ทายกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ ทายกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ลุถึงพระนครสาวัตถี. ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกชื่ออุเทนได้ให้สร้างวิหารอุทิศต่อสงฆ์ไว้ในโกศลชนบท. เขาได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายจงมา ข้าพเจ้าปรารถนา จะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายตอบไปอย่างนี้ว่า ท่านอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ จำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนต้น หรือ ๓ เดือนหลัง ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก ขออุบาสก อุเทนจงรอชั่วระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจำพรรษา ออกพรรษาแล้วจึงจักไปได้ แต่ถ้าท่านจะมี กรณียกิจรีบด่วน จงให้ประดิษฐานวิหารไว้ในสำนักภิกษุเจ้าถิ่น ในโกศลชนบทนั้นนั่นแหละ. อุบาสกอุเทนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว พระคุณเจ้า ทั้งหลายจึงได้ไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นผู้บำรุงสงฆ์. ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ แม้เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้ ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต พึงกลับ ใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปใน สำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ .... ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้า ปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ .... ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้า ปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขา ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์เพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนนอน .... .... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ .... .... ได้ให้สร้างร้าน .... .... ได้ให้สร้างโรงกลม .... .... ได้ให้สร้างร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงครัว .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้ จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่าเขามีกิจหรือกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไป ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหะกรณียะได้ แต่เมื่อ เขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนาง ไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนาง ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ- *คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์ เพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนนอน .... .... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ .... .... ได้ให้สร้างร้าน .... .... ได้ให้สร้างโรงกลม .... .... ได้ให้สร้างร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขา เจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขอ อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญ ไปเสีย หรือว่า เขามีกิจ หรือกรณียะอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็น ภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... ภิกษุณีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สิกขมานาได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สามเณรได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สามเณรีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรีในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารเพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ- *คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะสหธรรมิก ๕
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเทสุ อุเทเนน อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหติ อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ ภควตา อาวุโส ปญฺญตฺตํ น วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ปุริมํ วา เตมาสํ ปจฺฉิมํ วา เตมาสํ อวสิตฺวา จาริกา ปกฺกมิตพฺพาติ อาคเมตุ อุเทโน อุปาสโก ยาว ภิกฺขู วสฺสํ วสนฺติ วสฺสํ วุตฺถา คมิสฺสนฺติ สเจ ปนสฺส อจฺจายิกํ กรณียํ ตตฺเถว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก วิหารํ ปติฏฺฐาเปตูติ ฯ อุเทโน อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภทนฺตา มยา ปหิเต น อาคจฺฉิสฺสนฺติ อหํ หิ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู อุเทนสฺส อุปาสกสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ {๒๑๐.๑} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อุปาสกสฺส อุปาสิกาย อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯเปฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๖} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลาโน วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺส กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๗} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๘} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๙} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลานา วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺสา กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๑๐} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนิยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สิกฺขมานาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณเรน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณริยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ. เธอได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย ว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ นี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไป ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไป ด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความ กระสัน หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผม ปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญ หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไป ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผม ปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิด จักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติควรอยู่ปริวาส. ถ้าเธอพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองต้องคารุกาบัติควรอยู่ปริวาส ขออาราธนาภิกษุ ทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ ขวนขวายให้ปาริวาส จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาภิกษุ ทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ ขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน สำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรมานัต ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนา การมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน สำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนา การมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภาน จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลาย มา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธี อย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่ง ภิกษุนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่ กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุณีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความกระสัน หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถา แก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญ หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิด จักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติ ควรมานัต. ถ้าเธอ จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองต้องครุกาบัติ ควรมานัต ขออาราธนาพระคุณเจ้า ทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ ขวนขวายให้มานัต แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาพระคุณเจ้า ทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการ ขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน สำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉัน ปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาห- *กรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภาน แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่ง ทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้า ทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่าง ไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่ง ภิกษุณีนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรือ อุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุณีนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ แก้ตัวได้ สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิกขมานาในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของ พระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สิกขมานาในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... .... สิกขาของสิกขมานาในศาสนานี้กำเริบ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สิกขาของดิฉันกำเริบแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของ พระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิกขมานาในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวาย ให้อุปสมบท จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน สำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมา ของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... สามเณรเป็นผู้ใคร่จะถามปี. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเอง ใคร่จะถามปี ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึง ไปด้วยตั้งใจว่า จักถาม หรือจักบอก แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา กระผม ปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวาย ให้อุปสมบท จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของ พระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลาน เภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรีในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... .... สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะถามปี .... สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะสมาทานสิกขา. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉัน เองใคร่จะสมาทานสิกขา ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระ- *คุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้อง กลับใน ๗ วัน.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปริวาสารโห ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน ปริวาสารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปริวาสทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มานตฺตารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มานตฺตารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๖} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ อพฺภานารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๗} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๘} กตํ วา ปนสฺส โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๙} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๐} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา โหติ มานตฺตารหา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา มานตฺตารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี มูลาย ปฏิกสฺสนารหา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๕} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี อพฺภานารหา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๖} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ กตํ วา ปนสฺสา โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๗} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๘} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานาย อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สิกฺขา กุปิตา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สิกฺขา เม กุปิตา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๙} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา อุปสมฺปชฺชิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๐} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๑} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณโร วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปุจฺฉิสฺสามิ วา อาจิกฺขิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๒} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร อุปสมฺปชฺชิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๓} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๔} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณริยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณรี วสฺสํ ปุจฺฉิตุกามา โหติ ฯ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ฯ สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล มารดาของภิกษุรูปหนึ่งได้ป่วยไข้. นางส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร จึงภิกษุนั้นได้ดำริว่า พระผู้มี พระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขา ไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้ สำหรับสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะ ต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา ก็นี่มารดาของเรากำลังป่วยไข้ และท่านก็มิใช่อุบาสิกา เราจะ พึงปฏิบัติอย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัส อนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวก แม้มิได้ส่งทูตมา เรา อนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี มารดาและบิดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขา ส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มารดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แม้เมื่อนางมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อนาง ส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บิดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของฉันจงมา ฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แม้เมื่อเขามิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเขา ส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่ชายน้องชายของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูต ไปในสำนักภิกษุผู้พี่ชายน้องชายว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของกระผมจงมา กระผม ปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะ ได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่หญิงน้องหญิงของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่ง ทูตไปในสำนักภิกษุว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมา ของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อ เขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ญาติของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปสำนัก ภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพระคุณเจ้าจงมา กระผมปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปใน สำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ ทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่ง ทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะกิจของสงฆ์
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน มาตา คิลานา โหติ ฯ สา ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลานา อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต อยญฺจ เม มาตา คิลานา สา จ อนุปาสิกา กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา มาตุยา จ ปิตุสฺส จ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส มาตา คิลานา โหติ ฯ สา เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ปิตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภาตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภาตุโน สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภคินี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขุสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ญาตโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขุสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ ภทนฺโต อิจฺฉามิ ภทนฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภติโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล มหาวิหารของสงฆ์ชำรุดลง อุบาสกคนหนึ่งได้ให้ตัดเครื่อง ทัพพสัมภาระไว้ในป่า. เขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงขน เครื่องทัพพสัมภาระนั้นไปได้ กระผมขอถวายเครื่องทัพพสัมภาระนั้น. ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปได้เพราะกรณียะของสงฆ์ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ จบ. วัสสาวาสภาณวารที่ ๑ จบ -----------------------------------------------------
เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส มหาวิหาโร อุทฺริยติ อญฺญตเรน อุปาสเกน อรญฺเญ ภณฺฑํ เฉทาปิตํ โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ สเจ ภทนฺตา ตํ ภณฺฑํ อวหาเปยฺยุํ ทชฺชาหํ ตํ ภณฺฑนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สงฺฆกรณีเยน คนฺตุํ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ วสฺสาวาสภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ