This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๑

Other items in this volume

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑. อนุพุทธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๒. ปปติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๓. ขตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๔. ขตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๕. อนุโสตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๖. อัปปสุตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๗. สังฆโสภณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๘. เวสารัชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๙. ตัณหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑๐. โยคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑. จารสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๒. ศีลสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๓. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๔. สังวรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๕. ปัญญัติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๖. โสขุมมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๗. อคติสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๘. อคติสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๙. อคติสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑๐. ภัตตุเทสกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๓. โลกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๔. กาฬกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๕. พรหมจริยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๖. กุหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๗. สันตุฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๘. อริยวังสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๙. ธรรมปทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑๐. ปริพาชกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑. จักกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๒. สังคหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๓. สีหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๔. ปสาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๕. วัสสการสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๖. โทณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๗. อปริหานิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๘. ปฏิลีนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๙. อุชชยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑๐. อุทายสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑. สมาธิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๒. ปัญหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๓. โกธสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๔. โกธสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๗. สุวิทูรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๘. วิสาขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๙. วิปัลลาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑๐. อุปกิเลสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๒. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๓. สังวาสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๔. สังวาสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๕. สมชีวิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๖. สมชีวิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๗. สุปปวาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๘. สุทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๙. โภชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑๐. คิหิสามีจิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑. ปัตตกรรมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๒. อันนนาถสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๓. สพรหมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๔. นิรยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๕. รูปสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๖. สราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๗. อหิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๘. เทวทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๙. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑๐. ธรรมิกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๒. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๓. สัปปุริสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๔. อัคคสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๕. อัคคสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๖. กุสินาราสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๗. อจินติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๘. ทักขิณาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๙. วณิชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑๐. กัมโมชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑. ปาณาติปาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๒. มุสาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๓. วัณณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๔. โกธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๕. ตมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๖. โอณตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๗. ปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๘. สังโยชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๙. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑๐. ขันธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑. อสุรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๒. สมาธิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๓. สมาธิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๔. สมาธิสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๕. ฉลาวาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๖. ราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๗. นิสันติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๘. อัตตหิตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๙. สิกขาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑๐. โปตลิยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑. วลาหกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๒. วลาหกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๓. กุมภสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๔. อุทกรหทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๕. อัมพสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๗. มูสิกาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๘. พลิพัททสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๙. รุกขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑๐. อาสีวิสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑. เกสีสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๒. ชวสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๓. ปโตทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๔. นาคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๕. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๖. อัปปมาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๗. อารักขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๘. สังเวชนียสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๙. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑๐. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๒. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๓. ฌานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๔. ฌานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๕. เมตตาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๖. เมตตาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๗. อัจฉริยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๘. อัจฉริยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๙. อัจฉริยสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑๐. อัจฉริยสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๒. อาภาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๑. อินทรียวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๒. ปฏิปทาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๓. สัญเจตนิยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๔. โยธาชีววรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๕. มหาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๑. สัปปุริสวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๒. โศภนวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๓. ทุจริตวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๔. กรรมวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๕. อาปัตติภยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๖. อภิญญาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๗. กรรมปถวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระสูตรที่ไม่นับเป็นปัณณาสก์

Scripture

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๑. อินทรียวรรค

อรรถกถาแปลไทย

71 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อินทริยวรรควรรณนาที่ ๑ อรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในสัทธาธุระ.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. จบอรรถกถาอินทริยสูตรที่ ๑

ปฐมพลสูตรที่ ๒ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในอัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ).

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.

อรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยพลสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อนวชฺชพลํ คือ พละคือกรรมทีไม่มีโทษ.

บทว่า สงฺคาหกพลํ ได้แก่ พละคือการสงเคราะห์คนที่ควรสงเคราะห์. จบอรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๓

ตติยพลสูตรที่ ๔ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

จตุตถพลสูตรที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

อรรถกถากัปปสูตรที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในกัปปสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

ในบทว่า สํวฏฺโฏ นี้ ความเสื่อม ๓ คือ ความเสื่อมด้วยน้ำ ๑ ความเสื่อมด้วยไฟ ๑ ความเสื่อมด้วยลม ๑.

เขตความเสื่อมมี ๓ คือ อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหม.

ในคราวที่กัปเสื่อมด้วยไฟ ไฟย่อมไหม้ภายใต้อาภัสสรพรหม. ในคราวที่เสื่อมด้วยน้ำ น้ำย่อมละลายแต่ภายใต้สุภกิณหพรหม. ในคราวที่เสื่อมด้วยลม ลมย่อมทำลายภายใต้แต่เวหัปผลพรหม. แต่เมื่อกล่าวโดยพิสดาร พุทธเขตแห่งหนึ่งย่อมพินาศได้ทุกเมื่อ.

นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. ส่วนเรื่องพิสดาร ผู้ศึกษาพึงทราบได้ โดยนัยอันกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. จบอรรถกถากัปปสูตรที่ ๖

อรรถกถาโรคสูตรที่ ๗

พึงทราบวินิจฉัยในโรคสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า วิฆาตวา ได้แก่ ประกอบด้วยความร้อนใจ คือทุกข์มีความมักมากเป็นปัจจัย.

บทว่า อสนฺตุฏฺโฐ ได้แก่ เป็นผู้ไม่สันโดษ ด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔.

บทว่า อนวญฺญปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อได้ความยกย่องจากผู้อื่น.

บทว่า ลาภสกฺการสิโลกปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อได้ลาภสักการะอันได้แก่ปัจจัย ๔ ที่เขาจัดไว้เป็นอย่างดี และความสรรเสริญอันได้แก่การกล่าวยกย่อง.

บทว่า สงฺขาย กุลานิ อุปสงฺกมติ ได้แก่ เข้าไปสู่ตระกูล เพื่อรู้ว่าชนเหล่านี้รู้จักเราไหม.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาโรคสูตรที่ ๗

อรรถกถาปริหานิสูตรที่ ๘

พึงทราบวินิจฉัยในปริหานิสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า คมฺภีเรสุ ได้แก่ ลึกโดยอรรถ.

บทว่า ฐานาฐาเนสุ ได้แก่ ในเหตุและมิใช่เหตุ.

บทว่า น กมติ ได้แก่ ไม่นำไปคือไม่เป็นไป.

ในบทว่า ปญฺญาจกฺขุํ นี้ แม้ปัญญาเกิดจากการเรียน การสอบถามก็ควร แม้ปัญญาเกิดจากการพิจาณา การแทงตลอดก็ควร. จบอรรถกถาปริหานิสูตรที่ ๘

อรรถกถาภิกขุนีสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในภิกขุนีสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า เอหิ ตฺวํ ได้แก่ ภิกษุณีมีจิตปฏิพันธ์ในพระเถระ จึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อส่งบุรุษนั้นไป.

บทว่า สสีสํ ปารุปิตฺวา ได้แก่ คลุมกายตลอดศีรษะ.

บทว่า มญฺจเก นิปชฺชิ ได้แก่ ภิกษุณีรีบลาดเตียงแล้วนอนบนเตียงนั้น.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระอานนท์สังเกตอาการของภิกษุณีนั้น จึงได้กล่าวกะภิกษุณีนั้น เพื่อแสดงอสุภกถาโดยนิ่มนวล เพื่อให้ภิกษุณีละความโลภ.

บทว่า อาหารสมฺภูโต ได้แก่ ร่างกายนี้เกิดเป็นมาเพราะอาหาร คือเจริญขึ้นเพราะอาศัยอาหาร.

บทว่า อาหารํ นิสฺสาย อาหารํ ปชหติ ความว่า บุคคลอาศัยกวฬีการาหารอันเป็นปัจจุบัน เสพอาหารนั้นโดยแยบคายอย่างนี้ ย่อมละอาหารกล่าวคือกรรมเก่า พึงละตัณหา อันเป็นความใคร่ในกวฬีการาหารแม้อันเป็นปัจจุบัน.

บทว่า ตณฺหํ ปชหติ ความว่า บุคคลอาศัยตัณหาอันเป็นปัจจุบันที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ ในบัดนี้ ย่อมละบุพตัณหาอันมีวัฏฏะเป็นมูล.

-----------------------------------------------------

อยํ ปน ปจฺจุปฺปนฺนตณฺหา กุสลา อกุสลาติ? กุสลา.

เสวิตพฺพา น เสวิตพฺพาติ? เสวิตพฺพา

ถามว่า ก็ตัณหาอันเป็นปัจจุบันนี้เป็นกุศลหรืออกุศล.

ตอบว่า เป็นอกุศล.

ถามว่า ควรเสพหรือไม่ควรเสพ.

ตอบว่า ควรเสพ.

-----------------------------------------------------

ถามว่า จะชักปฏิสนธิมาหรือไม่ชักมา.

ตอบว่า ไม่ชักมา. แต่ควรละความใคร่ในตัณหาที่ควรเสพ อันเป็นปัจจุบันแม้นี้เสียทีเดียว.

บทว่า กิมงฺคํ ปน ในบทว่า โส หิ นาม อายสฺมา อาสวานํ ขยา ฯเปฯ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ กิมงฺคํ ปนาหํ นี้ นั่นเป็นความปริวิตกถึงเหตุ.

ท่านอธิบายข้อนี้ไว้ว่า ภิกษุนั้นจักทำอรหัตผลให้แจ้งอยู่ ด้วยเหตุไรเราจึงจักไม่ทำให้แจ้งอยู่เล่า แม้ภิกษุนั้นก็เป็นบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เราก็เป็นบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน อรหัตผลนั้นจักเกิดแก่เราบ้าง.

บทว่า มานํ นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยมานะที่ควรเสพอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้.

บทว่า มานํ ปชหติ ได้แก่ บุคคลละบุพมานะอันมีวัฏฏะเป็นมูล. อธิบายว่า ก็บุคคลนั้นอาศัยมานะใดละมานะนั้นได้ แม้มานะนั้นก็เป็นอกุศล ควรเสพและไม่ชักปฏิสนธิมาดุจตัณหา แต่ควรละความใคร่แม้ในมานะนั้นเสีย.

บทว่า เสตุฆาโต วุตฺโต ภควตา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะตรัสสอนให้ทำลายทาง คือทำลายปัจจัยเสีย. เมื่อพระเถระยักเยื้องเทศนาด้วยองค์ ๔ เหล่านี้แล้ว ฉันทราคะอันปรารภพระเถระเกิดขึ้นแก่ภิกษุณีนั้นได้หมดไปแล้ว. แม้ภิกษุณีนั้นก็ขอโทษที่ล่วงเกิน เพื่อให้พระเถระยกโทษให้. แม้พระเถระก็รับโทษที่ล่วงเกินของภิกษุณีนั้น. เพื่อแสดงถึงข้อนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า อถโข สา ภิกฺขุนี ดังนี้. จบอรรถกถาภิกขุนีสูตรที่ ๙

อรรถกถาสุคตสูตรที่ ๑๐

พึงทราบวินิจฉัยในสุคตสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ทุคฺคหิตํ ได้แก่ ถือกันมานอกลำดับ.

บทว่า ปริยาปุณนฺติ ได้แก่ ถ่ายทอดมาคือกล่าว.

ก็ในบทว่า ปทพฺยญฺชเนหิ นี้ ท่านกล่าวว่า บทของความนั่นแหละเป็นพยัญชนะโดยพยัญชนะ.

บทว่า ทุนฺนิกฺขิตฺตสฺส ได้แก่ ใช้ผิด คือตั้งไว้นอกลำดับ.

บทว่า อตฺโถปิ ทุนฺนโย โหติ ได้แก่ ไม่อาจจะนำอรรถกถาออกมากล่าวได้.

บทว่า ฉินฺนมูลโก ได้แก่ ชื่อว่า ฉินฺนมูลก เพราะขาดภิกษุผู้เป็นมูล (อาจารย์).

บทว่า อปฺปฏิสรโณ คือ ไม่มีที่พึ่ง.

บทว่า พาหุลฺลิกา ได้แก่ ปฏิบัติเพื่อสะสมปัจจัย.

บทว่า สาถลิกา ได้แก่ ถือไตรสิกขาย่อหย่อน.

บทว่า โอกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ท่านเรียกว่าโอกกมนะ เพราะเดินลงต่ำ (เสื่อม). อธิบายว่า มุ่งไปในโอกกมนะนั้น (มุ่งไปในทางจะลาสิกขา).

บทว่า ปริเวเก ได้แก่ วิเวก ๓.

บทว่า นิกฺขิตฺตธุรา ได้แก่ ไม่มีความเพียร.

พึงทราบความในที่ทั้งปวงในสูตรนี้. จบอรรถกถาสุคตสูตรที่ ๑๐ จบอินทริยวรรควรรณนาที่ ๑ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๑. อินทรียวรรค · Volume 21