๑๐. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพันที่ ๑๐ ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีหมื่นแปดพันรูป
ทสมํ อฏฺฐารสเถรีสหสฺสานมปทานํ (๓๐)
ภิกษุณีที่มีสมภพในศากิยสกุล ๑๘,๐๐๐ มีพระยโสธราเถรีเป็น ประธาน เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ภิกษุณีทั้ง ๑๘,๐๐๐ ล้วนแต่ผู้มี ฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคบาทแห่งพระมุนี ได้กราบทูลตามกำลังว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้นายก หม่อมฉันทั้งหลายมีชาติ ชรา พยาธิและ มรณะสิ้นแล้ว ย่อมถึงอมตบทอันสงบไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหา- มุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษประชาชนย่อมรู้ความผิด คือ ความพลั้ง- พลาดที่มีในก่อนของหม่อมฉัน ทั้งปวง ขอพระองค์โปรดประทาน โทษแก่หม่อมฉันทั้งหลายเถิด. พระบรมศาสดาตรัสว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา จงแสดงฤทธิ์และ ตัดความสงสัยของบริษัททั้งมวลเถิดฯ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระยโสธราเถรีผู้เป็นปชาบดีแห่งพระองค์ เมื่อยังดำรงอยู่ในอคารวิสัย เป็นที่พอพระทัยน่ารัก น่าชมทุกอย่าง เป็นหัวหน้าแห่งสตรี ๑๙๖,๐๐๐ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร หม่อมฉันทั้งหลายนั้นเป็นอิสระกว่าสตรีทั้งสิ้น สมบูรณ์ด้วยรูป สมาบัติและอาจารสมบัติ ดำรงอยู่ในความเจริญ มีวาจาเป็นที่รัก สตรีทั้งปวงย่อมเคารพเหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา สตรีที่มี สมภพในศากิยวงศ์ ๑๘,๐๐๐ มีพระยโสธราเถรี เป็นประมุขเป็น ใหญ่ ข้าแต่พระมหามุนี พระยโสธราเถรีล่วงกามธาตุ ดำรงอยู่ ในรูปธาตุ สตรีหนึ่งพันมิได้มีคนไหนมีรูปเหมือนพระเถรีนั้น ท่าน พระยโสธราเถรีจงถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ถวายเถิด ภิกษุณีมีพระยโสธราเถรีเป็นต้นนั้นแสดงฤทธิ์ชนิดต่างๆ เป็น อันมาก แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล แสดงศีรษะเท่าอุตรกุรุทวีป แสดงแขนสองข้างเท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเป็นต้นหว้าประจำ ทวีป มีกิ่งด้านใต้มีลูกเป็นพวงกิ่งต่างๆ มีลูกดก แสดงดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นนัยน์ตา แสดงเขาสุเมรุเป็นกระหม่อม แสดงเขา จักรวาลเป็นหน้าเอาต้นหว้าพร้อมทั้งรากเดินพัดเข้ามาถวายบังคม พระโลกนายกแสดงเพศช้าง เพศม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสุเมรุและเพศท้าวสักกเทวราช ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มี- พระจักษุ เป็นนายกของนรชน พระยโสธราเถรีและหม่อมฉัน ทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระยุคลบาท เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยกุศล ธรรมที่อบรมมานานเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉัน ทั้งหลายเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอัน หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุติและปฏิญาณเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ หม่อมฉัน ทั้งหลายแสดงความสมาคมแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นนาถะ ของโลกแต่ข้าพระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉันทั้งหลาย ย่อมเป็นประโยชน์แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงกุศลกรรม เก่าของหม่อมฉันทั้งหลายเถิด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉัน ทั้งหลายสั่งสมบุญ ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันทั้งหลาย งดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์ พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีพระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์ แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายมิได้เสียใจ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลายเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกับ เพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายมิได้เสียใจในเรื่องนี้เลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย เพื่อ ประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลาย มิได้เสียใจในเรื่องนี้เลยหม่อมฉันทั้งหลายยอม สละชีวิต ทำความพ้นภัยหลายพันโกฏิกัป ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยหวงเครื่องประดับ และผ้ามากชนิดซึ่งอยู่ที่ ตัว และภัณฑะคือ ตัวหญิงเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่ พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรัพย์ ข้าวเปลือก ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา มากนับไม่ ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ พระองค์ ตรัสบอกหม่อมฉันทั้งหลายว่า เราทั้งหลายจักให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดมเราทั้งหลายก็ไม่เห็นความเสียใจกัน ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่าง นับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายได้รับความสุข ย่อมอนุโมทนา และในคราวได้ รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่ง เพื่อประโยชน์แก่ พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดย มรรคาอันสมควรเสวยสุขทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งโพธิญาณ หม่อมฉัน ทั้งหลายได้ร่วมกับพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เป็นนายก ของโลก เป็นเทพผู้ประเสริฐ มาเป็นอันมาก พระองค์ก็ได้ร่วมกับ พระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ผู้เป็นนาถะของโลกมาเป็นอันมาก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า อธิการของหม่อมฉันทั้งหลายมีมากเพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาพุทธธรรมอยู่ หม่อมฉันทั้งหลายก็ยอมเป็นบริจาริการับใช้พระองค์ ในสี่อสงไขย์ แสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร เป็นพระมหาวีระ เป็น นายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศ มีใจยินดี นิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทางเป็นที่ เสด็จพระพุทธดำเนิน กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์นามว่า สุเมธตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง คราวนั้น หม่อมฉันทุกคนมีสมภพในสกุลพราหมณ์ ถือดอกบัว เป็นอันมากนำไปสู่สมาคม สมัยนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรผู้มีบริวาร ยศมาก เป็นพระมหาวีระทรงพยากรณ์สุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูง เมื่อพระพุทธทีปังกรกำลังทรงประกาศกรรมของสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูง แผ่นดินหวั่นไหวสะเทื้อนสะท้านไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พวก เทพกัญญา มนุษย์ และหม่อมฉันทั้งหลายกับทั้งเทวดา พากัน บูชาพระองค์ผู้เป็นสุเมธฤาษีด้วยสิ่งของที่ควรบูชาต่างๆ แล้วก็ ปรารถนา พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์แก่เขา เหล่านั้นว่า ในวันนี้ ชนเหล่าใดมีความปรารถนา ชนเหล่านั้น จักมีในที่เฉพาะหน้าในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้พระพุทธเจ้าทรง พยากรณ์หม่อมฉันทั้งหลาย ด้วยพระวาจาใดหม่อมฉันทั้งหลาย เมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้นเป็นผู้ทำกรณียกิจอย่างนี้ หม่อมฉัน ทั้งหลายยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น จึงได้เสวย สมบัติในกำเนิดเทวดาและมนุษย์นับไม่ถ้วน ครั้นได้เสวยสุขและ ทุกข์ในเทวดาและมนุษย์แล้ว ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง จึงมาเกิดใน ศากิยสกุล มีรูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศและศีล สมบูรณ์ด้วยองค์ สมบัติทั้งปวงได้รับสักการะอย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย มีลาภ สรรเสริญ และสักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรม มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ในกาลนั้น ยโสธรานารี แสดงอุปการะทั้งในภายในราชฐานและแก่ พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ เป็นผู้ บอกประโยชน์ให้และทำความอนุเคราะห์ ควรประพฤติธรรมให้เป็น สุจริตไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต เพราะว่าบุคคลผู้ประพฤติ ธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หม่อมฉันทั้งหลาย ละอคารสถานออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็บรรลุจตุราริยสัจ คนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยมา ถวาย เหมือลูกคลื่นในทะเล หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ... พระพุทธศาสนา หม่อมฉันทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว หม่อม- ฉันทั้งหลายได้ทุกขวิบัติมากอย่าง และสุขสมบัติก็มากอย่างเช่นนี้ ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง บุคคล ผู้ถวายตนของตนแก่พระเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์ แก่บุญ ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทเป็นอสังขตะ กรรมทั้งปวงส่วนอดีตปัจจุบันและอนาคตของหม่อมฉันทั้งหลาย หมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระยุคลบาท. พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อเธอทั้งหลายบอกลาเพื่อจะนิพพาน เราจะกล่าวอะไรให้ยิ่งกะเธอ ทั้งหลายเล่า บุคคลที่เป็นทาสที่นับว่าสัตว์ก็ลุถึงอมตบทแล้ว. ทราบว่า ภิกษุณีหนึ่งหมื่นแปดพันมีพระยโสธราเถรีเป็นหัวหน้า ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล ฯ จบอปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน. รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน ๓. ธรรมทินนาเถริยาปทาน ๔. สกุลาเถริยาปทาน ๕. นันทาเถริยาปทาน ๖. โสณาเถริยาปทาน ๗. ภัททกาปิลานี เถริยาปทาน ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน ๑๐. อัฏฐารสเถรีสหัสสาน- *มาปทาน บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๔๗๘ คาถา. จบกุณฑลเกสวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------
|๑๗๐.๔๒๐| อฏฺฐารสสหสฺสานิ ภิกฺขุนี สากิยสมฺภวา ยโสธรีปมุขานิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมุํ ฯ |๑๗๐.๔๒๑| อฏฺฐารสสหสฺสานิ สพฺพา โหนฺติ มหิทฺธิกา วนฺทนฺติ มุนิโน ปาเท อาโรเจนฺติ ยถาพลํ ฯ |๑๗๐.๔๒๒| ชาติ ขีณา ชรา พฺยาธิ มรณญฺจ มหามุเน อนาสวํ ปทํ สนฺตํ อมตํ ยาม นายกํ ฯ |๑๗๐.๔๒๓| ขลิตญฺจ ปุเร อตฺถิ สพฺพาสมฺปิ มหามุนิ อปราธํ ปชานนฺติ ขม อมฺหํ วินายก ฯ |๑๗๐.๔๒๔| อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสถ มม สาสนการิกา ปริสานญฺจ สพฺพาสํ กงฺขํ ฉินฺทถ ยาวตา ฯ |๑๗๐.๔๒๕| ยโสธรา มหาวีร มนาปา ปิยทสฺสนา สพฺพา ตุยฺหํ มหาวีร อคารสฺมึ ปชาปติ ฯ |๑๗๐.๔๒๖| ถีนํ สตสหสฺสานํ นวุตีนํ ฉฬุตฺตริ อคาเร เต มยํ วีร ปาโมกฺขา สพฺพอิสฺสรา ฯ |๑๗๐.๔๒๗| รูปาจารคุณูเปตา โยพฺพนฏฺฐา ปิยํวทา สพฺพาโย อปจายนฺติ เทวตา วิย มานุสา ฯ |๑๗๐.๔๒๘| อฏฺฐารสสหสฺสานิ สพฺพา สากิยสมฺภวา ยโสธรี สหสฺสานิ ปาโมกฺขา อิสฺสรา ตทา ฯ |๑๗๐.๔๒๙| กามธาตุมติกฺกนฺตา สณฺฐิตา รูปธาตุยา รูเปน สทิสา นตฺถิ สหสฺสานํ มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๓๐| สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิทฺธึ เทเสสุ สตฺถุโน เนกา นานาวิธาการา มหาอิทฺธีปิ ทสฺสยุํ ฯ |๑๗๐.๔๓๑| จกฺกวาฬสมํ กายํ สีสํ อุตฺตรโต กุรุ อุโภ ปกฺขา ทุเว ทีปา ชมฺพูทีปํ สรีรโต ฯ |๑๗๐.๔๓๒| ทกฺขิณญฺจ สรํ ปิณฺฉํ นานาสาขา ตุ ปตฺตกา จนฺทญฺจ สุริยญฺจกฺขี เมรุปพฺพตโต สิขํ ฯ |๑๗๐.๔๓๓| จกฺกวาฬคิรึ ตุณฺฑํ ชมฺพูรุกฺขํ สมูลกํ วีชมานา อุปาคนฺตฺวา วนฺทนฺเต โลกนายกํ ฯ |๑๗๐.๔๓๔| หตฺถิวณฺณํ ตเถวสฺสํ ปพฺพตํ ชลชนฺตทา จนฺทญฺจ สุริยํ เมรุํ สกฺกวณฺณญฺจ ทสฺสยุํ ฯ |๑๗๐.๔๓๕| ยโสธรา มยํ วีร ปาเท วนฺทาม จกฺขุม ตว จิรปฺปภาเวน นิปฺผนฺนา นรนายก ฯ |๑๗๐.๔๓๖| อิทฺธีสุ จ วสี โหม ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหม มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๓๗| ปุพฺเพนิวาสํ ชานาม ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๗๐.๔๓๘| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ อมฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ |๑๗๐.๔๓๙| พุทฺธานํ โลกนาถานํ สงฺคมํ โน นิทสฺสิตํ อธิการา พหู อเมฺห ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๐| ยํ อมฺหํ ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุเน ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญานุปจิตานิ โน ฯ |๑๗๐.๔๔๑| อภพฺพฏฺฐาเน วชฺเชตฺวา วารยิมฺห อนาจรํ ตุยฺหตฺถาย มหาวีร สญฺจตฺตํ ชีวิตมฺปิ โน ฯ |๑๗๐.๔๔๒| เนกโกฏิสหสฺสานิ ภิริยตฺถายทาสิ โน น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๓| เนกโกฏิสหสฺสานิ อุปการายทาสิ โน น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๔| เนกโกฏิสหสฺสานิ โภชนตฺถายทาสิ โน น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๕| เนกโกฏิสหสฺสานิ ชีวิตานิ จชิมฺหเส ภยโมกฺขํ กริสฺสาม ชีวิตานิ จชิมฺหเส ฯ |๑๗๐.๔๔๖| องฺคคเต อลงฺกาเร วตฺเถ นานาวิเธ พหู อิตฺถีภณฺเฑ น คุยฺหาม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๗| ธนธญฺญปริจฺจาคํ คามานิ นิคมานิ จ เขตฺตํ ปุตฺตญฺจ ธีตญฺจ ปริจตฺตํ มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๔๘| หตฺถิอสฺสํ ควญฺจาปิ ทาสิโย ปริจาริกา ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตํ อสงฺขยํ ฯ |๑๗๐.๔๔๙| ยํ อเมฺห ปฏิมนฺเตสิ ทานํ ทสฺสาม ยาจเก วิมนํ โน น ปสฺสาม ททโต ทานมุตฺตมํ ฯ |๑๗๐.๔๕๐| นานาวิธํ พหุํ ทุกฺขํ สํสาเร จ พหุพฺพิเธ ตุยฺหตฺถาย มหาวีร อนุภุตฺตํ อสงฺขยํ ฯ |๑๗๐.๔๕๑| สุขํ ปตฺตานุโมทาม น จ ทุกฺเขสุ ทุมฺมนา สพฺพตฺถ ตุสิตา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๕๒| อนุมคฺเคน สมฺพุทฺโธ ยํ ธมฺมํ อภินีหริ อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ ปตฺโต โพธึ มหามุเน ฯ |๑๗๐.๔๕๓| พฺรหฺมเทวญฺจ สมฺพุทฺธํ โคตมํ โลกนายกํ อญฺเญสํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเตหิ โน พหุ ฯ |๑๗๐.๔๕๔| อธิการํ พหุ อมฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน คเวสโต พุทฺธธมฺมํ มยนฺเต ปริจาริกา ฯ |๑๗๐.๔๕๕| กปฺเป จ สตสหสฺเส จตุโร จ อสงฺขเย ทีปงฺกโร มหาวีโร อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ |๑๗๐.๔๕๖| ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ |๑๗๐.๔๕๗| เตน กาเลน โส อาสิ สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ อายโต สพฺพทสฺสิโน ฯ |๑๗๐.๔๕๘| เตน กาเลน อหุมฺห สพฺพา พฺราหฺมณสมฺภวา ผลุกชาติปุปฺผานิ อาหริมฺห สมาคมํ ฯ |๑๗๐.๔๕๙| ตสฺมึ โส สมเย พุทฺโธ ทีปงฺกโร มหายโส วิยากาสิ มหาวีโร อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ |๑๗๐.๔๖๐| จลติ รวติ ปฐวี สงฺกมฺปติ สเทวเก ตสฺส กมฺมํ ปกิตฺเตนฺโต อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ |๑๗๐.๔๖๑| เทวกญฺญา มนุสฺสา จ มยญฺจาปิ สเทวกา นานาปูชนิยํ ภณฺฑํ ปูชยิตฺวาน ปตฺถยุํ ฯ |๑๗๐.๔๖๒| เตสํ พุทฺโธ วิยากาสิ โชติทีปสนามโก อชฺช เย ปตฺถิตา อตฺถิ เต ภวิสฺสนฺติ สมฺมุขา ฯ |๑๗๐.๔๖๓| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ โน พุทฺโธ วิยากริ ตํ วาจํ อนุโมทนฺตี เอวํการี อหุมฺห โน ฯ |๑๗๐.๔๖๔| ตสฺส กมฺมสฺส สุกตสฺส ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยุํ เทวมานุสกํ โยนึ อนุโภตฺวา อสงฺขยํ ฯ |๑๗๐.๔๖๕| สุขทุกฺเข อนุโภตฺวาน เทเวสุ มานุเสสุ จ ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ชาตามฺห สากิเย กุเล ฯ |๑๗๐.๔๖๖| รูปวตี โภควตี ยสสีลวตี ตโต สพฺพงฺคสมฺปทา โหม กุเลสุ อติสกฺกตา ฯ |๑๗๐.๔๖๗| ลาภสิโลกสกฺการํ โลกธมฺมสมาคมํ จิตฺตญฺจ ทุกฺขิตํ นตฺถิ วสาม อกุโตภยา ฯ |๑๗๐.๔๖๘| วุตฺตํ เหตํ ภควตา รญฺโญ อนฺเตปุเร ตทา ขตฺติยานํ ปุเร ตาสํ อุปการญฺจ นิทฺทิสิ ฯ |๑๗๐.๔๖๙| อุปการา จ ยา นารี ยา จ นารี สุเข ทุกฺเข อตฺถกฺขายี จ ยา นารี ยา จ นารีนุกมฺปิกา ฯ |๑๗๐.๔๗๐| ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ |๑๗๐.๔๗๑| อคารํ ปชหิตฺวาน ปพฺพชิมฺหานคาริยํ อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ ผุสิมฺห โน ฯ |๑๗๐.๔๗๒| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ อุปเนนฺติ พหู อเมฺห สาครสฺเสว อุมฺมิโย ฯ |๑๗๐.๔๗๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหราม อนาสวา ฯ |๑๗๐.๔๗๔| สฺวาคตํ วต โน อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๗๐.๔๗๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๗๐.๔๗๖| เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺติญฺจ พหุพฺพิธํ วิสุทฺธภาวํ สมฺปตฺตา ลภาม สพฺพสมฺปทา ฯ |๑๗๐.๔๗๗| ยา ททนฺติ สกตฺตานํ ปุญฺญตฺถาย มเหสิโน สหายสมฺปทา โหนฺติ นิพฺพานํ ปทมสงฺขตํ ฯ |๑๗๐.๔๗๘| ปริกฺขีณํ อตีตญฺจ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตํ สพฺพกมฺมํปิ โน ขีณํ ปาเท วนฺทาม จกฺขุมา ฯ |๑๗๐.๔๗๙| นิพฺพานาย วทนฺตีนํ กึ โว วกฺขาม อุตฺตรึ สตฺตสงฺขตทาโส โย ปปฺโปถ อมตํปทนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ยโสธราปมุขานิ อฏฺฐารส ภิกฺขุนีสหสฺสานิ ภควโต สมฺมุขา อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อฏฺฐารสเถรีสหสฺสานํ อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ กุณฺฑลา โคตมี เจว ธมฺมทินฺนา จ สกุลา วรนนฺทา จ โสณา จ กาปิลานี ยโสธรา ฯ ทสสหสฺสภิกฺขุนี อฏฺฐารสสหสฺสกา สตานิ เจว จตฺตาริ อฏฺฐสตฺตติเมว จ ฯ กุณฺฑลเกสวคฺโค ตติโย ฯ ----------------------