ว่าด้วยการประณาม
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ว่าด้วยการประณาม
ก็โดยสมัยนั้นแล อันเตวาสิกทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอาจารย์ทั้งหลาย. ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกจะไม่ประพฤติชอบในอาจารย์ไม่ได้ รูปใดไม่ประพฤติชอบ ต้องอาบัติทุกกฏ. พวกอันเตวาสิกยังไม่ประพฤติชอบตามเดิม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ประณามอันเตวาสิกผู้ไม่ ประพฤติชอบ. วิธีประณาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกอย่างนี้ว่า ฉันประณามเธอ เธออย่าง เข้ามา ณ ที่นี้ เธอจงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย หรือพึงประณามว่า เธอไม่ต้องอุปฐากฉัน ดังนี้ ก็ได้ อาจารย์ย่อมยังอันเตวาสิกให้รู้ด้วยกายก็ได้ ให้รู้ด้วยวาจาก็ได้ ให้รู้ด้วยทั้งกายและ วาจาก็ได้ อันเตวาสิกชื่อว่าเป็นอันถูกประณามแล้ว ถ้ามิให้รู้ด้วยกาย มิให้รู้ด้วยวาจา มิให้รู้ ด้วยทั้งกายและวาจา อันเตวาสิกไม่ชื่อว่าถูกประณาม. สมัยต่อมา พวกอันเตวาสิกถูกประณามแล้ว ไม่ขอให้อาจารย์อดโทษ. ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้อันเตวาสิกขอให้อาจารย์อดโทษ. พวกอันเตวาสิกไม่ยอมขอให้อาจารย์อดโทษอย่างเดิม. ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกถูกประณามแล้ว จะไม่ขอให้อาจารย์อดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ขอให้อาจารย์อดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ. สมัยต่อมา อาจารย์ทั้งหลายอันเหล่าอันเตวาสิกขอให้อดโทษอยู่ ก็ไม่ยอมอดโทษ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อาจารย์อดโทษ. อาจารย์ทั้งหลายยังไม่ยอมอดโทษอย่างเดิม. พวกอันเตวาสิกหลีกไปเสียบ้าง สึกเสียบ้าง ไปเข้ารีตเดียรถีย์เสียบ้าง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์อันพวกอันเตวาสิกขอให้อดโทษอยู่ จะไม่ยอมอดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ยอมอดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ. สมัยต่อมา อาจารย์ทั้งหลายประณามอันเตวาสิกผู้ประพฤติชอบ ไม่ประณามอันเตวาสิก ผู้ประพฤติมิชอบ. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประพฤติชอบ อาจารย์ไม่พึงประณาม รูปใดประณาม ต้อง อาบัติทุกกฏ. แต่อันเตวาสิกผู้ประพฤติมิชอบ อาจารย์จะไม่ประณามไม่ได้ รูปใดไม่ประณาม ต้องอาบัติทุกกฏ. องค์แห่งการประณาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้ ๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้ ๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้ ๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ ๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ไม่พึงประณามอันเตวาสิก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์ ๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ๓. มีความละอายอย่างยิ่ง ๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ ๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ไม่พึงประณามอันเตวาสิก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรประณาม คือ ๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้ ๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้ ๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้ ๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ ๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรประณาม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรประณาม คือ ๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์ ๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ๓. มีความละอายอย่างยิ่ง ๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ ๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรประณาม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อาจารย์เมื่อไม่ประณาม มีโทษ เมื่อประณาม ไม่มีโทษ คือ ๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้ ๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้ ๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้ ๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ ๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อาจารย์เมื่อไม่ประณาม มี โทษ เมื่อประณาม ไม่มีโทษ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อาจารย์เมื่อประณามมีโทษ เมื่อไม่ ประณาม ไม่มีโทษ คือ ๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์ ๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ๓. มีความละอายอย่างยิ่ง ๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ ๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อาจารย์เมื่อประณาม มีโทษ เมื่อไม่ประณาม ไม่มีโทษ.
เตน โข ปน สมเยน อนฺเตวาสิกา อาจริเยสุ น สมฺมาวตฺตนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อนฺเตวาสิเกน อาจริยมฺหิ น สมฺมาวตฺติตพฺพํ โย น สมฺมาวตฺเตยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เนว สมฺมา วตฺตนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อสมฺมาวตฺตนฺตํ ปณาเมตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปณาเมตพฺโพ ฯ ปณาเมมิ ตนฺติ วา มายิธ ปฏิกฺกมีติ วา นีหร เต ปตฺตจีวรนฺติ วา นาหํ ตยา อุปฏฺฐาตพฺโพติ วา กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ ปณามิโต โหติ อนฺเตวาสิโก น กาเยน วิญฺญาเปติ น วาจาย วิญฺญาเปติ น กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ น ปณามิโต โหติ อนฺเตวาสิโกติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อนฺเตวาสิกา ปณามิตา น ขมาเปนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ขมาเปตุนฺติ ฯ เนว ขมาเปนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ปณามิเตน น ขมาเปตพฺโพ โย น ขมาเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อาจริยา ขมาปิยมานา น ขมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ขมิตุนฺติ ฯ เนว ขมนฺติ ฯ อนฺเตวาสิกา ปกฺกมนฺติปิ วิพฺภมนฺติปิ ติตฺถิเยสุปิ สงฺกมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ขมาปิยมาเนน น ขมิตพฺพํ โย น ขเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๙๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อาจริยา สมฺมาวตฺตนฺตํ ปณาเมนฺติ อสมฺมาวตฺตนฺตํ น ปณาเมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สมฺมาวตฺตนฺโต ปณาเมตพฺโพ โย ปณาเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น จ ภิกฺขเว อสมฺมาวตฺตนฺโต น ปณาเมตพฺโพ โย น ปณาเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๙๕.๒} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก ปณาเมตพฺโพ อาจริยมฺหิ นาธิมตฺตํ เปมํ โหติ นาธิมตฺโต ปสาโท โหติ นาธิมตฺตา หิรี โหติ นาธิมตฺโต คารโว โหติ นาธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก ปณาเมตพฺโพ ฯ {๙๕.๓} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก น ปณาเมตพฺโพ อาจริยมฺหิ อธิมตฺตํ เปมํ โหติ อธิมตฺโต ปสาโท โหติ อธิมตฺตา หิรี โหติ อธิมตฺโต คารโว โหติ อธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก น ปณาเมตพฺโพ ฯ {๙๕.๔} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก อลํ ปณาเมตุํ อาจริยมฺหิ นาธิมตฺตํ เปมํ โหติ นาธิมตฺโต ปสาโท โหติ นาธิมตฺตา หิรี โหติ นาธิมตฺโต คารโว โหติ นาธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก อลํ ปณาเมตุํ ฯ {๙๕.๕} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก นาลํ ปณาเมตุํ อาจริยมฺหิ อธิมตฺตํ เปมํ โหติ อธิมตฺโต ปสาโท โหติ อธิมตฺตา หิรี โหติ อธิมตฺโต คารโว โหติ อธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อนฺเตวาสิโก นาลํ ปณาเมตุํ ฯ {๙๕.๖} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ อนฺเตวาสิกํ อปฺปณาเมนฺโต อาจริโย สาติสาโร โหติ ปณาเมนฺโต อนติสาโร โหติ อาจริยมฺหิ นาธิมตฺตํ เปมํ โหติ นาธิมตฺโต ปสาโท โหติ นาธิมตฺตา หิรี โหติ นาธิมตฺโต คารโว โหติ นาธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ อนฺเตวาสิกํ อปฺปณาเมนฺโต อาจริโย สาติสาโร โหติ ปณาเมนฺโต อนติสาโร โหติ ฯ {๙๕.๗} ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ อนฺเตวาสิกํ ปณาเมนฺโต อาจริโย สาติสาโร โหติ อปฺปณาเมนฺโต อนติสาโร โหติ อาจริยมฺหิ อธิมตฺตํ เปมํ โหติ อธิมตฺโต ปสาโท โหติ อธิมตฺตา หิรี โหติ อธิมตฺโต คารโว โหติ อธิมตฺตา ภาวนา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ อนฺเตวาสิกํ ปณาเมนฺโต อาจริโย สาติสาโร โหติ อปฺปณาเมนฺโต อนติสาโร โหตีติ ฯ