This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระวินัยปิฎก

พระพุทธานุญาตให้มอบปวารณา

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๒๒๙–๒๓๑พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑3 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ พระพุทธานุญาตให้มอบปวารณา

๒๒๙

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงประชุมกัน สงฆ์จักปวารณา. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ยังมีภิกษุอาพาธอยู่ เธอมาไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธมอบปวารณา. วิธีมอบปวารณา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงมอบอย่างนี้:- ภิกษุอาพาธนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่งประคอง อัญชลีแล้วกล่าวคำมอบปวารณาอย่างนี้ว่า:- ข้าพเจ้าขอมอบปวารณา ขอท่านจงนำปวารณาของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงปวารณา แทนข้าพเจ้า ภิกษุรับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยกายด้วยวาจาก็ได้ เป็นอันภิกษุอาพาธมอบปวารณา แล้ว. ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยกายด้วยวาจา ไม่เป็นอันภิกษุอาพาธมอบ ปวารณา. หากได้ภิกษุผู้รับอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย พึงใช้เตียงหรือตั่ง หามภิกษุอาพาธนั้นมาในท่ามกลางสงฆ์แล้วปวารณา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากพวกภิกษุผู้พยาบาลไข้ มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า หากพวกเรา จักย้ายภิกษุอาพาธ อาพาธจักกำเริบหนัก หรือมิฉะนั้นจักถึงมรณภาพ ดังนี้ ไม่พึงย้ายภิกษุอาพาธ สงฆ์พึงไปปวารณาในสำนักภิกษุอาพาธนั้น แต่สงฆ์เป็นวรรคไม่พึงปวารณา หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาหลบไป เสียจากที่นั้นแล ภิกษุอาพาธพึงมอบปวารณาแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาสึกเสีย ณ ที่นั้นแหละ .... ถึงมรณภาพ ปฏิญาณเป็นสามเณร ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขา ปฏิญาณเป็นผู้ต้อง อันติมวัตถุ ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริต ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่าย เพราะเวทนา ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐาน ไม่ทำคืนอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละคืนทิฏฐิอันลามก ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์ ปฏิญาณเป็นไถยสังวาส ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีตเดียรถีย์ ปฏิญาณเป็นดิรัจฉาน ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่า มารดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าบิดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ ปฏิญาณเป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ปฏิญาณเป็นผู้ทำลายสงฆ์ ปฏิญาณเป็นผู้ทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ปฏิญาณเป็น อุภโตพยัญชนก ภิกษุอาพาธจึงมอบปวารณาแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาหลบไปเสีย ในระหว่างทาง ปวารณาไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาสึกเสีย ในระหว่างทาง ถึงมรณภาพ .... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ปวารณาไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว หลบไปเสีย ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว สึกเสีย ถึงมรณภาพ .... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว หลับเสียมิได้บอก ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว ภิกษุผู้นำปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว เข้าสมาบัติ มิได้บอก ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว ภิกษุผู้นำปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว เผลอไปไม่ได้บอก ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว ภิกษุผู้นำปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปวารณาแล้ว หากภิกษุผู้นำปวารณาเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว แกล้งไม่บอก ปวารณาเป็นอันนำมาแล้ว แต่ภิกษุผู้นำปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในวันปวารณา เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มอบปวารณา มอบฉันทะด้วย เผื่อสงฆ์จะมีกรณียกิจ. หมู่ญาติเป็นต้นจับภิกษุ

อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ สนฺนิปตถ ภิกฺขเว สงฺโฆ ปวาเรสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ ภนฺเต ภิกฺขุ คิลาโน โส อนาคโตติ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา ปวารณํ ทาตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ทาตพฺพา ฯ เตน คิลาเนน ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ปวารณํ ทมฺมิ ปวารณํ เม หร มมตฺถาย ปวาเรหีติ กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ ทินฺนา โหติ ปวารณา ฯ น กาเยน วิญฺญาเปติ น วาจาย วิญฺญาเปติ น กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ น ทินฺนา โหติ ปวารณา ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ โส ภิกฺขเว คิลาโน ภิกฺขุ มญฺเจน วา ปีเฐน วา สงฺฆมชฺเฌ อาเนตฺวา ปวาเรตพฺพํ ฯ สเจ ภิกฺขเว คิลานุปฏฺฐากานํ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ สเจ โข มยํ คิลานํ ฐานา จาเวสฺสาม อาพาโธ วา อภิวฑฺฒิสฺสติ กาลกิริยา วา ภวิสฺสตีติ ฯ น ภิกฺขเว คิลาโน ฐานา จาเวตพฺโพ สงฺเฆน ตตฺถ คนฺตฺวา ปวาเรตพฺพํ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๒๒๙.๑} ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย ตตฺเถว ปกฺกมติ อญฺญสฺส ทาตพฺพา ปวารณา ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย ตตฺเถว วิพฺภมติ ฯเปฯ กาลํ กโรติ สามเณโร ปฏิชานาติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ปฏิชานาติ อนฺติมวตฺถุํ อชฺฌาปนฺนโก ปฏิชานาติ อุมฺมตฺตโก ปฏิชานาติ ขิตฺตจิตฺโต ปฏิชานาติ เวทนฏฺโฏ ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปณฺฑโก ปฏิชานาติ เถยฺยสํวาสโก ปฏิชานาติ ติตฺถิยปกฺกนฺตโก ปฏิชานาติ ติรจฺฉานคโต ปฏิชานาติ มาตุฆาตโก ปฏิชานาติ ปิตุฆาตโก ปฏิชานาติ อรหนฺตฆาตโก ปฏิชานาติ ภิกฺขุนีทูสโก ปฏิชานาติ สงฺฆเภทโก ปฏิชานาติ โลหิตุปฺปาทโก ปฏิชานาติ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อญฺญสฺส ทาตพฺพา ปวารณา ฯ {๒๒๙.๒} ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย อนฺตรามคฺเค ปกฺกมติ อนาหฏา โหติ ปวารณา ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย อนฺตรามคฺเค วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อนาหฏา โหติ ปวารณา ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต ปกฺกมติ อาหฏา โหติ ปวารณา ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อาหฏา โหติ ปวารณา ฯ {๒๒๙.๓} ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต สุตฺโต น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปวารณา ปวารณาหารกสฺส อนาปตฺติ ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต สมาปนฺโน น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปวารณา ปวารณาหารกสฺส อนาปตฺติ ฯ ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต ปมตฺโต น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปวารณา ปวารณาหารกสฺส อนาปตฺติ ฯ {๒๒๙.๔} ปวารณาหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปวารณาย สงฺฆปฺปตฺโต สญฺจิจฺจ น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปวารณา ปวารณาหารกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตทหุปวารณาย ปวารณํ เทนฺเตน ฉนฺทมฺปิ ทาตุํ สนฺติ สงฺฆสฺส กรณียนฺติ ฯ

๒๓๐

ก็โดยสมัยนั้นแล ถึงวันปวารณา หมู่ญาติได้จับภิกษุรูปหนึ่งไว้. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในวันปวารณา พวกญาติจับภิกษุในศาสนานี้ไว้. หมู่ญาติเหล่านั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านกรุณาปล่อยภิกษุรูปนี้สักครู่หนึ่ง พอภิกษุรูปนี้ปวารณาเสร็จ. หากได้การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ หมู่ญาติเหล่านั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายขอพวกท่านกรุณารออยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งสักครู่ก่อน พอภิกษุรูปนี้ มอบปวารณาเสร็จ. หากได้การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านกรุณานำภิกษุนี้ไปนอกสีมาสักครู่หนึ่ง พอสงฆ์ปวารณาเสร็จ. ถ้าได้ การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ สงฆ์เป็นวรรค ไม่พึงปวารณา หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในวันปวารณา พระราชาทั้งหลายได้จับภิกษุในศาสนานี้ไว้ .... พวกโจรได้จับ .... พวกนักเลงได้จับ .... พวกภิกษุที่เป็นข้าศึกได้จับภิกษุในศาสนานี้ไว้. พวกนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านกรุณาปล่อยภิกษุนี้สักครู่หนึ่ง พอภิกษุรูปนี้ปวารณาเสร็จ. หากได้การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ พวกนั้นอัน ภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านกรุณารออยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง สักครู่ก่อน พอภิกษุนี้มอบปวารณาเสร็จ. หากได้การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ พวกนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านกรุณาพาภิกษุรูปนี้ ไปนอกสีมาสักครู่หนึ่ง พอสงฆ์ปวารณาเสร็จ. หากได้การขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่ได้ สงฆ์เป็นวรรคไม่พึงปวารณา หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ปวารณาเป็นการสงฆ์

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรํ ภกฺขุํ ตทหุปวารณาย ญาตกา คณฺหึสุ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ตทหุปวารณาย ญาตกา คณฺหนฺติ ฯ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ มุญฺจถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปวาเรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต มุหุตฺตํ เอกมนฺตํ โหถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปวารณํ เทตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ นิสฺสีมํ เนถ ยาว สงฺโฆ ปวาเรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๒๓๐.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ตทหุปวารณาย ราชาโน คณฺหนฺติ โจรา คณฺหนฺติ ธุตฺตา คณฺหนฺติ ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา คณฺหนฺติ ฯ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ มุญฺจถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปวาเรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต มุหุตฺตํ เอกมนฺตํ โหถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปวารณํ เทตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ นิสฺสีมํ เนถ ยาว สงฺโฆ ปวาเรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๒๓๑

ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๕ รูป จึงภิกษุเหล่านั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า พึงปวารณาเป็นการสงฆ์ ก็พวกเรามีอยู่เพียง ๕ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์. ปวารณาเป็นการคณะ สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ก็พวกเรา มีอยู่เพียง ๔ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี พระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณา ต่อกัน. วิธีทำคณะปวารณา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งหลายพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ญัตติกรรมวาจา ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าความพร้อมพรั่งของท่าน ทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงปวารณากันเถิด. ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำปวารณา ต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า คำปวารณา เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟัง ก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟัง ก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. คณะปวารณา (พระ ๓ รูป) สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณามีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ก็พวกเรามีอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน วิธีทำคณะปวารณา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งหลายพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ญัตติกรรมวาจา ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าความพร้อมพรั่งของท่าน ทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงปวารณากันเถิด. ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:- คำปวารณา เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วย สงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วย ได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็น อยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วย ได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็น อยู่จักทำคืนเสีย. คณะปวารณา (พระ ๒ รูป) สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จึงภิกษุทั้งสอง นั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน ก็เรามีอยู่ด้วยกันสองรูป จะพึง ปวารณากันอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป ปวารณาต่อกัน. วิธีทำคณะปวารณา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งสองพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำปวารณา ต่อภิกษุผู้นวกอย่างนี้ ว่าดังนี้:- เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอ จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอเธอจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอเธอจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ ว่าดังนี้:- ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านจง อาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. อธิษฐานปวารณา สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่รูปเดียว จึงภิกษุนั้นได้มีความ ปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๒ รูป ปวารณาต่อกัน ก็เรามีอยู่รูปเดียว จะพึงปวารณากันได้อย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุใน ศาสนานี้อยู่รูปเดียว. ภิกษุนั้นพึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมาแห่งภิกษุทั้งหลาย คือ จะเป็นโรงฉัน มณฑปหรือโคนต้นไม้ ก็ตาม แล้วจัดตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้ ปูอาสนะ ตามประทีป แล้วนั่งรออยู่. หากมีภิกษุเหล่าอื่นมา พึงปวารณาร่วมกับพวกเธอ หากไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า ปวารณาของเรา วันนี้ หากไม่อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๕ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว ๔ รูปปวารณาเป็นการสงฆ์ไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่งมา แล้ว ๓ รูปปวารณาต่อกันไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว ๒ รูปปวารณาต่อกันไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว อีกรูปหนึ่งอธิษฐานไม่ได้ หากขืนอธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ปญฺจ ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ สงฺเฆน ปวาเรตพฺพนฺติ มยญฺจมฺห ปญฺจ ชนา กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย จตฺตาโร ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ มยญฺจมฺห จตฺตาโร ชนา กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน เต ภิกฺขู ญาเปตพฺพา {๒๓๑.๑} สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺโต อชฺช ปวารณา ฯ ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ มยํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรยฺยามาติ ฯ {๒๓๑.๒} เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา อหํ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๓} นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๔} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ตโย ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ มยญฺจมฺห ตโย ชนา กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน เต ภิกฺขู ญาเปตพฺพา {๒๓๑.๕} สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺตา อชฺช ปวารณา ฯ ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ มยํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรยฺยามาติ ฯ {๒๓๑.๖} เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา อหํ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๗} นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๘} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เทฺว ภิกฺขู วิหรนฺติ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ มยญฺจมฺห เทฺว ชนา กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา นโว ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย อหํ อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๙} นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เถโร ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ทุติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ {๒๓๑.๑๐} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เอโก ภิกฺขุ วิหรติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ทฺวินฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ อหญฺจมฺหิ เอกโก กถํ นุ โข มยา ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ {๒๓๑.๑๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เอโก ภิกฺขุ วิหรติ ฯ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ยตฺถ ภิกฺขู ปฏิกฺกมนฺติ อุปฏฺฐานสาลาย วา มณฺฑเป วา รุกฺขมูเล วา โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปตฺวา อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ปทีปํ กตฺวา นิสีทิตพฺพํ ฯ สเจ อญฺเญ ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ เตหิ สทฺธึ ปวาเรตพฺพํ โน เจ อาคจฺฉนฺติ อชฺช เม ปวารณาติ อธิฏฺฐาตพฺพํ โน เจ อธิฏฺฐเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ ปญฺจ ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา จตูหิ สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ จตฺตาโร ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา ตีหิ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ ตโย ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา ทฺวีหิ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตพฺพํ ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ เทฺว ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา เอเกน อธิฏฺฐาตพฺพํ อธิฏฺฐเหยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย