This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๗

Other items in this volume

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อปัณณกชาดกเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค วัณณุปถชาดก ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้านเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค เสรีววาณิชชาดก ว่าด้วยเสรีววาณิชเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค จุลลกเศรษฐีชาดก ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค ตัณฑุลนาฬิชาดก ว่าด้วยราคาข้าวสารเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค เทวธรรมชาดก ว่าด้วยธรรมของเทวดาเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค กัฏฐหาริชาดกเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค คามนิชาดก ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค มฆเทวชาดก ว่าด้วยเทวทูตเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค สุขวิหาริชาดก ว่าด้วยการอยู่เป็นสุขเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค ลักขณชาดก ว่าด้วยผู้มีศีลเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค นิโครธมิคชาดก ว่าด้วยการเลือกคบเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค กัณฑินชาดก ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิงเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค วาตมิคชาดก ว่าด้วยอำนาจของรสเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค ขราทิยชาดก ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาทเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค ติปัลลัตถมิคชาดก ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพรานเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค มาลุตชาดก ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลมเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค มตกภัตตชาดก ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์เอกกนิบาตชาดก สีลวรรค อายาจิตภัตตชาดก ว่าด้วยการเปลื้องตนเอกกนิบาตชาดก สีลวรรค นฬปานชาดก ว่าด้วยการพิจารณาเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๑. กุรุงคมิคชาดก ว่าด้วยกวางกุรุงคะเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๒. กุกกุรชาดก ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่าเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๓. โภชาชานียชาดก ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนยเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๔. อาชัญญชาดก ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอกเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๕. ติตถชาดก ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซากเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๖. มหิฬามุขชาดก ว่าด้วยการเสี้ยมสอนเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๗. อภิณหชาดก ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๘. นันทิวิสาลชาดก ว่าด้วยการพูดดีเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๙. กัณหชาดก ว่าด้วยผู้เอาการเอางานเอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๑๐. มุณิกชาดก ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืนเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๑. กุลาวกชาดก ว่าด้วยการเสียสละเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๒. นัจจชาดก ว่าด้วยเหตุที่ยังไม่ให้ลูกสาวเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๓. สัมโมทมานชาดก ว่าด้วยพินาศเพราะทะเลาะกันเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๔. มัจฉชาดก ว่าด้วยความหึงหวงเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๕. วัฏฏกชาดก ว่าด้วยความจริงเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๖. สกุณชาดก ว่าด้วยที่พึ่งให้โทษเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๗. ติตติรชาดก ว่าด้วยผู้มีความอ่อนน้อมเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๘. พกชาดก ว่าด้วยผู้ฉลาดแกมโกงเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๙. นันทชาดก ว่าด้วยการกล่าวคำหยาบเอกกนิบาตชาดก กุลาวกวรรค ๑๐. ขทิรังคารชาดก ว่าด้วยมีจิตมั่นคงเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๑. โลสกชาดก ว่าด้วยคนที่ต้องเศร้าโศกเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๒. กโปตกชาดก ว่าด้วยคนที่ต้องฉิบหายเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๓. เวฬุกชาดก ว่าด้วยคนที่นอนตายเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๔. มกสชาดก ว่าด้วยมีศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามีมิตรโง่เอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๕. โรหิณีชาดก ว่าด้วยผู้อนุเคราะห์ที่โง่เขลาไม่ดีเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๖. อารามทูสกชาดก ว่าด้วยฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่มีความสุขเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๗. วารุณิทูสกชาดก ว่าด้วยผู้มีปัญญาทรามทำให้เสียประโยชน์เอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๘. เวทัพพชาดก ว่าด้วยผู้ปรารถนาประโยชน์โดยไม่แยบคายย่อมเดือดร้อนเอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๙. นักขัตตชาดก ว่าด้วยประโยชน์คือฤกษ์เอกกนิบาตชาดก อัตถกามวรรค ๑๐. ทุมเมธชาดก ว่าด้วยคนโง่ถูกบูชายัญเพราะคนอธรรมเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๑. มหาสีลวชาดก ว่าด้วยความสำเร็จเกิดจากความพยายามเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๒. จูฬชนกชาดก ว่าด้วยเป็นคนควรพยายามร่ำไปเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๓. ปุณณปาติชาดก ว่าด้วยการกล่าวถ้อยคำไม่จริงเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๔. ผลชาดก ว่าด้วยการรู้จักผลไม้เอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๕. ปัญจาวุธชาดก ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษมเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๖. กัญจนขันธชาดก ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษมเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๗. วานรินทชาดก ว่าด้วยธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรูเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๘. ตโยธรรมชาดก ว่าด้วยธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรูเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๙. เภริวาทชาดก ว่าด้วยการทำเกินประมาณเอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค ๑๐. สังขธมนชาดก ว่าด้วยการทำเกินประมาณเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๑. อาสาตมันตชาดก ว่าด้วยหญิงเลวทรามเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๒. อัณฑภูตชาดก ว่าด้วยการวางใจภรรยาเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๓. ตักกชาดก ว่าด้วยธรรมดาหญิงเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๔. ทุราชานชาดก ว่าด้วยภาวะของหญิงรู้ยากเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๕. อนภิรติชาดก ว่าด้วยเปรียบหญิงเหมือนของ ๕ อย่างเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๖. มุทุลักขณชาดก ว่าด้วยความต้องการไม่มีสิ้นสุดเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๗. อุจฉังคชาดก ว่าด้วยหญิงหาลูกหาผัวได้ง่ายเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๘. สาเกตชาดก ว่าด้วยวางใจคนที่ชอบใจเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๙. วิสวันตชาดก ว่าด้วยตายเสียดีกว่าดูดพิษที่คายออกแล้วเอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๑๐. กุททาลชาดก ว่าด้วยความชนะที่ดีเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๑. วรุณชาดก ว่าด้วยการทำไม่ถูกขั้นตอนเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๒. สีลวนาคชาดก ว่าด้วยคนอกตัญญูมองคนในแง่ร้ายเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๓. สัจจังกิรชาดก ว่าด้วยไม้ลอยน้ำดีกว่าคนอกตัญญูเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๔. รุกขธรรมชาดก ว่าด้วยต้นไม้โดดเดี่ยวย่อมแพ้ลมเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๕. มัจฉชาดก ว่าด้วยปลาขอฝนเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๖. อสังกิยชาดก ว่าด้วยเมตตากรุณาทำให้ปลอดภัยเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๗. มหาสุบินชาดก ว่าด้วยมหาสุบินเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๘. อิลลีสชาดก ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกันเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๙. ขรัสสรชาดก ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้งเอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค ๑๐. ภีมเสนชาดก ว่าด้วยคำแรกกับคำหลังไม่สมกันสุราปานชาดก ว่าด้วย โทษของการดื่มสุรามิตตวินทชาดก ว่าด้วย จักรบดศีรษะกาฬกัณณิชาดก ว่าด้วย มิตรอัตถัสสทวารชาดก ว่าด้วย คุณธรรม ๖ ประการกิมปักกชาดก ว่าด้วย โทษของกามสีลวีมังสนชาดก ว่าด้วย ผู้มีศีลมังคลชาดก ว่าด้วย ถือมงคลตื่นข่าวสรัมภชาดก ว่าด้วย การพูดดี-พูดชั่วกุหกชาดก ว่าด้วย พูดดีได้เงินได้ทองอกตัญญูชาดก ว่าด้วย คนอกตัญญูลิตตชาดก ว่าด้วย ลูกสกาอาบยาพิษมหาสารชาดก ว่าด้วย ต้องการคนที่เหมาะกับเหตุการณ์วิสสาสโภชนชาดก ว่าด้วย การไว้วางใจโลมหังสชาดก ว่าด้วย การแสวงหาอย่างประเสริฐมหาสุทัสสนชาดก สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.เตลปัตตชาดก ว่าด้วย การรักษาจิตนามสิทธิชาดก ว่าด้วย ชื่อไม่เป็นของสำคัญกูฏวาณิชชาดก ว่าด้วย คนผู้เป็นบัณฑิตปโรสหัสสชาดก ว่าด้วย คนผู้มีปัญญาอสาตรูปชาดก ว่าด้วย สิ่งที่ครอบงำคนประมาทปโรสตชาดก ว่าด้วย คนมีปัญญาคนเดียวดีกว่าคนโง่เขลาตั้งร้อยปัณณิกชาดก ว่าด้วย ที่พึ่งให้โทษเวริชาดก ว่าด้วย การอยู่ร่วมกับมีเวรกันมิตตวินทชาดก ว่าด้วย โทษผู้ลุอำนาจความปรารถนาทุพพลกัฏฐชาดก ว่าด้วย ช้างกลัวไม้แห้งอุทัญจนีชาดก ว่าด้วย หญิงโจรสาลิตตกชาดก ว่าด้วย คนมีศิลปะพาหิยชาดก ว่าด้วย เป็นคนควรศึกษาศิลปะกุณฑกปูวชาดก ว่าด้วย มีอย่างไรกินอย่างนั้นสัพพสังหารกปัญหา ว่าด้วย การพูดของหญิง ๒ ประเภทคัทรภปัญหา ว่าด้วย ลากับม้าอัสดรอมราเทวีปัญหา ว่าด้วย บอกใบ้หนทางไปบ้านสิคาลชาดก ว่าด้วย พราหมณ์เชื่อสุนัขมิตจินติชาดก ว่าด้วย ปลาช่วยปลาให้พ้นข่ายอนุสาสิกชาดก ว่าด้วย ดีแต่สอนผู้อื่นทุพพจชาดก ว่าด้วย ได้รับโทษเพราะทำเกินไปติตติรชาดก ว่าด้วย ตายเพราะปากวัฏฏกชาดก ว่าด้วย การใช้ความคิดอกาลราวิชาดก ว่าด้วย ไก่ขันไม่ถูกเวลาพันธนโมกขชาดก ว่าด้วย การหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๑. กุสนาฬิชาดก ว่าด้วยประโยชน์ของการผูกมิตรเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๒. ทุมเมธชาดก ว่าด้วยคนโง่ได้ยศไม่เป็นประโยชน์เอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๓. นังคลีสชาดก ว่าด้วยคนพาลกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าวเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๔. อัมพชาดก ว่าด้วยบัณฑิตควรพยายามร่ำไปเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๕. กฏาหกชาดก ว่าด้วยคนขี้โอ่เอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๖. อสิลักขณชาดก ว่าด้วยเหตุอย่างเดียวคนได้ผลต่างกันเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๗. กลัณฑุกชาดก ว่าด้วยสกุลของนายกลัณฑุกะเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๘. มูสิกชาดก ว่าด้วยผู้เอาธรรมบังหน้าเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๙. อัคคิกชาดก ว่าด้วยท่านอัคคิกะเอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๑๐. โกสิยชาดก ว่าด้วยถ้อยคำกับการกินไม่สมกันอสัมปทานชาดก ว่าด้วย การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าวปัญจภีรุกชาดก ว่าด้วย ความสวัสดีฆตาสนชาดก ว่าด้วย ภัยเกิดจากที่พึ่งฌานโสธนชาดก ว่าด้วย สุขเกิดจากสมาบัติจันทาภชาดก ว่าด้วย ผู้เข้าถึงอาภัสสรพรหมสุวรรณหังสชาดก ว่าด้วย โลภมากลาภหายพัพพุชาดก ว่าด้วย วิธีให้แมวตายโคธชาดก ว่าด้วย ฤาษีหลอกกินเหี้ยอุภโตภัฏฐชาดก ว่าด้วย ผู้เสียหายหมดทุกอย่างกากชาดก ว่าด้วย กาไม่มีมันเหลวโคธชาดก ว่าด้วย คบคนชั่วไม่มีความสุขสิคาลชาดก ว่าด้วย ทำอุบายนอนตายวิโรจนชาดก ว่าด้วย ผู้ถูกเยาะเย้ยนังคุฏฐชาดก ว่าด้วย บูชาไฟด้วยหางวัวราธชาดก ว่าด้วย พูดเพ้อเจ้อเพราะความเขลากากชาดก ว่าด้วย กาวิดน้ำด้วยปากบุปผรัตตชาดก ว่าด้วย เป็นทุกข์เพราะภรรยาไม่ได้ผ้าย้อมดอกคำสิคาลชาดก ว่าด้วย สุนัขเข้าอยู่ในท้องช้างเอกปัณณชาดก ว่าด้วย ต้นไม้ใบเดียวสัญชีวชาดก ว่าด้วย โทษที่ยกย่องอสัตบุรุษราโชวาทชาดก ว่าด้วย วิธีชนะสิคาลชาดก ว่าด้วย การทำโดยไม่พิจารณาสูกรชาดก ว่าด้วย หมูท้าราชสีห์อุรคชาดก ว่าด้วย งูผู้มีคุณธรรมสูงภัคคชาดก ว่าด้วย อายุอลีนจิตตชาดก ว่าด้วย กัลยาณมิตรคุณชาดก ว่าด้วย มิตรธรรมสุหนุชาดก ว่าด้วย การเปรียบเทียบม้า ๒ ม้าโมรชาดก ว่าด้วย นกยูงเจริญพระปริตต์วินีลกชาดก ว่าด้วย การเลือกทำเลผิดอินทสมานโคตตชาดก ว่าด้วย การสมาคมกับสัตบุรุษสันถวชาดก ว่าด้วย ความสนิทสนมสุสีมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าสุสีมะคิชฌชาดก ว่าด้วย สายตาแร้งนกุลชาดก ว่าด้วย อย่าวางใจมิตรอุปสาฬหกชาดก ว่าด้วย คุณธรรมที่ไม่ตายไปจากโลกสมิทธิชาดก ว่าด้วย การไม่รู้เวลาตายสกุณัคฆิชาดก ว่าด้วย เหยี่ยวนกเขาอรกชาดก ว่าด้วย การแผ่เมตตากกัณฏกชาดก ว่าด้วย กกัณฏกชาดกกัลยาณธรรมชาดก ว่าด้วย ผู้มีกัลยาณธรรมทัททรชาดก ว่าด้วย ราชสีห์กับสุนัขจิ้งจอกมักกฏชาดก ว่าด้วย ลิงทุพภิยมักกฏชาดก ว่าด้วย การคบคนชั่วอาทิจจุปัฏฐานชาดก ว่าด้วย ลิงไหว้พระอาทิตย์กฬายมุฏฐิชาดก ว่าด้วย โลภมากตินทุกชาดก ว่าด้วย อุบายกัจฉปชาดก ว่าด้วย เต่าสตธรรมชาดก ว่าด้วย สตธรรมมาณพทุทททชาดก ว่าด้วย คติของคนดีคนชั่วอสทิสชาดก ว่าด้วย อสทิสกุมารสังคามาวจรชาดก ว่าด้วย ช้างเข้าสงครามวาโลทกชาดก ว่าด้วย น้ำหางคิริทัตตชาดก ว่าด้วย การเอาอย่างอนภิรติชาดก จิตขุ่นมัว-ไม่ขุ่นมัวทธิวาหนชาดก ว่าด้วย พระเจ้าทธิวาหนะจตุมัฏฐชาดก ว่าด้วย ผู้เลวทราม ๔ อย่างสีหโกตถุกชาดก ว่าด้วย ตัวเหมือนราชสีห์แต่เสียงไม่เหมือนสีหจัมมชาดก ว่าด้วย ลาปลอมเป็นราชสีห์สีลานิสังสชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ศีลรุหกชาดกสิริกาฬกัณณิชาดก ว่าด้วย สิริกับกาฬกรรณีจุลลปทุมชาดก ว่าด้วย การลงโทษหญิงชายทำชู้กันมณิโจรชาดก ว่าด้วย พระเจ้าอธรรมิกราชปัพพตูปัตถรชาดก ว่าด้วย สระที่เชิงเขาลาดวลาหกัสสชาดก ว่าด้วย ความสวัสดีมิตตามิตตชาดก ว่าด้วย อาการของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตรราธชาดก ว่าด้วย เรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูดคหปติชาดก ว่าด้วย การทวงในเวลายังไม่ถึงกำหนดสาธุสีลชาดก ว่าด้วย เลือกเอาผู้มีศีลพันธนาคารชาดก ว่าด้วย เครื่องผูกเกฬิสีลชาดก ว่าด้วย ปัญญาสำคัญกว่าร่างกายขันธปริตตชาดก ว่าด้วย พระปริตต์ป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆวีรกชาดก ว่าด้วย โทษการเอาอย่างผู้อื่นคังเคยยชาดก ว่าด้วย ผู้ชอบโอ้อวดกุรุงคมิคชาดก ว่าด้วย การร่วมมือกันอัสสกชาดก ว่าด้วย ไม่รู้ของจริงเพราะมีสิ่งใหม่ๆ ปิดไว้สุงสุมารชาดก ว่าด้วย ผู้มีปัญญาไม่สมกับตัวกักกรชาดก ว่าด้วย ผู้ฉลาดเอาตัวรอดได้กันทคลกชาดก ว่าด้วย นกหัวขวานตายเพราะไม้แก่นโสมทัตตชาดก ว่าด้วย อาการของผู้ขออุจฉิฏฐภัตตชาดก ว่าด้วย นางพราหมณีหาชายชู้ภรุราชชาดก ว่าด้วย ประทุษร้ายผู้มีศีลย่อมวิบัติปุณณนทีชาดก ว่าด้วย การไม่ระลึกถึงกัจฉปชาดก ว่าด้วย ตายเพราะปากมัจฉชาดก ว่าด้วย ไฟราคะร้อนกว่าไฟอย่างอื่นเสคคุชาดก ว่าด้วย การได้รับทุกข์จากผู้เป็นที่พึ่งกูฏวาณิชชาดก ว่าด้วย หนามยอกเอาหนามบ่งครหิตชาดก ว่าด้วย คนโง่เขลาย่อมเห็นแก่เงินธัมมัทธชชาดก ว่าด้วย ผู้ถึงธรรมของสัตบุรุษกาสาวชาดก ว่าด้วย ผู้ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะจุลลนันทิยชาดก ว่าด้วย ผลของกรรมดีกรรมชั่วปุฏภัตตชาดก ว่าด้วย การคบกุมภีลชาดก ว่าด้วย คุณธรรมเครื่องให้เจริญขันติวรรณนชาดก ว่าด้วย ต้องอดใจในคนที่หาคุณธรรมยากโกสิยชาดก ว่าด้วย ผู้รู้กาลควรไม่ควรคูถปาณกชาดก ว่าด้วย หนอนท้าช้างสู้กามนีตชาดก ว่าด้วย ผู้ถูกโรครักครอบงำรักษายากปลายิชาดก ว่าด้วย ขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบทุติยปลายิชาดก ว่าด้วย คนถูกความเร่าร้อนเผาจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้อุปาหนชาดก ว่าด้วย อนารยชนย่อมใช้ศิลปะในทางผิดวีณาถูณชาดก ว่าด้วย รักคนผิดวิกัณณกชาดก ว่าด้วย คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อนอสิตาภุชาดก ว่าด้วย โลภมากลาภหายวัจฉนขชาดก ว่าด้วย ดาบสผู้มีเล็บงามพกชาดก ว่าด้วย นกเจ้าเล่ห์สาเกตชาดก ว่าด้วย เหตุให้เกิดความรักเอกปทชาดก ว่าด้วย ความเพียรทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่างหริตมาตชาดก ว่าด้วย ผู้มีอิสรภาพมหาปิงคลชาดก ว่าด้วย พระเจ้าปิงคละผู้ร้ายกาจสัพพทาฐิชาดก ว่าด้วย ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้สุนขชาดก ว่าด้วย ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้คุตติลชาดก ว่าด้วย ลูกศิษย์คิดล้างครูวิคติจฉชาดก ว่าด้วย ความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุดมูลปริยายชาดก ว่าด้วย กาลเวลากินสัตว์พร้อมทั้งตัวเองพาโลวาทชาดก ว่าด้วย คนมีปัญญาบริโภคปาทัญชลิชาดก ว่าด้วย ปาทัญชลีราชกุมารกิงสุโกปมชาดก ว่าด้วย คนไม่รู้ธรรมด้วยญาณย่อมสงสัยในธรรมสาลกชาดก ว่าด้วย สาลกวานรกปิชาดก ว่าด้วย เข้าใจว่าลิงเป็นฤาษีสังกัปปราคชาดก ว่าด้วย ลูกศรคือกิเลสติลมุฏฐิชาดก ว่าด้วย การเฆี่ยนตีเป็นการสั่งสอนมณิกัณฐชาดก ว่าด้วย ขอสิ่งที่ไม่ควรขอกุณฑกกุจฉิสินธวชาดก ว่าด้วย รู้ว่าเขาดีก็ต้องเลี้ยงให้สมดีสุกชาดก ว่าด้วย โทษของการไม่รู้ประมาณชรูทปานชาดก ว่าด้วย ขุดบ่อได้ทรัพย์กลับพินาศเพราะขุดเกินคามณิจันทชาดก ว่าด้วย ลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุมันธาตุราชชาดก ว่าด้วย กามมีความสุขน้อยมีทุกข์มากติรีติวัจฉชาดก ว่าด้วย ควรบูชาผู้มีพระคุณทูตชาดก ว่าด้วย ทุกชีวิตเป็นทูตของท้องปทุมชาดก ว่าด้วย ไม่ควรพูดให้เกินความจริงมุทุปาณิชาดก ว่าด้วย ความปรารถนาสมประสงค์ในกาลมีของ ๔ อย่างจุลลปโลภนชาดก ว่าด้วย หญิงทำบุรุษให้งงงวยมหาปนาทชาดก ว่าด้วย ปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทขุรัปปชาดก ว่าด้วย ถึงคราวกล้าควรกล้าวาตัคคสินธวชาดก ว่าด้วย มิตรสันถวะเกิดแต่แรกพบสุวรรณกักกฏกชาดก ว่าด้วย ปูทองอารามทูสกชาดก ว่าด้วย เหตุที่นายอุยยานบาลจะถูกติสุชาตาชาดก ว่าด้วย ถ้อยคำไพเราะทำให้คนรักอุลูกชาดก ว่าด้วย หน้าตาไม่ดีไม่ควรให้เป็นใหญ่อุทปานทูสกชาดก ว่าด้วย การขี้เยี่ยวลงบ่อน้ำเป็นธรรมดาของหมาจิ้งจอกพยัคฆชาดก ว่าด้วย เรื่องของมิตรกัจฉปชาดก ว่าด้วย ลิงสัปดนโลลชาดก ว่าด้วย โทษของความโลเลรุจิรชาดกกุรุธรรมชาดก ว่าด้วย ให้ช้างแก่ท้าวกาลิงคราชโรมชาดก ว่าด้วย อาชีวกเจ้าเล่ห์มหิสชาดก ว่าด้วย ลิงกับควายสตปัตตชาดก ว่าด้วย ความสำคัญผิดปูฏทูสกชาดก ว่าด้วย ผู้ชอบทำลายอัพภันตรชาดก ว่าด้วย ผลไม้ทิพย์เสยยชาดกวัฑฒกีสูกรชาดก ว่าด้วย หมูสู้เสือได้ด้วยสามัคคีกันสิริชาดก ว่าด้วย โภคะเกิดแก่ผู้มีบุญมณิสูกรชาดก ว่าด้วย ของดีใครทำลายไม่ได้สาลุกชาดก ว่าด้วย อุบายไม่ให้ถูกฆ่าลาภครหิกชาดก ว่าด้วย วิธีการหลอกลวงมัจฉทานชาดก ว่าด้วย บุญที่ให้ทานแก่ปลานานาฉันทชาดก ว่าด้วย ต่างคนต่างใจสีลวีมังสชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ของศีลภัทรฆฏเภทกชาดก ว่าด้วย คนโง่เขลาเดือดร้อนภายหลังสุปัตตชาดก ว่าด้วย นางกาแพ้ท้องกายนิพพินทชาดก ว่าด้วย ความเบื่อหน่ายร่างกายชัมพุขาทกชาดก ว่าด้วย การสรรเสริญกันและกันอันตชาดก ว่าด้วย ที่สุด ๓ ประเภทสมุททชาดก ว่าด้วย สมุทรสาครกามวิลาปชาดก ว่าด้วย ผู้พิลาปถึงกามอุทุมพรชาดก ว่าด้วย ผู้อ่อนน้อมชื่อว่าเป็นผู้อิ่มโกมาริยปุตตชาดก ว่าด้วย ผู้ไกลจากภูมิฌานพกชาดก ว่าด้วย การทำลายตบะจุลลกาลิงคชาดก ว่าด้วย เทวดากีดกันความพยายามของคนไม่ได้มหาอัสสาโรหชาดก ว่าด้วย การทำความดีไว้ในปางก่อนเอกราชชาดก ว่าด้วย คุณธรรมคือขันติและตบะทัททรชาดก ว่าด้วย ไม่ควรถือตัวในที่ที่เขาไม่รู้จักสีลวีมังสชาดก ว่าด้วย ความลับไม่มีในโลกสุชาตาชาดก ว่าด้วย ได้รับโทษเพราะประมาทปลาสชาดก ว่าด้วย ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้จตุกกนิบาตชาดก กาลิงควรรค ชวสกุณชาดก ว่าด้วยผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบฉวชาดก ว่าด้วย การนั่งที่ไม่สมควรสัยหชาดก ว่าด้วย การแสวงหาที่ประเสริฐปุจิมันทชาดก ว่าด้วย ผู้รอบคอบกัสสปมันทิยชาดก ว่าด้วย รู้ตัวว่าผิดแล้วสารภาพผิดขันติวาทิชาดก ว่าด้วย โทษที่ทำร้ายพระสมณะโลหกุมภิชาดก ว่าด้วย สัตว์นรกในโลหกุมภีมังสชาดก ว่าด้วย วาทศิลป์ของคนขอสสปัณฑิตชาดก ว่าด้วย ผู้สละชีวิตเป็นทานมตโรทนชาดก ว่าด้วย ร้องไห้ถึงคนตายกณเวรชาดก ว่าด้วย หญิงหลายผัวติตติรชาดก ว่าด้วย บาปเกิดจากความจงใจสุจจชชาดก ว่าด้วย ภรรยาที่ดีกุฏิทูสกชาดก ว่าด้วย ลิงกับนกขมิ้นทุททุภายชาดก ว่าด้วย พวกกระต่ายตื่นตูมพรหมทัตตชาดก ว่าด้วย ผู้ขอกับผู้ถูกขอจัมมสาฏกชาดก ว่าด้วย อย่าไว้ใจสัตว์หน้าขนโคธชาดก ว่าด้วย เหี้ยกับฤาษีปลอมกักการุชาดก ว่าด้วย ผู้ควรประดับดอกฟักทิพย์กากาติชาดก ว่าด้วย นางกากีอนนุโสจิยชาดก ว่าด้วย ทุกคนจะต้องตายควรเมตตากันกาฬพาหุชาดก ว่าด้วย ลิงหลอกเจ้าสีลวีมังสชาดก ว่าด้วย ธรรมที่นำความสุขมาให้โกกาลิกชาดก ว่าด้วย พูดในกาลที่ควรพูดรถลัฏฐิชาดก ว่าด้วย ใคร่ครวญก่อนแล้วทำโคธชาดก ว่าด้วย เขารักก็รักมั่ง เขาชังก็ชังตอบราโชวาทชาดก ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้นำชัมพุกชาดก ว่าด้วย โทษที่ไม่รู้ประมาณตนพรหาฉัตตชาดก ว่าด้วย เอาของน้อยแลกของมากปีฐชาดก ว่าด้วย ธรรมในสกุลถุสชาดก ว่าด้วย รู้จักแกลบหรือข้าวสารในที่มืดพาเวรุชาดก ว่าด้วย พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะวิสัยหชาดก ว่าด้วย ความยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่วกุณฑลิกชาดก ว่าด้วย เปรียบนารีด้วยท่าน้ำวานรชาดก ว่าด้วย ผู้รู้เท่าถึงเหตุการณ์เอาตัวรอดได้กุนตินีชาดก ว่าด้วย การเชื่อมมิตรภาพอัมพชาดก ว่าด้วย หญิงขโมยมะม่วงคชกุมภชาดก ว่าด้วย ช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงามเกสวชาดก ว่าด้วย ความคุ้นเคยเป็นรสอันยอดเยี่ยมอยกูฏชาดก ว่าด้วย ยักษ์ถือกระบองเหล็กใหญ่อรัญญชาดก ว่าด้วย การเลือกคบคนสันธิเภทชาดก ว่าด้วย โทษที่เชื่อถือคำส่อเสียดเทวตาปัญหาชาดก ว่าด้วย ปัญหาของเทวดามณิกุณฑลชาดก ว่าด้วย ผู้ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมสุชาตชาดก ว่าด้วย คำคมของคนฉลาดเวนสาขชาดก ว่าด้วย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอุรคชาดก ว่าด้วย เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบธังกชาดก ว่าด้วย การร้องไห้ไม่มีประโยชน์การันทิยชาดก ว่าด้วย การทำที่เหลือวิสัยลฏุกิกชาดก ว่าด้วย คติของคนมีเวรจุลลธรรมปาลชาดก ว่าด้วย ความรักของแม่ที่มีต่อลูกสุวรรณมิคชาดก ว่าด้วย เนื้อติดบ่วงนายพรานสุสันธีชาดก ว่าด้วย นางผิวหอมวรรณาโรหชาดก ว่าด้วย ผู้มีใจคอหนักแน่นสีลวีมังสชาดก ว่าด้วย ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกันหิริชาดก ว่าด้วย การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตรขัชโชปนกชาดก ว่าด้วย เห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟอหิตุณฑิกชาดก ว่าด้วย ลิงกับหมองูคุมพิยชาดก ว่าด้วย เปรียบวัตถุกามเหมือนยาพิษสาลิยชาดก ว่าด้วย ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวตจสารชาดก ว่าด้วย คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็นมิตตวินทุกชาดก ว่าด้วย จักรกรดพัดบนหัวปลาสชาดก ว่าด้วย เหตุที่จะต้องหนีจากไปทีฆีติโกสลชาดก ว่าด้วย เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวรมิคโปตกชาดก ว่าด้วย คำพูดที่ทำให้หายเศร้าโศกมูสิกชาดก ว่าด้วย ควรเรียนทุกอย่างแต่ไม่ควรใช้ทุกอย่างจุลลธนุคคหชาดก ว่าด้วย จุลลธนุคคหบัณฑิตกโปตกชาดก ว่าด้วย โภคะของมนุษย์อาวาริยชาดก ว่าด้วย การกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะเสตเกตุชาดก ว่าด้วย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศทรีมุขชาดกที่ ๓ ว่าด้วย โทษของกามเนรุชาดก ว่าด้วย อานุภาพของเนรุบรรพตอาสังกชาดก ว่าด้วย ความหวังมิคาโลปชาดก ว่าด้วย โทษของคนหัวดื้อสิริกาฬกัณณิชาดก ว่าด้วย สิริกับกาฬกรรณีกุกกุฏชาดก ว่าด้วย ผลของการไม่เชื่อง่ายธัมมัทธชชาดก ว่าด้วย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งนันทิยมิคราชชาดก ว่าด้วย พระยาเนื้อนันทิยะขุรปุตตชาดก ว่าด้วย ทำตนให้ไร้ประโยชน์สูจิชาดก ว่าด้วย เข็มตุณฑิลชาดก ว่าด้วย ธรรมเหมือนน้ำ บาปธรรมเหมือนเหงื่อไคลสุวรรณกักกฏกชาดก ว่าด้วย ปูตัวฉลาดมัยหสกุณชาดก ว่าด้วย การใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ว่าด้วย กราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้อุปสิงฆปุปผกชาดก ว่าด้วย คนดีไม่ควรทำชั่วแม้นิดหน่อยวิฆาสาทชาดก ว่าด้วย การกินของที่เป็นเดนวัฏฏกชาดก ว่าด้วย การทำให้เกิดความสุขมณิชาดก ว่าด้วย แก้วมณีกุกกุชาดก ว่าด้วย ปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิตมโนชชาดก ว่าด้วย คบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืนสุตนชาดก ว่าด้วย เสียเพื่อได้มาตุโปสกคิชฌชาดก ว่าด้วย เมื่อถึงคราวพินาศความคิดย่อมวิบัติทัพพปุปผกชาดก ว่าด้วย โทษของการโต้เถียงกันทสัณณกชาดกที่ ๖ ว่าด้วย ให้แล้วไม่เดือดร้อนภายหลังทำได้ยากเสนกชาดก ว่าด้วย ผู้มีปัญญาช่วยคนอื่นได้อัฏฐิเสนชาดก ว่าด้วย การขอกปิชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของผู้บริหารคณะพกพรหมชาดก ว่าด้วย ศีลและพรตของพกพรหมคันธารชาดกมหากปิชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของหัวหน้ากุมภการชาดก ว่าด้วย เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตรทัฬหธรรมชาดก ว่าด้วย ความกตัญญูโสมทัตตชาดก ว่าด้วย ความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รักสุสีมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าสุสีมะออกผนวชโกฏสิมพลิชาดก ว่าด้วย การระวังภัยที่ยังไม่มาถึงธูมการีชาดก ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่าชาครชาดก ว่าด้วย ผู้หลับและตื่นกุมมาสปิณฑชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ถวายขนมกุมมาสปรันตปชาดก ว่าด้วย ลางบอกความชั่วและภัยที่จะมาถึงกัจจานิชาดก ว่าด้วย ในกาลไหนๆ ธรรมย่อมไม่ตายอัฏฐสัททชาดก ว่าด้วย นิพพานสุลสาชาดก ว่าด้วย ผู้รอบรู้เหตุผลย่อมรอดพ้นศัตรูสุมังคลชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของกษัตริย์คังคมาลชาดก ว่าด้วย กามทั้งหลายเกิดจากความดำริเจติยราชชาดก ว่าด้วย เชฏฐาปจายนธรรมอินทริยชาดก ว่าด้วย ดี ๔ ชั้นอาทิตตชาดก ว่าด้วย การให้ทานกับการรบอัฏฐานชาดก ว่าด้วย สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทีปิชาดก ว่าด้วย คนร้ายไม่ต้องการเหตุผลคิชฌชาดก ว่าด้วย ผู้ไม่ทำตามคำสอนย่อมพินาศโกสัมพิยชาดก ว่าด้วย อยู่คนเดียวดีกว่าร่วมกับคนพาลมหาสุวราชชาดก ว่าด้วย สหายย่อมไม่ละทิ้งสหายจุลลสุวกราชชาดก ว่าด้วย ผู้รักษาไมตรีหริตจชาดก ว่าด้วย กิเลสที่มีกำลังกล้าปทกุศลมาณวชาดก ว่าด้วย ภัยที่เกิดแต่ที่พึ่งอาศัยโลมสกัสสปชาดก ว่าด้วย ตบะเป็นคุณธรรมอันประเสริฐจักกวากชาดก ว่าด้วย ความเป็นอยู่ของนกจักรพรากหลิททราคชาดก ว่าด้วย ลักษณะของผู้ที่จะคบสมุคคชาดก ว่าด้วย เปรียบหญิงมีอาการคล้ายก้นเหวปูติมังสชาดก ว่าด้วย โทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมองทัททรชาดก ว่าด้วย คนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่นจตุทวารชาดก ว่าด้วย จักรกรดพัดบนศีรษะกัณหชาดก ว่าด้วย ขอพรจตุโปสถชาดก ว่าด้วย สมณะสังขชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ถวายรองเท้าจุลลโพธิชาดก ว่าด้วย ความโกรธมัณฑัพยชาดก ว่าด้วย ความรักที่มีต่อบุตรนิโครธชาดก ว่าด้วย การคบคนดีตักกลชาดก ว่าด้วย การเลี้ยงดูบิดามารดามหาธรรมปาลชาดก ว่าด้วย เหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่มกุกกุฏชาดก ว่าด้วย พ้นศัตรูเพราะรู้เท่าทันมัฏฐกุณฑลิชาดก ว่าด้วย คนร้องไห้ถึงคนตายเป็นคนโง่เขลาพิลารโกสิยชาดก ว่าด้วย ให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่างจักกวากชาดก ว่าด้วย นกจักรพรากภูริปัญหาชาดก ว่าด้วย คนไม่ดี ๔ จำพวกมหามังคลชาดก ว่าด้วย มงคลฆตปัณฑิตชาดก ว่าด้วย ความดับความโศกมาตุโปสกชาดก ว่าด้วย พญาช้างผู้เลี้ยงมารดาชุณหชาดก ว่าด้วย การคบบัณฑิตและคบคนพาลธรรมเทวปุตตชาดก ว่าด้วย เรื่องธรรมชนะอธรรมอุทยชาดก ว่าด้วย บารมี ๑๐ ทัศปานียชาดก ว่าด้วย การทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำยุธัญชยชาดก ว่าด้วย การผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละทสรถชาดก ว่าด้วย ผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้วสังวรชาดก ว่าด้วย พระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงามสุปปารกชาดก ว่าด้วย ทะเล ๖ ประการจุลลกุณาลชาดก ว่าด้วย สิ่ง ๕ อย่างรู้ได้ยากภัททสาลชาดก ว่าด้วย การบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติสมุททวาณิชชาดก ว่าด้วย พ่อค้าทางสมุทรกามชาดก ว่าด้วย กามและโทษของกามชนสันธชาดก ว่าด้วย เหตุที่ทำจิตให้เดือดร้อนมหากัณหชาดก ว่าด้วย คราวที่สุนัขดำกินคนโกสิยชาดก ว่าด้วย โกสิยเศรษฐีขี้ตระหนี่เมณฑกปัญหาชาดก ว่าด้วย เมณฑกปัญหามหาปทุมชาดก ว่าด้วย มหาปทุมกุมารมิตตามิตตชาดก ว่าด้วย อาการ ๑๖ ของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตรอัมพชาดก ว่าด้วย มนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์ผันทนชาดก ว่าด้วย การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อชวนหังสชาดก ว่าด้วย รักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้จุลลนารทกัสสปชาดก ว่าด้วย พิษเหวเปือกตมและอสรพิษทูตชาดก ว่าด้วย การบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอกกาลิงคโพธิชาดก ว่าด้วย การพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิอกิตติชาดก ว่าด้วย อกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะตักการิยชาดก ว่าด้วย การพูดดีเป็นศรีแก่ตัวรุรุมิคชาดก ว่าด้วย น้ำใจของพญาเนื้อรุรุสรภชาดก ว่าด้วย ละมั่งทำคุณแก่พระราชาสาลิเกทารชาดก ว่าด้วย นกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่จันทกินนรชาดก ว่าด้วย นางจันทกินนรีมหาอุกกุสชาดก ว่าด้วย สัตว์ ๔ สหายอุททาลกชาดก ว่าด้วย จรณธรรมภิสชาดก ว่าด้วย ผู้ลักเอาเหง้ามันสุรุจิชาดก ว่าด้วย พระเจ้าสุรุจิปัญจุโปสถิกชาดก ว่าด้วย นกพิราบมหาโมรชาดก ว่าด้วย พญานกยูงพ้นจากบ่วงตัจฉกสูกรชาดก ว่าด้วย หมูพร้อมใจกันสู้เสือมหาวาณิชชาดก ว่าด้วย โลภมากจนตัวตายสาธินราชชาดก ว่าด้วย พระเจ้าวิเทหราชประพาสดาวดึงส์ทสพราหมณชาดก ว่าด้วย ชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติภิกขาปรัมปรชาดก ว่าด้วย การให้ทานในท่านใด มีผลมากมาตังคชาดก ว่าด้วย อานุภาพของมาตังคฤาษีจิตตสัมภูตชาดก ว่าด้วย ผลของกรรมสีวิราชชาดก ว่าด้วย การให้ดวงตาเป็นทานศิริมันทชาดก ว่าด้วย ปัญญาประเสริฐโรหนมิคชาดก ว่าด้วย ความรักในสายเลือดหังสชาดก ว่าด้วย หงส์สุมุขะผู้ภักดีสัตติคุมพชาดก ว่าด้วย พี่น้องก็ยังต่างใจกันภัลลาติยชาดก ว่าด้วย อายุของกินนรโสมนัสสชาดก ว่าด้วย การใคร่ครวญก่อนแล้วทำจัมเปยยชาดก ว่าด้วย บำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์มหาปโลภนชาดก ว่าด้วย หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ปัญจปัณฑิตชาดก ว่าด้วย ความลับไม่ควรเปิดเผยหัตถิปาลชาดก ว่าด้วย กาลเวลาไม่คอยใครอโยฆรชาดก ว่าด้วย อำนาจของมัจจุราชกิงฉันทชาดก ว่าด้วย โทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่นกุมภชาดก ว่าด้วย โทษของสุราชัยทิศชาดก ว่าด้วย โปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศฉัททันตชาดก ว่าด้วย พญาช้างฉัททันต์สัมภวชาดก ว่าด้วย คนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญามหากปีชาดก ว่าด้วย ผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณทกรักขสชาดก ว่าด้วย ผีเสื้อน้ำปัณฑรกชาดก ว่าด้วย ไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่นสัมพุลาชาดก ว่าด้วย ความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลาภัณฑุติณฑุกชาดก ว่าด้วย พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมืองเตสกุณชาดก ว่าด้วย นกตอบปัญหาพระราชาสรภังคชาดก ว่าด้วย สรภังคดาบสเฉลยปัญหาอลัมพุสาชาดก ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะสังขปาลชาดก ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะจุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช

Scripture

มหาโมรชาดก ว่าด้วย พญานกยูงพ้นจากบ่วง

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation86 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระศาสดาเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สเจ หิ ตฺยาหํ ธนเหตุ คหิโต ดังนี้.

เรื่องย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือที่ข่าวว่าเธอกระสันจะสึก ครั้นเธอรับสารภาพว่า จริงพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ความกำหนัดด้วยความสามารถชื่นใจนี้ ไฉนจักไม่ให้บุคคลอย่างเธอ วุ่นวายได้เล่า มีอย่างหรือ ลมที่จะสามารถพลิกภูเขาสุเนรุได้ ไม่ทำให้ใบไม้เก่าๆ ใกล้ๆ กระจัดกระเจิงไป ในปางก่อนนั่นนะ แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์คอยหักห้าม ความฟุ้งซ่านของกิเลสในภายใน อยู่ ๗๐๐ ปี ก็ยังโดนความกำหนัด ด้วยสามารถความชื่นใจนี้ ทำให้วุ่นวายได้เลย.

ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในท้องนางนกยูง ในประเทศชายแดน. เมื่อครรภ์แก่เต็มที่แล้ว นางนกยูงผู้มารดาตกฟอง ณ ที่หากิน แล้วบินไป ก็ธรรมดาว่า ฟองไข่ เมื่อมารดาไม่มีโรค และไม่มีอันตรายอื่นๆ เป็นต้นว่า ทีฆชาติรบกวน ย่อมไม่เสีย. เหตุนั้น ฟองไข่นั้นจึงเป็นเหมือนดอกกรรณิการ์ตูมๆ มีสีเหมือนสีทอง. เมื่อเวลาครบกำหนดก็แตกโดยธรรมดาของตน. ลูกนกยูงมีสีเป็นทอง ออกมาแล้ว. ลูกนกยูงทองนั้น มีนัยน์ตาทั้งคู่ คล้ายผลกระพังโหม มีจะงอยปากสีเหมือนแก้วประพาฬ มีสร้อยสีแดงสามชั้นวงรอบคอ ผ่านไปกลางหลัง. ครั้นยูงทองเจริญวัย มีร่างกายเติบใหญ่ขนาดดุมเกวียน รูปงามยิ่งนัก. ฝูงนกยูงเขียวๆ ทั้งหมด ประชุมกันยกให้ นกยูงทองเป็นเจ้านาย พากันแวดล้อมเป็นบริวาร.

วันหนึ่ง นกยูงทองดื่มน้ำในกระพังน้ำ เห็นรูปสมบัติของตน คิดว่า เรามีรูปงามล้ำเลิศกว่านกยูงทั้งหมด ถ้าเราจักอยู่ในแดนมนุษย์กับฝูงนกยูงเหล่านี้ อันตรายคงบังเกิดแก่เรา เราต้องไปป่าหิมพานต์อาศัยอยู่ ณ ที่อันสำราญ ลำพังผู้เดียวจึงจะดี. เมื่อฝูงนกยูงพากันแนบรังนอน ในราตรีกาล ก็มิได้บอกให้ตัวอะไรรู้เลย โผขึ้นบินเข้าป่าหิมพานต์ ผ่านทิวเขาไป ๓ ทิว ถึงทิวที่ ๔ มีสระธรรมชาติขนาดใหญ่ ดาดาษไปด้วยปทุม อยู่ในป่าตอนหนึ่ง ไม่ไกลสระนั้น มีต้นไทรใหญ่เกิดอาศัยภูเขาลูกหนึ่ง ก็ลงเร้นกายถึงกิ่งไทรนั้น.

อนึ่งเล่า ที่ตรงกลางภูเขานั้น ยังมีถ้ำอันน่าเจริญใจ. พญายูงทองมุ่งจะอยู่ในถ้ำนั้น จึงลงเกาะที่พื้นภูเขาตรงหน้าถ้ำนั้น. ก็แลที่ตรงนั้น ผู้อยู่ข้างล่างไม่อาจขึ้นไปได้เลย ผู้อยู่ข้างบนเล่าก็ไม่อาจลงไปได้ เป็นที่ปลอดภัยจากแมว งู มนุษย์. พญานกยูงทองดำริว่า ตรงนี้เป็นที่อันสำราญของเรา คงพักอยู่ตรงนั้นเอง ตลอดวันนั้น ต่อรุ่งขึ้น ก็ลุกออกจากถ้ำ เกาะที่ยอดเขา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เห็นสุริยมณฑลกำลังอุทัย ก็สวดปริตร เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตน ในเวลากลางวันว่า อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรงพระจักษุพระองค์นี้ กำลังอุทัยดังนี้เป็นต้น แล้วร่อนลง ณ ที่หากิน เที่ยวหากิน

ตอนเย็น จึงมาเกาะที่ยอดเขาบ่ายหน้าทางทิศตะวันตก เพ่งดูสุริยมณฑลอันอัสดง สวดพระปริตร เพื่อขอความคุ้มครองป้องกัน ในเวลากลางคืนว่า อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรงพระจักษุพระองค์นี้ กำลังเสด็จออกไป ดังนี้เป็นต้น พำนักอยู่ด้วยอุบายนี้.

ครั้น ณ วันหนึ่ง ลูกนายพรานผู้หนึ่งท่องเที่ยวไปในราวป่า เห็นพญายูงทองนั้นจับอยู่เหนือยอดเขา จึงมาที่อยู่ของตน เมื่อจวนจะตายบอกลูกไว้ว่า พ่อเอ๋ย ในราวป่าตรงทิวเขาที่ ๔ มีนกยูงทอง ถ้าพระราชาตรัสถาม ก็กราบทูลให้ทรงทราบ.

อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามว่าเขมา ทรงเห็นพระสุบินในเวลาใกล้รุ่ง พระสุบินได้มีเรื่องราวอย่างนี้. นกยูงมีสีเหมือนสีทอง กำลังแสดงธรรม. พระนางทรงให้สาธุการสดับธรรม. นกยูง ครั้นแสดงธรรมเสร็จก็ลุกขึ้นบินไป. พระนางทอดพระเนตรเห็นพญายูงทองกำลังบินไป ก็ตรัสสั่งให้คนทั้งหลายช่วยกันจับพญานกยูงนั้นให้ได้ ขณะที่กำลังตรัสอยู่นั่นแหละ ทรงตื่นเสีย ครั้นทรงตื่นแล้วจึงทรงทราบว่าเป็นความฝัน ทรงดำริต่อไปว่า ครั้นจะกราบทูลว่า ฝันไป ที่ไหนพระราชาจะทรงเอาพระหฤทัยเอื้อเฟื้อแล้วทรงบรรทม ประหนึ่งทรงแพ้พระครรภ์.

ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้ามาใกล้พระนาง ตรัสถามว่า นางผู้เจริญใจ เธอไม่สบาย เป็นอะไรไปเล่า. กราบทูลว่า ความแพ้ครรภ์บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน พระเจ้าค่ะ. ตรัสถามว่า เธอต้องการสิ่งใดเล่า จ๊ะ นางผู้เจริญ. กราบทูลว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อม เกล้ากระหม่อมฉันปรารถนาจะฟังธรรมของพญานกยูงทอง พระเจ้าค่ะ. รับสั่งว่า นางผู้เจริญใจเอ๋ย ฉันจักหาพญายูงทองอย่างนี้ ได้จากไหนเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อม แม้เกล้ากระหม่อมฉันมิได้สมปรารถนา ชีวิตของเกล้ากระหม่อมฉัน เป็นอันไม่มีละ พระเจ้าค่ะ. ตรัสปลอบว่า นางผู้เจริญใจ อย่าเสียใจเลยนะ ถ้ามันมีอยู่ ณ ที่ไหน เธอต้องได้แน่นอน แล้วเสด็จประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ ตรัสถามหมู่อำมาตย์ว่า แน่ะพ่อเอ๋ย เทวีปรารถนาจะฟังธรรมของนกยูงทอง อันนกยูงมีสีเหมือนสีทองน่ะ มีอยู่หรือไม่.

พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ พวกพราหมณ์คงจักทราบ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสให้หาพวกพราหมณ์มาเฝ้าแล้ว มีพระดำรัสถาม.

พวกพราหมณ์พากันกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราช สัตว์เดียรัจฉานเหล่านี้คือ ในจำพวกสัตว์น้ำ ปลา เต่า ปู ในจำพวกสัตว์บก มฤค หงส์ นกยูง นกกระทา มีสีเหมือนสีทอง มีอยู่. แม้มนุษย์ทั้งหลายเล่าก็มีสีเหมือนสีทองมีอยู่ ทั้งนี้มีมาในคัมภีร์ลักษณมนต์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงเรียกพวกบุตรพรานในแว่นแคว้นของพระองค์ มาประชุมกัน. รับสั่งว่า นกยูงทองพวกเธอเคยเห็นบ้างไหม. คนที่บิดาเคยเล่าให้ฟัง กราบทูลว่า ถึงข้าพระองค์จะไม่เคยเห็น แต่บิดาของข้าพระองค์บอกไว้ว่า นกยูงทองมีอยู่ในสถานที่ตรงโน้น พระเจ้าข้า. ครั้งนั้น พระราชาตรัสกะเขาว่า สหายเอ๋ย เธอจักเป็นคนให้ชีวิตแก่ฉันและเทวีได้ละ เพราะฉะนั้น เธอจงไปที่นั้น จับมัดนกยูงทองนั้นนำมาเถิด ประทานทรัพย์เป็นอันมาก ส่งไป. เขาให้ทรัพย์แก่ลูกเมียแล้วไป ณ ที่นั้น เห็นพระมหาสัตว์ ก็ทำบ่วงดักรอว่า วันนี้คงติด วันนี้คงติด ก็ไม่ติดสักที จนตายไป. พระเทวีเล่า เมื่อไม่ได้ดังพระปรารถนา ก็สิ้นพระชนม์ไป.

พระราชาทรงกริ้วว่า เพราะอาศัยนกยูงทองตัวนี้เป็นเหตุ เมียรักของเราต้องสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระหฤทัยเป็นไปในอำนาจแห่งเวร ทรงให้จารึกไว้ในแผ่นทองว่า ที่ทิวเขาที่สี่ในป่าหิมพานต์ มีนกยูงทองอาศัยอยู่ บุคคลได้กินเนื้อของยูงทองแล้วนั้น จะไม่แก่ไม่ตาย แล้วบรรจุหนังสือนั้นไว้ในหีบไม้แก่น เสด็จสวรรคตไป. ครั้นกษัตริย์องค์อื่นได้เป็นพระราชาแล้ว ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นอักษรในแผ่นทอง ก็ทรงดำริว่า เราจักเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย ทรงส่งให้พรานผู้หนึ่งไปเพื่อจับพญายูงทองนั้น. แม้พรานผู้นั้นก็ตายเสียที่นั้น ดุจกัน. โดยทำนองนี้ ล่วงไปถึง ๖ รัชกาลแล้ว ลูกพรานทั้ง ๖ ตายในป่าหิมพานต์นั้นเอง.

ถึงพรานคนที่ ๗ ซึ่งพระราชาองค์ที่ ๗ ทรงใช้ไป คิดว่า เราจักจับนกยูงทองนั้นได้ในวันนี้ ในวันนี้แน่นอน ล่วงไปถึง ๗ ปี ก็ไม่สามารถจะจับนกยูงทองตัวนั้นได้ ดำริว่า ทำไมเล่าหนอ บ่วงจึงไม่รูดรัดเท้าของพญายูงทองนี้ คอยกำหนดดูพญานกยูงทองนั้น เห็นเจริญพระปริตร ทุกเย็นทุกเช้า ก็กำหนดได้โดยนัยว่า ในสถานที่นี้ นกยูงตัวอื่นไม่มีเลย. อันพญายูงทองตัวนี้คงประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยอานุภาพแห่งพรหมจรรย์ และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร บ่วงจึงไม่ติดเท้าของพญายูงทอง แล้วจึงไปสู่ปัจจันตชนบท ดักนางยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกฝนให้ขันในเวลาดีดนิ้วมือ ให้ฟ้อนในเวลาตบมือ แล้วพาไป ก่อนเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเจริญปริตรทีเดียว ดักบ่วงไว้ ดีดนิ้วมือให้นางยูงขัน. เมื่อพญายูงทองได้ฟังเสียงของนางยูง กิเลสที่ราบเรียบไปตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ก็ฟุ้งขึ้น ทันทีทันใด เป็นเหมือนอสรพิษที่ถูกตีด้วยท่อนไม้ แผ่พังพาน ฉะนั้น. เธอกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส จนไม่สามารถจะเจริญพระปริตรได้ทีเดียว บินไปยังสำนักนางยูงโดยเร็ว ถลาลงโดยอากาศ สอดเท้าเข้าไปในบ่วงเสียเลย. บ่วงที่ไม่เคยรูด ตลอด ๗๐๐ ปี ก็รูดรัดเท้า ในขณะนั้นแล.

ทีนั้น ลูกนายพรานเห็นพญายูงทองนั้นห้อยต่องแต่ง อยู่ที่ปลายคัน แล้วคิดว่า ลูกนายพราน ๖ คน ไม่สามารถที่จะดักพญายูงทองนี้ได้ ถึงตัวเราก็ไม่สามารถดักได้ ๗ ปี. วันนี้เวลาอาหารเช้า พญายูงอาศัยนางยูง เป็นสัตว์กระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส ถึงไม่อาจเจริญปริตร มาติดบ่วงแขวนต่องแต่ง เอาหัวลงอยู่ เป็นสัตว์มีศีล เห็นปานฉะนี้ ถูกเรากระทำให้ลำบากเสียแล้ว การน้อมนำสัตว์เช่นนี้ เข้าไปเพื่อเป็นบรรณาการแด่พระราชา ไม่ควรเลย เราจะต้องการอะไร ด้วยสักการะที่พระราชาทรงพระราชทาน จักปล่อยเธอเสียเถอะ

หวนคิดว่า พญายูงนี้มีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เมื่อเราเข้าไปใกล้ คงคิดว่า ผู้นี้จักมาฆ่าเรา แล้วเลยกลัวตายอย่างเหลือล้น ดิ้นรนไป ทำลายเท้าหรือปีกเสียได้ ก็ครั้นเราไม่เข้าไปใกล้ คงซุ่มตัดบ่วงให้ขาดด้วยคมศร แต่นั้น เธอก็จักไปตามพอใจ โดยลำพังตนเอง. เขาคงยืนอยู่ในที่ซ่อน ยกธนูขึ้นสอดลูกศร ยืนจ้องอยู่.

ฝ่ายพญายูงดำริว่า พรานผู้นี้ทราบการที่ต้องทำให้ เรากระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสแล้ว จึงดักได้ง่ายดาย ไม่เห็นกระตือรือร้นเลย เขาซุ่มอยู่ตรงไหนเล่านะ มองดูรอบๆ ข้าง เห็นยืนจ้องธนู สำคัญว่า คงจักปรารถนาฆ่าเราให้ตาย แล้วก็สะดุ้งกลัวต่อความตาย เป็นล้นพ้น.

เมื่อจะวอนขอชีวิต จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนสหาย ก็ถ้าแหละท่านจับข้าพเจ้า เพราะเหตุแห่งทรัพย์แล้ว ท่านอย่าฆ่าข้าพเจ้าเลย จงจับเป็น นำข้าพเจ้าไปถวายพระราชาเถิด เข้าใจว่า ท่านจักได้ทรัพย์มิใช่น้อยเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ หิ ตฺยาหํ ตัดเป็น สเจ หิ เต อหํ.

บทว่า อุปนฺติ เน หิ แปลว่า จงเข้าไปใกล้.

บทว่า ลจฺฉสินปฺปรูปํ ความว่า ท่านจักได้ทรัพย์ไม่น้อย เป็นแน่.

ลูกนายพรานได้ยินคำนั้นแล้วดำริว่า พญายูงคงเข้าใจว่า พรานนี้สอดใส่ลูกศรเพื่อต้องการจะยิง ต้องปลอบเธอเถอะ เมื่อจะปลอบ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้หมายมั่นว่า จะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ผูกรัดเท้าท่าน พญายูงจงไปตามสบายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตยิสฺสํ แปลว่า เราจักตัด.

ลำดับนั้น พญายูงได้กล่าวสองคาถาว่า

เหตุไร ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงเสียจากบ่วง เพื่ออะไร

วันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาตหรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เหตุไร ท่านจึงปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงออกจากบ่วง เสียเล่า.

ในสองคาถานั้น บทว่า ยํ มีอธิบายบางบทว่า ท่านเพียรดักข้าพเจ้ามาตลอดถึงเพียงนี้ เพราะเหตุใด.

บทว่า วิรโต นุสชฺช ความว่า ในวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาต กระมั่ง.

บทว่า สพฺพภูเตสุ ความว่า ท่านได้ให้อภัยแก่ฝูงสัตว์ทั้งปวงได้ แล้วละซิ.

ต่อจากนี้ไป พึงทราบความสัมพันธ์แห่งการโต้ตอบ ดังนี้.

นายพรานถามว่า

ดูก่อนพญายูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกะท่าน ผู้นั้นจุติจากโลกนี้แล้ว จะได้ความสุขอะไร.

ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ผู้นั้นย่อมได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่สวรรค์.

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายไม่มี ชีพย่อมเข้าถึงความเป็นต่างๆ กันในโลกนี้ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วก็ไม่มีเหมือนกัน และกล่าวว่า ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อยคำของพระอรหันต์เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเบียดเบียนนกทั้งหลาย.

คาถาที่ร้อยกรองมีความง่ายๆ เหล่านี้ พึงทราบตามนัยแห่งพระบาลีนั้น นั่นแล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺจาหุ เอเก ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกได้กล่าวอย่างนี้.

บทว่า เตสํ วโจ อรหตํ สทฺทหาโน ขยายความว่า

ได้ยินว่า พวกชีเปลือยผู้มีวาทะว่าขาดสูญ เป็นพวกใกล้ชิดสกุลของนายพรานนั้น พวกเหล่านั้นพากันชวนนายพราน ผู้เป็นสัตว์แม้จะพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งปัจเจกโพธิญาณ ให้ยึดถืออุจเฉทวาทเสียได้ เพราะสังสรรค์กับพวกชีเปลือยนั้น

นายพรานนั้นจึงยึดเอาว่า ผลแห่งกุศลและอกุศลไม่มี จึงฆ่าฝูงนกเสียนักหนา อันการคบหากับคนผู้มิใช่สัตบุรุษนี้ มีโทษใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ และพรานนี้สำคัญว่า พวกนั้นเท่านั้นเป็นอรหันต์ จึงกล่าวอย่างนี้ (ข้าพเจ้าเชื่อถือถ้อยคำของพวกอรหันต์เหล่านั้น).

พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้วดำริว่า เราต้องกล่าวถึงความที่ปรโลกมีอยู่แก่เขา ทั้งๆ ที่ห้อยศีรษะลงอยู่ปลายคันแล้วนั่นแหละ กล่าวคาถาว่า

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองนั้นอยู่ในโลกนี้ หรือในโลกอื่น สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่า เป็นเทวดาในมนุษยโลก อย่างไรหรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺส ความว่า ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสอง เป็นของมีอยู่ในโลกนี้หรือ หรือเป็นของมีในโลกเหล่าอื่น. คำว่า ปรโลกสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

บทว่า กถนฺนุ เต ความว่า พระอรหันต์นั้นกล่าวไว้อย่างไรเล่า ในวิมานเหล่านี้ ได้แก่เทวบุตร หรือพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีอยู่หรือไม่มีเล่า เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์เล่า.

ลูกนายพรานกล่าวคาถาว่า

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น มีอยู่ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่า เป็นเทวดาในมนุษยโลก.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์กล่าวคาถาว่า

สมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่า หาเหตุมิได้ ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าวถึงผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว และกล่าวถึงทานว่า คนโง่บัญญัติไว้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่านกำจัดเสียแล้วเพราะการพยากรณ์นี้แหละ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺเถว เต นีหตา ความว่า ถ้าพระจันทร์พระอาทิตย์สถิตอยู่ในเทวโลก มิใช่สถิตอยู่ในมนุษยโลก และถ้าพระจันทร์พระอาทิตย์เหล่านี้เป็นเทวดา มิใช่เป็นมนุษย์เลยไซร้ ตอนนี้เอง คือในการพยากรณ์เพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นที่เป็นผู้ใกล้ชิดตระกูลของท่าน เป็นพวกมีวาทะเลวๆ เป็นอันถูกท่านกำจัดเสียแล้ว.

บทว่า อเหตุกา ความว่า สมณพราหมณ์พวกใดมีวาทะอย่างนี้ว่า กรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งความผุดผ่องและความเศร้าหมอง ไม่มี ชื่อว่าพวกไม่มีเหตุ.

บทว่า ทตฺตุปญฺญตฺตํ ความว่า และพวกที่กล่าวถึงทานว่า คนโง่ๆ พากันบัญญัติไว้.

เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวเรื่อยๆ ไป เขากำหนดได้แล้ว กล่าวคาถาว่า

คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้นอย่างไรได้.

ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำอะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณอะไร อย่างไรจึงจะต้องไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจ ความว่า ทานชื่อว่าอันคนเซอะบัญญัติแล้ว พึงมีผลอย่างไร.

บทว่า กถงฺกโร ความว่า กระทำกรรมไฉน. บทว่า กินฺติกโร ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อเราทำกรรม จึงไม่ไปสู่นรก. คำนอกนี้เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแล.

พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้วดำริว่า ถ้าเราจักไม่กล่าวแก้ปัญหานี้ โลกมนุษย์จักเกิดเป็นดุจว่างเปล่า เราจักกล่าวความที่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมมีอยู่ในโลกมนุษย์นั่นเองแก่เขา ได้ภาษิตสองคาถาว่า

มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไปบิณฑบาตในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาล ผู้สงบระงับอยู่ในแผ่นดินนี้แน่

ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความตามความพอใจของท่าน สมณะเหล่านั้นก็ชี้แจงประโยชน์ในโลกนี้ และโลกหน้าให้แก่ท่าน ตามความรู้ความเห็น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต คือท่านบัณฑิตผู้มีบาปอันระงับแล้ว ได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า.

บทว่า ยถาปชานํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักบอกแก่ท่านตามทำนองที่ตนทราบ คือจักกล่าวคำกำจัดความสงสัยของท่านเสียได้.

บทว่า ปรสฺส จตฺถํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักชี้แจงประโยชน์โลกนี้และโลกอื่นอย่างนี้ว่า ด้วยกรรมชื่อนี้จะบังเกิดในโลกมนุษย์ ด้วยกรรมนี้จะบังเกิดในเทวโลก ด้วยกรรมนี้จะบังเกิดในนรกเป็นต้น เชิญถามสมณะเหล่านั้นเถิด.

ก็แล ครั้นพญายูงกล่าวอย่างนี้แล้ว ขู่ให้กลัวภัยในนรก.

ก็เขาเป็นพระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณอันแก่กล้าแล้ว เป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่แล้ว ชูก้านรอการถูกต้องของแสงอาทิตย์ฉะนั้น. เมื่อฟังธรรมกถาของพญายูง ยืนอยู่ด้วยท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารทั้งหลาย พิจารณาไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว.

การบรรลุของท่านและการพ้นจากบ่วงของพระมหาสัตว์ ได้มีในขณะเดียวกันแล. พระปัจเจกพุทธเจ้าทำลายกิเลสทั้งหลายแล้ว ดำรงอยู่ ณ สุดแดนของภพทีเดียว เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า

ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอกคราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้อันเขียวชอุ่มผลัดใบเหลืองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละความเป็นพรานได้.

ความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า งูลอกทิ้งหนังเก่าที่คร่ำคร่า ฉันใด และต้นไม้ที่ยังเขียวชอุ่มอยู่ ผลัดใบเหลืองๆ ที่ติดอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งทิ้งเสียได้ ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น สละเสียได้ซึ่งความเป็นพรานในวันนี้ ทีนี้ความเป็นพรานนั่นนั้นเป็นอันเราละทิ้งได้แล้ว เราสละความเป็นพรานแล้ว ในวันนี้.

บทว่า ชหามหํ ความว่า เราละเสียแล้ว.

ครั้นท่านเปล่งอุทานนี้แล้ว ดำริว่า เราพ้นจากเครื่องพัวพัน คือกิเลสทั้งปวงได้แน่นอน แต่ในที่อยู่ของเรายังมีนกถูกกักขังอยู่มาก เราจักปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไร จึงถามพระมหาสัตว์ว่า พญายูงเอ๋ย ในที่อยู่ของข้าพเจ้ามีนกถูกกักขังอยู่เป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไรละ. อันที่จริง ญาณในการกำหนดอุบายของพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมใหญ่โตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า. เหตุนั้น พญายูงจึงกล่าวกะท่านว่า ปัจเจกโพธิญาณที่ท่านทำลายกิเลสทั้งปวงเสีย แล้วบรรลุด้วยโพธิมรรคใด โปรดปรารภโพธิมรรคนั้น กระทำสัจจกิริยาเถิด ธรรมดาสัตว์อันต้องจองจำในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็จักไม่มี. ท่านดำรงในฐานะที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้ว เมื่อจะทำสัจจกิริยา จึงกล่าวคาถาว่า

อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เรากักขังไว้ในนิเวศน์ ประมาณหลายร้อย วันนี้ เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่เดิมของตนเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมกฺขญฺจ เต ปตฺโต ความว่า ถ้าเราบรรลุโมกขธรรมแล้ว คือบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว ขอสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้น ในอันให้ชีวิตเป็นทาน ด้วยสัจจะนี้.

บทว่า สกํ นิเกตํ ความว่า ขอสัตว์แม้ทั้งปวง จงพากันไปสู่ที่อยู่ของตนเถิด.

ลำดับนั้น นกทั้งปวงก็พ้นจากที่กักขัง พอดีกันกับเวลาที่ พระปัจเจกโพธินั้นกระทำสัจจกิริยานั่นเอง ต่างร้องร่าเริง บินไปที่อยู่ของตนทั่วกัน. ก็แลในขณะนั้น บรรดาสัตว์ในเหย้าเรือนทุกหนแห่ง ตั้งต้นแต่แมวเป็นต้นในชมพูทวีปทั้งสิ้นที่จักได้ชื่อว่าสัตว์ต้องกักขัง มิได้มีเลย. พระปัจเจกพุทธเจ้ายกมือลูบศีรษะ. ทันใดนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป เพศบรรพชิตปรากฏแทน. ท่านเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ สมบูรณ์ด้วยมรรยาท ทรงอัฐบริขาร กล่าวว่า ท่านนั้นเทียวได้เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ประคองอัญชลีแก่พญายูง กระทำประทักษิณ เหาะขึ้นอากาศไปสู่เงื้อมผา ชื่อนันทมูล. ฝ่ายพญายูงก็โดดจากปลายคันแร้ว หาอาหาร ไปสู่ที่อยู่ของตนดังเดิม.

บัดนี้ พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความที่นายพรานแม้จะถือบ่วงเที่ยวไปตั้ง ๗ ปี อาศัยพญายูงพ้นจากทุกข์ได้ จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญานกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์เหมือนเราพ้นแล้วฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาเธตุ แปลว่า เพื่อจะดัก บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. อธิบายว่า ครั้นดักพญายูงได้แล้ว ยืนฟังธรรมกถาของพญายูงนั้น ก็ได้ความสลดใจ.

บทว่า ยถาหํ ความว่า นายพรานนั้นหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เหมือนเราหลุดพ้นได้ด้วยสยัมภูญาณ ฉะนั้นแล.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม

เวลาจบสัจจธรรม ภิกษุผู้กระสันดำรงในพระอรหัต

แล้วทรงประชุมชาดก ว่า

พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นปรินิพพาน

ส่วนพญายูงได้มาเป็น เราตถาคต แล.

จบอรรถกถามหาโมรชาดกที่ ๘ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on มหาโมรชาดก ว่าด้วย พญานกยูงพ้นจากบ่วง · Volume 27