๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ๓. กุณฑลเกสีวรรค หมวดว่าด้วยพระเถรีชื่อกุณฑลเกสีเป็นต้น ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระกุณฑลเกสีเถรี (พระกุณฑลเกสีเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป
ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี ที่มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก
หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้วได้ฟังธรรมที่สูงสุด แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ
ครั้งนั้น พระชินเจ้าทรงเป็นผู้นำ พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งผู้มีปัญญาดีไว้ในเอตทัคคะว่า ‘เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ขิปปาภิญญา(รู้ฉับพลัน)’
หม่อมฉันได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้เบิกบาน ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น
พระมหาวีรพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนาว่า ‘นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดที่เธอปรารถนาแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๕๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ตำแหน่งนั้นทั้งปวงจักสำเร็จแก่เธอ เธอจงเป็นผู้มีสุขนิพพานเถิด
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
สตรีผู้นี้จักมีนามว่ากุณฑลเกสี ผู้เจริญ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น’
ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นแล้วไปเกิดในสวรรคชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
เพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ ในภพนั้นๆ ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระราชา
หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนั้นแล้ว มาเกิดในหมู่มนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน
เสวยสมบัติทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก มีความสุขทุกชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๕๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด ทรงเป็นผู้อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๔ ของพระองค์ มีนามปรากฏว่าภิกขุทาสี ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา
แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้านครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี
พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์ มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา (๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา (๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา (๗) พระนางสังฆทาสิกา
(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น ได้กลับชาติมาเกิด) คือ หม่อมฉัน ๑ พระเขมาเถรี ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑ พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑ และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา
ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี ที่มีความเจริญในกรุงราชคฤห์ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อครั้งหม่อมฉันยังเป็นสาว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๕๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน
ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อประหาร มีความรักในโจรคนนั้น บิดาของหม่อมฉันใช้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ ปลดเปลื้องโจรนั้น ให้หลุดพ้นจากการถูกประหาร
บิดาทราบจิตใจของหม่อมฉันแล้ว จึงยกหม่อมฉันให้โจรนั้น หม่อมฉันไว้วางใจ เอ็นดู เกื้อกูลโจรคนนั้นยิ่งนัก
โจรนั้น มีความโลภในเครื่องประดับของหม่อมฉัน แล้วคิดจะฆ่าหม่อมฉันผู้ช่วยนำเครื่องบวงสรวง ไปยังเหวทิ้งโจรบนภูเขา
เวลานั้น หม่อมฉันเมื่อจะรักษาชีวิตของตนไว้ จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูที่ร้ายกาจแล้วกล่าวว่า
‘นายผู้เจริญ สร้อยคอทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์เป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด จงปล่อยดิฉันไป และจงประกาศดิฉันให้ทราบว่าเป็นทาสีเถิด’
(โจรกล่าวว่า) ‘นี่แม่นาง จงเปลื้องออกมา อย่ามัวรำพันนักเลย เรารู้เพียงว่า ไม่ฆ่าเจ้าผู้มาถึงป่าแล้วไม่ได้’
(หม่อมฉันกล่าวว่า) ‘ตั้งแต่ดิฉันรู้เดียงสา จำความได้ ยังไม่รู้จักรักชายอื่นยิ่งไปกว่าท่านเลย
มาเถิด ดิฉันจักกอดท่าน ขอทำประทักษิณท่าน ไหว้ท่าน เพราะดิฉันกับท่านจะไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกันอีก’
(เทวดาซึ่งสถิตอยู่ในที่นั้นได้กล่าวว่า) ‘บุรุษเท่านั้นจะเป็นคนฉลาดในฐานะทั้งปวง ก็หาไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๕๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน แม้สตรีผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ในฐานะนั้นๆ ก็เป็นคนฉลาดได้
บุรุษเท่านั้นจะเป็นคนฉลาดในฐานะทั้งปวง ก็หาไม่ แม้สตรีผู้คิดเนื้อความได้ฉับไว ก็เป็นคนฉลาดได้’
ครั้งนั้น หม่อมฉันคิดได้หลายๆ เรื่องอย่างรวดเร็วและฉับไว ดุจบ่อเกิดแห่งปัญญาที่เต็มด้วยความคิดจึงได้ฆ่าศัตรูที่ร้ายกาจ
ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมถูกเขาฆ่าตาย เหมือนโจรซึ่งถูกฆ่าที่ปากเหว
ผู้ใดรู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรูเบียดเบียน เหมือนที่หม่อมฉันพ้นจากโจรซึ่งเป็นศัตรูในครั้งนั้น
เมื่อหม่อมฉันผลักศัตรูตกเหวไปแล้ว ได้เข้าไปบวชยังสำนักของปริพาชกที่ครองผ้าขาว
ครั้งนั้น พวกปริพาชกใช้แหนบถอนผมของหม่อมฉัน จนหมดแล้วให้บวช สอนลัทธิให้เนืองๆ
หม่อมฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคนเดียวคิดถึงลัทธิ ซึ่งทำมนุษย์ให้เป็นเยี่ยงสุนัขนั้น
ปริพาชกถือผมที่ถอนแล้วโยนไว้ใกล้หม่อมฉันแล้วก็หลีกไป หม่อมฉันเห็นแล้วได้นิมิตเหมือนหมู่หนอนตั้งอยู่
แต่นั้น หม่อมฉันมีความสลดใจลุกขึ้น ได้สอบถามพวกปริพาชกที่มีลัทธิเดียวกัน พวกนั้นบอกว่า ‘ภิกษุศากยบุตรทั้งหลายย่อมรู้เรื่องนั้น’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๖๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน
หม่อมฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น พุทธสาวกเหล่านั้นพาหม่อมฉัน ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ ทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉันว่า ‘ขันธ์ อายตนะ และธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา’
หม่อมฉันได้ฟังพระธรรมของพระองค์แล้ว ชำระธรรมจักษุให้หมดจดโดยวิเศษ รู้แจ้งพระสัทธรรมแล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าอันหม่อมฉันทูลขอแล้วได้ตรัสว่า ‘เธอจงเป็นภิกษุณีมาเถิด นางผู้เจริญ’ หม่อมฉันอุปสมบทแล้ว ได้เห็นน้ำ
รู้จักสังขารที่มีความเกิดและความดับไปด้วยน้ำล้างเท้า คิดว่า ‘สังขารแม้ทั้งปวง ก็เป็นอย่างนั้น’
จากนั้นจิตของหม่อมฉันหลุดพ้นแล้ว เพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ในครั้งนั้น พระชินเจ้าทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะว่า ‘เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ผู้ขิปปาภิญญา’
หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา
รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว หม่อมฉันทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๖๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. กุณฑลเกสีวรรค] ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน
พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว
กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาญ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ของหม่อมฉัน บริสุทธิ์ไพบูลย์ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า พระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ กุณฑลเกสีเถริยาปทานที่ ๑ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๖๒}