This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๑

Other items in this volume

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑. อนุพุทธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๒. ปปติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๓. ขตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๔. ขตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๕. อนุโสตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๖. อัปปสุตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๗. สังฆโสภณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๘. เวสารัชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๙. ตัณหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๑๐. โยคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑. จารสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๒. ศีลสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๓. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๔. สังวรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๕. ปัญญัติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๖. โสขุมมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๗. อคติสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๘. อคติสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๙. อคติสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จรวรรคที่ ๒ ๑๐. ภัตตุเทสกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๓. โลกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๔. กาฬกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๕. พรหมจริยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๖. กุหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๗. สันตุฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๘. อริยวังสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๙. ธรรมปทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุรุเวลวรรคที่ ๓ ๑๐. ปริพาชกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑. จักกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๒. สังคหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๓. สีหสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๔. ปสาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๕. วัสสการสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๖. โทณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๗. อปริหานิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๘. ปฏิลีนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๙. อุชชยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔ ๑๐. อุทายสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑. สมาธิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๒. ปัญหาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๓. โกธสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๔. โกธสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๗. สุวิทูรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๘. วิสาขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๙. วิปัลลาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ๑๐. อุปกิเลสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๒. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๓. สังวาสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๔. สังวาสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๕. สมชีวิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๖. สมชีวิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๗. สุปปวาสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๘. สุทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๙. โภชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ ๑๐. คิหิสามีจิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑. ปัตตกรรมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๒. อันนนาถสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๓. สพรหมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๔. นิรยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๕. รูปสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๖. สราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๗. อหิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๘. เทวทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๙. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ๑๐. ธรรมิกสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑. ปธานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๒. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๓. สัปปุริสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๔. อัคคสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๕. อัคคสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๖. กุสินาราสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๗. อจินติตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๘. ทักขิณาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๙. วณิชชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อปัณณกวรรคที่ ๓ ๑๐. กัมโมชสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑. ปาณาติปาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๒. มุสาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๓. วัณณสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๔. โกธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๕. ตมสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๖. โอณตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๗. ปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๘. สังโยชนสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๙. ทิฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มจลวรรคที่ ๔ ๑๐. ขันธสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑. อสุรสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๒. สมาธิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๓. สมาธิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๔. สมาธิสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๕. ฉลาวาตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๖. ราคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๗. นิสันติสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๘. อัตตหิตสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๙. สิกขาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อสุรวรรคที่ ๕ ๑๐. โปตลิยสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑. วลาหกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๒. วลาหกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๓. กุมภสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๔. อุทกรหทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๕. อัมพสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๗. มูสิกาสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๘. พลิพัททสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๙. รุกขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ ๑๐. อาสีวิสสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑. เกสีสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๒. ชวสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๓. ปโตทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๔. นาคสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๕. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๖. อัปปมาทสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๗. อารักขสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๘. สังเวชนียสูตรอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๙. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรคที่ ๒ ๑๐. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑. ภยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๒. ภยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๓. ฌานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๔. ฌานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๕. เมตตาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๖. เมตตาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๗. อัจฉริยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๘. อัจฉริยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๙. อัจฉริยสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ภยวรรคที่ ๓ ๑๐. อัจฉริยสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ๒. อาภาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๑. อินทรียวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๒. ปฏิปทาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๓. สัญเจตนิยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๔. โยธาชีววรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ๕. มหาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๑. สัปปุริสวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๒. โศภนวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๓. ทุจริตวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๔. กรรมวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๕. อาปัตติภยวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๖. อภิญญาวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ ๗. กรรมปถวรรคอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระสูตรที่ไม่นับเป็นปัณณาสก์

Scripture

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๘. เวสารัชชสูตร

อรรถกถาแปลไทย

60 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาเวสารัชชสูตรที่ ๘

พึงทราบวินิจฉัยในเวสารัชชสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-

ในบทว่า เวสารชฺชานิ นี้ ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความขลาด ชื่อว่าเวสารัชชะ ญาณเป็นเหตุให้กล้าหาญ. เวสารัชชะนี้เป็นชื่อของโสมนัสญาณที่เกิดขึ้นแก่ตถาคต ผู้พิจารณาเห็นความไม่มีความขลาดในฐานะ ๔.

บทว่า อาสภณฺฐานํ ความว่า ฐานะอันประเสริฐ คือฐานะสูงสุด. หรือพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลายเป็นผู้องอาจ ฐานะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น.

อีกนัยหนึ่ง โคจ่าฝูงของโคร้อยตัวชื่อว่าอุสภะ โคจ่าฝูงของโคหนึ่งพันตัวชื่อว่าวสภะ หรือโคอุสภะเป็นหัวโจกโคร้อยคอก โควสภะเป็นหัวโจกโคพันคอก. โคนิสภะประเสริฐสุดแห่งโคทั้งหมดอดทนต่ออันตรายทุกอย่าง เผือก น่ารัก ขนภาระไปได้มาก ทั้งไม่หวั่นไหวด้วยเสียงฟ้าร้องร้อยครั้งพันครั้ง โคนิสภะนั้น ท่านประสงค์ว่า โคนิสภะในที่นี้ นี้เป็นคำเรียกโคนิสภะนั้นโดยปริยาย. ที่ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้เป็นของโคอุสภะ.

บทว่า ฐานํ ได้แก่ การเอาเท้าทั้ง ๔ ตะกุยแผ่นดินยืนหยัด.

ก็ฐานะนี้ชื่อว่าอาสภะ เพราะเหมือนการยืนหยัดของโคอุสภะ. โคอุสภะที่นับว่าโคนิสภะ เอาเท้า ๔ เท้าตะกุยแผ่นดินแล้ว ยืนหยัดโดยยืนไม่หวั่นไหวฉันใด ตถาคตก็ตะกุยแผ่นดินคือบริษัท ๘ ด้วยพระบาทคือเวสารัชชญาณ ๔ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกปัจจามิตรไรๆ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ยืนหยัดโดยยืนไม่หวั่นไหวก็ฉันนั้น.

ตถาคตเมื่อยืนหยัดอยู่อย่างนี้ จึงปฏิญญาฐานของผู้องอาจ เข้าถึง ไม่บอกคืน กลับยกขึ้นไว้ในพระองค์ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ดังนี้.

บทว่า ปริสาสุ ได้แก่ ในบริษัททั้ง ๘.

บทว่า สีหนาทํ นทติ ความว่า เปล่งเสียงแสดงอำนาจอันประเสริฐสุด เสียงแสดงอำนาจของราชสีห์ หรือบันลือเสียงแสดงอำนาจเสมือนการแผดเสียงของราชสีห์. ความข้อนี้พึงแสดงด้วยสีหนาทสูตร. ราชสีห์ เขาเรียกว่าสีหะ เพราะอดทน และเพราะล่าเหยื่อ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้น เขาเรียกว่าสีหะ เพราะทรงอดทน โลกธรรมทั้งหลาย และเพราะทรงกำจัดลัทธิอื่น. การบันลือของสีหะที่ท่านกล่าวอย่างนี้ เรียกว่า สีหนาท.

ในสีหนาทนั้น ราชสีห์ประกอบด้วยกำลังของราชสีห์กล้าหาญในที่ทั้งปวง ปราศจากขนชูชัน บันลือสีหนาทฉันใด สีหะคือ ตถาคตก็ฉันนั้น ประกอบด้วยกำลังของตถาคต เป็นผู้กล้าหาญในบริษัททั้ง ๘ ปราศจากขนพอง ย่อมบันลือสีหนาทอันประกอบด้วยความงดงามแห่งเทศนามีอย่างต่างๆ โดยนัยเป็นอาทิว่า อย่างนี้รูป.

ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ ดังนี้.

บทว่า พฺรหฺมํ ในบทว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ นี้ ได้แก่ จักรอันประเสริฐสูงสุดหมดจด.

ก็จักกศัพท์นี้

ย่อมใช้ในอรรถว่าสมบัติ ลักษณะ ส่วนแห่งรถ

อิริยาบถ ทาน รตนจักร ธรรมจักร และอุรจักร

เป็นต้น ในที่นี้ รู้กันว่า ใช้ในอรรถว่าธรรมจักร

พึงทำธรรมจักรให้ชัดแจ้ง แบ่งเป็นสองประการ.

จริงอยู่ จักกศัพท์นี้ย่อมใช้ในอรรถว่า สมบัติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว จกฺกานิ เยหิ สมนฺนาคตานํ เทวมนุสฺสานํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมบัติ ๔ ที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกอบพร้อมแล้วดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า ลักษณะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ ลักษณะเกิดบนฝ่าพระบาท ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า อิริยาบถ ได้ในบาลีนี้ว่า จตุจกฺกํ นวทฺวารํ มีอิริยาบถ ๔ มีทวาร ๙ ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า ทาน ได้ในบาลีนี้ ทท ภุญฺช จ มา จ ปมาโท จกฺกํ วตฺตย สพฺพาปาณีนํ ท่านจงให้ จงบริโภคและจงอย่าประมาท จงให้ทานเป็นไปแก่สรรพสัตว์ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า รตนจักร ได้ในบาลีนี้ว่า ทิพฺพํ รตนจกฺกํ ปาตุรโหสิ จักรรัตน์ที่เป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า ธรรมจักร ได้ในบาลีนี้ว่า มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ ธรรมจักรอันเราให้เป็นไปแล้วดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า อุรจักร ได้ในบาลีนี้ว่า อุรจักร กงจักรหมุนอยู่บนกระหม่อมของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า ปหรณจักร เครื่องประหาร ได้ในบาลีนี้ว่า ขุรปริยนฺเตน เจปิ จกฺเกน. ถ้าประหารด้วยจักรมีคมรอบๆ ดังนี้.

ใช้ในอรรถว่า อสนิมัณฑละ คือ วงกลมแห่งสายฟ้า ได้ในบาลีนี้ว่า อสนิจกฺกํ วงกลมแห่งสายฟ้าดังนี้.

แต่จักกศัพท์นี้ ในที่นี้รู้กันว่า ใช้ในอรรถว่า ธรรมจักร.

ก็ธรรมจักรนั้นมี ๒ คือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทศนาญาณ ๑.

บรรดาธรรมจักร ๒ นั้น ญาณที่ปัญญาอบรม นำอริยผลมาให้ตนเอง ชื่อว่าปฏิเวธญาณ. ญาณที่กรุณาอบรม นำอริยผลมาให้สาวกทั้งหลาย ชื่อว่าเทศนาญาณ.

บรรดาญาณ ๒ อย่างนั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ คือ ที่กำลังเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว. ก็ปฏิเวธญาณนั้น ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนับแต่ทรงออกผนวชจนถึงอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้น นับแต่ภพชั้นดุสิตจนถึงอรหัตมรรค ณ มหาโพธิบัลลังก์ ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้น นับแต่ครั้งพระทีปังกรพุทธเจ้า จนถึงอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล.

เทศนาญาณก็มี ๒ คือที่กำลังเป็นไปที่เป็นไปแล้ว. ก็เทศนาญาณนั้น ชื่อว่ากำลังเป็นไปจนถึงโสดาปัตติมรรค ของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อว่าเป็นไปแล้วในขณะแห่งโสดาปัตติผล.

บรรดาญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ. ก็ญาณทั้งสองนั้นไม่ทั่วไปกับสาวกเหล่าอื่นเป็นโอรสญาณทำให้เกิดโอรสคือสาวก สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺสฺส เต ปฏิชานโต ความว่า ท่านปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเราได้ตรัสรู้แล้วดังนี้.

บทว่า อนภิสมฺพุทฺธา ความว่า ธรรมทั้งหลาย ชื่อเหล่านี้ ท่านยังไม่รู้แล้ว.

บทว่า ตตฺร วต คือ ในธรรมที่ท่านแสดงเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อนภิสมฺพุทฺธา.

บทว่า สหธมฺเมน ได้แก่ ด้วยถ้อยคำพร้อมด้วยเหตุ ด้วยการณ์.

บุคคลก็ดี ธรรมก็ดี ท่านประสงค์ว่านิมิตในบทว่า นิมิตฺตเมตํ นี้.

ในข้อนี้มีใจความดังนี้ว่า บุคคลใดจะทักท้วงเรา เราก็ยังไม่เห็นบุคคลนั้น บุคคลแสดงธรรมใดแล้ว จักทักท้วงเราว่า ธรรมชื่อนี้ ท่านยังไม่รู้แล้วดังนี้ เราก็ยังไม่เห็นธรรมนั้น.

บทว่า เขมปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความเกษม.

สองบทที่เหลือ ก็เป็นไวพจน์ของบทนี้นั่นเอง.

คำนั้นทั้งหมดตรัสมุ่งถึงเวลารัชชญาณอย่างเดียว. ด้วยว่าพระทศพลเมื่อไม่ทรงเห็นบุคคลที่ทักท้วง หรือธรรมที่ยังไม่รู้ ที่เป็นเหตุทักท้วงว่า ธรรมชื่อนี้ ท่านยังไม่รู้แล้วดังนี้ พิจารณาเห็นว่า เราตรัสรู้ตามความเป็นจริงแล้ว จึงกล่าวว่าเราเป็นพุทธะดังนี้ จึงเกิดโสมนัสที่มีกำลังกว่า ญาณที่ประกอบด้วยโสมนัสนั้นชื่อว่าเวสารัชชะ. ทรงหมายถึงเวลารัชชญาณนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เขมปฺปตฺโต ดังนี้.

ในบททุกบทพึงทราบเนื้อความอย่างนี้.

ก็ในบทว่า อนฺตรายิกา ธมฺมา นี้ ชื่อว่าอันตรายิกธรรม เพราะทำอันตราย.

อันตรายิกธรรมเหล่านั้น โดยใจความก็ได้แก่อาบัติ ๗ กองที่จงใจล่วงละเมิด. ความจริงโทษที่จงใจล่วงละเมิด โดยที่สุดแม้อาบัติทุกกฏและทุพภาสิต ก็ย่อมทำอันตรายแก่มรรคและผลได้. แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาเมถุนธรรม. ด้วยว่าเมื่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรม ย่อมเป็นอันตรายต่อมรรคและผลถ่ายเดียว.

บทว่า ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันใด ในบรรดาธรรมเป็นที่สิ้นราคะเป็นต้น.

บทว่า ธมฺโม เทสิโต ความว่า ท่านกล่าวธรรมมีอสุภภาวนาเป็นต้น.

บทว่า ตตฺร วต มํ คือ ในธรรมที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์นั้น.

บทที่เหลือ พึงทราบโดยนัยอันกล่าวไว้ในวินัย.

บทว่า วาทปถา คือ วาทะทั้งหลายนั่นเอง.

บทว่า ปุถุ แปลว่า มาก. บทว่า สิตา คือ ที่ผูกแต่งเป็นปัญหาขึ้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปุถุสฺสิตา ได้แก่ วาทะที่เตรียมคือจัดไว้มาก.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุสฺสิตา เพราะสมณพราหมณ์เป็นอันมากผูกไว้.

บทว่า ยํ นิสฺสิตา ความว่า แม้บัดนี้สมณพราหมณ์อาศัยคลองวาทะใด.

บทว่า น เต ภวนฺติ ความว่า คลองวาทะเหล่านั้นย่อมไม่มี คือแตกพินาศไป.

บทว่า ธมฺมจกฺกํ นั้น เป็นชื่อของเทศนาญาณก็มี ปฏิเวธญาณก็มี. บรรดาญาณทั้งสองนั้นเทศนาญาณเป็นโลกิยะ ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ.

บทว่า เกวลี ได้แก่ ทรงถึงพร้อมด้วยโลกุตระสิ้นเชิง.

บทว่า ตาทิสํ คือ ท่านผู้เป็นอย่างนั้น.

จบอรรถกถาเวสารัชชสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑ ๘. เวสารัชชสูตร · Volume 21