๘. อสังขาสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อสังขาสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกอัมพวัน ใกล้ เมืองนาฬันทา ครั้งนั้นแล นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร สาวกของนิครณถ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรนายคามณี นิครณถ์- *นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างไร อสิพันธกบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้ว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไป อบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ประพฤติผิด ในกาม ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป นิครณถ์นาฏบุตรย่อมแสดงธรรม แก่พวกสาวกอย่างนี้แล พระเจ้าข้า ฯ
เอกํ สมยํ ภควา นาฬนฺทายํ วิหรติ ปาวาริกมฺพวเน ฯ อถ โข อสิพนฺธกปุตฺโต คามณี นิคณฺฐสาวโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อสิพนฺธกปุตฺตํ คามณึ ภควา เอตทโวจ กถํ นุ โข คามณิ นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ โยโกจิ ปาณํ อติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
พ. ดูกรนายคามณี ก็นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก ว่า กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณถ์นาฏบุตร ดูกรนายคามณี ท่านจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้งสมัยและไม่ใช่สมัย ทั้งกลางคืน และกลางวัน สมัยที่เขาฆ่าสัตว์ หรือสมัยที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ สมัยไหนมาก กว่ากัน ฯ คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้ง กลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาฆ่าสัตว์น้อยกว่า สมัยที่เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์มากกว่า พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนายคามณี ก็นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า กรรม ใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลนั้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณถ์นาฏบุตร ฯ
ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส ปาณาติปาตี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส ปาณํ อติมาเปติ ยํ วา โส ปาณํ นาติมาเปตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส ปาณาติปาตี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส ปาณํ อติมาเปติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส ปาณํ นาติมาเปตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษลักทรัพย์ รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาลักทรัพย์ หรือ สมัยที่เขาไม่ได้ลักทรัพย์ สมัยไหนมากกว่ากัน ฯ คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษลักทรัพย์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้ง กลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาลักทรัพย์น้อยกว่า ส่วนสมัยที่เขามิได้ลักทรัพย์ มากกว่า พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนายคามณี ก็นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า กรรม ใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลนั้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณถ์นาฏบุตร ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส อทินฺนาทายี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส อทินฺนํ อาทิยติ ยํ วา โส อทินฺนํ นาทิยตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อทินฺนาทายี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส อทินฺนํ อาทิยติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส อทินฺนํ นาทิยตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษ ประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขา ประพฤติผิดในกาม หรือสมัยที่เขามิได้ประพฤติผิดในกาม สมัยไหนมาก กว่ากัน ฯ คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัยและมิใช่ สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาประพฤติผิดในกามนั้นน้อยกว่า ส่วน สมัยที่เขามิได้ประพฤติผิดในกามนั้นมากกว่า พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนายคามณี ก็นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณถ์นาฏบุตร ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉาจรติ ยํ วา โส กาเมสุ มิจฺฉา น จรตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉาจรติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉา น จรตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษพูดเท็จ รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาพูดเท็จ หรือสมัย ที่เขามิได้พูดเท็จ สมัยไหนมากกว่ากัน คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษพูดเท็จรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้ง กลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาพูดเท็จนั้นน้อยกว่า ส่วนสมัยที่เขามิได้พูดเท็จ นั้นมากกว่า พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนายคามณี ก็นิครณถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก กรรม ใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ไป อบาย ตกนรก ตามคำของนิครณถ์นาฏบุตร ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส มุสาวาที รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส มุสา ภณติ ยํ วา โส มุสา น ภณตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส มุสาวาที รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส มุสา ภณติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส มุสา น ภณตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
ดูกรนายคามณี ศาสดาบางท่านในโลกนี้ มักพูดอย่างนี้ มัก เห็นอย่างนี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบาย ตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ประพฤติผิดในกามต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่พูดเท็จ ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ฯ
อิธ คามณิ เอกจฺโจ สตฺถา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ ปาณมติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ
ดูกรนายคามณี สาวกที่เลื่อมใสในศาสดานั้น ย่อมมีความคิด อย่างนี้ว่า ศาสดาของเรากล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไปอบาย ตกนรกทั้งหมด สาวกของศาสดานั้นกลับได้ความเห็นว่า สัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่ แม้เรา ก็ต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ สละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมาขังไว้ ฉะนั้น (สาวก ของศาสดานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า) ศาสดาของเรากล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ว่า ผู้ที่ ลักทรัพย์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด สาวกของศาสดานั้นกลับได้ความเห็นว่า ทรัพย์ที่เราลักมีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยัง ไม่ละความคิดนั้น ยังไม่ละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมา ขังไว้ ฉะนั้น ศาสดาของเรากล่าวอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ผู้ที่ประพฤติผิด ในกามต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด สาวกของศาสดากลับได้ความเห็นว่า กาเมสุ มิจฉาจารที่เราประพฤติมีอยู่ แม้เราต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจา นั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่สละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือน ถูกนำมาขังไว้ ฉะนั้น ศาสดาของเรากล่าวอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ผู้ที่พูด เท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด สาวกของศาสดานั้นกลับได้ความเห็นว่า คำเท็จ ที่เราพูดมีอยู่ แม้เราต้องไปอบาย ต้องตกนรก เขายังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละ ความคิดนั้น ยังไม่สละความเห็นนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรก เหมือนถูกนำมาขังไว้ ฉะนั้น ฯ
ตสฺมึ โข ปน คามณิ สตฺถริ สาวโก อภิปฺปสนฺโน โหติ ตสฺส เอวํ โหติ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ ปาณมติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉาจารา จิณฺณา อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ
ดูกรนายคามณี ก็พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึง พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษ ที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิก- *บานแล้ว เป็นผู้มีโชค เสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ ตถาคตนั้นทรงตำหนิติเตียน ปาณาติบาต และตรัสว่า จงงดเว้นจากปาณาติบาต ทรงตำหนิติเตียนอทินนาทาน และตรัสว่า จงงดเว้นจากอทินนาทาน ทรงตำหนิติเตียนกาเมสุมิจฉาจาร และตรัส ว่าจงงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ทรงตำหนิติเตียนมุสาวาท และตรัสว่า จงงดเว้น จากมุสาวาท โดยอเนกปริยาย สาวกเป็นผู้เลื่อมใสในพระศาสดานั้น ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนปาณาติบาตโดยอเนกปริยาย และตรัสว่า จงเว้นจากปาณาติบาต ก็สัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่มากมาย ข้อที่เราฆ่าสัตว์ มากมายนั้น ไม่ดีไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนี้เป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำ บาปกรรมนั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อม งดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
อิธ ปน คามณิ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ฯ โส อเนกปริยาเยน ปาณาติปาตํ ครหติ วิครหติ ปาณาติปาตา วิรมถาติ จาห อทินฺนาทานํ ครหติ วิครหติ อทินฺนาทานา วิรมถาติ จาห กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ครหติ วิครหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา วิรมถาติ จาห มุสาวาทํ ครหติ วิครหติ มุสาวาทา วิรมถาติ จาห ฯ ตสฺมึ โข ปน คามณิ สตฺถริ สาวโก อภิปฺปสนฺโน โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ภควา โข อเนกปริยาเยน ปาณาติปาตํ ครหติ วิครหติ ปาณาติปาตา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต ยาวตโก วา ตาวตโก วา โย โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต ยาวตโก วา ตาวตโก วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว ปาณาติปาตํ ปชหติ อายติญฺจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
สาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิ ติเตียนอทินนาทานโดยอเนกปริยาย และตรัสว่า จงงดเว้นจากอทินนาทาน ทรัพย์ที่เราลักมีอยู่มากมาย ข้อที่เราลักทรัพย์มากมายนั้น ไม่ดี ไม่งาม เราแลพึง เดือดร้อน เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นหามิได้ เขา พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละอทินนาทานนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากอทินนาทาน ต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ภควา โข อเนกปริยาเยน อทินฺนาทานํ ครหติ วิครหติ อทินฺนาทานา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว อทินฺนาทานํ ปชหติ อายติญฺจ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
สาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิ ติเตียนกาเมสุมิจฉาจารโดยอเนกปริยาย และตรัสว่า จงงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เราประพฤติผิดในกามมีอยู่มากมาย ข้อที่เราประพฤติผิดในกามมากมายนั้น ไม่ดี ไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อนเพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรม นั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละกาเมสุมิจฉาจารนั้นด้วย ย่อมงด เว้นจากกาเมสุมิจฉาจารต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรมก้าวล่วงบาปกรรมได้ ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ภควา โข อเนกปริยาเยน กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ครหติ วิครหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉา จิณฺณํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉา จิณฺณํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปชหติ อายติญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ฯ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
สาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิ ติเตียนมุสาวาทโดยอเนกปริยาย และตรัสว่า จงงดเว้นจากมุสาวาท ก็เราพูดเท็จ มีอยู่มากมาย ข้อที่เราพูดเท็จมากมายนั้น ไม่ดี ไม่งาม เราแลพึงเดือดร้อน เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแท้ เราจักไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นหามิได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้ แล้วย่อมละมุสาวาทนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากมุสาวาทต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละ บาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมได้ ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
ภควา โข ปน อเนกปริยาเยน มุสาวาทํ ครหติ วิครหติ มุสาวาทา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว มุสาวาทํ ปชหติ อายติญฺจ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ฯ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
สาวกนั้นละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต ละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ละมุสา วาท งดเว้นจากมุสาวาท ละปิสุณาวาจา งดเว้นจากปิสุณาวาจา ละผรุสวาจา งด เว้นจากผรุสวาจา ละสัมผัปลาปะ งดเว้นจากสัมผัปลาปะ ละอภิชฌา ไม่โลภมาก ละความประทุษร้าย คือ พยาบาท ไม่มีจิตพยาบาท ละความเห็นผิด มีความ เห็นชอบ ดูกรนายคามณี อริยสาวกนั้นนั่นแล ปราศจากอภิชฌา ปราศจาก พยาบาทอย่างนี้ ไม่หลงงมงาย มีความรู้สึกตัว มีสติ มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณ มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรนายคามณี คนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง พึงยังบุคคลให้รู้แจ้งทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยากเลย ฉันใด กรรมที่ทำพอประมาณ อันใด ในเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ กรรมนั้น จะไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ในรูปาพจรนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรนายคามณี อริย- *สาวกนั้นนั่นแล ปราศจากอภิชฌา ปราศจากพยาบาทแล้วอย่างนี้ ไม่หลงงมงาย รู้สึกตัว มีสติ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจ ประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความ เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรนายคามณี คนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง พึงยังบุคคลให้รู้แจ้งทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยาก ฉันใด กรรม ที่ทำพอประมาณในอุเบกขาเจโตวิมุติที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ กรรมนั้นจะไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ในรูปาพจรนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระผู้มี- *พระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตรสาวกนิครณถ์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระ ผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระเจ้าข้า ฯ จบสูตรที่ ๘
โส ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อภิชฺฌํ ปหาย อนภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปาทปโทสํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐึ ปหาย สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯ {๖๑๙.๑} สโข โส คามณิ อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ฯ ตถา ตติยํ ฯ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ เสยฺยถาปิ คามณิ พลวา สงฺขธโม อปฺปกสิเรเนว จตุทฺทิสา วิญฺญาเปยฺย ฯ เอวเมว โข คามณิ เอวํ ภาวิตาย เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา เอวํ พหุลีกตาย ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ น ตํ ตตฺราวติฏฺฐติ ฯ {๖๑๙.๒} สโข โส คามณิ อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต กรุณาสหคเตน เจตสา ฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ฯ ตถา ตติยํ ฯ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ เสยฺยถาปิ คามณิ พลวา สงฺขธโม อปฺปกสิเรเนว จตุทฺทิสา วิญฺญาเปยฺย ฯ เอวเมว โข คามณิ เอวํ ภาวิตาย อุเปกฺขาย เจโตวิมุตฺติยา เอวํ พหุลีกตาย ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ น ตํ ตตฺราวติฏฺฐตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อสิพนฺธกปุตฺโต คามณี นิคณฺฐสาวโก ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ