This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระอภิธรรมปิฎก

เหตุโคจฉกะ

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๖๘๙–๗๐๗พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์19 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ เหตุโคจฉกะ

๖๘๙

ธรรมเป็นเหตุ เป็นไฉน? กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ กามาวจรเหตุ ๙ รูปาวจรเหตุ ๖ อรูปาวจร เหตุ ๖ โลกุตตรเหตุ ๖.

กตเม ธมฺมา เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู วา กามาวจรเหตู ฉ รูปาวจรเหตู ฉ อรูปาวจรเหตู ฉ อปริยาปนฺนเหตู ฯ

๖๙๐

บรรดาเหตุเหล่านั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน? อโลภะ อโทสะ อโมหะ. บรรดากุศลเหตุ ๓ นั้น อโลภะ เป็นไฉน? การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัดนัก กิริยาที่ไม่กำหนัดนัก ความไม่กำหนัดนัก ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูล คืออโลภะ นี้เรียกว่า อโลภะ. อโทสะ เป็นไฉน? การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ไมตรีกิริยาที่ สนิทสนม ความสนิทสนม การเอ็นดู กิริยาที่เอ็นดู ความเอ็นดู ความแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล ความสงสาร ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่า อโทสะ. อโมหะ เป็นไฉน? ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินี- *ปฏิปทา ความรู้ในส่วนอดีต ความรู้ในส่วนอนาคต ความรู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความรู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความ เข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือน ศาสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ที่มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า อโมหะ. สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศลเหตุ ๓.

ตตฺถ กตเม ตโย กุสลเหตู อโลโภ อโทโส อโมโห ฯ ตตฺถ กตโม อโลโภ โย อโลโภ อลุพฺภนา อลุพฺภิตตฺตํ อสาราโค อสารชฺชนา อสารชฺชิตตฺตํ อนภิชฺฌา อโลโภ กุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อโลโภ ฯ ตตฺถ กตโม อโทโส โย อโทโส อทูสนา อทูสิตตฺตํ เมตฺติ เมตฺตายนา เมตฺตายิตตฺตํ อนุทฺทา อนุทฺทายนา อนุทฺทายิตตฺตํ หิเตสิตา อนุกมฺปา อพฺยาปาโท อพฺยาปชฺโช อโทโส กุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อโทโส ฯ ตตฺถ กตโม อโมโห ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ปุพฺพนฺเต ญาณํ อปรนฺเต ญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ยา เอวรูปา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อโมโห ฯ อิเม ตโย กุสลเหตู ฯ

๖๙๑

อกุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน? โลภะ โทสะ โมหะ. บรรดาอกุศลเหตุ ๓ นั้น โลภะ เป็นไฉน? ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอัน ร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือน เส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความ หวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ ความกระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความ โลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือราคะที่สหรคต ด้วยอุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่าง ต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดน แห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า โลภะ. โทสะ เป็นไฉน? อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้น ได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความ เสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสีย ฯลฯ กำลังทำความ เสื่อมเสีย ฯลฯ จักทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญ ฯลฯ กำลังทำความเจริญ ฯลฯ จักทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็น ที่ชอบพอของเรา หรืออาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะอันใช่เหตุ จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน โทสะ ความคิด ประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ โกรธ กิริยาที่โกรธ ความโกรธมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด [และ] การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความ คิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า โทสะ. โมหะ เป็นไฉน? ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ใน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วน อดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึง เกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคือ อวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า โมหะ. สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อกุศลเหตุ ๓.

ตตฺถ กตเม ตโย อกุสลเหตู โลโภ โทโส โมโห ฯ ตตฺถ กตโม โลโภ โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺที นนฺทีราโค จิตฺตสฺส สาราโค อิจฺฉา มุจฺฉา อชฺโฌสานํ เคโธ ปลิเคโธ สงฺโค ปงฺโก เอชา มายา ชนิกา สญฺชนนี สิพฺพินี ชาลินี สริตา วิสตฺติกา สุตฺตํ วิสฏา อายูหนี ทุติยา ปณิธิ ภวเนตฺติ วนํ วนโถ สนฺถโว สิเนโห อเปกฺขา ปฏิพนฺธุ อาสา อาสึสนา อาสึสิตตฺตํ รูปาสา สทฺทาสา คนฺธาสา รสาสา โผฏฺฐพฺพาสา ลาภาสา ธนาสา ปุตฺตาสา ชีวิตาสา ชปฺปา ปชปฺปา อภิชปฺปา ชปฺปา ชปฺปนา ชปฺปิตตฺตํ โลลุปฺปํ โลลุปฺปายนา โลลุปฺปายิตตฺตํ ปุญฺจิกตา สาธุกมฺยตา อธมฺมราโค วิสมโลโภ นิกนฺติ นิกามนา ปตฺถนา ปิหนา สมฺปตฺถนา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา โอโฆ โยโค คนฺโถ อุปาทานํ อาวรณํ นีวรณํ ฉาทนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อนุสโย ปริยุฏฺฐานํ ลตา เววิจฺฉํ ทุกฺขมูลํ ทุกฺขนิทานํ ทุกฺขปฺปภโว มารปาโส มารพลิสํ มารวิสโย ตณฺหานที ตณฺหาชาลํ ตณฺหาคทฺทุลํ ตณฺหาสมุทฺโท อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ โลโภ ฯ {๖๙๑.๑} ตตฺถ กตโม โทโส อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ ฯเปฯ อนตฺถํ จรติ ฯเปฯ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ ฯเปฯ อตฺถํ จรติ ฯเปฯ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อฏฺฐาเน วา ปน อาฆาโต ชายติ โย เอวรูโป จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ปฏิฆํ ปฏิวิโรโธ โกโป ปโกโป สมฺปโกโป โทโส ปโทโส สมฺปโทโส จิตฺตสฺส พฺยาปตฺติ มโนปโทโส โกโธ กุชฺฌนา กุชฺฌิตตฺตํ โทโส ทูสนา ทูสิตตฺตํ พฺยาปตฺติ พฺยาปชฺชนา พฺยาปชฺชิตตฺตํ วิโรโธ ปฏิวิโรโธ จณฺฑิกฺกํ อสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ โทโส ฯ {๖๙๑.๒} ตตฺถ กตโม โมโห ทุกฺเข อญฺญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ ยํ เอวรูปํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ อนภิสมโย อนนุโพโธ อสมฺโพโธ อปฺปฏิเวโธ อสงฺคาหนา อปริโยคาหนา อสมเปกฺขนา อปฺปจฺจเวกฺขณา อปฺปจฺจกฺขกมฺมํ ทุมฺเมชฺฌํ พาลฺยํ อสมฺปชญฺญํ โมโห ปโมโห สมฺโมโห อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ โมโห ฯ อิเม ตโย อกุสลเหตู ฯ

๖๙๒

อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน? อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากของกุศลธรรม หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ในพวกกิริยาอัพยากตธรรม สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อัพยากตเหตุ ๓.

ตตฺถ กตเม ตโย อพฺยากตเหตู กุสลานํ วา ธมฺมานํ วิปากโต กิริยาพฺยากเตสุ วา ธมฺเมสุ อโลโภ อโทโส อโมโห อิเม ตโย อพฺยากตเหตู ฯ

๖๙๓

กามาวจรเหตุ ๙ เป็นไฉน? กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กามาวจรเหตุ ๙. รูปาวจรเหตุ ๖ เป็นไฉน? กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า รูปาวจรเหตุ ๖. อรูปาวจรเหตุ ๖ เป็นไฉน? กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรูปาวจรเหตุ ๖.

ตตฺถ กตเม นว กามาวจรเหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู อิเม นว กามาวจรเหตู ฯ ตตฺถ กตเม ฉ รูปาวจรเหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู อิเม ฉ รูปาวจรเหตู ฯ ตตฺถ กตเม ฉ อรูปาวจรเหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู อิเม ฉ อรูปาวจรเหตู ฯ

๖๙๔

โลกุตตรเหตุ ๖ เป็นไฉน? กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรูปาวจรเหตุ ๖. บรรดาโลกุตตรเหตุ ๖ นั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน? อโลภะ อโทสะ อโมหะ. บรรดากุศลเหตุ ๓ นั้น อโลภะ เป็นไฉน? การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ ความไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความ ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ นี้เรียกว่า อโลภะ. อโทสะ เป็นไฉน? การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ฯลฯ ความไม่ พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่า อโทสะ. อโมหะ เป็นไฉน? ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินี- *ปฏิปทา ความรู้ในส่วนอดีต ความรู้ในส่วนอนาคต ความรู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความรู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไป กำหนดเฉพาะภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือน ปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือน ดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค นี้ชื่อว่า อโมหะ. สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศลเหตุ ๓. อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน? อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรม สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัพยากตเหตุ ๓. สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า โลกุตตรเหตุ ๖. สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ.

ตตฺถ กตเม ฉ อปริยาปนฺนเหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู อิเม ฉ อปริยาปนฺนเหตู ฯ ตตฺถ กตเม ตโย กุสลเหตู อโลโภ อโทโส อโมโห ฯ ตตฺถ กตโม อโลโภ โย อโลโภ อลุพฺภนา อลุพฺภิตตฺตํ อสาราโค อสารชฺชนา อสารชฺชิตตฺตํ อนภิชฺฌา อโลโภ กุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อโลโภ ฯ ตตฺถ กตโม อโทโส โย อโทโส อทูสนา อทูสิตตฺตํ ฯเปฯ อพฺยาปาโท อพฺยาปชฺโช อโทโส กุลสมูลํ อยํ วุจฺจติ อโทโส ฯ ตตฺถ กตโม อโมโห ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ปุพฺพนฺเต ญาณํ อปรนฺเต ญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ยา เอวรูปา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ อยํ วุจฺจติ อโมโห ฯ อิเม ตโย กุสลเหตู ฯ ตตฺถ กตเม ตโย อพฺยากตเหตู กุสลานํ ธมฺมานํ วิปากโต อโลโภ อโทโส อโมโห อิเม ตโย อพฺยากตเหตู ฯ อิเม ฉ อปริยาปนฺนเหตู ฯ อิเม ธมฺมา เหตู ฯ

๖๙๕

ธรรมไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน? เว้นธรรมเป็นเหตุเหล่านั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุ.

กตเม ธมฺมา นเหตู เต ธมฺเม ฐเปตฺวา อวเสสา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา นเหตู ฯ

๖๙๖

ธรรมมีเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุ. ธรรมไม่มีเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ไม่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่มีเหตุ.

กตเม ธมฺมา สเหตุกา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา สเหตุกา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา อเหตุกา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา อเหตุกา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อเหตุกา ฯ

๖๙๗

ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด สัมปยุตด้วยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ. ธรรมวิปปยุตจากเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด วิปปยุตจากธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมวิปปยุตจากเหตุ.

กตเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา สมฺปยุตฺตา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา เหตุวิปฺปยุตฺตา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา วิปฺปยุตฺตา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เหตุวิปฺปยุตฺตา ฯ

๖๙๘

ธรรมเป็นเหตุและมีเหตุ เป็นไฉน? โลภะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโลภะ โทสะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโทสะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้ง ๓ นั้นเป็นเหตุ และมีเหตุโดยกันและกัน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ และมีเหตุ. ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น เว้นธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้นเสีย คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ.

กตเม ธมฺมา เหตูเจวสเหตุกาจ โลโภ โมเหน เหตุเจวสเหตุโกจ โมโห โลเภน เหตุเจวสเหตุโกจ โทโส โมเหน เหตุเจวสเหตุโกจ โมโห โทเสน เหตุเจว- สเหตุโกจ อโลโภ อโทโส อโมโห เต อญฺญมญฺญํ เหตู- เจวสเหตุกาจ อิเม ธมฺมา เหตูเจวสเหตุกาจ ฯ กตเม ธมฺมา สเหตุกาเจวนจเหตู เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา สเหตุกา เต ธมฺเม ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สเหตุกาเจวนจเหตู ฯ

๖๙๙

ธรรมเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน? โลภะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ โดยโลภะ โทสะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ โดยโทสะ. อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้ง ๓ นั้นเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ โดยกันและกัน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ. ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด สัมปยุตด้วยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น เว้นธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้นเสีย คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ.

กตเม ธมฺมา เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจ โลโภ โมเหน เหตุเจวเหตุสมฺปยุตฺโตจ โมโห โลเภน เหตุเจว- เหตุสมฺปยุตฺโตจ โทโส โมเหน เหตุเจวเหตุสมฺปยุตฺโตจ โมโห โทเสน เหตุเจวเหตุสมฺปยุตฺโตจ อโลโภ อโทโส อโมโห เต อญฺญมญฺญํ เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจ อิเม ธมฺมา เหตูเจวเหตุสมฺปยุตฺตาจ ฯ กตเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา- เจวนจเหตู เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา สมฺปยุตฺตา เต ธมฺเม ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตาเจวนจเหตู ฯ

๗๐๐

ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ไม่เป็นเหตุ แต่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ. ธรรมไม่เป็นเหตุ และไม่มีเหตุ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ไม่เป็นเหตุ และไม่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุและ ไม่มีเหตุ. เหตุโคจฉกะ จบ ----------------------------------------------------- จูฬันตรทุกะ

กตเม ธมฺมา นเหตู สเหตุกา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา นเหตู สเหตุกา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา นเหตู สเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา นเหตู อเหตุกา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา นเหตู อเหตุกา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา นเหตู อเหตุกา ฯ ---------

๗๐๑

ธรรมมีปัจจัย เป็นไฉน? ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีปัจจัย. ธรรมไม่มีปัจจัย เป็นไฉน? อสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีปัจจัย.

กตเม ธมฺมา สปฺปจฺจยา ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สปฺปจฺจยา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปจฺจยา อสงฺขตา ธาตุ อิเม ธมฺมา อปฺปจฺจยา ฯ

๗๐๒

ธรรมเป็นสังขตะ เป็นไฉน? ธรรมที่มีปัจจัยเหล่านั้นอันใดเล่า ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละชื่อว่า ธรรมเป็นสังขตะ. ธรรมเป็นอสังขตะ นั้น เป็นไฉน? ธรรมที่ไม่มีปัจจัยนั้นอันใดเล่า ธรรมนั้นนั่นแหละชื่อว่า ธรรมเป็นอสังขตะ.

กตเม ธมฺมา สงฺขตา เยว เต ธมฺมา สปฺปจฺจยา เตว เต ธมฺมา สงฺขตา ฯ กตเม ธมฺมา อสงฺขตา โย เอว โส ธมฺโม อปฺปจฺจโย โส เอว โส ธมฺโม อสงฺขโต ฯ

๗๐๓

ธรรมที่เห็นได้ เป็นไฉน? รูปายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เห็นได้. ธรรมที่เห็นไม่ได้ เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้ ที่กระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่ เห็นไม่ได้.

กตเม ธมฺมา สนิทสฺสนา รูปายตนํ อิเม ธมฺมา สนิทสฺสนา ฯ กตเม ธมฺมา อนิทสฺสนา จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อนิทสฺสนา ฯ

๗๐๔

ธรรมที่กระทบได้ เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่กระทบได้. ธรรมที่กระทบไม่ได้ เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องใน ธัมมายตนะ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่กระทบไม่ได้.

กตเม ธมฺมา สปฺปฏิฆา จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิเม ธมฺมา สปฺปฏิฆา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปฏิฆา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อปฺปฏิฆา ฯ

๗๐๕

ธรรมเป็นรูป เป็นไฉน? มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นรูป. ธรรมไม่เป็นรูป เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรม ไม่เป็นรูป.

กตเม ธมฺมา รูปิโน จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนํ จ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิเม ธมฺมา รูปิโน ฯ กตเม ธมฺมา อรูปิโน เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อรูปิโน ฯ

๗๐๖

ธรรมเป็นโลกิยะ เป็นไฉน? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นโลกิยะ. ธรรมเป็นโลกุตตระ เป็นไฉน? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นโลกุตตระ.

กตเม ธมฺมา โลกิยา สาสวา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา รูปกฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา โลกิยา ฯ กตเม ธมฺมา โลกุตฺตรา อปริยาปนฺนา มคฺคา จ มคฺคผลานิ จ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา โลกุตฺตรา ฯ

๗๐๗

ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ได้ และที่จิตบางอย่างรู้ไม่ได้ เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด โสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณ รู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด ชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้น กายวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณ รู้ไม่ได้. ธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด ฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้น ชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดกายวิญญาณ รู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณ รู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้. ธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด ชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นกายวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณ รู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสต วิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด กายวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดจักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณ รู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด โสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใดฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นชิวหาวิญญาณ รู้ไม่ได้. ธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด จักขุวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณรู้ไม่ได้, ธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นโสตวิญญาณรู้ไม่ได้, หรือธรรมเหล่าใดโสตวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณ รู้ไม่ได้ ธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นฆานวิญญาณรู้ไม่ได้ หรือธรรมเหล่าใด ฆานวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณไม่รู้ได้ ธรรมเหล่าใดกายวิญญาณรู้ได้ ธรรม เหล่านั้นชิวหาวิญญาณรู้ไม่ได้, หรือธรรมเหล่าใดชิวหาวิญญาณรู้ได้ ธรรมเหล่านั้นกายวิญญาณ รู้ไม่ได้ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ได้และที่จิตบางอย่างรู้ไม่ได้. จูฬันตรทุกะ จบ

กตเม ธมฺมา เกนจิวิญฺเญยฺยา เกนจินวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา {๗๐๗.๑} เย เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา {๗๐๗.๒} เย เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา {๗๐๗.๓} เย เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา {๗๐๗.๔} เย วา ปน เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา จกฺขุวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา โสตวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ฆานวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา เย เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา เย วา ปน เต ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา น เต ธมฺมา กายวิญฺเญยฺยา อิเม ธมฺมา เกนจิวิญฺเญยฺยา เกนจินวิญฺเญยฺยา ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย