This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๓ · อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

Other items in this volume

อัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒พลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒ธนสูตร ที่ ๑ธนสูตร ที่ ๒อุคคสูตรสังโยชนสูตรปหานสูตรมัจฉริยสูตรอนุสยสูตร ที่ ๑อนุสยสูตร ที่ ๒กุลสูตรปุคคลสูตรอุทกูปมสูตรอนิจจาสูตรทุกขสูตรนิททสวัตถุสูตรสารันททสูตรวัสสการสูตรภิกขุสูตรกรรมสูตรสัทธิยสูตรโพธิยสูตรสัญญาสูตรเสขสูตรหานิสูตรวิปัตติสัมภวสูตรอัปปมาทสูตรหิรีมาสูตรสุวจสูตร ที่ ๑สุวจสูตร ที่ ๒สขสูตร ที่ ๑สขสูตร ที่ ๒ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๑ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๒วสสูตร ที่ ๑วสสูตร ที่ ๒นิททสสูตร ที่ ๑นิททสสูตร ที่ ๒จิตตสูตรปริกขารสูตรอัคคิสูตร ที่ ๑อัคคิสูตร ที่ ๒สัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒เมถุนสูตรสังโยคสูตรทานสูตรมาตาสูตรอัพยากตสูตรปุริสคติสูตรติสสสูตรสีหสูตรรักขิตสูตรกิมมิลสูตรสัตตธรรมสูตรโมคคัลลานสูตรปุญญวิปากสูตรภริยาสูตรโกธนาสูตรหิริสูตรสุริยสูตรนครสูตรธัมมัญญูสูตรปาริฉัตตกสูตรสักกัจจสูตรภาวนาสูตรอัคคิขันธูปมสูตรสุเนตตอนุสาสนีสูตรอรกานุสาสนีสูตร๓. วินัยวรรคพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรคเมตตสูตรปัญญาสูตรอัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒โลกธรรมสูตรโลกวิปัตติสูตรเทวทัตตสูตรอุตตรสูตรนันทสูตรกรัณฑวสูตรเวรัญชสูตรสีหสูตรอาชัญญสูตรขฬุงคสูตรมลสูตรทูตสูตรพันธนสูตร ที่ ๑พันธนสูตร ที่ ๒ปหาราทสูตรอุโปสถสูตรอุคคสูตร ที่ ๑อุคคสูตร ที่ ๒หัตถกสูตร ที่ ๑หัตถกสูตร ที่ ๒มหานามสูตรชีวกสูตรพลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒อักขณสูตรอนุรุทธสูตรทานสูตร ที่ ๑ทานสูตร ที่ ๒ทานวัตถุสูตรเขตตสูตรทานูปปัตติสูตรปุญญกิริยาวัตถุสูตรสัปปุริสสูตร ที่ ๑สัปปุริสสูตร ที่ ๒ปุญญาภิสันทสูตร๑๐. สัพพลหุสสูตรสังขิตตสูตรวิตถตสูตรวิสาขสูตรวาเสฏฐสูตรโพชฌาสูตรอนุรุทธสูตรวิสาขสูตรนกุลสูตรอิธโลกสูตร ที่ ๑อิธโลกสูตร ที่ ๒โคตมีสูตรโอวาทสูตรสังขิตตสูตรทีฆชาณุสูตรอุชชยสูตรภยสูตรอาหุเนยยสูตร ที่ ๑อาหุเนยยสูตร ที่ ๒อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๑อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๒อิจฉาสูตรอลํสูตร ที่ ๑-๘สังขิตตสูตรคยาสูตรอภิภายตนสูตรวิโมกขสูตรโวหารสูตร ที่ ๑โวหารสูตร ที่ ๒ปริสสูตรภูมิจาลสูตรปฏิปทาสูตร ที่ ๑ปฏิปทาสูตร ที่ ๒ปฏิปทาสูตร ที่ ๓ปฏิปทาสูตร ที่ ๔ปฏิปทาสูตร ที่ ๕ปฏิปทาสูตร ที่ ๖อิจฉาสูตรลัจฉาสูตร ที่ ๑-๘ปริหานสูตรกุสีตวัตถุสูตรสติสูตรปุณณิยสูตรมูลสูตรโจรสูตร ที่ ๑-๒สมณสูตรยสสูตรปัตตสูตร ที่ ๑-๒อัปปสาทสูตรปฏิสารณียสูตร ที่ ๑-๒วัตตสูตรสัมโพธิสูตรนิสสยสูตรเมฆิยสูตรนันทกสูตรพลสูตรเสวนาสูตรสุตวาสูตรสัชฌสูตรปุคคลสูตรอาหุเนยยสูตรวุฏฐิสูตรสอุปาทิเสสสูตรโกฏฐิตสูตรสมิทธิสูตรคัณฑสูตรสัญญาสูตรกุลสูตรสัตตสูตรเทวตาสูตรเวลามสูตรฐานสูตรขฬุงคสูตรตัณหาสูตรววัตถสัญญาสูตรสิลายูปสูตร ที่ ๑สิลายูปสูตร ที่ ๒เวรสูตร ที่ ๑เวรสูตร ที่ ๒อาฆาตสูตร ที่ ๑อาฆาตสูตร ที่ ๒อนุปุพพนิโรธสูตรวิหารสูตร ที่ ๑วิหารสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรคาวีสูตรฌานสูตรอานันทสูตรพราหมณสูตรเทวสูตรนาคสูตรตปุสสสูตรปัญจาลสูตรกามเหสสูตร ที่ ๑กามเหสสูตร ที่ ๒กามเหสสูตร ที่ ๓สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรปรินิพพานสูตรตทังคสูตรทิฏฐธัมมิกสูตรเขมสูตรเขมปัตตสูตรอมตสูตรอมตปัตตสูตรอภยสูตรอภยปัตตสูตรปัสสัทธิสูตรอนุปุพพปัสสัทธิสูตรนิโรธสูตรอนุปุพพนิโรธสูตรธรรมปหายภัพพสูตรสิกขาสูตรนิวรณสูตรกามคุณสูตรอุปาทานขันธสูตรโอรัมภาคิยสูตรคติสูตรมัจฉริยสูตรอุทธัมภาคิยสูตรเจโตขีลสูตรวินิพันธสูตร๓. สัมมัปปธานวรรค๔. อิทธิปาทวรรค๕. วรรค ที่ ๕

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

ยสสูตร

ข้อ ๑๙๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ยสสูตร

Item ๑๙๓

๑๐๓ เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพีสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน อิจฺฉานงฺคลํ นาม โกสลานํ พฺราหฺมณคาโม ตทวสริ ตตฺร สุทํ ภควา อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ฯ {๑๙๓.๑} อสฺโสสุํ โข อิจฺฉานงฺคลกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต อิจฺฉานงฺคลํ อนุปฺปตฺโต อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ อถโข อิจฺฉานงฺคลกา พฺราหฺมณคหปติกา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย เยน อิจฺฉานงฺคลวนสณฺโฑ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา พหิทฺวารโกฏฺฐเก อฏฺฐํสุ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา ฯ {๑๙๓.๒} เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา นาคิโต ภควโต อุปฏฺฐาโก โหติ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ นาคิตํ อามนฺเตสิ เก ปน เต นาคิต อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา เกวฏฺฏา มญฺเญ มจฺฉํ วิโลเปนฺตีติ ฯ เอเต ภนฺเต อิจฺฉานงฺคลกา พฺราหฺมณคหปติกา ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย พหิทฺวารโกฏฺฐเก ฐิตา ภควนฺตญฺเจว อุทฺทิสฺส ภิกฺขุสงฺฆญฺจาติ ฯ มา ตฺวํ นาคิต ยเสน สมาคม มา จ มยา ยโส โย โข นาคิต น ยิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ปวิเวกสุขสฺส อุปสมสุขสฺส สมฺโพธสุขสฺส นิกามลาภี อสฺส อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺสํ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี โส ตํ มิฬฺหสุขํ มิทฺธสุขํ ลาภสกฺการสิโลกสุขํ สาทิเยยฺยาติ ฯ อธิวาเสตุ ทานิ ภนฺเต ภควา อธิวาเสตุ สุคโต อธิวาสนกาโลทานิ ภนฺเต ภควโต เยน เยนปิ ทานิ ภนฺเต ภควา คมิสฺสติ ตนฺนินฺนา จ ภวิสฺสนฺติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา เจว ชานปทา จ เสยฺยถาปิ ภนฺเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต ยถานินฺนํ อุทกานิ ปวตฺตนฺติ เอวเมว โข ภนฺเต เยน เยนปิ ทานิ ภควา คมิสฺสติ ตนฺนินฺนา จ ภวิสฺสนฺติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา เจว ชานปทา จ ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ ภนฺเต ภควโต สีลปญฺญาณนฺติ มา ตฺวํ นาคิต ยเสน สมาคม มา จ มยา ยโส โย โข นาคิต น ยิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺส ฯเปฯ ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ สมฺโพธสุขสฺส นิกามลาภี อสฺสํ ฯเปฯ โส ตํ มิฬฺหสุขํ มิทฺธสุขํ ลาภสกฺการสิโลกสุขํ สาทิเยยฺย ฯ เทวตาปิ โข นาคิต เอกจฺจา นยิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภินิโย อสฺสุ อกิจฺฉลาภินิโย อกสิรลาภินิโย ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺสํ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี ตุมฺหากมฺปิ โข นาคิต สํคมฺม สมาคมฺม สงฺคณิกวิหารํ อนุยุตฺตานํ วิหรตํ เอวํ โหติ นห นูนเม อายสฺมนฺโต อิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภิโน อสฺสุ อกิจฺฉลาภิโน อกสิรลาภิโน ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺสํ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี ตถา หิ ปนเม อายสฺมนฺโต สํคมฺม สมาคมฺม สงฺคณิกวิหารํ อนุยุตฺตา วิหรนฺติ ฯ {๑๙๓.๓} อิธาหํ นาคิต ภิกฺขู ปสฺสามิ อญฺญมญฺญํ องฺคุลิปโฏทเกน สญฺชคฺฆนฺเต สํกีฬนฺเต ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ นห นูนเม อายสฺมนฺโต อิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภิโน อสฺสุ อกิจฺฉลาภิโน อกสิรลาภิโน ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺสํ ฯเปฯ ตถา หิ ปนเม อายสฺมนฺโต อญฺญมญฺญํ องฺคุลิปโฏทเกน สญฺชคฺฆนฺติ สํกีฬนฺติ ฯ {๑๙๓.๔} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขู ปสฺสามิ ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุตฺเต วิหรนฺเต ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ นห นูนเม อายสฺมนฺโต อิมสฺส เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภิโน อสฺสุ อกิจฺฉลาภิโน อกสิรลาภิโน ยสฺสาหํ เนกฺขมฺมสุขสฺส ฯเปฯ นิกามลาภี อสฺสํ ฯเปฯ ตถา หิ ปนเม อายสฺมนฺโต ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุตฺตา วิหรนฺติ ฯ {๑๙๓.๕} อิธาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ คามนฺตวิหาเร สมาหิตํ นิสินฺนํ ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ อิทานิ อิมํ อายสฺมนฺตํ อารามิโก วา อุปฏฺฐหิสฺสติ สมณุทฺเทโส วา ตํ ตมฺหา สมาธิมฺหา คมิสฺสตีติ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน น อตฺตมโน โหมิ คามนฺตวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๖} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ อรญฺเญ จปลายมานํ นิสินฺนํ ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ อิทานิ อยมายสฺมา อิมํ นิทฺทากิลมถํ ปฏิวิโนเทตฺวา อรญฺญสญฺญํเยว มนสิกริสฺสติ เอตฺตกนฺติ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน อตฺตมโน โหมิ อรญฺญวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๗} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ อารญฺญกํ อรญฺเญ อสมาหิตํ นิสินฺนํ ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ อิทานิ อยมายสฺมา อสมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาทหิสฺสติ สมาหิตํ วา จิตฺตํ อนุรกฺขิสฺสตีติ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน อตฺตมโน โหมิ อรญฺญวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๘} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ อารญฺญกํ อรญฺเญ สมาหิตํ นิสินฺนํ ตสฺส มยฺหํ นาคิต เอวํ โหติ อิทานิ อยมายสฺมา อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุญฺจิสฺสติ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อนุรกฺขิสฺสตีติ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน อตฺตมโน โหมิ อรญฺญวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๙} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ คามนฺตวิหารึ ลาภึ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ โส ตํ ลาภสกฺการสิโลกํ นิกฺกามยมาโน ริญฺจติ ปฏิสลฺลานํ ริญฺจติ อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ คามนิคมราชธานึ โอสริตฺวา วาสํ กปฺเปติ ฯ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน น อตฺตมโน โหมิ คามนฺตวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๑๐} อิธ ปนาหํ นาคิต ภิกฺขุํ ปสฺสามิ อารญฺญกํ ลาภึ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ โส ตํ ลาภสกฺการสิโลกํ ปฏิปณาเมตฺวา น ริญฺจติ ปฏิสลฺลานํ น ริญฺจติ อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ฯ เตนาหํ นาคิต ตสฺส ภิกฺขุโน อตฺตมโน โหมิ อรญฺญวิหาเรน ฯ {๑๙๓.๑๑} ยสฺมาหํ นาคิต สมเย อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน น กิญฺจิ ปสฺสามิ ปุรโต วา ปจฺฉโต วา ผาสุ เม นาคิต ตสฺมึ สมเย โหติ อนฺตมโส อุจฺจารปสฺสาวกมฺมสฺสาติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกสัมพีชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชนชาวโกศล ชื่ออิจฉา- *นังคละ ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้พราหมณคามชื่ออิจฉานังคละ ฯ พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ ได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดม ศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยะตระกูล เสด็จถึงบ้านอิจฉานังคละ ประทับอยู่ที่ ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้พราหมณคามชื่ออิจฉานังคละ ก็กิตติศัพท์อันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปดังนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ ก็การได้เห็นพระอรหันต์ เห็นปานฉะนี้ เป็นการดีแล ครั้งนั้น พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้าน อิจฉานังคละ เมื่อล่วงราตรีนั้นไป พากันถือของเคี้ยวของกินเป็นจำนวนมาก เข้าไป ทางไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ครั้นแล้วได้ยืนชุมนุมกันส่งเสียงอื้ออึงอยู่ที่ซุ้ม ประตูด้านนอก ฯ สมัยนั้น ท่านพระนาคิตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค พระผู้มี- *พระภาคตรัสถามท่านพระนาคิตะว่า ดูกรนาคิตะ ก็พวกใครที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่นั้น คล้ายพวกชาวประมงแย่งปลากัน ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละเหล่านี้ พากันถือของเคี้ยว ของกินเป็นจำนวนมาก มายืนชุมนุมกันอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก เพื่อถวายพระผู้มี- *พระภาคและพระภิกษุสงฆ์ ฯ พ. ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศก็อย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอัน เกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้น ชื่อว่าพึงยินดีสุขอันไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่อาศัยลาภสักการะ และการสรรเสริญ ฯ น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับ ขอพระสุคต จงทรงรับ บัดนี้เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะทรงรับพระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทาง ใดๆ พราหมณ์ คฤหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท ก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆ เปรียบเหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา น้ำก็ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม ฉะนั้น ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคทรงมีศีลและปัญญา ฯ พ. ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศอย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใด แลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่ง สุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอัน เกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้น ชื่อว่าพึงยินดีความสุขที่ไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่อาศัยลาภ สักการะและการสรรเสริญ ดูกรนาคิตะ แม้เทวดาบางพวกก็ไม่พึงได้ตามความ ปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึง ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ดูกรนาคิตะ แม้เธอทั้งหลายมา ประชุมพร้อมหน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อมมีความ เห็นอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึง ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก แน่นอน ก็ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้มาประชุมพร้อม หน้ากัน ประกอบการอยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะอยู่ ดูกรนาคิตะ เราเห็น ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ใช้นิ้วจี้เล่นกระซิกกระซี้กันและกันอยู่ เรานั้นมี ความคิดอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่ พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก แน่นอน ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้มัวใช้นิ้วจี้เล่น กระซิกกระซี้กันและกันอยู่ ฯ ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ฉันอาหารเต็มท้องพอ ความต้องการแล้ว มัวประกอบด้วยความสุขในการนอน สุขในการเอน สุขใน การหลับอยู่ เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอัน เกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตาม ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก แน่นอน ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านี้ฉันอาหารเต็มท้องพอความต้องการแล้ว มัวประกอบความสุขใน การนอน สุขในการเอน สุขในการหลับอยู่ ฯ ดูกรนาคิตะ เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งสมาธิอยู่ที่วิหารใกล้บ้าน เรานั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ คนวัดหรือสมณุทเทสจักบำรุงท่านผู้นี้ ทำให้ เธอไปจากสมาธินั้นเสีย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พอใจด้วยการอยู่ใกล้บ้านของ ภิกษุนั้น ฯ ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า เรานั้นมี ความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้พอบรรเทาความลำบากในการนอนหลับนี้ได้แล้ว จักกระทำความสำคัญว่าอยู่ในป่าไว้ในใจได้ประมาณเท่านี้ เพราะเหตุนั้น เราจึง พอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ นั่งไม่เป็นสมาธิอยู่ในป่า เรา นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักตั้งมั่นจิตที่ยังไม่ตั้งมั่น หรือจักตามรักษา จิตที่ตั้งมั่นแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ ดูกรนาคิตะ ก็เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถือการอยู่ป่านั่งสมาธิอยู่ เรา นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ท่านผู้นี้จักเปลื้องจิตที่ยังไม่หลุดพ้น หรือจักตาม รักษาจิตที่หลุดพ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุนั้น ฯ ดูกรนาคิตะ สมัยใด เราเดินทางไกลไม่เห็นอะไรๆ ข้างหน้าหรือข้างหลัง สมัยนั้น เรามีความผาสุก โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ฯ จบสูตรที่ ๖

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย