This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๓ · อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

Other items in this volume

อัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒พลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒ธนสูตร ที่ ๑ธนสูตร ที่ ๒อุคคสูตรสังโยชนสูตรปหานสูตรมัจฉริยสูตรอนุสยสูตร ที่ ๑อนุสยสูตร ที่ ๒กุลสูตรปุคคลสูตรอุทกูปมสูตรอนิจจาสูตรทุกขสูตรนิททสวัตถุสูตรสารันททสูตรวัสสการสูตรภิกขุสูตรกรรมสูตรสัทธิยสูตรโพธิยสูตรสัญญาสูตรเสขสูตรหานิสูตรวิปัตติสัมภวสูตรอัปปมาทสูตรหิรีมาสูตรสุวจสูตร ที่ ๑สุวจสูตร ที่ ๒สขสูตร ที่ ๑สขสูตร ที่ ๒ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๑ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๒วสสูตร ที่ ๑วสสูตร ที่ ๒นิททสสูตร ที่ ๑นิททสสูตร ที่ ๒จิตตสูตรปริกขารสูตรอัคคิสูตร ที่ ๑อัคคิสูตร ที่ ๒สัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒เมถุนสูตรสังโยคสูตรทานสูตรมาตาสูตรอัพยากตสูตรปุริสคติสูตรติสสสูตรสีหสูตรรักขิตสูตรกิมมิลสูตรสัตตธรรมสูตรโมคคัลลานสูตรปุญญวิปากสูตรภริยาสูตรโกธนาสูตรหิริสูตรสุริยสูตรนครสูตรธัมมัญญูสูตรปาริฉัตตกสูตรสักกัจจสูตรภาวนาสูตรอัคคิขันธูปมสูตรสุเนตตอนุสาสนีสูตรอรกานุสาสนีสูตร๓. วินัยวรรคพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรคเมตตสูตรปัญญาสูตรอัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒โลกธรรมสูตรโลกวิปัตติสูตรเทวทัตตสูตรอุตตรสูตรนันทสูตรกรัณฑวสูตรเวรัญชสูตรสีหสูตรอาชัญญสูตรขฬุงคสูตรมลสูตรทูตสูตรพันธนสูตร ที่ ๑พันธนสูตร ที่ ๒ปหาราทสูตรอุโปสถสูตรอุคคสูตร ที่ ๑อุคคสูตร ที่ ๒หัตถกสูตร ที่ ๑หัตถกสูตร ที่ ๒มหานามสูตรชีวกสูตรพลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒อักขณสูตรอนุรุทธสูตรทานสูตร ที่ ๑ทานสูตร ที่ ๒ทานวัตถุสูตรเขตตสูตรทานูปปัตติสูตรปุญญกิริยาวัตถุสูตรสัปปุริสสูตร ที่ ๑สัปปุริสสูตร ที่ ๒ปุญญาภิสันทสูตร๑๐. สัพพลหุสสูตรสังขิตตสูตรวิตถตสูตรวิสาขสูตรวาเสฏฐสูตรโพชฌาสูตรอนุรุทธสูตรวิสาขสูตรนกุลสูตรอิธโลกสูตร ที่ ๑อิธโลกสูตร ที่ ๒โคตมีสูตรโอวาทสูตรสังขิตตสูตรทีฆชาณุสูตรอุชชยสูตรภยสูตรอาหุเนยยสูตร ที่ ๑อาหุเนยยสูตร ที่ ๒อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๑อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๒อิจฉาสูตรอลํสูตร ที่ ๑-๘สังขิตตสูตรคยาสูตรอภิภายตนสูตรวิโมกขสูตรโวหารสูตร ที่ ๑โวหารสูตร ที่ ๒ปริสสูตรภูมิจาลสูตรปฏิปทาสูตร ที่ ๑ปฏิปทาสูตร ที่ ๒ปฏิปทาสูตร ที่ ๓ปฏิปทาสูตร ที่ ๔ปฏิปทาสูตร ที่ ๕ปฏิปทาสูตร ที่ ๖อิจฉาสูตรลัจฉาสูตร ที่ ๑-๘ปริหานสูตรกุสีตวัตถุสูตรสติสูตรปุณณิยสูตรมูลสูตรโจรสูตร ที่ ๑-๒สมณสูตรยสสูตรปัตตสูตร ที่ ๑-๒อัปปสาทสูตรปฏิสารณียสูตร ที่ ๑-๒วัตตสูตรสัมโพธิสูตรนิสสยสูตรเมฆิยสูตรนันทกสูตรพลสูตรเสวนาสูตรสุตวาสูตรสัชฌสูตรปุคคลสูตรอาหุเนยยสูตรวุฏฐิสูตรสอุปาทิเสสสูตรโกฏฐิตสูตรสมิทธิสูตรคัณฑสูตรสัญญาสูตรกุลสูตรสัตตสูตรเทวตาสูตรเวลามสูตรฐานสูตรขฬุงคสูตรตัณหาสูตรววัตถสัญญาสูตรสิลายูปสูตร ที่ ๑สิลายูปสูตร ที่ ๒เวรสูตร ที่ ๑เวรสูตร ที่ ๒อาฆาตสูตร ที่ ๑อาฆาตสูตร ที่ ๒อนุปุพพนิโรธสูตรวิหารสูตร ที่ ๑วิหารสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรคาวีสูตรฌานสูตรอานันทสูตรพราหมณสูตรเทวสูตรนาคสูตรตปุสสสูตรปัญจาลสูตรกามเหสสูตร ที่ ๑กามเหสสูตร ที่ ๒กามเหสสูตร ที่ ๓สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรปรินิพพานสูตรตทังคสูตรทิฏฐธัมมิกสูตรเขมสูตรเขมปัตตสูตรอมตสูตรอมตปัตตสูตรอภยสูตรอภยปัตตสูตรปัสสัทธิสูตรอนุปุพพปัสสัทธิสูตรนิโรธสูตรอนุปุพพนิโรธสูตรธรรมปหายภัพพสูตรสิกขาสูตรนิวรณสูตรกามคุณสูตรอุปาทานขันธสูตรโอรัมภาคิยสูตรคติสูตรมัจฉริยสูตรอุทธัมภาคิยสูตรเจโตขีลสูตรวินิพันธสูตร๓. สัมมัปปธานวรรค๔. อิทธิปาทวรรค๕. วรรค ที่ ๕

Commentary

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๓. วินัยวรรค

ข้อ ๗๒–๘๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต10 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต วินัยวรรคที่ ๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น วินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จัก อาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ เป็นผู้มีศีลสำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึง พร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษา อยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธรได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น วินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จัก อาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้แม่นยำโดยพิสดาร จำแนกดีแล้ว ขยายดีแล้ว วินิจฉัยดีแล้ว ทั้งโดยสูตรและโดยอนุพยัญชนะ ๑ มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็น วินัยธรได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น วินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จัก อาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ หนักอยู่ในพระวินัยไม่ง่อนแง่น ๑ มีปรกติได้ ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็น เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึง อยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็น วินัยธรได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น วินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จัก อาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ๑ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธรได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น พระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย ๑ มีปรกติได้ตามความปรารถนา ฯลฯ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธรงาม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น วินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จัก อาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้แม่นยำโดยพิสดาร จำแนกดีแล้ว ขยายดีแล้ว วินิจฉัยดีแล้ว ทั้งโดยสูตรและโดยอนุพยัญชนะ ๑ มีปรกติได้ตามความปรารถนา ฯลฯ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น พระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ หนักอยู่ในพระวินัย ไม่ง่อนแง่น ๑ มีปรกติ ได้ตามความปรารถนา ฯลฯ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโต- *วิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็น พระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ๑ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยประการฉะนี้ ๑ ทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่- *พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม โดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรม เหล่านี้ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความ สงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว เธอพึงทรงธรรม เหล่านั้นไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม นี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่เป็นคำสั่งสอนของ ศาสดา อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อ นิพพาน โดยส่วนเดียว เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของศาสดา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ๗ ประการนี้ เพื่อ สงบระงับอธิกรณ์ที่เกิดแล้วๆ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ สงฆ์พึงให้ สัมมุขาวินัย (สำหรับระงับต่อหน้า) ๑ พึงให้สติวินัย (สำหรับพระอรหันต์ผู้มี สติไพบูลย์) ๑ พึงให้อมูฬหวินัย (สำหรับภิกษุบ้า) ๑ ปฏิญญาตกรณะ (ให้ ทำการปรับโทษตามคำปฏิญาณ) ๑ เยภุยยสิกา (ปรับโทษถือข้างมากเป็น ประมาณ) ๑ ตัสสปาปิยสิกา (ปรับโทษสมกับความผิดแก่ภิกษุจำเลยนั้น) ๑ ติณวัตถารกะ (ตัดสินทำนองกลบหญ้า คือ ทำการประนีประนอม) ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ๗ ประการนี้แล เพื่อสงบระงับอธิกรณ์ ที่เกิดแล้วๆ ฯ จบวินัยวรรคที่ ๓

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย