This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๒ · อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

Other items in this volume

๑. สังขิตตสูตร๒. วิตถตสูตร๓. ทุกขสูตร๔. ภตสูตร๕. สิกขสูตร๖. สมาปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. จวนสูตร๙. อคารวสูตร ที่ ๑๑๐. อคารวสูตร ที่ ๒๑. อนนุสสุตสูตร๒. กูฏสูตร๓. สังขิตสูตร๔. วิตถตสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. ปุนกูฏสูตร๗. หิตสูตร ที่ ๑๘. หิตสูตร ที่ ๒๙. หิตสูตร ที่ ๓๑๐. หิตสูตร ที่ ๔๑. คารวสูตร ที่ ๑๒. คารวสูตร ที่ ๒๓. อุปกิเลสสูตร๔. ทุสสีลสูตร๕. อนุคคหสูตร๖. วิมุตติสูตร๗. สมาธิสูตร๘. อังคิกสูตร๙. จังกมสูตร๑๐. นาคิตสูตร๑. สุมนสูตร๒. จุนทิสูตร๓. อุคคหสูตร๔. สีหสูตร๕. ทานานิสังสสูตร๖. กาลทานสูตร๗. โภชนทานสูตร๘. สัทธานิสังสสูตร๙. ปุตตสูตร๑๐. สาลสูตร๑. อาทิยสูตร๒. สัปปุริสสูตร๓. อิฏฐสูตร๔. มนาปทายีสูตร๕. อภิสันทสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. ธนสูตร๘. ฐานสูตร๙. โกสลสูตร๑๐. นารทสูตร๑. อาวรณสูตร๒. ราสิสูตร๓. อังคสูตร๔. สมยสูตร๕. มาตุปุตติกสูตร๖. อุปัชฌายสูตร๗. ฐานสูตร๘. กุมารลิจฉวีสูตร๙. ทุลลภสูตร ที่ ๑๑๐. ทุลลภสูตร ที่ ๒๑. สัญญาสูตร ที่ ๑๒. สัญญาสูตร ที่ ๒๓. วัฑฒิสูตร ที่ ๑๔. วัฑฒิสูตร ที่ ๒๕. สากัจฉสูตร๖. สาชีวสูตร๗. อิทธิปาทสูตร ที่ ๑๘. อิทธิปาทสูตร ที่ ๒๙. นิพพิทาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๑๒. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒๓. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๑๔. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๒๕. โยธาชีวสูตร ที่ ๑๖. โยธาชีวสูตร ที่ ๒๗. อนาคตสูตร ที่ ๑๘. อนาคตสูตร ที่ ๒๙. อนาคตสูตร ที่ ๓๑๐. อนาคตสูตร ที่ ๔๑. รัชนียสูตร๒. วีตราคสูตร๓. กุหกสูตร๔. อสัทธสูตร๕. อักขมสูตร๖. ปฏิสัมภิทาสูตร๗. สีลสูตร๘. เถรสูตร๙. เสขสูตร ที่ ๑๑๐. เสขสูตร ที่ ๒๑. สัมปทาสูตร ที่ ๑๒. สัมปทาสูตร ที่ ๒๓. พยากรณสูตร๔. ผาสุสูตร๕. อกุปปสูตร๖. สุตสูตร๗. กถาสูตร๘. อรัญญสูตร๙. สีหสูตร๑๐. กกุธสูตร๑. เวสารัชชกรณสูตร๒. สังกิตสูตร๓. โจรสูตร๔. สุขุมาลสูตร๕. ผาสุวิหารสูตร๖. อานันทสูตร๗. สีลสูตร๘. อเสขิยสูตร๙. จาตุทิสสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. กุลุปกสูตร๒. ปัจฉาสมณสูตร๓. สมาธิสูตร๔. อันธกวินทสูตร๕. มัจฉริยสูตร๖. วรรณนาสูตร๗. อิสสาสูตร๘. ทิฏฐิสูตร๙. วาจาสูตร๑๐. วายามสูตร๑. คิลานสูตร๒. สติปัฏฐานสูตร๓. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๑๔. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๒๕. อนายุสสสูตร ที่ ๑๖. อนายุสสสูตร ที่ ๒๗. อวัปปกาสสูตร๘. สมณทุกขสูตร๙. ปริกุปปสูตร๑๐. สัมปทาสูตร๑. จักกสูตร๒. อนุวัตตนสูตร๓. ราชสูตร๔. ยัสสทิสสูตร๕. ปัตถนาสูตร ที่ ๑๖. ปัตถนาสูตร ที่ ๒๗. อัปปสุปติสูตร๘. ภัตตาทกสูตร๙. อักขมสูตร๑๐. โสตวสูตร๑. ทัตวาอวชานาติสูตร๒. อารภสูตร๓. สารันททสูตร๔. ติกัณฑกีสูตร๕. นิรยสูตร๖. มิตตสูตร๗. อสัปปุริสทานสูตร๘. สัปปุริสทานสูตร๙. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๑๑๐. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๒๑. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๑๒. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๒๓. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๓๔. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๑๕. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๒๖. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๓๗. ทุกถาสูตร๘. สารัชชสูตร๙. อุทายิสูตร๑๐. ทุพพิโนทยสูตร๑. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๑๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒๓. สากัจฉาสูตร๔. สาชีวสูตร๕. ปัญหาปุจฉาสูตร๖. นิโรธสูตร๗. โจทนาสูตร๘. สีลสูตร๙. นิสันติสูตร๑๐. ภัททชิสูตร๑. สารัชชสูตร๒. วิสารทสูตร๓. นิรยสูตร๔. เวรสูตร๕. จัณฑาลสูตร๖. ปีติสูตร๗. วณิชชสูตร๘. ราชสูตร๙. คิหิสูตร๑๐. ภเวสิสูตร๑. อารัญญกสูตร๒. ปังสุกูลิกสูตร๓. รุกขมูลิกสูตร๔. โสสานิกสูตร๕. อัพโภกาสิกสูตร๖. เนสัชชิกสูตร๗. ยถาสันถติกสูตร๘. เอกาสนิกสูตร๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร๑. โสณสูตร๒. โทณสูตร๓. สังคารวสูตร๔. การณปาลีสูตร๕. ปิงคิยานีสูตร๖. สุบินสูตร๗. วัสสสูตร๘. วาจาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. นิสสารณียสูตร๑. กิมพิลสูตร๒. ธัมมัสสวนสูตร๓. อาชานิยสูตร๔. พลสูตร๕. เจโตขีลสูตร๖. วินิพันธสูตร๗. ยาคุสูตร๘. ทันตกัฏฐสูตร๙. คีตสูตร๑๐. มุฏฐัสสติสูตร๑. อักโกสกสูตร๒. ภัณทนสูตร๓. สีลสูตร๔. พหุภาณีสูตร๕. อขันติสูตร ที่ ๑๖. อขันติสูตร ที่ ๒๗. อปาสาทิกสูตร ที่ ๑๘. อปาสาทิกสูตร ที่ ๒๙. อัคคิสูตร๑๐. มธุราสูตร๑. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๑๒. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๒๓. อภินิวาสสูตร๔. มัจฉรสูตร๕. กุลุปกสูตร ที่ ๑๖. กุลุปกสูตร ที่ ๒๗. โภคสูตร๘. ภัตตสูตร๙. สัปปสูตร ที่ ๑๑๐. สัปปสูตร ที่ ๒๑. อาวาสิกสูตร๒. อัปปิยสูตร๓. โสภณสูตร๔. พหุปการสูตร๕. อนุกัมปกสูตร๖. ยถาภตอวรรณสูตร๗. ยถาภตเคธสูตร๘. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๑๙. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๒๑๐. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๓๑. ทุจริตสูตร๒. กายทุจริตสูตร๓. วจีทุจริตสูตร๔. มโนทุจริตสูตร๕. อปรทุจริตสูตร๖. อปรกายทุจริตสูตร๗. อปรวจีทุจริตสูตร๘. อปรมโนทุจริตสูตร๙. สีวถิกาสูตร๑๐. ปุคคลปสาทสูตรพระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค๑. อาหุเนยยสูตร ที่ ๑๒. อาหุเนยยสูตร ที่ ๒๓. อินทริยสูตร๔. พลสูตร๕. อาชานิยสูตร ที่ ๑๖. อาชานิยสูตร ที่ ๒๗. อาชานิยสูตร ที่ ๓๘. อนุตตริยสูตร๙. อนุสสติสูตร๑๐. มหานามสูตร๑. สาราณิยสูตร ที่ ๑๒. สาราณิยสูตร ที่ ๒๓. เมตตาสูตร๔. ภัททกสูตร๕. อนุตัปปิยสูตร๖. นกุลสูตร๗. กุสลสูตร๘. มัจฉสูตร๙. มรณัสสติสูตร ที่ ๑๑๐. มรณัสสติสูตร ที่ ๒๑. สามกสูตร๒. อปริหานิยสูตร๓. ภยสูตร๔. หิมวันตสูตร๕. อนุสสติฏฐานสูตร๖. กัจจานสูตร๗. สมยสูตร ที่ ๑๘. สมยสูตร ที่ ๒๙. อุทายีสูตร๑๐. อนุตตริยสูตร๑. เสกขสูตร๒. อปริหานิยสูตร ที่ ๑๓. อปริหานิยสูตร ที่ ๒๔. โมคคัลลานสูตร๕. วิชชาภาคิยสูตร๖. วิวาทมูลสูตร๗. ทานสูตร๘. อัตตการีสูตร๙. นิทานสูตร๑๐. กิมมิลสูตร๑๑. ทารุกขันธสูตร๑๒. นาคิตสูตร๑. นาคสูตร๒. มิคสาลาสูตร๓. อิณสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑๖. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒๗. เขมสุมนสูตร๘. อินทรียสังวรสูตร๙. อานันทสูตร๑๐. ขัตติยาธิปปายสูตร๑๑. อัปปมาทสูตร๑๒. ธรรมิกสูตร๑. โสณสูตร๒. ผัคคุณสูตร๓. ฉฬาภิชาติยสูตร๔. อาสวสูตร๕. ทารุกัมมิกสูตร๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร๗. ปรายนสูตร๘. อุทกสูตร๙. นิพเพธิกสูตร๑๐. พลสูตรอนาคามิสูตรอรหัตตสูตรมิตตสูตรฐานสูตร (อารามสูตร)เทวตาสูตรสติสูตรสักขิสูตรพลสูตรฌานสูตรที่ ๑ฌานสูตรที่ ๒๑. ทุกขสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร๔. สุขสูตร๕. อธิคมสูตร๖. มหัตตสูตร๗. นิรยสูตรที่ ๑๘. นิรยสูตรที่ ๒๙. อัคคธรรมสูตร๑๐. รัตติสูตร๑. สีติสูตร๒. ภัพพสูตร๓. อาวรณตาสูตร๔. สุสสูสาสูตร๕. ปหาตัพพสูตร๖. ปหีนสูตร๗. อุปปาเทตัพพสูตร๘. สัตถริสูตร๙. กัญจิสังขารสูตร๑๐. มาตริสูตร๑๑. สยกตสูตร๑. ปาตุภาวสูตร๒. อานิสังสสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุกขสูตร๕. อนัตตสูตร๖. นิพพานสูตร๗. อโนทิสสูตรที่ ๑๘. อโนทิสสูตรที่ ๒๙. อโนทิสสูตรที่ ๓๑๐. ภวสูตร๑๑. ตัณหาสูตร๑. ราคสูตร๒. ทุจริตสูตร๓. วิตักกสูตร๔. สัญญาสูตร๕. ธาตุสูตร๖. อัสสาทสูตร๗. อรติสูตร๘. ตุฏฐิสูตร๙. อุทธัจจสูตรที่ ๑๑๐. อุทธัจจสูตรที่ ๒พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค

Commentary

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๙. นิพเพธิกสูตร

ข้อ ๓๓๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๙. นิพเพธิกสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไป ในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส นั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุเกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกาม เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่ง เวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับเวทนา เธอทั้งหลายพึงทราบ สัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับ แห่งสัญญา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับสัญญา เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ เหตุเกิด แห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับอาสวะ เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ กรรม เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่ง ทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวนี้ว่า เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุ เกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาที่ให้ ถึงความดับกาม นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก ... รสที่พึงรู้ แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ชื่อว่า กาม สิ่งเหล่านี้เรียกว่ากามคุณในวินัยของพระอริยะเจ้า ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ต่อไปอีกว่า ความกำหนัดที่เกิดด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่า กาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ชื่อว่ากาม ความ กำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่า กาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของ ตน ส่วนว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมกำจัดความพอใจ ในอารมณ์ อันวิจิตรเหล่านั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดแห่งกามเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิด แห่งกามทั้งหลาย ก็ความต่างกันแห่งกามเป็นไฉน คือกามในรูปเป็นอย่างหนึ่ง กามในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง กามในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง กามในรสเป็นอย่างหนึ่ง กามในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างกันแห่งกาม วิบากแห่งกาม เป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้ใคร่อยู่ ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากความใคร่นั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งกาม ความดับ แห่งกามเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกามเพราะผัสสะดับ อริยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- *กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ ถึงความดับแห่งกาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดกาม เหตุเกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งกาม อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดพรหมจรรย์ อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับแห่งกาม ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกาม ฯลฯ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกาม ดังนี้ นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็เหตุเกิด แห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งเวทนา ก็ความต่างกันแห่งเวทนา เป็นไฉน คือ สุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุข- *เวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ นี้เรียกว่า ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากเวทนานั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วน มิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งเวทนา ก็ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ความ ดับแห่งเวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึง ความดับแห่งเวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนา ความดับแห่ง เวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อม ทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับเวทนานี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาที่ ให้ถึงความดับเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบสัญญา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัญญา ๖ ประการนี้ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งสัญญา ก็ความต่างแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ สัญญาในรูป เป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในรสเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาใน ธรรมารมณ์เป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างแห่งสัญญา ก็วิบากแห่งสัญญา เป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าวสัญญาว่ามีคำพูดเป็นผล (เพราะว่า) บุคคลย่อมรู้สึก โดยประการใดๆ ก็ย่อมพูดโดยประการนั้นๆ ว่า เราเป็นผู้มีความรู้สึกอย่างนั้น นี้เรียกว่าวิบากแห่งสัญญา ก็ความดับแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ความดับแห่งสัญญา ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้ แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งสัญญาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อัน เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายพึงทราบสัญญา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับสัญญา ดังนี้นั้น เราอาศัย ข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ก็เหตุเกิดแห่งอาสวะ เป็นไฉน คือ อวิชชาเป็นเหตุเกิดอาสวะ ก็ความต่างแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ อาสวะที่เป็นเหตุให้ไปสู่นรกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่กำเนิดสัตวดิรัจฉานก็มี ที่เป็น เหตุให้ไปสู่เปรตวิสัยก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่มนุษย์โลกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่ เทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งอาสวะ ก็วิบากแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ การ ที่บุคคลมีอวิชชา ย่อมยังอัตภาพที่เกิดจากอวิชชานั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือ เป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งอาสวะ ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ ความดับแห่งอาสวะย่อมเกิดเพราะความดับแห่งอวิชชา อริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้ ข้อที่เรา กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความ ต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิด สัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้ วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรม ที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑ นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่ง ผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่ง กรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อ นั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส เป็นที่ดับกรรมนี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิด แห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชรา ก็เป็นทุกข์ แม้พยาธิก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ตัณหาเป็นเหตุเกิด แห่งทุกข์ ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ทุกข์มากก็มี ทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่ คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์ ก็วิบากแห่งทุกข์ เป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์อย่าง ใดกลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลง ก็หรือ บางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้ว ย่อมแสวงหาเหตุ ปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้ ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผล หรือว่ามีการแสวงหาเหตุ ปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์ ก็ความดับแห่งทุกข์ เป็นไฉน คือ ความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหา อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็น ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบ ชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับทุกข์ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่ง ทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้ นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยาย เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ฯ จบสูตรที่ ๙

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย