ข้อ ๔ ให้รัฐบำลจ่ำยเงินสมทบเข้ำกองทุนสำหรับสมำชิกในอัตรำ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีสมำชิกมีอำยุไม่เกินสำมสิบปีบริบูรณ์ ให้จ่ำยเงินสมทบในอัตรำร้อยละห้ำสิบ ของเงินสะสมของสมำชิกที่จ่ำยเข้ำกองทุน เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งพันแปดร้อยบำท สำหรับปีปฏิทินนั้น
(๒) ในกรณีสมำชิกมีอำยุเกินสำมสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกินห้ำสิบปีบริบูรณ์ ให้จ่ำยเงินสมทบ ในอัตรำร้อยละแปดสิบของเงินสะสมของสมำชิกที่จ่ำยเข้ำกองทุน เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน หนึ่งพันแปดร้อยบำท สำหรับปีปฏิทินนั้น
(๓) ในกรณีสมำชิกมีอำยุเกินห้ำสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้จ่ำยเงินสมทบในอัตรำร้อยละร้อย ของเงินสะสมของสมำชิกที่จ่ำยเข้ำกองทุน เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งพันแปดร้อยบำท สำหรับปีปฏิทินนั้น ให้ไว้ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖6 อำคม เติมพิทยำไพสิฐ รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงการคลัง เลม่ ๑๔๐ ตอนที่ ๑๔ ก หนา้ ๕ ราชกิจจานุเบกษา ๓ มีนาคม ๒๕๖๖ หมำยเหตุ :- เหตุผลในกำรประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นกำรสมควรปรับปรุงจำนวนเงินสะสมสูงสุด ของสมำชิกที่จ่ำยเข้ำกองทุน และจำนวนเงินสมทบสูงสุดที่รัฐบำลต้องจ่ำยสมทบ สำหรับปีปฏิทินนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับภำวะเศรษฐกิจ เพิ่มแรงจูงใจในกำรออม สร้ำงควำมมั่นคงในกำรดำรงชีพยำมชรำภำพ และเป็นกำรรองรับสังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้