้าพระมุนีผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังป่าแล้ว

๓๗๐

ข้าแต่พระราชา ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย หม่อมฉันผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระมุนีตรัสสอนแล้ว จักบวชในศาสนาของพระมุนีผู้คงที่พระองค์นั้น” ภาณวารที่ ๒ จบ

๓๗๑

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าพิมพิสาร พระองค์นั้น ทรงประคองอัญชลีตรัสว่า “พระน้องนาง พี่อนุญาตแก่เธอ ขอการบรรพชาจงสำเร็จแก่เธอเถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๘. เขมาเถริยาปทาน

๓๗๒

ครั้งนั้น หม่อมฉันบวชมาแล้วผ่านไป ๗ เดือน เห็นประทีปสว่างขึ้นและดับไป จึงมีใจสังเวช

๓๗๓

มีความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ฉลาดในปัจจยาการ ข้ามพ้นโอฆะ ๔ แล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

๓๗๔

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ

๓๗๕

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

๓๗๖

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณที่บริสุทธิ์ของหม่อมฉัน ล้วนเกิดขึ้นแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้า

๓๗๗

หม่อมฉันเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย คล่องแคล่วในกถาวัตถุ รู้แจ้งนัยแห่งพระอภิธรรม เชี่ยวชาญในศาสนา

๓๗๘

จากนั้น พระราชสวามีผู้ฉลาด ตรัสถามปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้งในโตรณวัตถุ หม่อมฉันได้วิสัชนาโดยควรแก่กถา

๓๗๙

ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคตแล้ว ทูลถามปัญหาเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้น เหมือนอย่างที่หม่อมฉันพยากรณ์ @เชิงอรรถ : @ โอฆะ หมายถึงสังกิเลสท่วมทับใจสัตว์มี ๔ คือ (๑) กาโมฆะ (๒) ภโวฆะ (๓) ทิฏโฐฆะ (๔) อวิชโชฆะ @ วิสุทธิทั้งหลาย หมายถึงสีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๔/๒๕๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค] ๙. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน

๓๘๐

พระชินเจ้าผู้สูงสุดแห่งนระ ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีผู้มีปัญญามาก

๓๘๑

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

๓๘๒

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

๓๘๓

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า พระเขมาภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ เขมาเถริยาปทานที่ ๘ จบ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๘. เขมาเถริยาปทาน