ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ
ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นมากรูป ด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน ได้ทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์. ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่น มาถึงมีจำนวนมากกว่า. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:- ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่น ที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญ ว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์. ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุ ผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถสวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน. ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงฟังส่วนที่ยังเหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่น ที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญ ว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์ ขณะนั้นมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า. ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุ ผู้มาทีหลัง พึงฟังสวดที่ยังเหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ. ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมา ถึงมีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุ ผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน. ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุ- *ผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีพวกภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า. ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวก ภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ. ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทัน ลุกไป ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ ใหม่. พวกภิกษุผู้สวดไม่ต้องอาบัติ. ๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ทัน ลุกไป ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึงมีจำนวนเท่ากัน .... ๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๑๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่น ในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัท บางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้อง สวดปาติโมกข์ใหม่ พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๑๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอภิกษุเหล่านั้นสวดปาติโมกข์จบ บริษัท บางพวกลุกไปแล้ว ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๑๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัท ลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวด ปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ๑๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความสำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัท ลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ไม่ต้องอาบัติ. ทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ จบ. ทำอุโบสถเป็นหมู่สำคัญว่าพร้อมกัน ๑๕ ข้อ
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตึสุ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานึสุ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ อกํสุ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสึสุ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉึสุ พหุตรา ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ {๑๙๑.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๖} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๗} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๘} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๙} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๑๐} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๑๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ {๑๙๑.๑๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อนาปตฺติ ฯ อนาปตฺติปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุ ผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๒. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึงมีจำนวนเท่ากัน .... ๓. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนา นี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวก อื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้น มี ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุ ผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๕. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๖. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนา นี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีพวกภิกษุเจ้าถิ่น อื่นที่ยังไม่มา. พวกเธอมีความสำคัญว่าเป็นธรรม มีความสำคัญว่าเป็นวินัย เป็นหมู่ มีความ สำคัญว่าพร้อมกัน จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ บริษัทยังไม่ ทันลุกไป .... มีจำนวนมากกว่า .... ๘. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๙. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๐. .... บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว .... มีจำนวนมากกว่า .... ๑๑. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๒. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๓. .... บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๑๔. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๕. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ทำอุโบสถเป็นหมู่สำคัญว่าพร้อมกัน ๑๕ ข้อ จบ. มีความสงสัยทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๑๙๒.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๑๙๒.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ วคฺคาสมคฺคสญฺญิโน ปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุ เจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา และมีความสงสัยว่า พวกเราควรทำอุโบสถหรือไม่ควรหนอ ดังนี้ แล้ว ยังขืนทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลังสวดปาติโมกข์ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นมาถึงมีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้อง อาบัติทุกกฏ. ๒. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๓. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว พวกภิกษุผู้มา ทีหลัง พึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่น ที่ยังไม่มา และมีความสงสัยว่า พวกเราควรทำอุโบสถหรือไม่ควรหนอ ดังนี้ แล้วยังขืนทำ อุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุ .... มีจำนวนมากกว่า .... ๕. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๖. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๗. .... บริษัทยังไม่ทันลุกไป .... มีจำนวนมากกว่า .... ๘. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๙. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๐. .... บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว .... มีจำนวนมากกว่า .... ๑๑. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๒. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๓. .... บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๑๔. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๕. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มา ทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. มีความสงสัยทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ จบ. ฝืนใจทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต กปฺปติ นุ โข อมฺหากํ อุโปสโถ กาตุํ น นุ โข กปฺปตีติ เวมติกา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๑๙๓.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต กปฺปติ นุ โข อมฺหากํ อุโปสโถ กาตุํ น นุ โข กปฺปตีติ เวมติกา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เวมติกปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นมากรูป ด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่ยังไม่มา. แต่ฝืนใจทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ด้วยเข้าใจว่า พวกเราควรทำอุโบสถแท้ มิใช่ไม่ควร. เมื่อพวก เธอกำลังสวดปาติโมกข์ ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้น ต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๒. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๓. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้ว ก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุที่มา ทีหลัง พึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่นพวก อื่นที่ยังไม่มา. แต่ฝืนใจทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ด้วยเข้าใจว่า พวกเราควรทำอุโบสถแท้ มิใช่ ไม่ควร. พอพวกเธอสวดปาติโมกข์จบ ขณะนั้นมีภิกษุ .... มีจำนวนมากกว่า .... ๕. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๖. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๗. .... บริษัทยังไม่ทันลุกไป .... มีจำนวนมากกว่า .... ๘. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๙. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๐. .... บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว .... มีจำนวนมากกว่า .... ๑๑. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๒. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๓. .... บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ๑๔. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๕. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้วก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุผู้มา ทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติทุกกฏ. ฝืนใจทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ จบ. มุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต กปฺปเตว อมฺหากํ อุโปสโถ กาตุํ น อมฺหากํ น กปฺปตีติ กุกฺกุจฺจปกตา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต กปฺปเตว อมฺหากํ อุโปสโถ กาตุํ น อมฺหากํ น กปฺปตีติ กุกฺกุจฺจปกตา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ กุกฺกุจฺจปกตปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่น ในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มาและมุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุเหล่านั้นเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. เมื่อพวกเธอกำลัง สวดปาติโมกข์ ขณะนั้นมีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นต้องสวด ปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ๒. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๓. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้ว ก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุ ที่มาทีหลัง พึงฟังส่วนที่เหลือต่อไป. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่นใน ศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอรู้อยู่ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นที่ยังไม่มาและมุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ ขอภิกษุเหล่านั้นจงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ จึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์. พอพวกเธอสวด ปาติโมกข์จบ ขณะนั้น มีภิกษุ .... มีจำนวนมากกว่า .... ๕. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๖. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๗. .... บริษัทยังไม่ทันลุกไป .... มีจำนวนมากกว่า .... ๘. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๙. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๐. .... บริษัทบางพวกลุกไปแล้ว .... มีจำนวนมากกว่า .... ๑๑. .... มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๒. .... มีจำนวนน้อยกว่า .... ๑๓. .... บริษัทลุกไปหมดแล้ว ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า. ภิกษุเหล่านั้นต้องสวดปาติโมกข์ใหม่. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ๑๔. .... ขณะนั้น มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน .... ๑๕. .... มีจำนวนน้อยกว่า ปาติโมกข์ที่สวดแล้ว ก็เป็นอันสวดดีแล้ว. พวกภิกษุ ผู้มาทีหลัง พึงบอกปาริสุทธิในสำนักพวกเธอ. พวกภิกษุผู้สวด ต้องอาบัติถุลลัจจัย. มุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ๑๕ ข้อ จบ. การทำอุโบสถ ๒๕ ติกะ จบ ----------------------------------------------------- เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิสฺสมาเน ปาติโมกฺเข อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ อุสุทฺทิฏฺฐํ อวเสสํ โสตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๑๙๕.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต ชานนฺติ อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตาติ ฯ เต นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา อุโปสถํ กโรนฺติ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ เตหิ อุทฺทิฏฺฐมตฺเต ปาติโมกฺเข ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา ฯ อุทฺทิฏฺฐํ สุอุทฺทิฏฺฐํ เตสํ สนฺติเก ปาริสุทฺธิ อาโรเจตพฺพา ฯ อุทฺเทสกานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ เกทปุเรกฺขารปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ปญฺจวีสติติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุเจ้าถิ่น ในศาสนานี้มากรูปด้วยกัน แต่ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง. พวกเธอไม่รู้ว่า ยังมีภิกษุเจ้าถิ่น พวกอื่นกำลังเข้ามาภายในสีมา .... .... พวกเธอไม่รู้ว่า มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว .... .... พวกเธอไม่เห็นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่กำลังเข้ามาภายในสีมา .... .... พวกเธอไม่เห็นภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นที่เข้ามาภายในสีมาแล้ว .... .... พวกเธอไม่ได้ยินว่า มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นกำลังเข้ามาภายในสีมา .... .... พวกเธอไม่ได้ยินว่า มีภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นเข้ามาภายในสีมาแล้ว .... โดยนัย ๑๗๕ ติกะ ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุเจ้าถิ่น ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่น ภิกษุ เจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะ ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุอาคันตุกะ รวมเป็น ๗๐๐ ติกะ โดยเปยยาลมุข.
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ จตฺตาโร วา อติเรกา วา ฯ เต น ชานนฺติ อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺตีติ ฯเปฯ เต น ชานนฺติ อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺตาติ ฯเปฯ เต น ปสฺสนฺติ อญฺเญ อาวาสิเก ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺเต ฯเปฯ เต น ปสฺสนฺติ อญฺเญ อาวาสิเก ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺเต ฯเปฯ เต น สุณนฺติ อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺตีติ ฯเปฯ เต น สุณนฺติ อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺตาติ ฯเปฯ อาวาสิเกน อาวาสิกา ... เอกสตปญฺจสตฺตติติกนยโต อาวาสิเกน อาคนฺตุกา อาคนฺตุเกน อาวาสิกา อาคนฺตุเกน อาคนฺตุกาติ เปยฺยาลมุเขน สตฺต ติกสตานิ โหนฺติ ฯ