This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๖

本册其他条目

เรื่องภิกษุนิสิตของพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ วิธีลงตัชชนียกรรมและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยตัชชนียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยตัชชนียกรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงตัชชนียกรรม ๖ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในตัชชนียกรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับตัชชนียกรรม ปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรม วิธีระงับตัชชนียกรรมและกรรมวาจาเรื่องภิกษุเสยยสกะ วิธีลงนิยสกรรมและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยนิยสกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยนิยสกรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงนิยสกรรม ๖ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในนิยสกรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับนิยสกรรม ปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับนิยสกรรม วิธีระงับนิยสกรรมและกรรมวาจาเรื่องภิกษุชื่อว่าอัสสชิและปุนัพพสุกะ อุบาสกเล่าเรื่องให้ฟัง วิธีลงปัพพาชนียกรรมและกรรมวาจาลงปัพพาชนียกรรม อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปัพพาชนียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปัพพาชนียกรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานจุททสกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงปัพพาชนียกรรม ๑๔ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในปัพพาชนียกรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม วิธีระงับปัพพาชนียกรรมและกรรมวาจาเรื่องพระสุธรรม พระสุธรรมวิวาทกับจิตตคหบดี วิธีลงปฏิสารณียกรรมและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปฏิสารณียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปฏิสารณียกรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานจตุกกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงปฏิสารณียกรรม ๔ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในปฏิสารณียกรรม สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม วิธีให้พระอนุทูตและกรรมวาจา วิธีขอขมาของภิกษุสุธรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม ปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม วิธีระงับปฏิสารณียกรรมและกรรมวาจาเรื่องภิกษุพระฉันนะ วิธีลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานจตุกกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงปฏิสารณียกรรม ๔ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในปฏิสารณียกรรม สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม วิธีให้พระอนุทูตและกรรมวาจา วิธีขอขมาของภิกษุสุธรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม ปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม วิธีระงับปฏิสารณียกรรมและกรรมวาจาเรื่องภิกษุชื่อฉันนะ วิธีลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ๖ หมวด เตจัตตาฬีสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๔๓ ข้อในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ วิธีระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติและกรรมวาจาเรื่องภิกษุอริฏฐะ วิธีลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปและกรรมวาจา อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปที่ชอบธรรม ๑๒ หมวดอากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ๖ หมวด เตจัตตาฬีสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๔๓ ข้อในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม นัปปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป วิธีระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปและกรรมวาจารวมสาระสำคัญที่มีในกัมมขันธกะ๑. ปาริวาสิกวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้อยู่ปริวาส วัตร ๙๔ ข้อของภิกษุผู้อยู่ปริวาส รัตติเฉท ว่าด้วยเหตุให้ขาดราตรี ๓ อย่าง ทรงอนุญาตให้เก็บปริวาส วิธีเก็บปริวาส ทรงอนุญาตให้สมาทานปริวาส วิธีสมาทานปริวาส๒. มูลายปฏิกัสสนารหวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม๓. มานัตตารหวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้ควรแก่มานัต วัตร ๗๙ ข้อของภิกษุผู้ควรแก่มานัต๔. มานัตตจาริกวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้ประพฤติมานัต วัตร ๙๔ ข้อของภิกษุผู้ประพฤติมานัต รัตติเฉท ว่าด้วยเหตุให้ขาดราตรี ๔ อย่าง ทรงอนุญาตให้เก็บมานัต วิธีเก็บมานัต ทรงอนุญาตให้สมาทานมานัต วิธีสมาทานมานัต๕. อัพภานารหวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน วัตร ๗๙ ข้อของภิกษุผู้ควรแก่อัพภานรวมเรื่องที่มีในปาริวาสิกขันธกะเรื่องพระอุทายี อัปปฏิจฉันนมานัตตะ ว่าด้วยมานัตเพื่ออาบัติที่ไม่ได้ปิดไว้และกรรมวาจา อัปปฏิจฉันนอัพภาน ว่าด้วยอัพภานสำหรับอาบัติที่ไม่ได้ปิดไว้ วิธีอัพภานและกรรมวาจาเอกาหปฏิจฉันนปริวาส ว่าด้วยปริวาสสำหรับอาบัติที่ปิดไว้วันเดียว วิธีให้ปริวาส และกรรมวาจา เอกาหปฏิจฉันนมานัตตะ ว่าด้วยมานัตสำหรับอาบัติที่ปิดไว้วันเดียว วิธีให้มานัต ๖ ราตรี และกรรมวาจา เอกาหปฏิจฉันนอัพภาน ว่าด้วยอัพภานสำหรับอาบัติปิดไว้วันเดียว วิธีอัพภานและกรรมวาจา ปัญจาหปฏิจฉันนปริวาส ว่าด้วยปริวาสสำหรับอาบัติปิดไว้ ๕ วัน วิธีให้ปริวาสและกรรมวาจาปาริวาสิกมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้อยู่ปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม มานัตตารหมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ควรแก่มานัตเข้าหาอาบัติเดิมติกาปัตติมานัตตะ ว่าด้วยมานัตเพื่ออาบัติ ๓ ตัว วิธีให้มานัตเพื่ออาบัติ ๓ ตัว และกรรมวาจามานัตตจาริกมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ประพฤติมานัตเข้าหาอาบัติเดิม วิธีชักเข้าหาอาบัติเดิม และกรรมวาจา วิธีให้มานัตและกรรมวาจาอัพภานารหมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ควรแก่อัพภานเข้าหาอาบัติเดิม มูลายปฏิกัสสิตอัพภาน ว่าด้วยอัพภานภิกษุผู้ถูกชักเข้าหาอาบัติเดิม วิธีอัพภาน และกรรมวาจาปักขปฏิจฉันนปริวาส ว่าด้วยปริวาสสำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ๑ ปักษ์ วิธีให้ปักขปริวาส และกรรมวาจาปักขปริวาสิกมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้อยู่ปักขปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม วิธีชักเข้าหาอาบัติเดิม และกรรมวาจา สโมธานปริวาส ว่าด้วยสโมธานปริวาสเพื่ออาบัติตัวก่อนและกรรมวาจา มานัตตารหมูลายปฏิกัสสนาทิ ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ควรแก่มานัตเข้าหาอาบัติเดิมเป็นต้นติกาปัตติมานัตตะ ว่าด้วยมานัตเพื่ออาบัติ ๓ ตัว วิธีให้มานัตและกรรมวาจา มานัตตจาริกมูลายปฏิกัสสนาทิ ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ประพฤติมานัตเข้าหาอาบัติเดิมเป็นต้นอัพภานารหมูลายปฏิกัสสนาทิ ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ควรแก่อัพภานเข้าหาอาบัติเดิมเป็นต้น ปักขปฏิจฉันนอัพภาน ว่าด้วยอัพภานสำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ๑ ปักษ์และกรรมวาจา วิธีอัพภาน และกรรมวาจาอัคฆสโมธานปริวาส, วิธีให้อัคฆสโมธานปริวาส คำขออัคฆสโมธานปริวาส, กรรมวาจาให้อัคฆสโมธานปริวาส๒. ปริวาส ว่าด้วยการอยู่ชดใช้ อัคฆสโมธานปริวาส ว่าด้วยปริวาสประมวลค่าแห่งอาบัติ และกรรมวาจา สัพพจิรปฏิจฉันนอัคฆสโมธาน ว่าด้วยปริวาสประมวลค่าแห่งอาบัติที่ปิดไว้นานกว่าอาบัติทั้งหมดเข้าด้วยกันสงฆ์ได้ให้ปริวาส ๒ เดือน วิธีให้ปริวาสสำหรับเดือนนอกนี้และกรรมวาจา อยู่ปริวาส ๒ เดือน เพื่ออาบัติ ๒ ตัว ปิดไว้ ๒ เดือน ภิกษุผู้ควรแก่มานัตอยู่ปริวาส ๒ เดือน เพื่ออาบัติ ๒ ตัว ปิดไว้ ๒ เดือนสุทธันตปริวาส ปริวาสสำหรับอาบัติหลายตัว ปิดไว้หลายคราว วิธีให้สุทธันตปริวาสและกรรมวาจา วิธีให้สุทธันตปริวาส วิธีให้ปริวาสภิกษุอยู่ปริวาสสึก ภิกษุอยู่ปริวาสลดฐานะเป็นสามเณร ภิกษุอยู่ปริวาสวิกลจริต ภิกษุอยู่ปริวาสมีจิตฟุ้งซ่าน ภิกษุอยู่ปริวาสกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ภิกษุอยู่ปริวาสถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ภิกษุอยู่ปริวาสถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่ทำคืนอาบัติ ภิกษุอยู่ปริวาสถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่สละทิฏฐิบาป ภิกษุควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิมสึกภิกษุผู้ควรแก่มานัตสึก ภิกษุผู้ควรแก่มานัตลดฐานะเป็นสามเณรเป็นต้น ภิกษุผู้ประพฤติมานัตสึก ภิกษุผู้ประพฤติมานัตลดฐานะเป็นสามเณรเป็นต้นภิกษุผู้ควรแก่อัพภานสึก ภิกษุผู้ควรแก่อัพภานลดฐานะเป็นสามเณรเป็นต้นภิกษุกำลังอยู่ปริวาสต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุผู้ควรแก่มานัตต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุผู้ประพฤติมานัตต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุผู้ควรแก่อัพภานต้องอาบัติสังฆาทิเสส๕. มานัตตสตะ ว่าด้วยกรณีตัวอย่างการให้มานัต ๑๐๐ กรณี๖. สมูลายสโมธานปริวาสจตุสตะ ว่าด้วยสโมธานปริวาสกับการชักเข้าหาอาบัติเดิม ๔๐๐ กรณี ๗. ปริมาณาทิวารอัฏฐกะ ว่าด้วยวาระอาบัติมีจำนวนนับได้เป็นต้น ๘ กรณี๘. เทฺวภิกขุวารเอกาทสกะ ว่าด้วยวาระการให้มานัตแก่ภิกษุ ๒ รูป ๑๑ กรณี๙. มูลายอวิสุทธินวกะ ว่าด้วยความไม่หมดจดจากอาบัติเดิม ๙ กรณี ๑๐. มูลายวิสุทธินวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัติเดิม ๙ กรณี๑๑. ตติยนวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัติโดยขั้นตอนที่ ๓ รวม ๙ กรณีรวมเรื่องที่มีในสมุจจยขันธกะเรื่องพระฉัพพัคคีย์ ธรรมวาทีและอธรรมวาที กัณหปักขนวกะ ว่าด้วยธรรมฝ่ายดำ ๙ อย่าง สัมมุขาวินัยปฏิรูป สุกกปักขนวกะ ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว ๙ อย่าง สัมมุขาวินัยโดยธรรมเรื่องพระทัพพมัลลบุตร แต่งตั้งเสนาสนปัญญาปกะและภัตตุทเทสกะ วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจาแต่งตั้งเรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ภิกษุณีเมตติยาใส่ความพระทัพพมัลลบุตร วิธีให้สติวินัยและกรรมวาจา การให้สติวินัยที่ชอบธรรม ๕ อย่างเรื่องภิกษุชื่อคัคคะ วิธีให้อมูฬหวินัย และกรรมวาจา อมูฬหวินัยไม่ชอบธรรม ๓ กรณี อมูฬหวินัยชอบธรรม ๓ กรณีเรื่องพระฉัพพัคคีย์ ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรมเรื่องภิกษุหลายรูป วิธีแต่งตั้งและกรรมวาจา การจับสลากที่ไม่ชอบธรรม ๑๐ อย่าง การจับสลากที่ชอบธรรม ๑๐ อย่างเรื่องพระอุปวาฬะ วิธีลงตัสสปาปิยสิกากรรมและกรรมวาจา ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ชอบธรรม ๕ อย่างอธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยตัสสปาปยสิกากรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยตัสสปาปิยสิกากรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวด อากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังที่จะลงตัสสปาปิยสิกากรรม ๖ หมวด อัฏฐารสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในตัสสปาปิยสิกากรรมเรื่องภิกษุก่อความวุ่นวาย พุทธานุญาตให้ระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะ วิธีระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะ และกรรมวาจาเรื่องภิกษุและภิกษุณีวิวาทกัน ๑. วิวาทาธิกรณ์ ๒. อนุวาทาธิกรณ์ ๓. อาปัตตาธิกรณ์ ๔. กิจจาธิกรณ์ วิวาทมูล ๖ อกุศลมูล ๓ กุศลมูล ๓ มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ อนุวาทมูล ๖ กาย วาจา มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ มูลแห่งกิจจาธิกรณ์[๒๒๐] วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศลก็มี ฯ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ ๙. อธิกรณวูปสมนสมถะ ว่าด้วยความสงบระงับอธิกรณ์ สัมมุขาวินัย วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง อุพพาหิกายวูปสมนะ ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์ด้วยอุพพาหิกวิธี เยภุยยสิกาวินัย ติวิธสลากคาหะ ว่าด้วยการจับสลาก ๓ วิธีสติวินัย อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง วิธีให้สติวินัย และกรรมวาจา อมูฬหวินัย คำขออมูฬหวินัย และกรรมวาจา ตัสสปาปิยสิกาวินัย วิธีลงตัสสปาปิยสิกากรรมและกรรมวาจา ปฏิญญาตกรณะ อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง ติณวัตถารกะ วิธีระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะและกรรมวาจา

经典

เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ภิกษุณีเมตติยาใส่ความพระทัพพมัลลบุตร วิธีให้สติวินัยและกรรมวาจา การให้สติวินัยที่ชอบธรรม ๕ อย่าง

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

4 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ

๑๙๒

สมัยนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระบวชใหม่และมีบุญน้อย เสนาสนะของสงฆ์ชั้นเลว อาหารก็ชั้นเลวตกถึงท่านทั้งสอง ชาวกรุงราชคฤห์ต้องการ จะถวายบิณฑบาตแก่พระเถระทั้งหลายก็ถวายเนยใสบ้าง น้ำมันบ้าง แกงอ่อมบ้าง ที่จัดปรุงพิเศษ แต่พวกเขาถวายอาหารธรรมดาแก่พระเมตติยะและพระภุมมชกะตาม แต่จะหาได้ คือ ปลายข้าวกับน้ำผักดอง วันหนึ่ง ท่านทั้งสองกลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันเสร็จแล้ว เที่ยวถามภิกษุ ผู้เถระทั้งหลายว่า “มีอาหารอะไรบ้าง ในโรงฉันสำหรับพวกท่าน” พระเถระบางพวกตอบว่า “คุณทั้งสอง พวกเรามีเนยใส น้ำมัน แกงอ่อม” พระเมตติยะและพระภุมมชกะกล่าวว่า “พวกกระผมไม่มีอะไรเลย ขอรับ มีแต่ อาหารธรรมดา ตามแต่จะหาได้ คือ ปลายข้าวกับน้ำผักดอง” สมัยต่อมา คหบดีผู้ชอบถวายอาหารอย่างดี ถวายอาหารแก่สงฆ์วันละ ๔ ที่ เป็นนิตยภัต คหบดีพร้อมบุตรภรรยาอังคาสอยู่ใกล้ๆ ในโรงฉัน คนอื่นๆ ถามถึง ความต้องการข้าวสุก ถามถึงความต้องการกับข้าว ถามถึงความต้องการน้ำมัน ถาม ถึงความต้องการแกงอ่อม @เชิงอรรถ : @ วิ.มหา. (แปล) ๑/๓๘๓/๔๑๕-๔๑๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๓} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๒. สติวินัย วันต่อมา ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้เป็นภัตตุทเทสกะนิมนต์พระเมตติยะและพระ ภุมมชกะไปฉันภัตตาหารของคหบดีในวันรุ่งขึ้น วันเดียวกันนั้น คหบดีเดินทางไป อารามด้วยธุระบางอย่าง ได้เข้าไปหาท่านพระทัพพมัลลบุตรถึงสำนัก ครั้นถึงแล้ว ได้ไหว้ท่านพระทัพพมัลลบุตรแล้วนั่งลง ณ ที่สมควร ท่านพระทัพพมัลลบุตรชี้แจง คหบดีผู้ชอบถวายอาหารอย่างดีให้เห็นชัด ชวนให้อยากรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้ว คหบดีผู้ชอบถวาย อาหารอย่างดีถามว่า “ภัตตาหารที่จะถวายในวันพรุ่งนี้ที่เรือนของข้าพเจ้า ท่านนิมนต์ ภิกษุรูปไหนไปฉันขอรับ” ท่านพระทัพพมัลลบุตรตอบว่า “อาตมาจัดให้พระเมตติยะและพระภุมมชกะไป ฉัน” เขาไม่พอใจว่า “ทำไมจึงนิมนต์ภิกษุชั่วไปฉันภัตตาหารในบ้านเราเล่า” กลับไป บ้านแล้วสั่งหญิงรับใช้ว่า “แม่สาวใช้ พรุ่งนี้ เจ้าจงจัดอาสนะไว้ที่ซุ้มประตูแล้วเอา ปลายข้าวกับน้ำผักดองถวายภิกษุผู้มาฉันภัตตาหารนะ” หญิงรับใช้รับคำว่า “ได้เจ้าค่ะ” วันเดียวกันนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะกล่าวกันว่า “คุณ เมื่อวานนี้ เราได้รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในเรือนคหบดี พรุ่งนี้ คหบดีผู้ชอบถวายอาหารอย่างดี พร้อมด้วยบุตรภรรยา ก็จักมายืนอังคาสเราอยู่ใกล้ๆ คนอื่นถามถึงความต้องการ ข้าวสุก ถามถึงความต้องการกับข้าว ถามถึงความต้องการน้ำมัน ถามถึงความ ต้องการแกงอ่อม” เพราะความดีใจนั้น พอตกกลางคืน ท่านทั้งสองจึงจำวัดหลับไม่ เต็มที่ ครั้นเวลาเช้า ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเดินไปถึงนิเวศน์ของคหบดี หญิงรับใช้มองเห็นพระเมตติยะและพระภุมมชกะเดินมาแต่ไกล จึงจัดอาสนะไว้ ที่ซุ้มประตูกล่าวนิมนต์ว่า “พระคุณเจ้า นิมนต์นั่งเถิด เจ้าค่ะ” พระเมตติยะและพระภุมมชกะคิดว่า “เขาคงนิมนต์ให้พวกเรานั่งรอที่ซุ้มประตู จนกว่าภัตตาหารจะเสร็จ” ขณะนั้นหญิงรับใช้นำปลายข้าวกับน้ำผักดองไปถวายกล่าวว่า “พระคุณเจ้า นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๔} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๒. สติวินัย ท่านทั้งสองกล่าวว่า “น้องหญิง พวกอาตมารับนิมนต์มาฉันนิตยภัต” หญิงรับใช้ตอบว่า “ทราบเจ้าค่ะว่าท่านเป็นพระรับนิมนต์มาฉันนิตยภัต แต่เมื่อ วานนี้ คหบดีสั่งไว้ว่า ‘แม่สาวใช้ พรุ่งนี้ เจ้าจงจัดอาสนะไว้ที่ซุ้มประตูแล้วเอาปลาย ข้าวกับน้ำผักดองถวายภิกษุผู้มาฉันภัตตาหารนะ’ นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ” พระเมตติยะและพระภุมมชกะปรึกษากันว่า “เมื่อวานนี้เอง คหบดีผู้ชอบถวาย อาหารอย่างดีไปหาพระทัพพมัลลบุตรถึงอาราม สงสัยพวกเราคงถูกพระทัพพมัลล บุตรทำลายต่อหน้าคหบดีเป็นแน่” เพราะความเสียใจ ท่านทั้งสองจึงฉันภัตตาหาร ไม่ได้สมใจ ครั้นกลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันเสร็จแล้ว ถึงอาราม เก็บบาตรและ จีวรแล้วใช้ผ้าสังฆาฏิรัดเข่า นั่งภายนอกซุ้มประตูอาราม นิ่งอั้น เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่พูดจา ภิกษุณีเมตติยาใส่ความพระทัพพมัลลบุตร ครั้งนั้น ภิกษุณีเมตติยาเข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะถึงที่พัก ครั้น ถึงแล้วได้กล่าวกับพระเมตติยะและพระภุมมชกะดังนี้ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันไหว้ เจ้าค่ะ” เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้น พระเมตติยะและภุมมชกะก็ไม่พูดด้วย แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ภิกษุณีเมตติยากล่าวกับพระเมตติยะและพระภุมมชกะว่า “ดิฉัน ไหว้ เจ้าค่ะ” แม้ครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็ไม่ยอมพูดด้วย ภิกษุณีเมตติยากล่าวต่อไปว่า “ดิฉันทำผิดอย่างไรต่อพระคุณเจ้า ทำไม พระ คุณเจ้าจึงไม่ยอมพูดกับดิฉัน” ภิกษุทั้งสองตอบว่า “จริงอย่างนั้นแหละ น้องหญิง พวกเราถูกพระทัพพมัลล- บุตรเบียดเบียน เธอยังเพิกเฉยอยู่ได้” ภิกษุณีเมตติยาถามว่า “ดิฉันจะช่วยได้อย่างไร เจ้าค่ะ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๕} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๒. สติวินัย ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ถ้าเธอเต็มใจช่วย วันนี้แหละพระผู้มีพระภาคต้องให้พระ ทัพพมัลลบุตรสึก” ภิกษุณีเมตติยาถามว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะทำอย่างไร จะช่วยได้ด้วยวิธีไหน” ภิกษุทั้งสองตอบว่า “มาเถิด น้องหญิง เธอจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นถึงแล้ว จงกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า เรื่องนี้ ไม่สมควร ไม่เหมาะสม ทิศที่เคยปลอดภัยก็กลับมีภัย ทิศที่ไม่เคยมีเสนียดจัญไรก็ กลับมีเสนียดจัญไร ทิศที่ไม่เคยมีอุปัททวะก็กลับมีอุปัททวะ ในที่ที่ไม่เคยมีลมก็กลับ มีลมแรง น้ำก็ดูเป็นเหมือนน้ำร้อนขึ้นมา หม่อมฉันถูกพระทัพพมัลลบุตรข่มขืน” ภิกษุณีเมตติยารับคำของพระเมตติยะและพระภุมมชกะแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่ สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า “เรื่องนี้ไม่สมควร ไม่เหมาะสม ทิศที่ เคยปลอดภัยก็กลับมีภัย ที่ที่ไม่เคยมีเสนียดจัญไรก็กลับมีเสนียดจัญไร ทิศที่ไม่เคย มีอุปัททวะก็กลับมีอุปัททวะ ในที่ที่ไม่เคยมีลมก็กลับมีลมแรง น้ำก็ดูเป็นเหมือนน้ำ ร้อนขึ้นมา หม่อมฉันถูกพระทัพพมัลลบุตรข่มขืน” ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม

๑๙๓

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจำได้ไหมว่าได้ทำตามที่ภิกษุณี นี่กล่าวหา” ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรง ทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ทัพพะ เธอจำได้ไหมว่าได้ทำตามที่ภิกษุณีนี่กล่าวหา” พระทัพพมัลลบุตรก็กราบทูลว่า “พระ พุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๖} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๒. สติวินัย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ทัพพะ บัณฑิตย่อมไม่แก้คำกล่าวหาอย่างนี้ ถ้า เธอทำก็จงบอกว่าทำ ถ้าเธอไม่ได้ทำ ก็จงบอกว่าไม่ได้ทำ” พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่เกิดมา ข้าพระ- พุทธเจ้าไม่รู้จักการเสพเมถุนธรรมแม้ในความฝัน ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อตอนตื่นอยู่” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงให้นางภิกษุณีเมตติยาสึก จงสอบถามภิกษุเหล่านี้” แล้ว เสด็จจากที่ประทับเข้าพระวิหาร หลังจากนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงให้นางภิกษุณีเมตติยาสึก แต่พระเมตติยะและ พระภุมมชกะได้แจ้งภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายอย่าให้นางภิกษุณีเมตติยาสึกเลย นางไม่มีความผิด พวกกระผมโกรธ ไม่พอใจ ต้องการให้พระทัพพมัลลบุตรพ้นจาก พรหมจรรย์ จึงชักจูงนาง” ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านใส่ความพระทัพพมัลลบุตร ด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูลหรือ” บรรดาภิกษุผู้มักน้อยพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระเมตติยะ และพระภุมมชกะจึงใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูลเล่า” แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุ เมตติยะและภิกษุภุมมชกะใส่ความทัพพมัลลบุตรด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูล จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถา รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงให้สติวินัยแก่ทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่ง สติแล้ว” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๗} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๒. สติวินัย วิธีให้สติวินัยและกรรมวาจา ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงให้สติวินัยอย่างนี้ คือ ภิกษุทัพพมัลลบุตรนั้น พึงเข้า ไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษาทั้งหลาย นั่ง กระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะ เหล่านี้ ใส่ความกระผมด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูล กระผมนั้นถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกับสงฆ์” พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ว่า “ท่านผู้เจริญ ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะเหล่านี้ใส่ ความกระผมด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูล กระผมนั้นถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัย กับสงฆ์” ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

๑๙๔

“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะ เหล่านี้ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตร เป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกับสงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว นี่เป็นญัตติ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะเหล่านี้ ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยสีลวิบัติที่ไม่มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกับสงฆ์ สงฆ์ให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพ- มัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้สติวินัยแก่ท่าน พระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็น ด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุ เมตติยะและภิกษุภุมมชกะเหล่านี้ ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยสีลวิบัติที่ไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๐๘} พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๓. อมูฬหวินัย มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกับสงฆ์ สงฆ์ให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตร ผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ท่านรูปใด เห็นด้วยกับการให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตร ผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง สติวินัย สงฆ์ให้แล้วแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตร ผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” การให้สติวินัยที่ชอบธรรม ๕ อย่าง

๑๙๕

ภิกษุทั้งหลาย การให้สติวินัยที่ชอบธรรมมี ๕ อย่างนี้ คือ ๑. ภิกษุเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องอาบัติ ๒. ผู้อื่นโจทภิกษุนั้น ๓. ภิกษุนั้นขอ ๔. สงฆ์ให้สติวินัยแก่ภิกษุนั้น ๕. สงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยธรรมให้ ภิกษุทั้งหลาย การให้สติวินัยที่ชอบธรรมมี ๕ อย่างนี้แล สติวินัย จบ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้