สัพพมัตถีติกถา
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัพพมัตถีติกถา
สพฺพมตฺถีติกถา
สกวาที สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในกาลทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยอาการทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? @ อํ. สตฺต. ข้อ ๖๕ หน้า ๑๐๗ ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวง ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ไม่ประกอบ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. แม้สิ่งที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความเห็นอย่างนี้เรา ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ดังนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ และ ว่าทิฏฐิดังว่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพน สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสุ สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อโยคนฺติ กตฺวา สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยมฺปิ นตฺถิ ตมฺปิ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพมตฺถีติ ยา ทิฏฺฐิ สา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐีติ ยา ทิฏฺฐิ สา ทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฺฐีติ เหวมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไป แล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ ไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ @ ไม่ประกอบสภาวะต่างๆ คือ ทำรูปไม่ให้ต่างจากเวทนา หรือทำเวทนาไม่ให้ต่างจากรูป คือ ทำให้มีลักษณะ @เป็นส่วนเดียวกัน-อรรถกถา
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิด ขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยัง ไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่ อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต แล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่ บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ ไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอดีตดับแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูป อดีตมีอยู่
อตีตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดขึ้น ยัง ไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูป อนาคตมีอยู่
อนาคตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ รูปํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่ อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิด แล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิด แล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต แล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่ บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยัง ไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เวทนาอดีตมีอยู่หรือ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณอดีต มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าวิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่
อตีตา เวทนา อตฺถิ ฯเปฯ สญฺญา อตฺถิ สงฺขารา อตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยัง ไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าวิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอนาคตมีอยู่
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่ดับ ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อนิรุทฺธํ ฯเปฯ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิรุทฺธํ ฯเปฯ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ชาตํ ภูตํ ฯเปฯ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ ชาตํ ฯเปฯ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ฯลฯ ยังไม่ ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อชาตํ อภูตํ ฯเปฯ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมละความเป็นรูป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา รูปนฺติ วา รูปนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุชฺฌมานํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปภาวํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบันหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติ ทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผ้าขาว เมื่อถูกย้อม ย่อมละความเป็นผ้าขาว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมละความเป็นผ้า หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติ ทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อม ย่อมไม่ละความเป็นผ้า หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมไม่ละความเป็นผ้าขาว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา รูปนฺติ วา รูปนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุชฺฌมานํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โอทาตนฺติ วา วตฺถนฺติ วา วตฺถนฺติ วา โอทาตนฺติ วา โอทาตํ วตฺถํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตํ วตฺถํ รชฺชมานํ โอทาตภาวํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วตฺถภาวํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ โอทาตนฺติ วา วตฺถนฺติ วา วตฺถนฺติ วา โอทาตนฺติ วา โอทาตํ วตฺถํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตํ วตฺถํ รชฺชมานํ วตฺถภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะรูปย่อมละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คง ทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป
รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ รูปํ รูปภาวํ ชหตีติ ฯ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพาน จึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อตีตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึง ชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดาหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอดีต ไม่เที่ยง ฯลฯ มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าว ว่า รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพาน ไม่เที่ยง ไม่ ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เวทนาอดีตมีอยู่ ฯลฯ สัญญาอดีต ฯลฯ สังขาร อดีตมีอยู่ ฯลฯ
อตีตา เวทนา อตฺถิ ฯเปฯ อตีตา สญฺญา อตฺถิ ฯเปฯ อตีตา สงฺขารา อตฺถิ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า วิญญาณอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน มีอันแปรผันเป็น ธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละ ความเป็นอดีต
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณอดีตไม่ เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอดีตมีอยู่ก็ผิด ก็หรือหากว่าสภาวะ อันมิใช่อดีตมีอยู่ คำว่าอดีตมีอยู่ก็ผิด ส. อนาคตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อนาคตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอนาคตมีอยู่ก็ผิด ก็หรือหากว่า สภาวะอันมิใช่อนาคตมีอยู่ คำว่าอนาคตมีอยู่ก็ผิด
อตีตํ นฺวตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นฺวตฺถิ อตีตํ อตฺถีติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อตฺถิ นฺวาตีตํ อตฺถิ อตีตนฺติ มิจฺฉา ฯ อนาคตํ นฺวตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ นฺวตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อตฺถิ นฺวานาคตํ อตฺถิ อนาคตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้ว เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้ว เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (อนาคต) แล้ว ไม่เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าไม่เป็นแล้ว ไม่เป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ หุตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (ปัจจุบัน แล้ว เป็น (อดีต) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (ปัจจุบัน) แล้ว เป็น (อดีต) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (ปัจจุบัน) แล้ว ไม่เป็น (อดีต) ชื่อว่าไม่เป็นแล้ว ไม่เป็น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ หุตฺวา อตีตํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้วเป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้วเป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (อนาคต) แล้วไม่เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่ เป็น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ หุตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนํ โหติ ปจฺจุปฺปนฺนํ หุตฺวา อตีตํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ. แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วยจักขุอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตอดีตมีอยู่ เสียง, โสตวิญญาณ, อากาศ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลฟังเสียงอดีตได้ ด้วยโสตอดีตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฆานอดีตมีอยู่ กลิ่น, ฆานวิญญาณ, ลม, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลสูดกลิ่นอดีตได้ ด้วยฆานอดีตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชิวหาอดีตมีอยู่ รส, ชิวหาวิญญาณ, น้ำ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลลิ้มรสอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีตมีอยู่ โผฏฐัพพะ, กายวิญญาณ, ดิน, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพอดีตได้ ด้วยกายอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีตได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ โสตํ อตฺถิ สทฺทา อตฺถิ โสตวิญฺญาณํ อตฺถิ อากาโส อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน โสเตน อตีตํ สทฺทํ สุณาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ ฆานํ อตฺถิ คนฺธา อตฺถิ ฆานวิญฺญาณํ อตฺถิ วาโย อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน ฆาเนน อตีตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ชิวฺหา อตฺถิ รสา อตฺถิ ชิวฺหา วิญฺญาณํ อตฺถิ อาโป อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตาย ชิวฺหาย อตีตํ รสํ สายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต กาโย อตฺถิ โผฏฺฐพฺพา อตฺถิ กายวิญฺญาณํ อตฺถิ ปฐวี อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน กาเยน อตีตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตได้ ด้วยมโนอนาคตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบัน มีอยู่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วยจักขุอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ ปัจจุบันได้ ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีตได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ ปัจจุบันได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคต มีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตได้ด้วยมโนอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ โสตํ อตฺถิ ฯเปฯ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอดีตด้วยจักขุอดีตไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบันมี อยู่ แต่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโน- วิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีต ไม่ได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบัน มีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ โสตํ อตฺถิ ฯเปฯ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ ฯเปฯ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺโน มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอนาคตมีอยู่, รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง มนสิการอนาคตมี อยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอนาคตไม่ได้ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ อนาคตไม่ได้ด้วยมโนอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ มนสิการปัจจุบัน มีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ ฯเปฯ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺโน มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้ เกิดได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้ เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบัน นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอดีตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่, บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้ แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอดีตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณที่เป็นอนาคต นั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้ แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้ แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ไม่ได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้, ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธ ให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ และสมุทัยไม่ได้, ทำ นิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณอนาคต นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบัน นั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธ ให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธ ให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโทสะด้วยโทสะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โมหะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มานะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีมานะด้วยมานะอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีวิจิกิจฉาด้วยวิจิกิจฉานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถีนะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีถีนะด้วยถีนะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อุทธัจจะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอุทธัจจะด้วยอุทธัจจะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อหิริกะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอหิริกะด้วยอหิริกะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อตีโต ราโค อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โทโส อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน โทเสน สโทโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โมโห อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต มาโน อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน มาเนน สมาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตา ทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ตาย วิจิกิจฺฉาย สวิจิกิจฺโฉติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ ถีนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน ถีเนน สถีโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อุทฺธจฺจํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อุทฺธจฺเจน สอุทฺธจฺโจติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อหิริกํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อหิริเกน สอหิริโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน สอโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด อดีต ของพระอนาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต อณุสหคโต กามราโค อตฺถิ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะอย่างหยาบ, พยาบาทอย่างหยาบ ที่เป็นอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต โอฬาริโก กามราโค อตฺถิ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, ราคะอันเป็นอปายคามี, โทสะอันเป็น อปายคามี, โมหะอันเป็นอปายคามี, ที่เป็นอดีตของพระโสดาบัน มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย ราโค อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย โทโส อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ อโนตตัปปะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชน ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะ ด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีโต ราโค อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน ราเคน สราโคติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อตีโต ราโค อตฺถิ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต โทโส อตฺถิ ฯเปฯ อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของ ปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่า มีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของ ปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามี ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของ ปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อ ว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์หาชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น ไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มี อยู่ แต่พระอรหันต์หาชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อโนตตัปปะอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วย อโนตตัปปะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อตีโต ราโค อตฺถิ น จ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต ราโค อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โทโส อตฺถิ ฯเปฯ อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ น จ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็น อดีตของพระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วย พยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิต พยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ น จ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีหาชื่อว่ามีทิฏฐิ ด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น ไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็น อดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วย พยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิต พยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ น จ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันหาชื่อว่ามีทิฏฐิ ด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ ฯลฯ โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็น อดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันหาชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น ไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามี โมหะด้วยโมหะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ น จ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มืออดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมืออดีตมีอยู่ การจับ การวาง ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เท้าอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเท้าอดีตมีอยู่ การก้าวไป การถอยกลับ ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ข้อพับอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อข้อพับอดีตมีอยู่ การคู้ การเหยียด ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท้องอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อท้องอดีตมีอยู่ ความหิว ความกระหาย ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายอดีต ยังเข้าถึงการยกย่องและการปราบปราม ยังเข้าถึงการตัดและการ ทำลาย ยังเป็นของสาธารณะแก่กา แก่แร้ง แก่เหยี่ยว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ในกายอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีต ยังจะจองจำได้ด้วยเครื่องจำคือขื่อคา ด้วยเครื่องจำคือเชือก ด้วยเครื่องจำคือตรวน ด้วยเครื่องจำคือบ้าน ด้วยเครื่องจำคือนิคม ด้วย เครื่องจำคือนคร ด้วยเครื่องจำคือชนบท ด้วยเครื่องจำห้าประการ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา หตฺถา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ หตฺเถสุ สติ อาทานนิกฺเขปนํ ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปาทา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ ปาเทสุ สติ อภิกฺกมปฏิกฺกโม ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปพฺพา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ ปพฺเพสุ สติ สมฺมิญฺชนปสารณํ ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต กุจฺฉิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตสฺมึ กุจฺฉิสฺมึ สติ ชิฆจฺฉาปิปาสา ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๓๗๑.๑} อตีโต กาโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีโต กาโย ปคฺคหนิคฺคหูปโค เฉทนเภทนูปโค กาเกหิ คิชฺเฌหิ กุลเลหิ สาธารโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเต กาเย วิสํ กเมยฺย สตฺถํ กเมยฺย อคฺคิ กเมยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ลพฺภา อตีโต กาโย อทฺทุพนฺธเนน พนฺธิตุํ รชฺชุพนฺธเนน พนฺธิตุํ สงฺขลิกพนฺธเนน พนฺธิตุํ คามพนฺธเนน พนฺธิตุํ นิคมพนฺธเนน พนฺธิตุํ นครพนฺธเนน พนฺธิตุํ ชนปทพนฺธเนน พนฺธิตุํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. น้ำอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้น้ำได้ด้วยน้ำนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ไฟอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ไฟได้ด้วยไฟนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ลมอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ลมได้ด้วยลมนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต อาโป อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน อาเปน อาปกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต เตโช อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน เตเชน เตชกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต วาโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน วาเยน วายกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปขันธ์อดีตมีอยู่ รูปขันธ์อนาคตมีอยู่ รูปขันธ์ปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปขันธ์เป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ขันธ์ห้าที่เป็นอดีตมีอยู่ ขันธ์ห้าที่เป็นอนาคตมีอยู่ ขันธ์ห้าที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ขันธ์เป็นสิบห้า หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต รูปกฺขนฺโธ อตฺถิ อนาคโต รูปกฺขนฺโธ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน รูปกฺขนฺโธ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตโย รูปกฺขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถิ อนาคตา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปณฺณรสขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขายตนะอดีตมีอยู่ จักขายตนะอนาคตมีอยู่ จักขายตนะปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขายตนะเป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อายตนะสิบสองที่เป็นอดีตมีอยู่ อายตนะสิบสองที่เป็นอนาคตมีอยู่ อายตนะสิบสองที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อายตนะเป็นสามสิบหก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขายตนํ อตฺถิ อนาคตํ จกฺขายตนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขายตนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ จกฺขายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถิ อนาคตานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉตฺตึสายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุธาตุอดีตมีอยู่ จักขุธาตุอนาคตมีอยู่ จักขุธาตุปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุธาตุเป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธาตุสิบแปดที่เป็นอดีตมีอยู่ ธาตุสิบแปดที่เป็นอนาคตมีอยู่ ธาตุสิบแปด ที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธาตุเป็นห้าสิบสี่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา จกฺขุธาตุ อตฺถิ อนาคตา จกฺขุธาตุ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา จกฺขุธาตุ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติสฺโส จกฺขุธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถิ อนาคตา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุปญฺญาส ธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุนทรีย์อดีตมีอยู่ จักขุนทรีย์อนาคตมีอยู่ จักขุนทรีย์ปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุนทรีย์เป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นอดีตมีอยู่ อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นอนาคตมีอยู่ อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อินทรีย์เป็นหกสิบหก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถิ อนาคตํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ จกฺขุนฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถิ อนาคตานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉสฏฺฐินฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระเจ้าจักรพรรดิอดีตมีอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิอนาคตมีอยู่ พระเจ้า จักรพรรดิปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระเจ้าจักรพรรดิทั้งสามพระองค์ทรงพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถิ อนาคโต ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ราชูนํ จกฺกวตฺตีนํ สมฺมุขีภาโว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าอดีตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธ- เจ้าปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามองค์ทรงพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถิ อนาคโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ สมฺมุขีภาโว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีต หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็น อดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อดีตไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตเป็นอดีต ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีต ก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็น อดีต ดังนี้ผิด
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อตีตนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน อตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นวาตีตํ อตีตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นอนาคต หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าอนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่ เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคต ก็เป็นอนาคต, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่ เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึง กล่าวว่า อนาคตไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตเป็นอนาคต ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนาคตนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบัน หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่ เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบัน ก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบัน ก็เป็นปัจจุบัน ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่ พึงกล่าวว่า ปัจจุบันไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันเป็นปัจจุบัน ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็น ปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ดังนี้ผิด
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. นิพพานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพาน หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่านิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่ เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่ นิพพานก็เป็นนิพพาน, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุ นั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพาน ก็เป็นนิพพาน ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า นิพพานไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพาน เป็นนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า นิพพาน มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพานก็เป็นนิพพาน ดังนี้ผิด
นิพฺพานํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ นิพฺพานนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ มิจฺฉา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ก็ดี นี้ เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่าง หนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่าง หนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ ก็ดี นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่ อนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยํ กิญฺจิ ภิกฺขเว รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯเปฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯเปฯ ยํ กิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ สามประการนี้ อันสมณ- พราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน สามประการเป็นไฉน? (๑) รูปใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว รูปนั้น เขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่รูปนั้น เขา ไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่า ใด ฯลฯ วิญญาณใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่วิญญาณนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี (๒) รูปใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ รูปนั้น เขากล่าวกันว่า จักมี เขา เรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่า จักมี แต่รูปนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด ยังไม่ เกิด ยังไม่ปรากฏ วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า จักมี เขาเรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่า จักมี แต่เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว (๓) รูปใด เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว รูปนั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียก ว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่ แต่เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด เกิดแล้ว ปรากฏ แล้ว วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียกว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่ แต่ วิญญาณนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่ง บัญญัติ สามประการเหล่านี้แล อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน แม้ชนที่เป็นชาวอุกกละ ชาววัสสภัญญะ ที่ เป็นอเหตุกวาท อกิริยวาท นัตถิกวาท ก็ได้สำคัญครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ สามประการนี้ว่า อันตนไม่พึงติเตียน อันตนไม่พึงคัดค้าน ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะกลัวการติเตียน การเพิดเพ้ยและการโต้แย้ง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ สํ. ข. ข้อ ๑๓๔ หน้า ๘๘ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่น่ะสิ
อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตโยเม ภิกฺขเว นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ กตเม ตโย ฯ ยํ ภิกฺขเว รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ {๓๘๔.๑} ยํ ภิกฺขเว รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ยํ ภิกฺขเว รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ {๓๘๔.๒} เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิเม ตโย นิรุตฺติปเถ อธิวจนปเถ ปญฺญตฺติปเถ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นินฺทาพฺยาโรสนาอุปารมฺภภยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระผัคคุณะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มี ธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยจักษุใด จักษุนั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ ชิวหานั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ บุคคล เมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรม เครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยมโนใด มโนนั้นมีอยู่หรือหนอ ดูกรผัคคุณะ บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้า ทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัด แล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยจักษุใด จักษุนั้นไม่มีอยู่เลย ฯลฯ ชิวหานั้นไม่มีอยู่เลย ฯลฯ บุคคลยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไป แล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัด แล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยมโนใด มโนนั้นไม่มีอยู่เลย ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่น่ะสิ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา ผคฺคุโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข ตํ ภนฺเต จกฺขุํ เยน จกฺขุนา อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺย ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข สา ภนฺเต ชิวฺหา ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข โส ภนฺเต มโน เยน มเนน อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺยาติ ฯ {๓๘๕.๑} นตฺถิ โข ตํ ผคฺคุณ จกฺขุํ เยน จกฺขุนา อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺย ฯเปฯ นตฺถิ โข สา ผคฺคุณ ชิวฺหา ฯเปฯ นตฺถิ โข โส ผคฺคุณ มโน เยน มเนน อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ สํ. สฬา. ข้อ ๙๙-๑๐๐ ส. ท่านพระนันทกะได้กล่าวว่า โลภะได้มีแล้วในกาลก่อน ข้อนั้นได้เป็น ความไม่ดีแล้ว โลภะนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี โทสะได้มี แล้วในกาลก่อน ฯลฯ โมหะได้มีแล้วในกาลก่อน ข้อนั้นได้เป็น ความไม่ดีแล้ว โมหะนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่น่ะสิ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา นนฺทโก เอตทโวจ อหุ ปุพฺเพ โลโภ ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลํ อหุ ปุพฺเพ โทโส ฯเปฯ อหุ ปุพฺเพ โมโห ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ยังมีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ตั้ง มั่นแล้ว งอกงามแล้ว ในเพราะกวฬิงการาหารนั้น วิญญาณตั้งมั่น แล้ว งอกงามแล้วในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด การเกิด ในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ยังมีอยู่ต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ยังมีอยู่ต่อไปในที่ใด เรากล่าวว่า ที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี ยังมี ความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ยังมีอยู่ในผัสสาหาร ... ในมโนสัญเจตนาหาร ... ใน วิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่า ที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี มีความ คับแค้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่น่ะสิ @ อํ. ติกฺก. ข้อ ๕๐๖ หน้า ๒๕๓ สํ. นิ. ข้อ ๒๔๖ หน้า ๑๒๒
น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กพฬีกาเร เจ ภิกฺขเว อาหาเร อตฺถิ ราโค อตฺถิ นนฺทิ อตฺถิ ตณฺหา ปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ ยตฺถ ปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ อตฺถิ ตตฺถ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ ยตฺถ อตฺถิ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ อตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ ยตฺถ อตฺถิ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ อตฺถิ ตตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ยตฺถ อตฺถิ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ อตฺถิ ตตฺถ อายตึ ชาติชรามรณํ ยตฺถ อตฺถิ อายตึ ชาติชรามรณํ สโสกนฺตํ ภิกฺขเว สรชํ สอุปายาสนฺติ วทามิ {๓๘๗.๑} ผสฺเส เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... มโนสญฺเจตนาย เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... วิญฺญาเณ เจ ภิกฺขเว อาหาเร อตฺถิ ราโค อตฺถิ นนฺทิ ฯเปฯ สรชํ สอุปายาสนฺติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ไม่มีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ไม่ตั้ง มั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้ว ในเพราะกวฬิงการาหารนั้น วิญญาณไม่ ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้วในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็ ไม่มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีอยู่ในที่ใด ความ เจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขาร ทั้งหลายไม่มีอยู่ในที่ใด การเกิดในภพใหม่ต่อไปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ไม่มี ต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ไม่มีต่อไปในที่ใด เรากล่าวว่า ที่นั้น ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ไม่มีอยู่ในผัสสาหาร ... ในมโนสัญเจตนาหาร ... ในวิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่า ที่นั้น ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ น่ะสิ สัพพมัตถีติกถา จบ. -----------------------------------------------------
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กพฬีกาเร เจ ภิกฺขเว อาหาเร นตฺถิ ราโค นตฺถิ นนฺทิ นตฺถิ ตณฺหา อปฺปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ ยตฺถ อปฺปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ นตฺถิ ตตฺถ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ ยตฺถ นตฺถิ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ นตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ ยตฺถ นตฺถิ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ นตฺถิ ตตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ยตฺถ นตฺถิ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ นตฺถิ ตตฺถ อายตึ ชาติชรามรณํ ยตฺถ นตฺถิ อายตึ ชาติชรามรณํ อโสกนฺตํ ภิกฺขเว อรชํ อนุปายาสนฺติ วทามิ ผสฺเส เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... มโนสญฺเจตนาย เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... วิญฺญาเณ เจ ภิกฺขเว อาหาเร นตฺถิ ราโค นตฺถิ นนฺทิ ฯเปฯ อรชํ อนุปายาสนฺติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ สพฺพมตฺถีติกถา ฯ -------