This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๑

Other items in this volume

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑. อนุพุทธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๒. ปปติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๓. ขตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๔. ขตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๕. อนุโสตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๖. อัปปสุตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๗. สังฆโสภณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๘. เวสารัชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๙. ตัณหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑๐. โยคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑. จารสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๒. ศีลสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๓. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๔. สังวรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๕. ปัญญัติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๖. โสขุมมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๗. อคติสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๘. อคติสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๙. อคติสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑๐. ภัตตุเทสกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๓. โลกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๔. กาฬกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๕. พรหมจริยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๖. กุหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๗. สันตุฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๘. อริยวังสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๙. ธรรมปทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑๐. ปริพาชกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑. จักกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๒. สังคหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๓. สีหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๔. ปสาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๕. วัสสการสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๖. โทณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๗. อปริหานิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๘. ปฏิลีนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๙. อุชชยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑๐. อุทายสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑. สมาธิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๒. ปัญหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๓. โกธสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๔. โกธสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๗. สุวิทูรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๘. วิสาขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๙. วิปัลลาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑๐. อุปกิเลสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๒. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๓. สังวาสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๔. สังวาสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๕. สมชีวิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๖. สมชีวิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๗. สุปปวาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๘. สุทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๙. โภชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑๐. คิหิสามีจิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑. ปัตตกรรมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๒. อันนนาถสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๓. สพรหมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๔. นิรยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๕. รูปสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๖. สราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๗. อหิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๘. เทวทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๙. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑๐. ธรรมิกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๒. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๓. สัปปุริสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๔. อัคคสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๕. อัคคสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๖. กุสินาราสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๗. อจินติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๘. ทักขิณาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๙. วณิชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑๐. กัมโมชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑. ปาณาติปาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๒. มุสาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๓. วัณณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๔. โกธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๕. ตมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๖. โอณตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๗. ปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๘. สังโยชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๙. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑๐. ขันธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑. อสุรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๒. สมาธิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๓. สมาธิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๔. สมาธิสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๕. ฉลาวาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๖. ราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๗. นิสันติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๘. อัตตหิตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๙. สิกขาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑๐. โปตลิยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑. วลาหกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๒. วลาหกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๓. กุมภสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๔. อุทกรหทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๕. อัมพสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๗. มูสิกาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๘. พลิพัททสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๙. รุกขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑๐. อาสีวิสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑. เกสีสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๒. ชวสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๓. ปโตทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๔. นาคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๕. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๖. อัปปมาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๗. อารักขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๘. สังเวชนียสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๙. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑๐. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๒. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๓. ฌานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๔. ฌานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๕. เมตตาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๖. เมตตาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๗. อัจฉริยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๘. อัจฉริยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๙. อัจฉริยสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑๐. อัจฉริยสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๒. อาภาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๑. อินทรียวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๒. ปฏิปทาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๓. สัญเจตนิยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๔. โยธาชีววรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๕. มหาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๑. สัปปุริสวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๒. โศภนวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๓. ทุจริตวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๔. กรรมวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๕. อาปัตติภยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๖. อภิญญาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๗. กรรมปถวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระสูตรที่ไม่นับเป็นปัณณาสก์

Scripture

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๖. โทณสูตร

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation44 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาโทณสูตรที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในโทณสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

ในบทว่า อนฺตรา จ อุกฺกฏฺฐํ อนฺตรา จ เสตพฺยํ นี้

บทว่า อุกฺกฏฺฐา ได้แก่ นครที่เรียกกันอย่างนี้ เพราะเขาตามคบเพลิงสร้างแล้ว.

บทว่า เสตพฺยํ ได้แก่ นครถิ่นเกิดของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งอดีต.

ส่วนอันตราศัพท์ใช้ในอรรถว่าเหตุ ขณะ จิต ท่ามกลางและระหว่าง.

ใช้ในอรรถว่าเหตุ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย อญฺญตฺร ตถาคตา ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้น นอกจากพระตถาคต และว่า ชนา สงฺคมฺม มนฺเตนฺติ มญฺจ ตญฺจ กิมนฺตรํ พวกชนประชุมปรึกษาเราและท่านถึงเหตุอะไร ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่าขณะ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อทฺทสา มํ ภนฺเต อญฺญตรา อิตฺถี วิชฺชนฺตริกาย ภาชนํ โธวนฺตี ท่านขอรับ หญิงคนหนึ่งกำลังล้างภาชนะอยู่ ขณะฟ้าแลบ ก็เห็นเรา ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่าจิต ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา ความแค้นเคืองย่อมไม่มีแต่จิตของผู้ใดดังนี้.

ใช้ในอรรถว่าท่ามกลาง ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อนฺตรา โวสานมาปาทิ ถึงการจบลงในท่ามกลาง ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่าระหว่าง ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อปิจายํ ตโปทา ทฺวินฺนํ มหานิรยานํ อนฺตริกาย อาคจฺฉติ อนึ่ง สระน้ำตโปทานี้ ย่อมไหลมาจากระหว่างมหานรกทั้งสองดังนี้.

อันตราศัพท์นี้นั้น ในที่นี้ใช้ในอรรถว่าระหว่าง เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความในคำนี้อย่างนี้ว่า ในระหว่างนครอุกกัฏฐะกับนครเสตัพยะ ดังนี้. ท่านทำเป็นทุติยาวิภัติ เพราะประกอบด้วยอันตราศัพท์. ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้คิดอักขระในฐานะเช่นนี้ ย่อมประกอบอันตราศัพท์อย่างหนึ่งในคำนี้อย่างนี้ว่า อนฺตรา คามญฺจ นทิญฺจ ยาติ บุคคลเดินไปในระหว่างบ้านและแม่น้ำดังนี้. อันตราศัพท์นั้น พึงประกอบด้วยแม้บทที่สอง เมื่อไม่ประกอบก็ไม่เป็นรูปทุติยาวิภัติ แต่ในที่นี้ท่านประกอบแล้ว จึงกล่าวไว้อย่างนี้.

บทว่า อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ คือ ทรงเดินทางไกล. อธิบายว่า ทางยาว.

ถามว่า ทรงเดินทางไกล เพราะเหตุไร.

ตอบว่า ได้ยินว่า ในวันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า เมื่อเราเดินไปทางนั้น โทณพราหมณ์เห็นเจดีย์คือรอยเท้าของเรา ก็จะแกะรอยตามมาถึงที่เรานั่งแล้วถามปัญหา เมื่อเป็นดังนั้น เราจักแสดงสัจธรรมแก่เขาอย่างนี้ พราหมณ์จักแทงตลอดสามัญญผลสามได้แล้ว จักพรรณนาคุณ ชื่อโทณคัชชิตะ หนึ่งหมื่นสองพันบท เมื่อเราปรินิพพานแล้ว จักระงับการทะเลาะอย่างใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วชมพูทวีปแล้ว จึงจักแบ่งพระธาตุทั้งหลายกัน ดังนี้ จึงทรงเดินทางด้วยเหตุนี้.

บทว่า โทโณปิ สุทํ พฺราหฺมโณ ความว่า แม้โทณพราหมณ์ชำนาญไตรเพท เมื่อสอนศิลปะกะพวกมาณพ ๕๐๐ คนในวันนั้น ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทำกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว นุ่งผ้าค่านับ ๑๐๐ ใช้ของมีค่าราคา ๕๐๐ คล้องด้ายยัญ สวมรองเท้าสายแดง มีมาณพ ๕๐๐ ห้อมล้อม ได้เดินไปทางนั้นเหมือนกัน.

คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น.

บทว่า ปาเทสุ ได้แก่ ในรอยที่ทรงเหยียบด้วยพระบาท.

บทว่า จกฺกานิ ได้แก่ จักกลักษณะ (รูปจักร).

ถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินอยู่ รอยพระบาทปรากฏในที่ที่ทรงเหยียบไว้หรือ.

ตอบว่า ไม่ปรากฏดอก.

เพราะอะไร. เพราะรอยบาทละเอียดมีกำลังมาก และเพราะจะอนุเคราะห์มหาชน.

จริงอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระฉวีละเอียด สถานที่ทรงเหยียบ เป็นเหมือนสถานที่ปุยนุ่นตั้งอยู่ รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏ. รอยที่ตถาคตทรงเหยียบ ก็เป็นสักแต่ว่าเหยียบเท่านั้น รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏในที่นั้น เพราะพระองค์เป็นผู้มีกำลังมาก เหมือนรอยเท้าของม้าสินธพมีฝีเท้าเร็วดุจลม มีกำลังเหยียบแม้บนใบของกอประทุม ก็สักว่าเหยียบเท่านั้น ฉะนั้น.

ส่วนหมู่มหาชนเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไป เมื่อมหาชนนั้นเห็นรอยพระบาทของพระศาสดา ก็ไม่อาจจะเดินเหยียบทับ พึงเดินเลี่ยงไปเสีย. เพราะฉะนั้น รอยพระบาทแม้ใดพึงมีในที่ทรงเหยียบแล้ว รอยพระบาทนั้นก็หายไปทันที. ฝ่ายโทณพราหมณ์เห็นได้ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคต แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์จะแสดงเจดีย์คือพระบาทแก่ผู้ใด ปรารภถึงผู้นั้น ทรงอธิษฐานว่า คนชื่อโน้นจงเห็นดังนี้ เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์นี้ได้เห็นก็ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคตเหมือนมาคัณฑิยพราหมณ์.

บทว่า ปาสาทิกํ คือ ให้เกิดความเลื่อมใส.

บทนอกนี้ก็เป็นไวพจน์ของบทว่า ปาสาทิกํ นั้นเอง.

ในบทว่า อุตฺตมทมถสมถมนุปฺปตฺตํ นี้ พึงทราบดังนี้ อรหัตมรรคชื่อว่าการฝึกฝนอย่างสูงสุด อรหัตมรรคสมาธิ ชื่อว่าความสงบอย่างสูงสุด. อธิบายว่า ทรงบรรลุทั้งสองอย่างนั้น.

บทว่า ทนฺตํ คือ หมดพยศ. บทว่า คุตฺตํ คือ คุ้มครอง.

บทว่า ยตินฺทฺริยํ คือ รักษาอินทรีย์.

บทว่า นาคํ ความว่า ชื่อว่า นาคะ เพราะเหตุ ๔ คือ เพราะไม่ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ๑ เพราะไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วอีก ๑ เพราะไม่ทำบาป ๑ เพราะอรรถว่ามีกำลัง ๑.

ในบทว่า เทโว โน ภวํ ภวิสฺสติ นี้ ก็การถามพึงจบลงด้วยคำประมาณเท่านี้ว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาหรือดังนี้ แต่พราหมณ์ผู้นี้ เมื่อถามโดยอนาคตกาลว่า ท่านจักเป็นเทวราชองค์หนึ่ง ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ในอนาคตกาลกระมังดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยชอบด้วยคำถามของพราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า เราไม่ใช่เป็นเทวดาดอก พราหมณ์.

ในบททุกบทก็นัยนี้.

บทว่า อาสวานํ ได้แก่ อาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น.

บทว่า ปหีนา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์.

บทว่า อนูปลิตฺโต โลเกน ความว่า โลกคือสังขารโลกเข้ามากำซาบใจเราไม่ได้ เพราะเราละเครื่องลูบไล้คือตัณหาและทิฏฐิเสียแล้ว.

บทว่า พุทฺโธ ความว่า ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ เพราะตรัสรู้สัจจะ ๔ ดังนี้.

บทว่า เยน คือ เพราะอาสวะใด.

บทว่า เทวูปปตฺยสฺส ความว่า เราจะพึงได้กำเนิดเป็นเทวดา.

บทว่า วิหงฺคโม ได้แก่ เทพจำพวกคนธรรพ์ผู้เหาะเหินได้.

บทว่า วิทฺธสฺตา แปลว่า ทำลายแล้ว.

บทว่า วินฬีกตา ได้แก่ ทำให้ปราศจากประสาน คือปราศจากเครื่องผูก.

บทว่า โตเยน นุปลิปฺปติ ความว่า ดอกบัวขาวที่ชูโผล่ขึ้นพ้นน้ำ ราวศอกหนึ่งซึ่งทำให้สระงาม ทำฝูงภมรให้ร่าเริง น้ำซึมซาบไม่ได้.

บทว่า ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ ความว่า เวลาจบเทศนา พราหมณ์บรรลุผลสามแล้วจึงกล่าวคุณ ชื่อว่าโทณคัชชิตะ (เสียงกระหึมของโทณพราหมณ์) ด้วยคาถา ๑๒,๐๐๐ บท ก็เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ระงับความทะเลาะอย่างใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วพื้นชมพูทวีปแล้ว จึงได้แบ่งซึ่งพระธาตุทั้งหลายแก่กัน ดังพรรณนามานี้.

จบอรรถกถาโทณสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร