๔. เวปจิตติสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เวปจิตติสูตรที่ ๔
จตุตฺถํ เวปจิตฺติสุตฺตํ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ฯลฯ
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯเปฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกันแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสกะพวกอสูรว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงครามระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกัน พวกอสูรพึงชนะ พวกเทวดาพึง ปราชัยไซร้ ท่านทั้งหลายพึงมัดท้าวสักกะจอมเทวดา ด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอ เป็นที่ ๕ แล้วพึงนำมายังอสูรบุรี ในสำนักของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ท้าว สักกะจอมเทวดาก็บัญชากะเทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงครามระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกัน พวกเทวดาพึงชนะ พวกอสูรถึง ปราชัยไซร้ ท่านทั้งหลายพึงมัดท้าวเวปจิตติจอมอสูร ด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอ เป็นที่ ๕ แล้วพึงนำมายังสุธรรมาสภา ในสำนักของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล ในสงครามครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรปราชัย ครั้งนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้จับท้าวเวปจิตติจอมอสูรมัดด้วยการมัดห้าแห่ง อันมีคอเป็นที่ ๕ แล้วนำมายัง สุธรรมาสภา ในสำนักของท้าวสักกะจอมเทวดา ฯ
ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท อสุเร อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม สมุปพฺยูเฬฺห อสุรา ชิเนยฺยุํ เทวา ปราชิเนยฺยุํ เยน นํ สกฺกํ เทวานมินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ อสุรปุรนฺติ ฯ สกฺโกปิ โข ภิกฺขเว เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม สมุปพฺยูเฬฺห เทวา ชิเนยฺยุํ อสุรา ปราชิเนยฺยุํ เยน นํ เวปจิตฺตึ อสุรินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ สุธมฺมํ สภนฺติ ฯ ตสฺมึ โข ปน ภิกฺขเว สงฺคาเม เทวา ชินึสุ อสุรา ปราชินึสุ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา เวปจิตฺตึ อสุรินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สนฺติเก อาเนสุํ สุธมฺมํ สภํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น ท้าวเวปจิตติจอม อสูรถูกมัดด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอเป็นที่ ๕ ได้ด่าบริภาษท้าวสักกะจอมเทวดา ซึ่งกำลังเสด็จเข้าและออกยังสุธรรมาสภา ด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของ สัตบุรุษ ฯ
ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺโธ สกฺกํ เทวานมินฺทํ สุธมฺมํ สภํ ปวิสนฺตญฺจ นิกฺขมนฺตญฺจ อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีเทพบุตร ผู้สงเคราะห์ได้ ทูลถามท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท้าวสักกะมัฆวาน พระองค์ได้ทรงสดับถ้อยคำอัน หยาบคาย เฉพาะหน้า ของท้าวเวปจิตติจอมอสูร ยังทรง อดทนได้ เพราะความกลัว หรือเพราะไม่มีกำลัง พระเจ้าข้า ฯ
อถ โข ภิกฺขเว มาตลิ สงฺคาหโก สกฺกํ เทวานมินฺทํ คาถาย อชฺฌภาสิ ภยา นุ มฆวา สกฺก ทุพฺพเลฺยน ติติกฺขสิ สุณนฺโต ผรุสํ วาจํ สมฺมุขา เวปจิตฺติโนติ ฯ
ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราอดทนถ้อยคำอันหยาบคายของท้าวเวปจิตติได้ เพราะ ความกลัวหรือเพราะไม่มีกำลัง ก็หาไม่ วิญญูชนผู้เช่นเรา ไฉนจะพึงโต้ตอบกับคนพาลเล่า ฯ
นาหํ ภยา น ทุพฺพลฺยา ขมามิ เวปจิตฺติโน กถญฺหิ มาทิโส วิญฺญู พาเลน ปฏิสํยุเชติ ฯ
มาตลีเทพบุตรกราบทูลว่า คนพาลพึงทำลายได้อย่างยิ่ง ถ้าไม่พึงเกียดกันเสียก่อน เพราะฉะนั้น ธีรชนพึงเกียดกันคนพาลด้วยอาชญาอย่าง รุนแรง ฯ
ภิยฺโย พาลา ปภิชฺเชยฺยุํ โน จสฺส ปฏิเสธโก ตสฺมา ภุเสน ทณฺเฑน ธีโร พาลํ นิเสธเยติ ฯ
ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบระงับได้ เราเห็นว่า การสงบระงับได้ของผู้นั้นแล เป็นการเกียดกันคนพาลละ ฯ
เอตเทว อหมฺมญฺเญ พาลสฺส ปฏิเสธนํ ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา โย สโต อุปสมฺมตีติ ฯ
มาตลีเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็นโทษในความอดทนนี้แล เมื่อใด คนพาลย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า ผู้นี้ย่อมอดกลั้น ต่อเราเพราะความกลัว เมื่อนั้น คนมีปัญญาทรามยิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัวที่แพ้หนีไป ฉะนั้น ฯ
เอตเทว ติติกฺขาย วชฺชํ ปสฺสามิ วาสว ยทา นํ มญฺญติ พาโล ภยา มฺยายํ ติติกฺขติ อชฺฌารูหติ ทุมฺเมโธ โคว ภิยฺโย ปลายินนฺติ ฯ
ท้าวสักกะตรัสตอบว่า บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือ หาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็น อย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใดแลเป็นคนมีกำลัง อดกลั้นต่อคนผู้ทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพลจำต้องอดทนอยู่ เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่าง คนพาลว่ามิใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้มีกำลังผู้ซึ่ง ธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะความโกรธนั้น โทษที่ลามก จึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ บุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่ โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะสงครามซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติ ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนที่ ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้รักษาประโยชน์ของ ทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้ ฯ
กามํ มญฺญตุ วา มา วา ภยา มฺยายํ ติติกฺขติ สทตฺถปรมา อตฺถา ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ โย หเว พลวา สนฺโต ทุพฺพลสฺส ติติกฺขติ ตมาหุ ปรมํ ขนฺตึ นิจฺจํ ขมติ ทุพฺพโล อพลนฺตํ พลํ อาหุ ยสฺส พาลพลํ พลํ พลวสฺส ธมฺมคุตฺตสฺส ปฏิวตฺตา น วิชฺชติ ตสฺเสว เตน ปาปิโย โย กุทฺธํ ปฏิกุชฺฌติ กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต สงฺคามํ เชติ ทุชฺชยํ อุภินฺนมตฺถํ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา โย สโต อุปสมฺมติ อุภินฺนํ ติกิจฺฉนฺตานํ อตฺตโน จ ปรสฺส จ ชนา มญฺญนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทวดาพระองค์นั้น เข้าไป อาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยรัชสมบัติมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความเป็น อิสระแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ ยังจักพรรณนาคุณของขันติและโสรัจจะได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พวกเธอบวชแล้วในธรรมวินัยที่เรากล่าวชอบแล้ว เช่นนี้ เป็นผู้อดทนและสงบเสงี่ยมนี้ จะพึงงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้ ฯ
โส หิ นาม ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท สกํ ปุญฺญผลํ อุปชีวมาโน เทวานํ ตาวตึสานํ อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรนฺโต ขนฺติโสรจฺจสฺส วณฺณวาที ภวิสฺสติ ฯ อิธ เขฺวตํ ภิกฺขเว โสเภถ ยํ ตุเมฺห เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา ขมา จ ภเวยฺยาถ โสรตา จาติ ฯ