เรื่องการเปลือยกาย
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องการเปลือยกาย
สมัยนั้น ภิกษุเปลือยกายไหว้ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกาย ไหว้ภิกษุไม่เปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือย กายให้ภิกษุไม่เปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือยกายทำบริกรรมให้แก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายใช้ให้ทำบริกรรมแก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายให้ของแก่ ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายรับประเคน เปลือยกายเคี้ยว เปลือยกายฉัน เปลือยกายลิ้มรส เปลือยกายดื่ม ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเปลือยกายไม่พึง ไหว้ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายไม่พึงไหว้ภิกษุเปลือยกายไม่พึงให้ภิกษุ เปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือยกายไม่พึงให้ภิกษุไม่เปลือยกายไหว้ตน ไม่พึง เปลือยกายทำบริกรรมแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงใช้ภิกษุเปลือยกายทำบริกรรม ไม่พึงเปลือยกายให้ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายรับประเคน ไม่ พึงเปลือยกายเคี้ยวของ ไม่พึงเปลือยกายฉันอาหาร ไม่พึงเปลือยกายลิ้มรส ไม่ พึงเปลือยกายดื่ม รูปใดดื่ม ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ เรื่องศาลาเรือนไฟและบ่อน้ำ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู นคฺคา นคฺคํ อภิวาเทนฺติ ฯ นคฺคา อนคฺคํ อภิวาเทนฺติ ฯ นคฺคา นคฺคํ อภิวาทาเปนฺติ ฯ นคฺคา อนคฺคํ อภิวาทาเปนฺติ ฯ นคฺคา นคฺคสฺส ปริกมฺมํ กโรนฺติ ฯ นคฺคา นคฺคสฺส ปริกมฺมํ การาเปนฺติ ฯ นคฺคา นคฺคสฺส เทนฺติ ฯ นคฺคา ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ นคฺคา ขาทนฺติ ฯ นคฺคา ภุญฺชนฺติ ฯ นคฺคา สายนฺติ ฯ นคฺคา ปิวนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว นคฺเคน นคฺโค อภิวาเทตพฺโพ น นคฺเคน อภิวาเทตพฺพํ น นคฺเคน นคฺโค อภิวาทาเปตพฺโพ น นคฺเคน อภิวาทาเปตพฺพํ น นคฺเคน นคฺคสฺส ปริกมฺมํ กาตพฺพํ น นคฺเคน ปริกมฺมํ การาเปตพฺพํ น นคฺเคน นคฺคสฺส ทาตพฺพํ น นคฺเคน ปฏิคฺคเหตพฺพํ น นคฺเคน ขาทิตพฺพํ น นคฺเคน ภุญฺชิตพฺพํ น นคฺเคน สายิตพฺพํ น นคฺเคน ปาตพฺพํ โย ปิเวยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายวางจีวรไว้บนพื้นดินในเรือนไฟจีวรเปื้อน ฝุ่น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียงจีวรในเรือนไฟ ครั้นฝนตก จีวรถูกฝนเปียก ตรัสว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาใกล้เรือนไฟ ศาลาใกล้เรือนไฟมีพื้นต่ำ น้ำท่วม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ถมให้สูง ดินที่ถมพังลง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อ มูลดิน ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ชนฺตาฆเร ฉมายํ จีวรํ นิกฺขิปนฺติ ฯ จีวรํ ปํสุกิตํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ชนฺตาฆเร จีวรวํสํ จีวรรชฺชุนฺติ ฯ เทเว วสฺสนฺเต จีวรํ โอวสฺสติ ฯเปฯ อนุชานาม ภิกฺขเว ชนฺตาฆรสาลนฺติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา นีจวตฺถุกา โหติ ฯ อุทเกน โอตฺถริยติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุจฺจวตฺถุกํ กาตุนฺติ ฯ จโย ปริปตติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จินิตุํ ฯเปฯ อาโรหนฺตา วิหญฺญนฺติ ฯเปฯ อาโรหนฺตา ปริปตนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาลมฺพนพาหนฺติ ฯ
สมัยต่อมา ผงหญ้าบนศาลาเรือนไฟตกเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงฉาบดินทั้งข้างบนข้างล่าง ... ราวจีวร สายระเดียงจีวร ฯ
เตน โข ปน สมเยน ชนฺตาฆรสาลายํ ติณจุณฺณํ ปริปตติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โอคุมฺเพตฺวา อุลฺลิตฺตาวลิตฺตํ กาตุํ ฯเปฯ จีวรวํสํ จีวรรชฺชุนฺติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะถูหลังทั้งในเรือนไฟ ทั้งในน้ำ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เครื่องกำบัง ๓ ชนิด คือ เรือนไฟ ๑ น้ำ ๑ ผ้า ๑ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ชนฺตาฆเรปิ อุทเกปิ ปิฏฺฐิปริกมฺมํ กาตุํ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ติสฺโส ปฏิจฺฉาทิโย ชนฺตาฆรปฏิจฺฉาทึ อุทกปฏิจฺฉาทึ วตฺถปฏิจฺฉาทินฺติ ฯ
สมัยต่อมา น้ำในเรือนไฟไม่มี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบ่อน้ำ ขอบบ่อน้ำ ทรุดพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อมูลดิน ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ บ่อน้ำต่ำไป น้ำท่วมได้ ภิกษุทั้ง หลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ถมให้สูง ดินที่ถมพังทะลาย ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ขึ้นลง พลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ
เตน โข ปน สมเยน ชนฺตาฆเร อุทกํ น โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทปานนฺติ ฯ อุทปานสฺส กูลํ ลุชฺชติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จินิตุํ ตโย จเย อิฏฺฐกาจยํ สิลาจยํ ทารุจยนฺติ ฯ อุทปาโน นีจวตฺถุโก โหติ ฯ อุทเกน โอตฺถริยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุจฺจวตฺถุกํ กาตุนฺติ ฯ จโย ปริปตติ ฯเปฯ อาโรหนฺตา วิหญฺญนฺติ ฯเปฯ อาโรหนฺตา ปริปตนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาลมฺพนพาหนฺติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้เถาวัลย์บ้าง ประคดเอวบ้าง ผูก ภาชนะตักน้ำ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกสำหรับบ่อน้ำ มือเจ็บ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคันโพงคล้ายคันชั่ง ระหัดชัก ระหัดถีบ ภาชนะแตกเสียมาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ถังน้ำ ๓ อย่าง คือ ถังน้ำโลหะ ๑ ถังน้ำไม้ ๑ ถังน้ำหนัง ๑ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู วลฺลิยาปิ กายพนฺธเนนปิ อุทกํ วาเหนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทปานรชฺชุนฺติ ฯ หตฺถา ทุกฺขา โหนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตุลํ กรกฏกํ จกฺกวฏฺฏกนฺติ ฯ ภาชนา พหู ภิชฺชนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตโย วารเก โลหวารกํ ทารุวารกํ จมฺมขณฺฑนฺติ ฯ
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายตักน้ำในที่แจ้ง ลำบาก ด้วยหนาวบ้าง ร้อนบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาสำหรับบ่อน้ำ ผงหญ้าที่ศาลาบ่อน้ำหล่นเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงฉาบด้วยดินทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียงจีวร ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อชฺโฌกาเส อุทกํ วาเหนฺตา สีเตนปิ อุเณฺหนปิ กิลมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทปานสาลนฺติ ฯ อุทปานสาลาย ติณจุณฺณํ ปริปตติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โอคุมฺเพตฺวา อุลฺลิตฺตาวลิตฺตํ กาตุํ เสตวณฺณํ กาฬวณฺณํ เครุกปริกมฺมํ มาลากมฺมํ ลตากมฺมํ มกรทนฺตกํ ปญฺจปฏฺฐิกํ จีวรวํสํ จีวรรชฺชุนฺติ ฯ
สมัยนั้น บ่อน้ำยังไม่มีฝาปิด ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง ตกลง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด ฯ
เตน โข ปน สมเยน อุทปาโน อปารุโต โหติ ฯ ติณจุณฺเณหิปิ ปํสุเกหิปิ โอกิริยติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อปิธานนฺติ ฯ
สมัยต่อมา ภาชนะสำหรับขังน้ำยังไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตรางน้ำ อ่างน้ำ ฯ
เตน โข ปน สมเยน อุทกภาชนํ น สํวิชฺชติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทกโทณึ อุทกกฏาหนฺติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายสรงน้ำในที่นั้นๆ ในอาราม อารามเป็นตม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตลำรางระบายน้ำ ลำราง โล่งโถง ภิกษุทั้งหลายอายที่จะสรงน้ำ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กั้นกำแพง ๓ ชนิด คือกำแพงอิฐ ๑ กำแพง หิน ๑ กำแพงไม้ ๑ ลำรางระบายน้ำเป็นตม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาด ๓ ชนิด คืออิฐ ๑ หิน ๑ ไม้ ๑ น้ำขัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อาราเม ตหํ ตหํ นหายนฺติ ฯ อาราโม จิกฺขลฺโล โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทกจนฺทนิกนฺติ ฯ จนฺทนิกา ปากฏา โหติ ฯ ภิกฺขู หิริยนฺติ นหายิตุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปริกฺขิปิตุํ ตโย ปากาเร อิฏฺฐกาปาการํ สิลาปาการํ ทารุปาการนฺติ ฯ จนฺทนิกา จิกฺขลฺลา โหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สนฺถริตุํ ตโย สนฺถาเร อิฏฺฐกาสนฺถารํ สิลาสนฺถารํ ทารุสนฺถารนฺติ ฯ อุทกํ สนฺติฏฺฐติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทกนิทฺธมนนฺติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายมีเนื้อตัวตกหนาว จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เอาผ้าชุบน้ำ เช็ดตัว ฯ เรื่องสรงน้ำ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขูนํ คตฺตานิ สีติกตานิ โหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทกปุญฺฉนึ โจฬเกนปิ ปจฺจุทฺธริตุนฺติ ฯ
สมัยนั้น อุบาสกผู้หนึ่งใคร่จะสร้างสระน้ำถวายสงฆ์ ภิกษุทั้ง หลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต สระน้ำ ขอบสระน้ำชำรุด ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อ ขอบสระ ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นลงลำบาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ อย่าง คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ ขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด น้ำในสระเป็นน้ำเก่า ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯ
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร อุปาสโก สงฺฆสฺส อตฺถาย โปกฺขรณึ กาเรตุกาโม โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โปกฺขรณินฺติ ฯ โปกฺขรณิยา กูลํ ลุชฺชติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จินิตุํ ตโย จเย อิฏฺฐกาจยํ สิลาจยํ ทารุจยนฺติ ฯ อาโรหนฺตา วิหญฺญนฺติ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตโย โสปาเณ อิฏฺฐกาโสปาณํ สิลาโสปาณํ ทารุโสปาณนฺติ ฯ อาโรหนฺตา ปริปตนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาลมฺพนพาหนฺติ ฯ โปกฺขรณิยา อุทกํ ปุราณํ โหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุทกมาติกํ อุทกนิทฺธมนนฺติ ฯ
สมัยต่อมา อุบาสกผู้หนึ่งประสงค์จะสร้างเรือนไฟ มีปั้นลม ถวายภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเรือนไฟมีปั้นลม ฯ
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร อุปาสโก ภิกฺขุสงฺฆสฺส อตฺถาย นิลฺเลขํ ชนฺตาฆรํ กตฺตุกาโม โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว นิลฺเลขํ ชนฺตาฆรนฺติ ฯ
สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์อยู่ปราศจากผ้านิสีทนะถึง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากผ้านิสีทนะถึง ๔ เดือน รูปใดอยู่ปราศ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ ทรงห้ามนอนบนที่นอนดอกไม้
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู จาตุมาสํ นิสีทเนน วิปฺปวสนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว จาตุมาสํ นิสีทเนน วิปฺปวสิตพฺพํ โย วิปฺปวเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์นอนบนที่นอนอันเกลื่อนด้วยดอกไม้ ชาวบ้านเดินเที่ยวชมวิหารพบเห็นเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนอนที่นอนอันเกลื่อนด้วยดอกไม้ รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ พุทธานุญาตรับของหอม
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปุปฺผาภิกิณฺเณสุ สยเนสุ สยนฺติ ฯ มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว ปุปฺผาภิกิณฺเณสุ สยเนสุ สยิตพฺพํ โย สเยยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
สมัยนั้น ชาวบ้านถือของหอมบ้าง ดอกไม้บ้างไปวัด ภิกษุ ทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับของหอมแล้วเจิมไว้ที่บานประตูหน้าต่าง ให้ รับดอกไม้แล้ววางไว้ในส่วนข้างหนึ่งในวิหาร ฯ
เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา คนฺธมฺปิ มาลมฺปิ อาทาย อารามํ อาคจฺฉนฺติ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา น ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คนฺธํ คเหตฺวา กวาเฏ ปญฺจงฺคุลิกํ ทาตุํ ปุปฺผํ คเหตฺวา วิหาเร เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตุนฺติ ฯ
สมัยนั้น สันถัดขนเจียมหล่อบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต สันถัดขนเจียมหล่อ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า สันถัดขนเจียมหล่อจะต้อง อธิษฐานหรือวิกัปป์ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันถัดขนเจียมที่หล่อไม่ ต้องอธิษฐาน ไม่ต้องวิกัปป์ ฯ
เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส นมตกํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว นมตกนฺติ ฯ อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ นมตกํ อธิฏฺฐาตพฺพํ นุ โข อุทาหุ วิกปฺเปตพฺพนฺติ ฯเปฯ น ภิกฺขเว นมตกํ อธิฏฺฐาตพฺพํ น วิกปฺเปตพฺพนฺติ ฯ
สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันจังหันบนเตียบ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉัน อาหารบนเตียบ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อาสิตฺตกุปธาเน ภุญฺชนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อาสิตฺตกุปธาเน ภุญฺชิตพฺพํ โย ภุญฺเชยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เวลาฉันจังหัน เธอไม่สามารถ จะทรงบาตรไว้ด้วยมือได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโตก ฯ ทรงห้ามฉันในภาชนะเดียวกันเป็นต้น
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส ภุญฺชมาโน น สกฺโกติ หตฺเถน ปตฺตํ สนฺธาเรตุํ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว มโฬริกนฺติ ฯ
สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันจังหันในภาชนะเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำ ในขันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงเดียวกันบ้าง นอนบนเครื่องลาดเดียวกันบ้าง นอนในผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนบนเครื่องลาดและผ้าห่มร่วมผืนเดียวกันบ้าง ชาวบ้านต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันร่วมภาชนะเดียวกัน ไม่พึงดื่มร่วมขันใบเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเตียงเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเครื่องลาดเดียวกัน ไม่พึงนอน ร่วมผ้าห่มผืนเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเครื่องลาดและผ้าห่มผืนเดียวกัน รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เอกภาชเนปิ ภุญฺชนฺติ ฯ เอกถาลเกปิ ปิวนฺติ ฯ เอกมญฺเจปิ ตุวฏฺเฏนฺติ ฯ เอกตฺถรเณปิ ตุวฏฺเฏนฺติ ฯ เอกปาวุรเณปิ ตุวฏฺเฏนฺติ ฯ เอกตฺถรณปาวุรเณปิ ตุวฏฺเฏนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว เอกภาชเน ภุญฺชิตพฺพํ น เอกถาลเก ปาตพฺพํ น เอกมญฺเจ ตุวฏฺฏิตพฺพํ น เอกตฺถรเณ ตุวฏฺฏิตพฺพํ น เอกปาวุรเณ ตุวฏฺฏิตพฺพํ น เอกตฺถรณปาวุรเณ ตุวฏฺฏิตพฺพํ โย ตุวฏฺเฏยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ