This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๒ · อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

Other items in this volume

๑. สังขิตตสูตร๒. วิตถตสูตร๓. ทุกขสูตร๔. ภตสูตร๕. สิกขสูตร๖. สมาปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. จวนสูตร๙. อคารวสูตร ที่ ๑๑๐. อคารวสูตร ที่ ๒๑. อนนุสสุตสูตร๒. กูฏสูตร๓. สังขิตสูตร๔. วิตถตสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. ปุนกูฏสูตร๗. หิตสูตร ที่ ๑๘. หิตสูตร ที่ ๒๙. หิตสูตร ที่ ๓๑๐. หิตสูตร ที่ ๔๑. คารวสูตร ที่ ๑๒. คารวสูตร ที่ ๒๓. อุปกิเลสสูตร๔. ทุสสีลสูตร๕. อนุคคหสูตร๖. วิมุตติสูตร๗. สมาธิสูตร๘. อังคิกสูตร๙. จังกมสูตร๑๐. นาคิตสูตร๑. สุมนสูตร๒. จุนทิสูตร๓. อุคคหสูตร๔. สีหสูตร๕. ทานานิสังสสูตร๖. กาลทานสูตร๗. โภชนทานสูตร๘. สัทธานิสังสสูตร๙. ปุตตสูตร๑๐. สาลสูตร๑. อาทิยสูตร๒. สัปปุริสสูตร๓. อิฏฐสูตร๔. มนาปทายีสูตร๕. อภิสันทสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. ธนสูตร๘. ฐานสูตร๙. โกสลสูตร๑๐. นารทสูตร๑. อาวรณสูตร๒. ราสิสูตร๓. อังคสูตร๔. สมยสูตร๕. มาตุปุตติกสูตร๖. อุปัชฌายสูตร๗. ฐานสูตร๘. กุมารลิจฉวีสูตร๙. ทุลลภสูตร ที่ ๑๑๐. ทุลลภสูตร ที่ ๒๑. สัญญาสูตร ที่ ๑๒. สัญญาสูตร ที่ ๒๓. วัฑฒิสูตร ที่ ๑๔. วัฑฒิสูตร ที่ ๒๕. สากัจฉสูตร๖. สาชีวสูตร๗. อิทธิปาทสูตร ที่ ๑๘. อิทธิปาทสูตร ที่ ๒๙. นิพพิทาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๑๒. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒๓. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๑๔. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๒๕. โยธาชีวสูตร ที่ ๑๖. โยธาชีวสูตร ที่ ๒๗. อนาคตสูตร ที่ ๑๘. อนาคตสูตร ที่ ๒๙. อนาคตสูตร ที่ ๓๑๐. อนาคตสูตร ที่ ๔๑. รัชนียสูตร๒. วีตราคสูตร๓. กุหกสูตร๔. อสัทธสูตร๕. อักขมสูตร๖. ปฏิสัมภิทาสูตร๗. สีลสูตร๘. เถรสูตร๙. เสขสูตร ที่ ๑๑๐. เสขสูตร ที่ ๒๑. สัมปทาสูตร ที่ ๑๒. สัมปทาสูตร ที่ ๒๓. พยากรณสูตร๔. ผาสุสูตร๕. อกุปปสูตร๖. สุตสูตร๗. กถาสูตร๘. อรัญญสูตร๙. สีหสูตร๑๐. กกุธสูตร๑. เวสารัชชกรณสูตร๒. สังกิตสูตร๓. โจรสูตร๔. สุขุมาลสูตร๕. ผาสุวิหารสูตร๖. อานันทสูตร๗. สีลสูตร๘. อเสขิยสูตร๙. จาตุทิสสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. กุลุปกสูตร๒. ปัจฉาสมณสูตร๓. สมาธิสูตร๔. อันธกวินทสูตร๕. มัจฉริยสูตร๖. วรรณนาสูตร๗. อิสสาสูตร๘. ทิฏฐิสูตร๙. วาจาสูตร๑๐. วายามสูตร๑. คิลานสูตร๒. สติปัฏฐานสูตร๓. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๑๔. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๒๕. อนายุสสสูตร ที่ ๑๖. อนายุสสสูตร ที่ ๒๗. อวัปปกาสสูตร๘. สมณทุกขสูตร๙. ปริกุปปสูตร๑๐. สัมปทาสูตร๑. จักกสูตร๒. อนุวัตตนสูตร๓. ราชสูตร๔. ยัสสทิสสูตร๕. ปัตถนาสูตร ที่ ๑๖. ปัตถนาสูตร ที่ ๒๗. อัปปสุปติสูตร๘. ภัตตาทกสูตร๙. อักขมสูตร๑๐. โสตวสูตร๑. ทัตวาอวชานาติสูตร๒. อารภสูตร๓. สารันททสูตร๔. ติกัณฑกีสูตร๕. นิรยสูตร๖. มิตตสูตร๗. อสัปปุริสทานสูตร๘. สัปปุริสทานสูตร๙. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๑๑๐. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๒๑. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๑๒. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๒๓. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๓๔. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๑๕. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๒๖. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๓๗. ทุกถาสูตร๘. สารัชชสูตร๙. อุทายิสูตร๑๐. ทุพพิโนทยสูตร๑. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๑๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒๓. สากัจฉาสูตร๔. สาชีวสูตร๕. ปัญหาปุจฉาสูตร๖. นิโรธสูตร๗. โจทนาสูตร๘. สีลสูตร๙. นิสันติสูตร๑๐. ภัททชิสูตร๑. สารัชชสูตร๒. วิสารทสูตร๓. นิรยสูตร๔. เวรสูตร๕. จัณฑาลสูตร๖. ปีติสูตร๗. วณิชชสูตร๘. ราชสูตร๙. คิหิสูตร๑๐. ภเวสิสูตร๑. อารัญญกสูตร๒. ปังสุกูลิกสูตร๓. รุกขมูลิกสูตร๔. โสสานิกสูตร๕. อัพโภกาสิกสูตร๖. เนสัชชิกสูตร๗. ยถาสันถติกสูตร๘. เอกาสนิกสูตร๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร๑. โสณสูตร๒. โทณสูตร๓. สังคารวสูตร๔. การณปาลีสูตร๕. ปิงคิยานีสูตร๖. สุบินสูตร๗. วัสสสูตร๘. วาจาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. นิสสารณียสูตร๑. กิมพิลสูตร๒. ธัมมัสสวนสูตร๓. อาชานิยสูตร๔. พลสูตร๕. เจโตขีลสูตร๖. วินิพันธสูตร๗. ยาคุสูตร๘. ทันตกัฏฐสูตร๙. คีตสูตร๑๐. มุฏฐัสสติสูตร๑. อักโกสกสูตร๒. ภัณทนสูตร๓. สีลสูตร๔. พหุภาณีสูตร๕. อขันติสูตร ที่ ๑๖. อขันติสูตร ที่ ๒๗. อปาสาทิกสูตร ที่ ๑๘. อปาสาทิกสูตร ที่ ๒๙. อัคคิสูตร๑๐. มธุราสูตร๑. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๑๒. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๒๓. อภินิวาสสูตร๔. มัจฉรสูตร๕. กุลุปกสูตร ที่ ๑๖. กุลุปกสูตร ที่ ๒๗. โภคสูตร๘. ภัตตสูตร๙. สัปปสูตร ที่ ๑๑๐. สัปปสูตร ที่ ๒๑. อาวาสิกสูตร๒. อัปปิยสูตร๓. โสภณสูตร๔. พหุปการสูตร๕. อนุกัมปกสูตร๖. ยถาภตอวรรณสูตร๗. ยถาภตเคธสูตร๘. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๑๙. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๒๑๐. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๓๑. ทุจริตสูตร๒. กายทุจริตสูตร๓. วจีทุจริตสูตร๔. มโนทุจริตสูตร๕. อปรทุจริตสูตร๖. อปรกายทุจริตสูตร๗. อปรวจีทุจริตสูตร๘. อปรมโนทุจริตสูตร๙. สีวถิกาสูตร๑๐. ปุคคลปสาทสูตรพระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค๑. อาหุเนยยสูตร ที่ ๑๒. อาหุเนยยสูตร ที่ ๒๓. อินทริยสูตร๔. พลสูตร๕. อาชานิยสูตร ที่ ๑๖. อาชานิยสูตร ที่ ๒๗. อาชานิยสูตร ที่ ๓๘. อนุตตริยสูตร๙. อนุสสติสูตร๑๐. มหานามสูตร๑. สาราณิยสูตร ที่ ๑๒. สาราณิยสูตร ที่ ๒๓. เมตตาสูตร๔. ภัททกสูตร๕. อนุตัปปิยสูตร๖. นกุลสูตร๗. กุสลสูตร๘. มัจฉสูตร๙. มรณัสสติสูตร ที่ ๑๑๐. มรณัสสติสูตร ที่ ๒๑. สามกสูตร๒. อปริหานิยสูตร๓. ภยสูตร๔. หิมวันตสูตร๕. อนุสสติฏฐานสูตร๖. กัจจานสูตร๗. สมยสูตร ที่ ๑๘. สมยสูตร ที่ ๒๙. อุทายีสูตร๑๐. อนุตตริยสูตร๑. เสกขสูตร๒. อปริหานิยสูตร ที่ ๑๓. อปริหานิยสูตร ที่ ๒๔. โมคคัลลานสูตร๕. วิชชาภาคิยสูตร๖. วิวาทมูลสูตร๗. ทานสูตร๘. อัตตการีสูตร๙. นิทานสูตร๑๐. กิมมิลสูตร๑๑. ทารุกขันธสูตร๑๒. นาคิตสูตร๑. นาคสูตร๒. มิคสาลาสูตร๓. อิณสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑๖. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒๗. เขมสุมนสูตร๘. อินทรียสังวรสูตร๙. อานันทสูตร๑๐. ขัตติยาธิปปายสูตร๑๑. อัปปมาทสูตร๑๒. ธรรมิกสูตร๑. โสณสูตร๒. ผัคคุณสูตร๓. ฉฬาภิชาติยสูตร๔. อาสวสูตร๕. ทารุกัมมิกสูตร๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร๗. ปรายนสูตร๘. อุทกสูตร๙. นิพเพธิกสูตร๑๐. พลสูตรอนาคามิสูตรอรหัตตสูตรมิตตสูตรฐานสูตร (อารามสูตร)เทวตาสูตรสติสูตรสักขิสูตรพลสูตรฌานสูตรที่ ๑ฌานสูตรที่ ๒๑. ทุกขสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร๔. สุขสูตร๕. อธิคมสูตร๖. มหัตตสูตร๗. นิรยสูตรที่ ๑๘. นิรยสูตรที่ ๒๙. อัคคธรรมสูตร๑๐. รัตติสูตร๑. สีติสูตร๒. ภัพพสูตร๓. อาวรณตาสูตร๔. สุสสูสาสูตร๕. ปหาตัพพสูตร๖. ปหีนสูตร๗. อุปปาเทตัพพสูตร๘. สัตถริสูตร๙. กัญจิสังขารสูตร๑๐. มาตริสูตร๑๑. สยกตสูตร๑. ปาตุภาวสูตร๒. อานิสังสสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุกขสูตร๕. อนัตตสูตร๖. นิพพานสูตร๗. อโนทิสสูตรที่ ๑๘. อโนทิสสูตรที่ ๒๙. อโนทิสสูตรที่ ๓๑๐. ภวสูตร๑๑. ตัณหาสูตร๑. ราคสูตร๒. ทุจริตสูตร๓. วิตักกสูตร๔. สัญญาสูตร๕. ธาตุสูตร๖. อัสสาทสูตร๗. อรติสูตร๘. ตุฏฐิสูตร๙. อุทธัจจสูตรที่ ๑๑๐. อุทธัจจสูตรที่ ๒พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๔. มนาปทายีสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๔๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๔. มนาปทายีสูตร

Item ๔๔Commentary

เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน อุคฺคสฺส คหปติโน เวสาลิกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข อุคฺโค คหปติ เวสาลิโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุคฺโค คหปติ เวสาลิโก ภควนฺตํ เอตทโวจ {๔๔.๑} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาปํ เม ภนฺเต สาลปุปฺผกํ ขาทนียํ ตํ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย {๔๔.๒} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาปํ เม ภนฺเต สมฺปนฺนวรสูกรมํสํ ตํ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย {๔๔.๓} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาปํ เม ภนฺเต นิพฺพตฺตเตลกํ นาลิยสากํ ตํ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย {๔๔.๔} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาโป เม ภนฺเต สาลีนํ โอทโน วิคตกาฬโก อเนกสูโป อเนกพฺยญฺชโน ตํ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย {๔๔.๕} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาปานิ เม ภนฺเต กาสิกานิ วตฺถานิ ตานิ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย {๔๔.๖} สมฺมุขา เมตํ ภนฺเต ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ มนาโป เม ภนฺเต ปลฺลงฺโก โคณกตฺถโต ปฏิกตฺถโต ปฏิลิกตฺถโต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรโณ สอุตฺตรจฺฉโท อุภโตโลหิตกูปธาโน อปิจ ภนฺเต มยเมตํ ชานาม เนตํ ภควโต กปฺปตีติ อิทํ เม ภนฺเต จนฺทนผลกํ อคฺฆติ อธิกสตสหสฺสํ ตํ เม ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย อถโข ภควา อุคฺคํ คหปตึ เวสาลิกํ อิมินา อนุโมทนีเยน อนุโมทิ ฯ มนาปทายี ลภเต มนาปํ โย อุชุภูเตสุ ททาติ ฉนฺทสา อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ นานปฺปการานิ จ ปจฺจยานิ จตฺตญฺจ มุตฺตญฺจ อนุคฺคหีตํ เขตฺตูปเม อรหนฺเต วิทิตฺวา โส ทุจฺจชํ สปฺปุริโส จชิตฺวา มนาปทายี ลภเต มนาปนฺติ ฯ อถโข ภควา อุคฺคํ คหปตึ เวสาลิกํ อิมินา อนุโมทนีเยน อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ อถโข อุคฺโค คหปติ เวสาลิโก อปเรน สมเยน กาลมกาสิ กาลกโต จ อุคฺโค คหปติ เวสาลิโก อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปชฺชิ เตน โข ปน สมเยน ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม อถโข อุคฺโค เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิตํ โข อุคฺคํ เทวปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ กจฺจิ เต อุคฺค ยถาธิปฺปาโยติ ตคฺฆ เม ภควา ยถาธิปฺปาโยติ อถโข ภควา อุคฺคํ เทวปุตฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ ฯ มนาปทายี ลภเต มนาปํ อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร ทีฆายุ ยสวา โหติ ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือ บาตรและจีวร เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์แห่งอุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี ประทับนั่ง บนอาสนะที่เขาตบแต่งไว้ ครั้งนั้น อุคคคฤหบดีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ขาทนียาหารชื่อสาลปุบผกะของข้า พระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับขาทนียาหาร ของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว อุคค- *คฤหบดีได้กราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะ พระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็เนื้อ สุกรอย่างดีของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับเนื้อสุกรอย่างดีของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับแล้ว อุคคคฤหบดีได้กราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับ รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็นาลิยสากะขาทนียาหารซึ่งทอดด้วยน้ำมัน ของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอ พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับนาลิยสากะขาทนียาหารของข้าพระองค์ นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อม ได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ขาวสะอาด มีกับมาก มีพยัญชนะ มาก ของข้าพระองค์ เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความ อนุเคราะห์รับแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ผ้าที่ทำในแคว้น กาสีของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับ ผ้าของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ลาดด้วยผ้า โกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาด อย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดใหญ่มีหมอนข้างทั้งสอง ของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ และข้าพระองค์ก็ย่อมทราบดีว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรแก่ พระผู้มีพระภาค เตียงไม้จันทน์ของข้าพระองค์นี้มีราคาเกินกว่าแสนกหาปณะ ขอ พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับเตียงของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มี พระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรง อนุโมทนาด้วยอนุโมทนียกถาดังต่อไปนี้ ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่ง ห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วย ความพอใจ ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้น ย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว สละแล้ว ไม่คิดเอาคืน ผู้นั้น เป็นสัปบุรุษทราบชัดว่า พระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ บริจาค สิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่ พอใจ ดังนี้ ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ครั้นทรงอนุโมทนาด้วยอนุโมทนียกถากะ อุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลีแล้ว จึงเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ต่อมาไม่นาน อุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี ก็ได้ทำกาละ และเมื่อทำกาละแล้ว เข้าถึงหมู่เทพ ชื่อมโนมยะหมู่หนึ่ง ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นอุคคเทพบุตรมี วรรณงาม เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ยังพระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามว่า ดูกรอุคคะ ตามที่ท่านประสงค์สำเร็จแล้ว หรือ อุคคเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตามที่ข้าพระองค์ประสงค์ สำเร็จแล้ว พระเจ้าข้า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะอุคคเทพบุตรด้วย พระคาถาความว่า ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อม ได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่ เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะ บังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๔

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย