Scripture · พระสุตตันตปิฎก · Other items in this volumeเล่ม ๑๙ · สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ฑีฆาวุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
Pali and translation
Front matter of the printed edition
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ฑีฆาวุสูตร องค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน ทีฆาวุ อุปาสโก อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถ โข ทีฆาวุ อุปาสโก ปิตรํ โชติยํ คหปตึ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺท ทีฆาวุ ภนฺเต อุปาสโก อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ ฯ เอวญฺจ วเทหิ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน ทีฆาวุสฺส อุปาสกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ เอวํ ตาตาติ โข โชติโย คหปติ ทีฆาวุสฺส อุปาสกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปน- *สถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ฑีฆาวุอุบาสกป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ได้เชิญ คฤหบดีชื่อโชติยะ ผู้เป็นบิดามาสั่งว่า ข้าแต่คฤหบดี ขอท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วถวาย บังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แล้วกราบทูลตามคำของผมว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ฑีฆาวุอุบาสกป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาถวายบังคมพระบาททั้งสองของ พระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพระกรุณาเสด็จไปยังนิเวศน์ของฑีฆาวุอุบาสก โชติยคฤหบดีรับคำฑีฆาวุอุบาสกแล้ว เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โชติโย คหปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ ทีฆาวุ ภนฺเต อุปาสโก อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ ฯ เอวญฺจ วเทติ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน ทีฆาวุสฺส อุปาสกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ
ครั้นแล้ว โชติยคฤหบดีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฑีฆาวุอุบาสกป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาค ด้วยเศียรเกล้า และเขากราบทูลมาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอ พระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาเสด็จไปยังนิเวศน์ของฑีฆาวุอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วย ดุษณีภาพ.
อถ โข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ทีฆาวุสฺส อุปาสกสฺส นิเวสนํ เตนุสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา ทีฆาวุํ อุปาสกํ เอตทโวจ กจฺจิ เต ทีฆาวุ ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ ทุกฺขา เวทนา ปฏิกฺกมนฺติ โน อภิกฺกมนฺติ ปฏิกฺกโมสานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโมสานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยัง นิเวศน์ของฑีฆาวุอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ แล้วได้ตรัสถามฑีฆาวุอุบาสกว่า ดูกรฑีฆาวุอุบาสก ท่านพอจะอดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ละหรือ ทุกขเวทนาทุเลา ลง ไม่กำเริบขึ้นแลหรือ ความทุเลา ย่อมปรากฏ ความกำเริบไม่ปรากฏแลหรือ ฑีฆาวุอุบาสก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกข- *เวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่ทุเลาลงเลย ความกำเริบย่อมปรากฏ ความทุเลาย่อมไม่ปรากฏ.
ตสฺมา ติห เต ทีฆาวุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ภวิสฺสามิ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต ภวิสฺสามิ อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหีติ ฯ เอวญฺหิ เต ทีฆาวุ สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
พ. ดูกรฑีฆาวุ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรฑีฆาวุ ท่านพึงศึกษา อย่างนี้แหละ.
ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา จตฺตาริ โสตาปตฺติยงฺคานิ เทสิตานิ สํวิชฺชนฺเต เต ธมฺมา มยิ อหญฺจ เตสุ ธมฺเมสุ สนฺทิสฺสามิ ฯ อหญฺหิ ภนฺเต พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหีติ ฯ ตสฺมา ติห ตฺวํ ทีฆาวุ อิเมสุ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ ปติฏฺฐาย ฉ วิชฺชาภาคิเย ธมฺเม อุตฺตรึ ภาเวยฺยาสิ ฯ
ที. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็เห็นชัดใน ธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ใน พระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ. พ. ดูกรทีฆาวุ เพราะฉะนั้นแหละ ท่านตั้งอยู่ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป.
อิธ ตฺวํ ทีฆาวุ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหราหิ อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญี ทุกฺเข อนตฺตสญฺญี ปหานสญฺญี วิราคสญฺญี นิโรธสญฺญีติ ฯ เอวญฺหิ เต ทีฆาวุ สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ดูกรทีฆาวุ ท่านจงพิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าเป็นของไม่เที่ยง มีความ สำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นทุกข์ มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่า เป็นอนัตตา มีความสำคัญ ในการละ มีความสำคัญในความคลายกำหนัด มีความสำคัญในการดับ ดูกรฑีฆาวุ ท่านพึงศึกษา อย่างนี้แล.
เยเม ภนฺเต ภควตา ฉ วิชฺชาภาคิยา ธมฺมา เทสิตา สํวิชฺชนฺเต เต ธมฺมา มยิ อหญฺจ เตสุ ธมฺเมสุ สนฺทิสฺสามิ ฯ อหญฺหิ ภนฺเต สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรามิ อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญี ทุกฺเข อนตฺตสญฺญี ปหานสญฺญี วิราคสญฺญี นิโรธสญฺญี ฯ อปิจ เม ภนฺเต เอวํ โหติ มา เหวายํ โชติโย คหปติ มมจฺจเยน วิฆาตํ อาปชฺชีติ ฯ มา ตฺวํ ตาต ทีฆาวุ เอตํ มนสากาสิ อิงฺฆ ตฺวํ ตาต ทีฆาวุ ยเทว เต ภควา อาห ตเทว สาธุกํ มนสิกโรหีติ ฯ
ที. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ เหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่า เป็นของไม่เที่ยง มีความ สำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นทุกข์ ... มีความสำคัญในความดับ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์มีความคิด อย่างนี้ว่า โชติยคฤหบดีนี้ อย่าได้ถึงความทุกข์โดยล่วงไปแห่งข้าพระองค์เลย โชติยคฤหบดีได้ กล่าวว่า พ่อทีฆาวุ พ่ออย่าได้ใส่ใจถึงเรื่องนี้เลย พ่อทีฆาวุ จงใส่ใจพระพุทธพจน์ที่พระผู้มี พระภาคตรัสแก่ท่านให้ดีเถิด.
อถ โข ภควา ทีฆาวุํ อุปาสกํ อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ อถ โข ทีฆาวุ อุปาสโก อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต กาลมกาสิ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสอนทีฆาวุอุบาสกด้วยพระโอวาทนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ทีฆาวุอุบาสกกระทำ กาละแล้ว.
อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ โย โส ภนฺเต ทีฆาวุ นาม อุปาสโก ภควตา สงฺขิตฺเตน โอวาเทน โอวทิโต โส กาลกโต ตสฺส กา คติ โก อภิสมฺปราโยติ ฯ ปณฺฑิโต ภิกฺขเว ทีฆาวุ อุปาสโก อโหสิ สจฺจวาที ธมฺมสฺสานุธมฺมํ น จ ธมฺมาธิกรณํ วิเหเสสิ ฯ ทีฆาวุ ภิกฺขเว อุปาสโล ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกาติ ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้ มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกที่พระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทโดยย่อ กระทำกาละแล้ว คติ ของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ทีฆาวุอุบาสกเป็นบัณฑิต มีปกติพูดจริง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่ยังตน ให้ลำบาก เพราะมีธรรมเป็นเหตุ ทีฆาวุอุบาสกเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพที่เกิดนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป. จบ สูตรที่ ๓