ปกิณณกะ
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปกิณณกะ
ส. บุคคลอาศัยอะไรตั้งอยู่? ป. อาศัยภพตั้งอยู่ ส. ภพไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความดับไป เป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความ ดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความ ดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุคฺคโล กึ นิสฺสาย ติฏฺฐตีติ ฯ ภวํ นิสฺสาย ติฏฺฐตีติ ฯ ภโว อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถ์ ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลบางคนที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา อยู่ ฯลฯ ที่เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุข- เวทนาอยู่ มีอยู่มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเสวย อทุกขมสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็น บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดย สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียว เป็นบุคคล ผู้ใดเสวยสุขเวทนา ไม่รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้น ไม่เป็นบุคคล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ใดเสวยทุกขเวทนาอยู่ ฯลฯ ผู้ใดเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็นบุคคล ผู้ใดเสวยอทุกขม- สุขเวทนาอยู่ ไม่รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นไม่เป็น บุคคลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางทีเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ และด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สุขเวทนาเป็นอื่น ผู้เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุกขเวทนาเป็นอื่น ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนาเป็นอื่น ผู้เสวยอทุกขม- เวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ก็เป็นอื่น หรือ?
น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๗๘.๑} น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ฯเปฯ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๗๘.๒} อตฺถิ โกจิ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐ- ปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ โย สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ เสฺวว ปุคฺคโล โย สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ น ปชานาติ น โส ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๗๘.๓} โย ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ฯเปฯ โย อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ เสฺวว ปุคฺคโล โย อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ น ปชานาติ น โส ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๗๘.๔} อตฺถิ โกจิ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญา สุขา เวทนา อญฺโญ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญา ทุกฺขา เวทนา ฯเปฯ อญฺญา อทุกฺขมสุขา เวทนา อญฺโญ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายอยู่ มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ส. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ ที่เป็นผู้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ ที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีอยู่มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีอยู่ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย อยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็นบุคคล ผู้ใดไม่เป็น ผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นจิต ในจิตอยู่ ฯลฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ผู้นั้นเทียว เป็นบุคคล ผู้ใดไม่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายใน กายอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายเป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนาเป็นอื่น ฯลฯ จิตเป็นอื่น ฯลฯ ธรรมเป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๗๙.๑} น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ เวทนาสุ ฯเปฯ จิตฺเต ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๗๙.๒} อตฺถิ โกจิ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ โย กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ เสฺวว ปุคฺคโล โย น กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ น โส ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๗๙.๓} โย เวทนาสุ ฯเปฯ จิตฺเต ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ เสฺวว ปุคฺคโล โย น ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ น โส ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๗๙.๔} อตฺถิ โกจิ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ กาโย อญฺโญ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญา เวทนา ฯเปฯ อญฺญํ จิตฺตํ ฯเปฯ อญฺเญ ธมฺมา อญฺโญ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า โมฆราชะ เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ หยั่งเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย เธอพึงเป็น ผู้ข้ามพ้นมัจจุราชเสีย ได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะมัจจุราชย่อมไม่ แลเห็นบุคคลผู้หยั่งเห็นโลกอยู่อย่างนี้ ดังนี้ เป็นสูตรที่มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ร่วมกับรูปหยั่งเห็นหรือ หรือว่าเว้นจากรูปหยั่งเห็น ป. ร่วมกับรูปหยั่งเห็น ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. เว้นจากรูป หยั่งเห็น ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อยู่ภายในหยั่งเห็นหรือ หรือว่าออกไปภายนอกแล้วจึงหยั่งเห็น ป. อยู่ภายในหยั่งเห็น ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @ ขุ. สุ. ข้อ ๔๓๙ หน้า ๕๔๙ ป. ออกไปภายนอกแล้วจึงหยั่งเห็น ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุคฺคโล อเวกฺขตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สห รูเปน อเวกฺขตีติ วินา รูเปน อเวกฺขตีติ ฯ สห รูเปน อเวกฺขตีติ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วินา รูเปน อเวกฺขตีติ ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุคฺคโล อเวกฺขตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺภนฺตรคโต อเวกฺขตีติ พหิทฺธา นิกฺขมิตฺวา อเวกฺขตีติ ฯ อพฺภนฺตรคโต อเวกฺขตีติ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ พหิทฺธา นิกฺขมิตฺวา อเวกฺขตีติ ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคมีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ตน มีอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ น่ะสิ ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวเมื่อ บังเกิดขึ้นในโลก ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก เพื่อความสุข ของคนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ อํ. จตุ. ข้อ ๙๖ หน้า ๑๒๕, อภิ. ปุ. ข้อ ๑๐ หน้า ๑๓๖ @ อํ. เอก. ข้อ ๑๓๙ หน้า ๒๘ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา เอกปุคฺคโล ภิกฺขเว โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า อริยสาวกไม่สงสัย ไม่เคลือบแคลงว่า เมื่อบังเกิด ทุกข์เท่านั้นบังเกิดขึ้น เมื่อดับ ทุกข์เท่านั้นดับไป ในข้อนี้อริยสาวกนั้นหยั่งรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นทีเดียว เพียง เท่านี้แลกัจจานะ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ สํ. ส. ข้อ ๔๓ หน้า ๒๑ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา ทุกฺขเมว อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขเมว นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌตีติ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ ฯ อปรปจฺจยา ญาณเมวสฺส เอตฺถ โหติ เอตฺตาวตา โข กจฺจาน สมฺมาทิฏฺฐิ โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระวชิราภิกษุณีได้กล่าวกะมารผู้มีบาปว่าดังนี้ ดูกรมารท่านเชื่อว่าเป็น สัตว์หรือหนอ นั่นเป็นความเห็นของท่านหรือหนอ นี้เป็นกลุ่มสังขาร ล้วน ๆ ในกลุ่มสังขารนี้จะค้นหาสัตว์ไม่ได้ เพราะคุมส่วนทั้งหลาย เข้า เสียงเรียกว่ารถจึงมีได้ แม้ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ สมมติว่าสัตว์ก็มีได้ฉันนั้น. ความจริงทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วชิรา ภิกฺขุนี มารํ ปาปิมนฺตํ เอตทโวจ กึ นุ สตฺโตติ ปจฺเจสิ มาร ทิฏฺฐิคตํ นุ เต สุทฺธสงฺขารปุญฺโชยํ น ยิธ สตฺตูปลพฺภติ ยถา หิ องฺคสมฺภารา โหติ สทฺโท รโถ อิติ เอวํ ขนฺเธสุ สนฺเตสุ โหติ สตฺโตติ สมฺมติ ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติ จ นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า ที่กล่าวกันว่า โลกสูญ โลกสูญ นั้น ด้วยเหตุเพียงไรพระเจ้าข้า จึงจะ กล่าวได้ว่า โลกสูญ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า โลกสูญ อะไรเล่าอานนท์ที่สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน จักษุแล สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน รูปสูญ ฯลฯ จักขุ วิญญาณสูญ ฯลฯ จักขุสัมผัสสูญ ฯลฯ เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย จึงเกิดความรู้สึกเสวยอารมณ์ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ ไม่สุข ก็ตาม อันใด แม้อันนั้น ก็สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน โสตะสูญ ฯลฯ @ สํ. ส. ข้อ ๕๕๔ หน้า ๑๙๘ เสียงสูญ ฯลฯ ฆานะสูญ ... กลิ่นสูญ ฯลฯ ชิวหาสูญ ... รสสูญ ฯลฯ กายสูญ ... โผฏฐัพพะสูญ ฯลฯ มโนสูญ ... ธัมมารมณ์สูญ ... มโน วิญญาณสูญ ... มโนสัมผัสสูญ ... เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จึงเกิด ความรู้สึกเสวยอารมณ์ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม อันใด แม้อันนั้น ก็สูญโดยตนหรือโดยของเนื่องกับตน ดูกรอานนท์ เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า โลกสูญ ดังนี้ เป็นพระสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สุญฺโญ โลโก สุญฺโญ โลโกติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุโข ภนฺเต สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจติ กิญฺจานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุํ โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา รูปา สุญฺญา ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณํ สุญฺญํ ฯเปฯ จกฺขุสมฺผสฺโส สุญฺโญ ฯเปฯ ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ สทฺทา สุญฺญา ฯเปฯ ฆานํ สุญฺญํ ... คนฺธา สุญฺญา ฯเปฯ ชิวฺหา สุญฺญา ... รสา สุญฺญา ฯเปฯ กาโย สุญฺโญ ... โผฏฺฐพฺพา สุญฺญา ฯเปฯ มโน สุญฺโญ ... ธมฺมา สุญฺญา ... มโนวิญฺญาณํ สุญฺญํ ... มโนสมฺผสฺโส สุญฺโญ ฯเปฯ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตนก็ดีมีอยู่ พึงมีคำ พูดว่า ของที่เนื่องกับตนของเราหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า ตรัสว่า เมื่อของที่เนื่องกับตนก็ดีมีอยู่ พึงมี คำพูดว่า ตนของเราหรือ กราบทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อทั้งตนและของที่เนื่องกับตนจะหยั่งเห็น ไม่ได้ โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เหตุเป็นที่ตั้ง แห่งทิฏฐิว่า โลกก็อันนั้น ตนก็อันนั้น เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้ เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้น เทียวคงที่เสมอไป ดังนี้ ก็เป็นธรรมของคนพาลบริบูรณ์สิ้นเชิง มิใช่ หรือ กราบทูลว่า ไม่พึงเป็นอะไรๆ อื่นพระพุทธเจ้าข้า เป็นธรรมของ คนพาลบริบูรณ์สิ้นเชิงทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ? @ ขุ. ป. ข้อ ๖๓๓ หน้า ๕๕๐ @ ม. มู. ข้อ ๖๘๔ หน้า ๒๗๕ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺตนิ วา ภิกฺขเว สติ อตฺตนิยํ เมติ อสฺสาติ เอวํ ภนฺเต อตฺตนิเย วา ภิกฺขเว สติ อตฺตา เมติ อสฺสาติ เอวํ ภนฺเต อตฺตนิ จ ภิกฺขเว อตฺตนิเย จ สจฺจโต เถตโต อนุปลพฺภิยมาเน ยมิทํ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ โส โลโก โส อตฺตา โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสามีติ นนฺวายํ ภิกฺขเว เกวโล ปริปูโร พาลธมฺโมติ กิญฺจิ โน สิยา ภนฺเต เกวโล หิ ภนฺเต ปริปูโร พาลธมฺโมติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มี อยู่ปรากฏ อยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน สัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความ เป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่น นั้นในสัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน สัมปรายภพ ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความ เป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน สัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสตวาท ศาสดาที่บัญญัติอัตตา โดย ความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติ เช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า อุจเฉทวาท ศาสดาที่ไม่บัญญัติ อัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ ดูกรเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ @ เทียบ อภิ. ปุ. ข้อ ๑๐๓
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา ตโยเม เสนิย สตฺถาโร สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ตโย อิธ เสนิย เอกจฺโจ สตฺถา ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ อภิสมฺปรายญฺจ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ {๑๘๘.๑} อิธ ปน เสนิย เอกจฺโจ สตฺถา ทิฏฺเฐว หิ โข ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ โน จ โข อภิสมฺปรายํ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ {๑๘๘.๒} อิธ ปน เสนิย เอกจฺโจ สตฺถา ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต น ปญฺญเปติ อภิสมฺปรายญฺจ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต น ปญฺญเปติ {๑๘๘.๓} ตตฺร เสนิย ยฺวายํ สตฺถา ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ อภิสมฺปรายญฺจ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ อยํ วุจฺจติ เสนิย สตฺถา สสฺสตวาโท {๑๘๘.๔} ตตฺร เสนิย ยฺวายํ สตฺถา ทิฏฺเฐว หิ โข ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ โน จ โข อภิสมฺปรายํ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ อยํ วุจฺจติ เสนิย สตฺถา อุจฺเฉทวาโท {๑๘๘.๕} ตตฺร เสนิย ยฺวายํ สตฺถา ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต น ปญฺญเปติ อภิสมฺปรายญฺจ อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต น ปญฺญเปติ อยํ วุจฺจติ เสนิย สตฺถา สมฺมาสมฺพุทฺโธ อิเม โข เสนิย ตโย สตฺถาโร สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า หม้อเนยใส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ใครๆ ที่ทำหม้อเนยใสมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา สปฺปิกุมฺโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ สปฺปิสฺส กุมฺภํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าหม้อน้ำมัน ... หม้อน้ำผึ้ง ... หม้อน้ำอ้อย ... หม้อ น้ำนม ... หม้อน้ำ ... ภาชนะน้ำดื่ม ... กระติกน้ำดื่ม ... ขันน้ำดื่ม ... นิตยภัต ... ธุวยาคู หรือ ป. ถูกแล้ว ส. ยาคูบางอย่าง เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ น่ะสิ ฯลฯ ย่อ ปุคคลกถา จบ
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สจฺจวาที กาลวาที ภูตวาที ตถวาที อวิตถวาที อนญฺญถวาทีติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา เตลกุมฺโภ มธุกุมฺโภ ผาณิตกุมฺโภ ขีรกุมฺโภ อุทกกุมฺโภ ปานียถาลกํ ปานียโกสกํ ปานียสราวกํ นิจฺจภตฺตํ ธุวยาคูติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กาจิ ยาคุ นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ปุคฺคลกถา อฏฺฐนิคฺคหเปยฺยาลา สนฺธาวนิยา อุปาทาย จิตฺเตน ปญฺจมํ กลฺยาณํ อิทฺธิ สุตฺตาหรเณน อฏฺฐมํ ฯ -------