This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระวินัยปิฎก

ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๑๗๐–๑๑๗๑พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร2 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร โวหารวรรคที่ ๓ ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์

๑๑๗๐

อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงพูดในสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้อาบัติ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ ๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ ๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้อาบัติ ๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ ๓. รู้ประโยคอาบัติ ๔. รู้ความระงับอาบัติ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์ ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้อธิกรณ์ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์ ๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์ ๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้อธิกรณ์ ๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์ ๓. รู้ประโยคอธิกรณ์ ๔. รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. พูดข่มขู่ ๒. พูดไม่ให้โอกาสผู้อื่น ๓. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๔. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๕. ไม่ชี้แจงตามความเห็น ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่พูดข่มขู่ ๒. พูดให้โอกาสผู้อื่น ๓. โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๔. ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๕. ชี้แจงตามความเห็น ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. ไม่รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้กรรม ๒. ไม่รู้การทำกรรม ๓. ไม่รู้วัตถุของกรรม ๔. ไม่รู้วัตรของกรรม ๕. ไม่รู้ความระงับกรรม ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้กรรม ๒. รู้การทำกรรม ๓. รู้วัตถุของกรรม ๔. รู้วัตรของกรรม ๕. รู้ความระงับกรรม ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้วัตถุ ๒. ไม่รู้นิทาน ๓. ไม่รู้บัญญัติ ๔. ไม่รู้บทที่ตกในภายหลัง ๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้วัตถุ ๒. รู้นิทาน ๓. รู้บัญญัติ ๔. รู้บทที่ตกในภายหลัง ๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. เป็นอลัชชี ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. เป็นลัชชี ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. ไม่ฉลาดในวินัย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. ฉลาดในวินัย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้ญัตติ ๒. ไม่รู้การทำญัตติ ๓. ไม่รู้อนุสาวนาแห่งญัตติ ๔. ไม่รู้สมถะแห่งญัตติ ๕. ไม่รู้ความระงับแห่งญัตติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์ องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้ญัตติ ๒. รู้การทำญัตติ ๓. รู้อนุสาวนาแห่งญัตติ ๔. รู้สมถะแห่งญัตติ ๕. รู้ความระงับแห่งญัตติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้สุตตะ ๒. ไม่รู้สุตตานุโลม ๓. ไม่รู้วินัย ๔. ไม่รู้วินยานุโลม ๕. ไม่ฉลาดในฐานะและอฐานะ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้สุตตะ ๒. รู้สุตตานุโลม ๓. รู้วินัย ๔. รู้วินยานุโลม ๕. ฉลาดในฐานะและอฐานะ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้ธรรม ๒. ไม่รู้ธรรมานุโลม ๓. ไม่รู้วินัย ๔. ไม่รู้วินยานุโลม ๕. ไม่ฉลาดในคำต้นและคำปลาย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์ ภิกษุควรพูดในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้ธรรม ๒. รู้ธรรมานุโลม ๓. รู้วินัย ๔. รู้วินยานุโลม ๕. ฉลาดในคำต้นและคำปลาย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์. โวหารวรรค ที่ ๓ จบ ----------------------------------------------------- หัวข้อประจำวรรค

กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๑} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๒} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปสยฺห วตฺตา โหติ อโนกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ น ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปสยฺห วตฺตา โหติ โอกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๓} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๔} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กมฺมํ น ชานาติ กมฺมสฺส กรณํ น ชานาติ กมฺมสฺส วตฺถุํ น ชานาติ กมฺมสฺส วตฺตํ น ชานาติ กมฺมสฺส วูปสมํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กมฺมํ ชานาติ กมฺมสฺส กรณํ ชานาติ กมฺมสฺส วตฺถุํ ชานาติ กมฺมสฺส วตฺตํ ชานาติ กมฺมสฺส วูปสมํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๕} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๖} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๗} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อกุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ กุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๘} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ญตฺตึ น ชานาติ ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ ญตฺติยา อนุสฺสาวนํ น ชานาติ ญตฺติยา สมถํ น ชานาติ ญตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ญตฺตึ ชานาติ ญตฺติยา กรณํ ชานาติ ญตฺติยา อนุสฺสาวนํ ชานาติ ญตฺติยา สมถํ ชานาติ ญตฺติยา วูปสมํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๙} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ น ชานาติ สุตฺตานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ฐานาฐานกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ ชานาติ สุตฺตานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ฐานาฐานกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ {๑๑๗๐.๑๐} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ น ชานาติ ธมฺมานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ ชานาติ ธมฺมานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ปุพฺพาปรกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพนฺติ ฯ โวหารวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ

๑๑๗๑

อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ ข่มขู่ ๑ รู้อาบัติ ๑ กรรม ๑ วัตถุ ๑ อลัชชี ๑ ไม่ฉลาด ๑ ญัตติ ๑ ไม่รู้สุตตะ ๑ ไม่รู้ธรรม ๑ รวมเป็นวรรคที่ ๓ แลฯ

อาปตฺติ อธิกรณํ ปสยฺหาปตฺติชานนา กมฺมํ วตฺถุํ อลชฺชี จ อกุสโล จ ญตฺติยา สุตฺตํ น ชานาติ ธมฺมํ ตติโย วคฺคสงฺคโหติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์