๘. ปุณณิกาเถริยาปทาน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ปุณณิกาเถริยาปทานที่ ๘ ว่าด้วยบุพจริยาของพระปุณณิกาเถรี
อฏฺฐมํ ปุณฺณิกาเถริยาปทานํ (๓๘)
ดิฉันบวชเป็นภิกษุณีในศาสนาของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์ คือ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ ผู้คงที่ พระกัสสป เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลมีปัญญา สำรวมอินทรีย์ เป็นพหูสูต ทรงธรรมสอบถามอรรถแห่งธรรม ศึกษาธรรมแล้ว มีกระแสธรรม เป็นผู้นั่งใกล้แสดงพุทธศาสนาในท่ามกลาง ประชุมชน ดิฉันมีศีลเป็นที่รักแต่ถือตัวจัดเพราะความเป็นพหูสูตนั้น ในภพครั้งหลังนี้ดิฉันเกิดในเรือนแห่งนางกุมภทาสี ของอนาถ บิณฑิกเศรษฐีในพระนครสาวัตถีอันอุดม ดิฉันไปตักน้ำ ได้เห็น โสตถิยพราหมณ์หนาวสั่นอยู่ในกลางน้ำ ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวว่า ดิฉันมาตักน้ำในคราวหนาว กลัวภัยแต่อาชญา และระแวงภัย คือ การด่าด้วยวาจาของเจ้านายจึงต้องลงน้ำร่ำไป ดูกรพราหมณ์ท่านกลัว อะไร จึงลงน้ำเสมอ มีตัวสั่น รู้สึกหนาวมากดูกรนางปุณณิกา ผู้เจริญ ท่านรู้จักสอบถามข้าพเจ้าผู้ทำกุศลกรรม กำจัดบาปกรรม (ดิฉันกล่าวว่า) บุคคลใดเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็นเด็กก็ตาม ทำบาป- กรรม บุคคลนั้น จะพ้นจากบาปกรรม เพราะความอาบน้ำได้หรือ เมื่อพราหมณ์นั้นกลับขึ้นมาดิฉันได้บอกซึ่งบทอันประกอบด้วยธรรม และอรรถ พราหมณ์ได้ฟังธรรมบทนั้น แล้วมีความสลดใจ บวช แล้วได้เป็นพระอรหันต์ เพราะดิฉันเกิดในสกุลทาสี ยังทาสทาสี ๙๙ คนให้ครบ ๑๐๐ คน เจ้านายนั้นจึงตั้งชื่อให้ดิฉันว่าปุณณาและ ปลดดิฉันให้เป็นไทย ดิฉันให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญนั้นแล้ว ออก บวชเป็นภิกษุณี โดยกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัต ข้าแต่พระ- มหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจด วิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉัน มีญาณอันปราศจาก มลทิน บริสุทธิ์ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันมี ปัญญามากเพราะภาวนา มีสุตะเพราะพาหุสัจจะเกิดในสกุลต่ำเพราะ มานะ แต่มิได้มีกุศลกรรมวิบัติไปเลย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระปุณณิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบปุณณิกาเถริยาปทาน.
|๑๗๘.๑๘๕| วิปสฺสิโน ภควโต สิขิโน เวสฺสภุสฺส จ กกุสนฺธสฺส มุนิโน โกนาคมนตาทิโน ฯ |๑๗๘.๑๘๖| กสฺสปสฺส จ พุทฺธสฺส ปพฺพชิตฺวาน สาสเน ภิกฺขุนี สีลสมฺปนฺนา นิปกา สํวุตินฺทฺริยา ฯ |๑๗๘.๑๘๗| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมตฺถปริปุจฺฉิตา อุคฺคเหตฺวา จ ธมฺมานํ โสตา ปยิรุปาสิกา ฯ |๑๗๘.๑๘๘| เทเสนฺตี ชนมชฺเฌหํ อโหสึ ชินสาสนํ พาหุสจฺเจน เตนาหํ เปสลา อติมญฺญิสํ ฯ |๑๗๘.๑๘๙| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ สาวตฺถิยํ ปุรุตฺตเม อนาถปิณฺฑิโน เคเห ชาตาหํ กุมฺภทาสิยา ฯ |๑๗๘.๑๙๐| คตา อุทกหาริยํ โสตฺถิยํ ทิชมทฺทสํ สีตฏฺฏํ โตยมชฺฌมฺหิ ตํ ทิสฺวา อิทมพฺรวึ ฯ |๑๗๘.๑๙๑| อุทกหารี อหํ สีเต สทา อุทกโมตรึ อยฺยานํ ทณฺฑภยภีตา วาจาโรสภยฏฺฏิตา ฯ |๑๗๘.๑๙๒| กสฺส พฺราหฺมณ ตฺวํ ภีโต สทา อุทกโมตริ เวธมาเนหิ คตฺเตหิ สีตํ เวทยเส ภุสํ ฯ |๑๗๘.๑๙๓| ชานนฺตี วต มํ โภติ ปุณฺณิเก ปริปุจฺฉสิ กโรนฺตํ กุสลํ กมฺมํ นุทนฺตํ กมฺมปาปกํ ฯ |๑๗๘.๑๙๔| โย วุฑฺโฒ ทหโร จาปิ ปาปกมฺมํ ปกุพฺพติ อุทกาภิเสจนา โสปิ ปาปกมฺมา ปมุจฺจติ ฯ |๑๗๘.๑๙๕| อุตฺตรนฺตสฺส อกฺขาสึ ธมฺมตฺถสหิตํ ปทํ ตญฺจ สุตฺวา สุสํวิคฺโค ปพฺพชิตฺวารหา อหุ ฯ |๑๗๘.๑๙๖| ปูเรนฺตี อูนกสตํ ชาตา ทาสิกุเล ยโต ตโต ปุณฺณาติ นามํ เม ภุชิสฺสํ มํ อกํสุ เต ฯ |๑๗๘.๑๙๗| เสฏฺฐึ ตโตนุโมเทตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๗๘.๑๙๘| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ |๑๗๘.๑๙๙| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ เม วิมลํ สุทฺธํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วาหสา ฯ |๑๗๘.๒๐๐| ภาวนาย มหาปญฺญา สุเตเนว สุตาวินี มาเนน นีจกุลชา น หิ กมฺมํ ปนสฺสติ ฯ |๑๗๘.๒๐๑| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ วิหรามิ อนาสวา ฯ นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๗๘.๒๐๒| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๗๘.๒๐๓| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ปุณฺณิกา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปุณฺณิกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ