This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระวินัยปิฎก

ปล่อยช้างนาฬาคิรี

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๓๗๗–๓๘๒พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒6 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ปล่อยช้างนาฬาคิรี

๓๗๗

สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นสัตว์ดุร้าย ฆ่ามนุษย์ ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์แล้วไปยังโรงช้างได้กล่าวกะ พวกควาญช้างว่า พนาย เราเป็นพระราชญาติ สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ต่ำไว้ในตำแหน่งสูงได้ สามารถจะเพิ่มได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน พนาย ถ้า กระนั้นเวลาใดพระสมณโคดมทรงพระดำเนินมาตรอกนี้ เวลานั้น พวกท่านจง ปล่อยช้างนาฬาคิรีเข้าไปยังตรอกนี้ ควาญช้างเหล่านั้นรับคำพระเทวทัตแล้ว ครั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตร จีวร เสด็จเข้า ไปยังกรุงราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูป ทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น ควาญช้าง เหล่านั้นได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น จึงปล่อยช้างนาฬา- *คิรีให้ไปยังตรอกนั้น ช้างนาฬาคิรีได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค ทรงพระดำเนินมา แต่ไกลเทียว แล้วได้ชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาค ภิกษุ เหล่านั้นได้แลเห็นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาแต่ไกลเทียว แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอก นี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธ เจ้าข้า พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย ข้อที่ บุคคลจะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น แม้ครั้งที่สอง ภิกษุเหล่านั้น ... แม้ครั้งที่สาม ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มี- *พระภาคจงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิดภิกษุทั้งหลาย อย่ากลัวเลย ข้อที่บุคคล จะปลงชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ฯ

เตน โข ปน สมเยน ราชคเห นาฬาคิริ นาม หตฺถี จณฺโฑ โหติ มนุสฺสฆาตโก ฯ อถโข เทวทตฺโต ราชคหํ ปวิสิตฺวา หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา หตฺถิภณฺเฑ เอตทโวจ มยํ โข ภเณ ราชญาตกา นาม ปฏิพลา นีจฏฺฐานิยํ อุจฺจฏฺฐาเน ฐเปตุํ ภตฺตํปิ เวตนํปิ วฑฺฒาเปตุํ เตนหิ ภเณ ยทา สมโณ โคตโม อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน โหติ ตทา อิมํ นาฬาคิรึ หตฺถึ มุญฺจิตฺวา อิมํ รจฺฉํ ปฏิปาเทถาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต หตฺถิภณฺฑา เทวทตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ {๓๗๗.๑} อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ราชคหํ ปาวิสิ ฯ อถโข ภควา ตํ รจฺฉํ ปฏิปชฺชิ ฯ อทฺทสํสุ โข เต หตฺถิภณฺฑา ภควนฺตํ ตํ รจฺฉํ ปฏิปนฺนํ ทิสฺวาน นาฬาคิรึ หตฺถึ มุญฺจิตฺวา ตํ รจฺฉํ ปฏิปาเทสุํ ฯ อทฺทสา โข นาฬาคิริ หตฺถี ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน โสณฺฑํ อุสฺสาเปตฺวา ปหฏฺฐกณฺณวาโล เยน ภควา เตน อภิธาวิ ฯ {๓๗๗.๒} อทฺทสํสุ โข เต ภิกฺขู นาฬาคิรึ หตฺถึ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อยํ ภนฺเต นาฬาคิริ หตฺถี จณฺโฑ ผรุโส มนุสฺสฆาตโก อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน ปฏิกฺกมตุ ภนฺเต ภควา ปฏิกฺกมตุ สุคโตติ ฯ อาคจฺฉถ ภิกฺขเว มา ภายิตฺถ อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส โย ปรุปกฺกเมน ตถาคตํ ชีวิตา โวโรเปยฺย น ปรุปกฺกเมน ภิกฺขเว ตถาคตา ปรินิพฺพายนฺตีติ ฯ {๓๗๗.๓} ทุติยมฺปิ โข เต ภิกฺขู ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อยํ ภนฺเต นาฬาคิริ หตฺถี จณฺโฑ ผรุโส มนุสฺสฆาตโก อิมํ รจฺฉํ ปฏิปนฺโน ปฏิกฺกมตุ ภนฺเต ภควา ปฏิกฺกมตุ สุคโตติ ฯ อาคจฺฉถ ภิกฺขเว มา ภายิตฺถ อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส โย ปรุปกฺกเมน ตถาคตํ ชีวิตา โวโรเปยฺย น ปรุปกฺกเมน ภิกฺขเว ตถาคตา ปรินิพฺพายนฺตีติ ฯ

๓๗๘

คราวนั้น คนทั้งหลาย หนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือน โล้นบ้าง บนหลังคาบ้าง บรรดาคนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไร้ปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราผู้เจริญ พระมหาสมณโคดม พระรูปงาม จัก ถูกช้างเบียดเบียน ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส ฉลาด มีปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา ผู้เจริญ ไม่นานเท่าไรนัก พระพุทธนาคจักทรงทำสงครามกับช้าง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลดงวงลงแล้วเข้าไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มี- *พระภาค ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสกะช้างนาฬาคิรี ด้วยพระคาถา ว่าดังนี้:-

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ปาสาเทสุปิ หมฺมิเยสุปิ ฉทเนสุปิ อารูฬฺหา อจฺฉนฺติ ฯ ตตฺถ เย เต มนุสฺสา อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา ทุพฺพุทฺธิโน เต เอวมาหํสุ อภิรูโป วต โภ โคตโม มหาสมโณ นาเคน วิเหฐิยิสฺสตีติ ฯ เย ปน เต มนุสฺสา สทฺธา ปสนฺนา ปณฺฑิตา พุทฺธิมนฺโต เต เอวมาหํสุ นจิรสฺสํ วต โภ นาโค นาเคน สงฺคาเมสฺสตีติ ฯ อถโข ภควา นาฬาคิรึ หตฺถึ เมตฺเตน จิตฺเตน ผริ ฯ อถโข นาฬาคิริ หตฺถี ภควโต เมตฺเตน จิตฺเตน ผุฏฺโฐ โสณฺฑํ โอโรเปตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปุรโต อฏฺฐาสิ ฯ อถโข ภควา ทกฺขิเณน หตฺเถน นาฬาคิริสฺส หตฺถิสฺส กุมฺภํ ปรามสนฺโต นาฬาคิรึ หตฺถึ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

๓๗๙

ดูกรกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะการเข้าไปหา พระพุทธนาคด้วยวธกะจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาค จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมา และอย่า ประมาท เพราะคนเหล่านั้น เป็นผู้ประมาทแล้ว จะไปสู่สุคติ ไม่ได้ เจ้านี่แหละ จักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ฯ

มา กุญฺชร นาคมาสโท ทุกฺขํ หิ กุญฺชร นาคมาสโท ฯ น หิ นาคหตสฺส กุญฺชร สุคติ โหติ อิโต ปรํ ยโต ฯ มา จ มโท มา จ ปมาโท น หิ ปมตฺตา สุคตึ วชนฺติ เต ฯ ตฺวญฺเญว ตถา กริสฺสสิ เยน ตฺวํ สุคตึ คมิสฺสสีติ ฯ

๓๘๐

ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระผู้มี- *พระภาคแล้วพ่นลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มี- *พระภาค ไปสู่โรงช้างแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ของตน ก็แล ช้างนาฬาคิรีเป็นสัตว์อันพระพุทธนาคทรงทรมานแล้วด้วยประการ นั้น ฯ

อถโข นาฬาคิริ หตฺถี โสณฺฑาย ภควโต ปาทปํสูนิ คเหตฺวา อุปริมุทฺธนิ อากิริตฺวา ปฏิกุฏิโต ปฏิสกฺกิ ยาว ภควนฺตํ อทกฺขิ ฯ อถโข นาฬาคิริ หตฺถี หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา สกฏฺฐาเน อฏฺฐาสิ ฯ ตถาทนฺโต จ ปน นาฬาคิริ หตฺถึ อโหสิ ฯ

๓๘๑

สมัยนั้น คนทั้งหลายขับร้องคาถานี้ ว่าดังนี้:- คนพวกหนึ่งย่อมฝึกช้างและม้า ด้วยใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง ใช้แส้บ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้แสวงพระคุณใหญ่ทรงทรมาน ช้างโดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้ศัสตรา คนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระเทวทัตนี้เป็นคน มีบาป ไม่มีบุญ เพราะพยายามปลงพระชนม์พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ลาภสักการะของพระเทวทัตเสื่อม ส่วนลาภสักการะของ พระผู้มีพระภาคเจริญยิ่งขึ้น ฯ

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา อิมํ คาถํ คายนฺติ ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ องฺกุเสหิ กสาหิ จ ฯ อทณฺเฑน อสตฺเถน นาโค ทนฺโต มเหสินาติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ยาว ปาโป อยํ เทวทตฺโต อลกฺขิโก ยตฺร หิ นาม สมณสฺส โคตมสฺส เอวํมหิทฺธิกสฺส เอวํมหานุภาวสฺส วธาย ปรกฺกมิสฺสตีติ ฯ เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺกาโร ปริหายิ ฯ ภควโต จ ลาภสกฺกาโร อภิวฑฺฒิ ฯ

๓๘๒

สมัยต่อมา พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้ว พร้อมทั้งบริษัท ได้เที่ยวขอในสกุลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลาย มาฉันเล่า ของที่ปรุงเสร็จแล้วใครจะไม่พอใจ ของที่ดีใครจะไม่ชอบใจ ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ พวกที่ เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตพร้อม กับบริษัท จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลายมาฉันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี- *พระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสถามว่า ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพร้อมกับบริษัท เที่ยวขอในสกุลทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ พระเทวทัตทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติโภชนะสำหรับ ๓ คนในสกุลแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ เพื่อข่ม บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่ออนุเคราะห์สกุลด้วย หวังว่า ภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาลามกอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ ในการ ฉันเป็นหมู่ พึงปรับอาบัติตามธรรม ฯ

เตน โข ปน สมเยน เทวทตฺโต ปริหีนลาภสกฺกาโร สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ กสฺส สมฺปนฺนํ น มนาปํ กสฺส สาทุํ น รุจฺจตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม เทวทตฺโต สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ เทวทตฺต สปริโส กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เตนหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ กุเลสุ ติกโภชนํ ปญฺญาเปสฺสามิ ตโย อตฺถวเส ปฏิจฺจ ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย มา ภิกฺขู ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สงฺฆํ ภินฺเทยฺยุนฺติ กุลานุทยตาย จ คณโภชเน ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

ปล่อยช้างนาฬาคิรี