๕. สุภาษิตชยสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สุภาษิตชยสูตรที่ ๕
ปญฺจมํ สุภาสิตชยสุตฺตํ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ฯเปฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างพวกเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่จอมเทวดา เราจงเอาชนะกันด้วยการกล่าวคำสุภาษิตเถิด ฯ ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ ตกลงเราจงเอาชนะกัน ด้วยการกล่าวคำสุภาษิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกเทวดาและพวกอสูรได้ร่วมกันตั้ง ผู้ตัดสินว่า ผู้ตัดสินเหล่านี้จักรู้ทั่วถึงคำสุภาษิต คำทุพภาษิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าว สักกจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงตรัสคาถา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ ท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้ ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า แน่ะท้าวเวปจิตติในเทวโลกนี้ท่านเป็นเทพมาก่อน ท่านจงกล่าวคาถาเถิด ฯ
ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ โหตุ เทวานมินฺท สุภาสิเตน ชโยติ ฯ โหตุ เวปจิตฺติ สุภาสิเตน ชโยติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เทวา จ อสุรา จ ปาริสชฺเช ฐเปสุํ อิเม โน สุภาสิตํ ทุพฺภาสิตํ อาชานิสฺสนฺตีติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ ภณ เทวานมินฺท คาถนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เวปจิตฺตึ อสุรินฺทํ เอตทโวจ ตุเมฺห เขฺวตฺถ เวปจิตฺติ ปุพฺพเทวา ภณ เวปจิตฺติ คาถนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าวเวปจิตติ จอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า พวกคนพาลยิ่งกริ้วโกรธ ถ้าหากบุคคลไม่ตัดรอนเสีย ฉะนั้น นักปราชญ์ผู้มีปัญญา จึงควรกำจัดคนพาลเสียด้วยอาญา อันรุนแรง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาแล้ว เหล่าอสูร พากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็พากันนิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจง กล่าวคาถาเถิด ฯ
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท อิมํ คาถํ อภาสิ ภิยฺโย พาลา ปกุชฺเฌยฺยุํ โน จสฺส ปฏิเสธโก ตสฺมา ภุเสน ทณฺเฑน ธีโร พาลํ นิเสธเยติ ฯ ภาสิตาย โข ปน ภิกฺขเว เวปจิตฺตินา อสุรินฺเทน คาถาย อสุรา อนุโมทึสุ เทวา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ ภณ เทวานมินฺท คาถนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าวสักกะ จอมเทวดาได้ตรัสคาถานี้ว่า ฯ ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ เราเห็นว่าการ ระงับไว้ได้ของผู้นั้น เป็นเครื่องตัดรอนคนพาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาแล้ว พวก เทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าว สักกะจอมเทวดาตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า ดูกรท้าวเวปจิตติ ท่านจงตรัส คาถาเถิด ฯ
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท อิมํ คาถํ อภาสิ เอตเทว อหํ มญฺเญ พาลสฺส ปฏิเสธนํ ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา โย สโต อุปสมฺมตีติ ฯ ภาสิตาย โข ปน ภิกฺขเว สกฺเกน เทวานมินฺเทน คาถาย เทวา อนุโมทึสุ อสุรา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เวปจิตฺตึ อสุรินฺทํ เอตทโวจ ภณ เวปจิตฺติ คาถนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้ ท้าวเวปจิตติ จอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า ดูกรท้าววาสวะ เราเห็นโทษของการอดกลั้นนี่แหละ เพราะ ว่าเมื่อใดคนพาลสำคัญเห็นผู้นั้นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะ ความกลัว เมื่อนั้น คนพาลผู้ทรามปัญญายิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัวแพ้ที่หนีไป ฉะนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรภาษิตคาถาแล้ว เหล่าอสูร พากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็นิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าว เวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงตรัส คาถาเถิด ฯ
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท อิมํ คาถํ อภาสิ เอตเทว ติติกฺขาย วชฺชํ ปสฺสามิ วาสว ยทา นํ มญฺญติ พาโล ภยา มฺยายํ ติติกฺขติ อชฺฌารูหติ ทุมฺเมโธ โคว ภิยฺโย ปลายินนฺติ ฯ ภาสิตาย โข ปน ภิกฺขเว เวปจิตฺตินา อสุรินฺเทน คาถาย อสุรา อนุโมทึสุ เทวา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ ภณ เทวานมินฺท คาถนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสเช่นนี้ ท้าว สักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือ หาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็น อย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใดแลเป็นคนมีกำลัง อดกลั้นต่อคนทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นไว้ได้ของผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพลย่อมจะอด ทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลายเรียกกำลังของผู้ที่มีกำลังอย่าง คนพาลว่ามิใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้ที่มีกำลังอัน ธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะความโกรธนั้น โทษอันลามก จึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว บุคคลผู้ไม่โกรธตอบผู้ที่ โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงครามซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติ ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนผู้ที่ ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ของ ทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาเหล่านี้แล้ว พวกเทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง ฯ
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท อิมา คาถาโย อภาสิ กามํ มญฺญตุ วา มา วา ภยา มฺยายํ ติติกฺขติ สทตฺถปรมา อตฺถา ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ โย หเว พลวา สนฺโต ทุพฺพลสฺส ติติกฺขติ ตมาหุ ปรมํ ขนฺตึ นิจฺจํ ขมติ ทุพฺพโล อพลนฺตํ พลํ อาหุ ยสฺส พาลพลํ พลํ พลวสฺส ธมฺมคุตฺตสฺส ปฏิวตฺตา น วิชฺชติ ตสฺเสว เตน ปาปิโย โย กุทฺธํ ปฏิกุชฺฌติ กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต สงฺคามํ เชติ ทุชฺชยํ อุภินฺนมตฺถํ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา โย สโต อุปสมฺมติ อุภินฺนํ ติกิจฺฉนฺตานํ อตฺตโน จ ปรสฺส จ ชนา มญฺญนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ ฯ ภาสิตาสุ โข ปน ภิกฺขเว สกฺเกน เทวานมินฺเทน คาถาสุ เทวา อนุโมทึสุ อสุรา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ผู้ตัดสินทั้งของพวกเทวดาและ พวกอสูรได้กล่าวคำนี้ว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล แต่ คาถาเหล่านั้นมีความเกี่ยวเกาะด้วยอาชญา มีความเกี่ยวเกาะด้วยศาตรา เพราะเหตุ เช่นนี้ จึงมีความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความทะเลาะวิวาท ท้าวสักกะจอม เทวดาได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล ก็คาถาเหล่านั้นไม่เกี่ยวเกาะด้วยอาชญา ไม่ เกี่ยวเกาะด้วยศาตรา เพราะเหตุเช่นนี้ จึงมีความไม่หมายมั่น ความไม่แก่งแย่ง ความไม่ทะเลาะวิวาท ท้าวสักกะจอมเทวดาชนะเพราะได้ตรัสคำสุภาษิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะด้วยการกล่าวคำสุภาษิตได้เป็นของท้าวสักกะ จอมเทวดาด้วยประการฉะนี้แล ฯ
อถ โข ภิกฺขเว เทวานญฺจ อสุรานญฺจ ปาริสชฺชา เอตทโวจุํ ภาสิตา โข เวปจิตฺตินา อสุรินฺเทน คาถาโย ตา จ โข สทณฺฑาวจรา สสตฺถาวจรา อิติ ภณฺฑนํ อิติ วิคฺคโห อิติ กลโห ภาสิตา โข สกฺเกน เทวานมินฺเทน คาถาโย ตา จ โข อทณฺฑาวจรา อสตฺถาวจรา อิติ อภณฺฑนํ อิติ อวิคฺคโห อิติ อกลโห สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สุภาสิเตน ชโยติ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สุภาสิเตน ชโย อโหสิ ฯ