ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร หมวด ๕ ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕. อนันตริยกรรมมี ๕. บุคคลที่ แน่นอนมี ๕ อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี ๕ ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อาบัติมี ๕ เพราะ มุสาวาทเป็นปัจจัย. ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองไม่ทำกรรม ๑ ไม่เชิญภิกษุอื่น ๑ ไม่ให้ ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าไม่เป็น ธรรม ๑. ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองทำกรรม ๑ เชิญภิกษุอื่น ๑ ให้ฉันทะหรือ ปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรม ไม่คัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าเป็นธรรม ๑ ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต กิจ ๕ อย่างควร คือไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ฉันเป็นหมู่ได้ ๑ ฉันโภชนะทีหลังได้ ๑ ความไม่ต้องคำนึง ๑ ความไม่ต้องกำหนดหมาย ๑ ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี จะเป็นภิกษุมีธรรมอันไม่กำเริบก็ดี ย่อมถูกระแวง ถูกรังเกียจ คือ มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ๑ มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ๑ มีสาว เทื้อเป็นโคจร ๑ มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ๑ มีภิกษุณีเป็นโคจร ๑. น้ำมันมี ๕ คือ น้ำมันงา ๑ น้ำมันเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ๑ น้ำมันมะทราง ๑ น้ำมัน ละหุ่ง ๑ น้ำมันเปลวสัตว์ ๑. น้ำมันเปลวสัตว์หมี ๕ คือ น้ำมันเปลวหมี ๑ น้ำมันเปลวปลา ๑ น้ำมันเปลวปลา ฉลาม ๑ น้ำมันเปลวหมู ๑ น้ำมันเปลวลา ๑. ความเสื่อมมี ๕ คือ ความเสื่อมญาติ ๑ ความเสื่อมโภคสมบัติ ๑ ความเสื่อม คือ โรค ๑ ความเสื่อมศีล ๑ ความเสื่อมทางทิฏฐิ คือ เห็นผิด ๑. ความถึงพร้อมมี ๕ คือ ความถึงพร้อมแห่งญาติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งโภคสมบัติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค ๑ ความถึงพร้อมแห่งศีล ๑ ความถึงพร้อมแห่งความเห็นชอบ. นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี ๕ คือ พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๑ สึก ๑ ถึงมรณภาพ ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สั่งบังคับ ๑. บุคคล ๕ จำพวกไม่ควรให้อุปสมบท คือ มีกาลบกพร่อง ๑ มีอวัยวะบกพร่อง ๑ มีวัตถุวิบัติ ๑ มีความกระทำเสียหาย ๑ ไม่บริบูรณ์ ๑. ผ้าบังสุกุลมี ๕ คือ ผ้าตกที่ป่าช้า ๑ ผ้าตกที่ตลาด ๑ ผ้าหนูกัด ๑ ผ้าปลวกกัด ๑ ผ้าถูกไฟไหม้ ๑. ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕ คือ ผ้าที่วัวกัด ๑ ผ้าที่แพะกัด ๑ ผ้าที่ห่มสถูป ๑ ผ้าที่เขา ทิ้งในที่อภิเษก ๑ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑. อวหารมี ๕ คือ เถยยาวหาร ๑ ปสัยหาวหาร ๑ ปริกัปปาวหาร ๑ ปฏิจฉันนาวหาร ๑ กุสาวหาร ๑. มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลก มี ๕. ภัณฑะที่ไม่ควรจ่าย มี ๕. ภัณฑะที่ไม่ควรแบ่ง มี ๕. อาบัติที่เกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต มี ๕. อาบัติที่เกิดแต่กายและวาจา มิใช่จิต มี ๕. อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี มี ๕. สงฆ์ มี ๕ ปาติโมกขุเทศ มี ๕. ในชนบทชายแดนทุกแห่ง คณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕ ให้กุลบุตรอุปสมบทได้. การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ กรรม มี ๕. อาบัติที่เป็นยาวตติยกา มี ๕. ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติปาราชิก. ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ ๕ คือ ของที่เขาไม่ให้ ๑ ไม่ทราบ ๑ เป็นอกัปปิยะ ๑ ยังไม่ได้รับประเคน ๑ ไม่ทำให้เป็นเดน ๑. ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ ๕ คือ ของที่เขาให้ ๑ ทราบแล้ว ๑ เป็นกัปปิยะ ๑ รับประเคนแล้ว ๑ ทำให้เป็นเดน ๑. การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ ให้น้ำเมา ๑ ให้มหรสพ ๑ ให้สตรี ๑ ให้โคผู้ ๑ ให้จิตรกรรม ๑. สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บรรเทาได้ยากมี ๕ คือ ราคะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ โทสะ บังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ โมหะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ ปฏิภาณบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ จิตที่คิดจะไปบังเกิดแล้ว บรรเทาได้ยาก ๑. การกวาดมีอานิสงส์ ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดา ชื่นชม ๑ สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑. การกวาดมีอานิสงส์แม้อื่นอีก ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดาชื่นชม ๑ เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ๑ ชุมชนมีในภายหลังถือเป็น ทิฏฐานุคติ ๑. ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร
ปญฺจ อาปตฺติโย ฯ ปญฺจ อาปตฺติกฺขนฺธา ฯ ปญฺจ วินีตวตฺถูนิ ฯ ปญฺจ กมฺมานิ อานนฺตริกานิ ฯ ปญฺจ ปุคฺคลา นิยตา ฯ ปญฺจ เฉทนกา อาปตฺติโย ฯ ปญฺจหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ ปญฺจาปตฺติโย มุสาวาทปจฺจยา ฯ ปญฺจหากาเรหิ กมฺมํ น อุเปติ สยํ วา กมฺมํ น กโรติ ปรํ วา นาชฺเฌสติ ฉนฺทํ วา ปาริสุทฺธึ วา น เทติ กยิรมาเน กมฺเม ปฏิกฺโกสติ กเต วา ปน กมฺเม อธมฺมทิฏฺฐิ โหติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ กมฺมํ อุเปติ สยํ วา กมฺมํ กโรติ ปรํ วา อชฺเฌสติ ฉนฺทํ วา ปาริสุทฺธึ วา เทติ กยิรมาเน กมฺเม นปฺปฏิกฺโกสติ กเต วา ปน กมฺเม ธมฺมทิฏฺฐิ โหติ ฯ ปญฺจ ปิณฺฑปาติกสฺส ภิกฺขุโน กปฺปนฺติ อนามนฺตจาโร คณโภชนํ ปรมฺปรโภชนํ อนธิฏฺฐานํ อวิกปฺปนา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุสฺสงฺกิตปริสงฺกิโต โหติ ปาปภิกฺขุป อกุปฺปธมฺโมปิ เวสิยาโคจโร วา โหติ วิธวโคจโร วา โหติ ถุลฺลกุมารีโคจโร วา โหติ ปณฺฑกโคจโร วา โหติ ภิกฺขุนีโคจโร วา โหติ ฯ {๙๗๙.๑} ปญฺจ เตลานิ ติลเตลํ สาสปเตลํ มธุกเตลํ เอรณฺฑกเตลํ วสาเตลํ ฯ ปญฺจ วสานิ อจฺฉวสํ มจฺฉวสํ สุสุกาวสํ สูกรวสํ คทฺรภวสํ ฯ ปญฺจ พฺยสนานิ ญาติพฺยสนํ โภคพฺยสนํ โรคพฺยสนํ สีลพฺยสนํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ฯ ปญฺจ สมฺปทา ญาติสมฺปทา โภคสมฺปทา อโรคสมฺปทา สีลสมฺปทา ทิฏฺฐิสมฺปทา ฯ ปญฺจ นิสฺสยปฏิปฺปสฺสทฺธิโย อุปชฺฌายมฺหา อุปชฺฌาโย ปกฺกนฺโต วา โหติ วิพฺภนฺโต วา กาลกโต วา ปกฺขสงฺกนฺโต วา อาณตฺติเยว ปญฺจมี ฯ ปญฺจ ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา อทฺธานหีโน องฺคหีโน วตฺถุวิปนฺโน กรณทุกฺกฏโก อปริปูโร ฯ ปญฺจ ปํสุกูลานิ โสสานิกํ อาปณิกํ อุนฺทุรกฺขายิตํ อุปจิกกฺขายิกํ อคฺคิทฑฺฒํ ฯ อปรานิปิ ปญฺจ ปํสุกูลานิ โคขายิตํ อชกฺขายิตํ ถูปจีวรํ อภิเสกิกํ คตปฏิยาคตํ ฯ ปญฺจ อวหารา เถยฺยาวหาโร ปสยฺหาวหาโร ปริกปฺปาวหาโร ปฏิจฺฉนฺนาวหาโร กุสาวหาโร ฯ ปญฺจ มหาโจรา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ ปญฺจ อวิสฺสชฺชนียานิ ฯ ปญฺจ อเวภงฺคียานิ ฯ ปญฺจาปตฺติโย กายโต สมุฏฺฐหนฺติ น วาจโต น จิตฺตโต ฯ ปญฺจาปตฺติโย กายโต จ วาจโต จ สมุฏฺฐหนฺติ น จิตฺตโต ฯ ปญฺจาปตฺติโย เทสนาคามินิโย ฯ ปญฺจ สงฺฆา ฯ {๙๗๙.๒} ปญฺจ ปาติโมกฺขุทฺเทสา ฯ สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ วินยธรปญฺจเมน คเณน อุปสมฺปาเทตพฺพํ ฯ ปญฺจานิสํสา กฐินตฺถาเร ฯ ปญฺจ กมฺมานิ ฯ ยาวตติยเก ปญฺจ อาปตฺติโย ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ปญฺจ อกปฺปิยานิ น ปริภุญฺชิตพฺพานิ อทินฺนญฺจ โหติ อวิทิตญฺจ โหติ อกปฺปิยญฺจ โหติ อปฺปฏิคฺคหิตญฺจ โหติ อกตาติริตฺตญฺจ โหติ ฯ ปญฺจ กปฺปิยานิ ปริภุญฺชิตพฺพานิ ทินฺนญฺจ โหติ วิทิตญฺจ โหติ กปฺปิยญฺจ โหติ ปฏิคฺคหิตญฺจ โหติ กตาติริตฺตญฺจ โหติ ฯ ปญฺจ ทานานิ อปุญฺญานิ ปุญฺญสมฺมตานิ โลกสฺส มชฺชทานํ สมชฺชทานํ อิตฺถีทานํ อุสภทานํ จิตฺตกมฺมทานํ ฯ ปญฺจ อุปฺปนฺนา ทุปฺปฏิวิโนทิยา อุปฺปนฺโน ราโค ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺโน โทโส ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺโน โมโห ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺนํ ปฏิภาณํ ทุปฺปฏิวิโนทิยํ อุปฺปนฺนํ คมิยจิตฺตํ ทุปฺปฏิวิโนทิยํ ฯ ปญฺจานิสํสา สมฺมชฺชนิยา สกจิตฺตํ ปสีทติ ปรจิตฺตํ ปสีทติ เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ ปสาทิกสํวตฺตนิยํ กมฺมํ อุปจินติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ อปเรปิ ปญฺจานิสํสา สมฺมชฺชนิยา สกจิตฺตํ ปสีทติ ปรจิตฺตํ ปสีทติ เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ สตฺถุสาสนํ กตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ ฯ
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำ ของตน ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ ไม่กำหนดถ้อยคำของตน ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำ ของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้ว ปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติตามธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลาคือ ไม่รู้จักอาบัติ ๑ ไม่รู้ จักมูลของอาบัติ ๑ ไม่รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑ ไม่รู้จักการระงับอาบัติ ๑ ไม่รู้จักทางระงับอาบัติ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักมูลของ อาบัติ ๑ รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑ รู้จักการระงับอาบัติ ๑ รู้จักทางระงับอาบัติ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักมูลของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้ จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอธิกรณ์ ๑ รู้จักมูลของ อธิกรณ์ ๑ รู้จักเหตุเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑ รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักวัตถุ ๑ ไม่รู้ จักเหตุเค้ามูล ๑ ไม่รู้จักบัญญัติ ๑ ไม่รู้จักอนุบัญญัติ ๑ ไม่รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิ กันได้ ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักวัตถุ ๑ รู้จักเหตุเป็น เค้ามูล ๑ รู้จักบัญญัติ ๑ รู้จักอนุบัญญัติ ๑ รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักญัตติ ๑ ไม่ รู้จักตั้งญัตติ ๑ ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๑ ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้จักกาล ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักญัตติ ๑ รู้จักตั้งญัตติ ๑ ฉลาดในเบื้องต้น ๑ ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ รู้จักกาล ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วน เหลือ ๑ ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญ ถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติ ชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มี ส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดย พิสดาร จำแนกไม่ถูกต้อง สวดไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัยไม่ถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติ ชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกถูกต้อง สวดได้ คล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องดี โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่ อาบัติ ๑ ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑. พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและไม่ใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติ ชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑. ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น
ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อนุคฺคเหตฺวา ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อนุคฺคเหตฺวา อธมฺเมน กาเรติ อปฺปฏิญฺญาย ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อุคฺคณฺหาติ ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อุคฺคณฺหาติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ธมฺเมน กาเรติ ปฏิญฺญาย ฯ {๙๘๐.๑} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติยา มูลํ น ชานาติ อาปตฺติสมุทยํ น ชานาติ อาปตฺตินิโรธํ น ชานาติ อาปตฺตินิโรธคามินึ ปฏิปทํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติยา มูลํ ชานาติ อาปตฺติสมุทยํ ชานาติ อาปตฺตินิโรธํ ชานาติ อาปตฺตินิโรธคามินึ ปฏิปทํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๒} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสฺส มูลํ น ชานาติ อธิกรณสมุทยํ น ชานาติ อธิกรณนิโรธํ น ชานาติ อธิกรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสฺส มูลํ ชานาติ อธิกรณสมุทยํ ชานาติ อธิกรณนิโรธํ ชานาติ อธิกรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๓} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ อนุปฺปญฺญตฺตึ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ อนุปฺปญฺญตฺตึ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๔} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ญตฺตึ น ชานาติ ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ น ปุพฺพกุสโล โหติ น อปรกุสโล โหติ อกาลญฺญู จ โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ญตฺตึ ชานาติ ญตฺติยา กรณํ ชานาติ ปุพฺพกุสโล โหติ อปรกุสโล โหติ กาลญฺญู จ โหติ ฯ {๙๘๐.๕} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อาจริยปรมฺปรา โข ปนสฺส น สุคฺคหิตา โหติ น สุมนสิกตา น สูปธาริตา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อาจริยปรมฺปรา โข ปนสฺส สุคฺคหิตา โหติ สุมนสิกตา สูปธาริตา ฯ {๙๘๐.๖} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อุภยานิ โข ปนสฺส ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน น สฺวาคตานิ โหนฺติ น สุวิภตฺตานิ น สุปฺปวตฺตีนิ น สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อุภยานิ โข ปนสฺส ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน สฺวาคตานิ โหนฺติ สุวิภตฺตานิ สุปฺปวตฺตีนิ สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส ฯ {๙๘๐.๗} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อธิกรเณ จ น วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อธิกรเณ จ วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ
ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ คือ เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงอยู่ป่า ๑ เป็นผู้ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอยู่ป่า ๑ เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงอยู่ป่า ๑ เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงอยู่ป่า ๑ เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการ อยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงอยู่ป่า ๑. ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕. ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕. ภิกษุผู้ถือผ้าสามผืนมี ๕. ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี ๕. ภิกษุผู้ถือการนั่งมี ๕. ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี ๕. ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียวมี ๕. ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕. ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ คือ เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงถือ การฉันเฉพาะในบาตร ๑ เป็นผู้ปวารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือการฉันเฉพาะ ในบาตร ๑ เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เพราะ อาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการฉัน เฉพาะในบาตรมีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑. ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย
ปญฺจ อรญฺญกา มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา อารญฺญโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อารญฺญโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา อารญฺญโก โหติ วณฺณิโต พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ อารญฺญโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมฏฺฐิตญฺเญว นิสฺสาย อารญฺญโก โหติ ฯ ปญฺจ ปิณฺฑปาติกา ฯ ปญฺจ ปํสุกูลิกา ฯ ปญฺจ รุกฺขมูลิกา ฯ ปญฺจ โสสานิกา ฯ ปญฺจ อพฺโภกาสิกา ฯ ปญฺจ เตจีวริกา ฯ ปญฺจ สปทานจาริกา ฯ ปญฺจ เนสชฺชิกา ฯ ปญฺจ ยถาสนฺถติกา ฯ ปญฺจ เอกาสนิกา ฯ ปญฺจ ขลุปจฺฉาภตฺติกา ฯ ปญฺจ ปตฺตปิณฺฑิกา มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ วณฺณิโต พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมฏฺฐิตญฺเญว นิสฺสาย ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ฯ
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้ อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติและมิใช่ อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติ เบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติ ไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถ กรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัย คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติและมิใช่ อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้ อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติ เบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติ ไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑. โทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใสเป็นต้น
ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อุโปสถํ น ชานาติ อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อุโปสถํ ชานาติ อุโปสถกมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ {๙๘๒.๑} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ปวารณํ น ชานาติ ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ปวารณํ ชานาติ ปวารณากมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ {๙๘๒.๒} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อุโปสถํ น ชานาติ อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อุโปสถํ ชานาติ อุโปสถกมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ {๙๘๒.๓} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ ปวารณํ น ชานาติ ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ ปวารณํ ชานาติ ปวารณากมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ {๙๘๒.๔} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ
กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ย่อยเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ๑. กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑. กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๑ คนบางพวกที่เลื่อมใสแล้วย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขาไม่เป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑. กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๑ ผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือ เป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ต้องอาบัติ เพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่มาตุคามด้วยวาจาเกิน ๕-๖ คำต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ เห็นมาตุคาม เนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความ คุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัดก็หวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ หรือจักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑. ว่าด้วยพืชและผลไม้
ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก อตฺตาปิ อตฺตานํ อุปวทติ อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ครหนฺติ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก อตฺตาปิ อตฺตานํ น อุปวทติ อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ปสํสนฺติ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ {๙๘๓.๑} อปเรปิ ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก อปฺปสนฺนา นปฺปสีทนฺติ ปสนฺนานํ เอกจฺจานํ อญฺญถตฺตํ โหติ สตฺถุสาสนํ อกตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส นปฺปสีทติ ฯ {๙๘๓.๒} ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก อปฺปสนฺนา ปสีทนฺติ ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาโว โหติ สตฺถุสาสนํ กตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส ปสีทติ ฯ ปญฺจ อาทีนวา กุลุปเก อนามนฺตาจาเร อาปชฺชติ รโหนิสชฺชาย อาปชฺชติ ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อาปชฺชติ มาตุคามสฺส อุตฺตริฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสนฺโต อาปชฺชติ กามสงฺกปฺปพหุโล จ วิหรติ ฯ ปญฺจ อาทีนวา กุลุปกสฺส ภิกฺขุโน อติเวลํ กุเลสุ สํสฏฺฐสฺส วิหรโต มาตุคามสฺส อภิณฺหทสฺสนํ ทสฺสเน สติ สํสคฺโค สํสคฺเค สติ วิสฺสาโส วิสฺสาเส สติ โอตาโร โอติณฺณจิตฺตสฺเสตํ ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อนภิรโต วา พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อญฺญตรํ วา สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชิสฺสติ สิกฺขํ วา ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสติ ฯ
พืชมี ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเหง้า ๑ พืชเกิดจากต้น ๑ พืชเกิดจากข้อ ๑ พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด ๑. ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ จี้ด้วยไฟ ๑ กรีดด้วยศาสตรา ๑. จิกด้วยเล็บ ๑ ไม่มีเมล็ด ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า ๑. ว่าด้วยวิสุทธิ ๕
ปญฺจ พีชชาตานิ มูลพีชํ ขนฺธพีชํ ผฬุพีชํ อคฺคพีชํ พีชพีชญฺเญว ปญฺจมํ ฯ ปญฺจหิ สมณกปฺเปหิ ผลํ ปริภุญฺชิตพฺพํ อคฺคิปริจิตํ สตฺถปริจิตํ นขปริจิตํ อพีชํ นิพฺพฏพีชญฺเญว ปญฺจมํ ฯ
วิสุทธิมี ๕ คือ ภิกษุแสดงนิทานแล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็น วิสุทธิข้อที่ ๑ แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒ แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วย สุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓ แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แสดงอนิยต ๒ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๔ สวดโดยพิสดารอย่างเดียว เป็นวิสุทธิข้อที่ ๕. วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑ สามัคคีอุโบสถ ๑ ปวารณาเป็นที่ห้า ๑. ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น
ปญฺจ วิสุทฺธิโย นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ปฐมา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ทุติยา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ตติยา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา เทฺว อนิยเต อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ จตุตฺถา วิสุทฺธิ ฯ วิตฺถาเรเนว ปญฺจมี ฯ อปราปิ ปญฺจ วิสุทฺธิโย สุตฺตุทฺเทโส ปาริสุทฺธิอุโปสโถ อธิฏฺฐานุโปสโถ สามคฺคีอุโปสโถ ปวารณาเยว ปญฺจมา ฯ
การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครองรักษาดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๑ กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึก โดยสหธรรม ๑ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑. การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มี ๕ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มี ๕. หมวด ๕ จบ ----------------------------------------------------- หัวข้อประจำหมวด
ปญฺจานิสํสา วินยธเร อตฺตโน สีลกฺขนฺโธ สุคุตฺโต โหติ สุรกฺขิโต กุกฺกุจฺจปกตานํ ปฏิสรณํ โหติ วิสารโท สงฺฆมชฺเฌ โวหรติ ปจฺจตฺถิเก สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคณฺหาติ สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ปฏิปนฺโน โหติ ฯ ปญฺจ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ปญฺจ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานีติ ฯ ปญฺจกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีตวัตถุ ๑ อนันตริยกรรม ๑ บุคคล ๑ อาบัติมี อันตัดเป็นวินัยกรรม ๑ ต้องอาบัติ ๑ ปัจจัย ๑ ไม่เข้ากรรม ๑ เข้ากรรม ๑ กิจควร ๑ ภิกษุ ถูกระแวง ๑ น้ำมัน ๑ เปลวมัน ๑ ความเสื่อม ๑ ความเจริญ ๑ ความระงับ ๑ บุคคลไม่ควร ให้อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ ป่าช้า ๑ ผ้าบังสุกุลที่โคกัด ๑ การลัก ๑ โจร ๑ สิ่งของ ไม่ควรจ่าย ๑ สิ่งของไม่ควรแบ่ง ๑ อาบัติเกิดแต่กาย ๑ เกิดแต่กายและวาจา ๑ เป็นเทสนาคามินี ๑ สงฆ์ ๑ ปาติโมกขุทเทศ ๑ ปัจจันติมชนบท ๑ อานิสงส์กฐิน ๑ กรรม ๑ อาบัติเป็นยาว- *ตติยกา ๑ ปาราชิก ๑ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฏ ๑ ของเป็นอกัปปิยะ ๑ ของเป็นกัปปิยะ ๑ สิ่งที่ ให้แล้วไม่เป็นบุญ ๑ สิ่งที่บรรเทาได้ยาก ๑ การกวาด ๑ การกวาดอย่างอื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑ อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ปาติโมกข์ทั้งสอง ๑ อาบัติเบา และอาบัติเป็นที่แปด ๑ จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ อยู่ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ อยู่ป่าช้า ๑ อยู่ที่แจ้ง ๑ ทรงผ้า ๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตตาม ลำดับแถว ๑ ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือการห้ามภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร ๑ อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติและมิใช่ อาบัติ ๑ บทฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ สำหรับภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ๑ ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา ๑ พืช ๑ ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑ วิสุทธิแม้อื่นอีก ๑ อานิสงส์ การทรงพระวินัย ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๖ หมวดห้าล้วนที่กล่าว แล้ว จบ หัวข้อประจำหมวด ๕ จบ -----------------------------------------------------
อาปตฺติ อาปตฺติกฺขนฺธา วินีตานนฺตเรน จ ปุคฺคลา เฉทนา เจว อาปชฺชติ จ ปจฺจยา น อุเปติ อุเปติ จ กปฺปนฺตุสฺสงฺกิ เตล จ วสพฺยสนสมฺปทา ปสฺสทฺธิ ปุคฺคเลน จ โสสานิ โคขายิตญฺจ เถยฺยํ โจโร จ วุจฺจติ อวิสฺสชฺชิ อเวภงฺคิ กายโต กายวาจโต เทสนา สงฺฆอุทฺเทสา ปจฺจนฺติ กฐิเนน จ กมฺมานิ ยาวตติยํ ปาราชิกถุลฺลทุกฺกฏํ อกปฺปิยํ กปฺปิยญฺจ อปุญฺญา ทุวิโนทิยา สมฺมชฺชนี อปเร จ ภาสํ อาปตฺติเมว จ อธิกรณํ วตฺถุํ ญตฺติ อาปตฺติ อุภยานิ จ ลหุกฏฺฐมกา เอเต กณฺหสุกฺกา วิชานถ อรญฺญํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปํสุรุกฺขสุสานิกา อพฺโภกาโส จีวรญฺจ สปทาโน นิสชฺชิโก สนฺถติขลุปจฺฉาปิ ปตฺตปิณฺฑิกเมว จ อุโปสถํ ปวารณํ อาปตฺตานาปตฺติปิ จ กณฺหสุกฺกปทา เอเต ภิกฺขุนีนํปิ เต ตถา อปาสาทิกปาสาทิ ตเถว อปเร ทุเว กุลุปเก อติเวลํ พีชํ สมณกปฺปิ จ วิสุทฺธิ อปเร เจว วินยาธมฺมกานิ จ ธมฺมิกา จ ตถา วุตฺตา นิฏฺฐิตา สุทฺธิปญฺจกาติ ฯ